茶道 ห้องพิธีชงน้ำชา
จากมองแดนซากุระ 'บนถนนสายนี้' เชิญติดตามอ่านกันได้ค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

จากหนังสือ มองแดนซากุระ

 

 

 

 

 

 

บนถนนสายนี้

 

เขียนโดย ศ. ดร. ปรียา อิงคาภิรมย์

 

            บทความนี้เขียนมานานเหลือเกินตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่ที่เบอร์กเล่ย์ และแวะไปหาข้อมูลที่ญี่ปุ่นตอนหน้าร้อน วันนี้นั่งอ่านเรื่องนี้ก็ยังจำความรู้สึกตอนที่เขีียนเรื่องนี้ได้ดี เีืรื่องนี้แฟนๆหนังสือคงอาจจะไม่ได้อ่านอีกก็ได้สำหรับการพิมพ์ใหม่ เพราะอาจารย์มีเนื้อหาใหม่ที่จะเขียนเข้าไปมากพอสมควรแต่ก็อยากจะเก็บเรื่องที่น่าสนใจไม่อยากเอาออกไว้ ถ้าไม่เอาเรื่องนี้ใส่เข้าไปในเล่มที่กำลังจะพิมพ์ใหม่ เด็กวัดและแฟนๆโรงเรียนเด็กวัดปรียาเท่านั้นที่จะได้อ่านเรื่องเหล่านี้ของอาจารย์ในโรงเรียนของเรา

           ก่อนอ่านขอให้พวกเราหมุนเข็มเวลาย้อนกลับไปเมื่้อยี่สิบกว่าปีนะคะ

--------

         วันนี้มีนัดกับอาจารย์ญี่ปุ่นจึงต้องรีบตื่นแต่เช้า ตื่นขึ้นมา 8 โมงเช้่า แล้วก็รีบๆกินชาและขนมปัง แลรีบออกจากบ้านเพื่อไปให้ทันเวลาที่นัดตอน 10.30  หลายคนที่ยังไม่เคยไปญี่ปุ่น ก็คงจะอดขำในใจไม่ได้ว่า นัด 10.30 ออกจากบ้านตั้งแต่ไก่โห่ ไม่เช้าไปหรือ แต่สภาพในสังคมญี่ปุ่นจริงๆแล้ว การเดินทางออกจากบ้านที่ใช้เวลา 1 ชั่วโมง หรือชั่วโมงกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด

        

       อาจารย์รีบไปที่สถานีรถไฟเพื่อรอรถไฟเพื่อจะได้ไปถึงที่นัดตามกำหนดที่กะเอาไว้ เพราะถ้าจะพึ่ง ให้รถพาไปที่นัดหมายก็ต้องวิ่งผ่านฟรีเวย์ ซึ่งแพงมากแค่ค่้าฟรีเวย์เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วก็ปาเข้าไปเกือบร้อยบาท ถ้าขากลับอยากขึ้นฟรีเวย์ก็ต้องจ่ายอีก แถมฟรีเวย์ที่เราเรียกชื่อกันอย่างเก๋ไก๋ ก็กลายเป็น stop way เสียแล้ว

 

       จากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ที่ต้องนั่งรถยนต์ด้วยความเบื่อหน่ายในรถบนถนน ฟรีเวย์ที่มีรถโกดัง รถน้ำมัน รถขนสินค้า ตลอดจนรถส่วนตัวที่วิ่งแน่นไปหมดทำให้อาจารย์รู้สึกเซ็งที่ต้องนั่งในรถที่ติดมาเกือบสองชั่วโมง ก็เลยหันมาพึ่งรถไฟดีกว่าไม่ต้องเป็นห่วงมากมายเพราะว่ารถไฟญี่ปุ่นมาตามตารางเวลาที่เขียนเอาไว้ อาจารย์นั่งรถบัส 15 นาที จากบ้านไปสถานี จากสถานีก็รีบซื้อตั๋ว ซึ่งเพียงแต่หยอดเหรียญและกดตั๋ว  ทั้งเงินทอน และตั๋วก็จะออกมาพร้อมกัน สบาย สะดวก และเร็วดีเหลือเกิน อาจารย์ยิ้มกับตัวเองอย่างพอใจ พอขึ้นไปบนสถานี รถไฟขบวน 8.37 นาทีที่อาจารย์จะนั่ง ปรากฏว่ายังไม่มา ยืนรออยู่ประมา๊ณ 10 นาที นายสถานีรถไฟประกาศว่า เนื่องจากรถไฟสายสีฟ้าที่วิ่งมาจากต่างจังหวัดเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย และเส้นทางที่รถไฟสายสีฟ้า วิ่งมานั้นมาทับเส้นที่อาจารย์กำลังจะไปหาอาจารย์ญี่่ปุ่น ผลก็คือ ตารางเวลารถไฟที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์รวนไปหมด ผู้โดยสารทุกคนต้องยืนรออยู่ที่สถานี ในใจตอนนั้น อาจารย์ก็ได้แต่ภาวนาว่า ขอให้ทุกอย่างเป็นไปโดยเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด ในขณะที่รออยู่นั้น คลื่นมนุษย์ก็หลั่งไหลมากขึ้นไปบนชานชาลาเพราะตอนนั้นเป็นเวลาเร่งรีบพอดี

   

        อย่าให้ต้องอธิบายเลยว่า มันน่าเบื่อ น่ารำคาญแค่ไหน แค่ธรรมดาซึ่งไม่ใช่เวลาเร่งรีบ รถไฟญี่ปุ่นคนก็ยังแน่นกว่าตอนเวลาเร่งรีบของอเมริกา ยิ่งวันนี้โชคดีสองชั้น รถไฟมาไม่ได้ตามกำหนดเพราะรถไฟขบวนอื่นเกิดอุบัติเหตุ แถมเกิดอุบัติเหตุตอนเวลาเร่งรีบเสียอีกต้องเจอกับคลื่นมนุษย์ที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนจะเห็นเป็นหัวสีดำพรืดเต็มไปหมด แต่บางคนอาจจะบอกว่า นานๆเจอคลื่นมนุษย์แบบนี้สักทีก็คงไม่แปลก แต่สำหรับอาจารย์ซึ่งตอนนั้นอยู่ญี่ปุ่นสี่ห้าปีแล้ว ยังจำภาพคลื่นมนุษย์ที่ว่านี้ได้ติดตาติดใจจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกเลย

 

            ในขณะที่อาจารย์ยืนเบียดเสียดกับหนุ่มสาว คนแก่และเด็กญี่ปุ่นอยู่จนหายใจแทบไม่ออกนั้น บรรดาคลื่นมนุษย์ที่ยืนเบียดอยู่ข้างๆนั้น ต่างคนต่างก็รอด้วยรถไฟด้วยความกระวนกระวาย หลายๆคนยกข้อมือขึ้นดูเวลาทกระยะ ต่างคนต่างอยู่ในสภาพที่รีบร้อน แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอ ผู้โดยสารแต่ละคนเริ่มแสดงท่าทางหงุดหงิด ทุกคนคงถามตัวเองในใจว่าเมื่อไหร่รถไฟจะมาสักที ทุกคนที่รอรถไฟอยู่ที่สถานีไม่มีใครสนใจว่าคนที่ยืนเบียดอยู่ข้างๆจะเป็นใคร หรือหน้าตาอย่างไร ทุกคนเงียบกริบไม่พูดอะไรเลยสักคำ บางคนก็ยืนอ่านหนังสือพิมพ์ที่ถือติดมือมา บางคนมองหน้ากัน แต่ก็แค่นั้นเอง ไม่มีการทักทายพูดคุย หรืออยากจะทักทายพูดคุยกันชั่วคราวในขณะนั้นแม้แต่น้อย

 

            ในช่วงวินาทีนั้นเอง อาจารย์ก็ถามตัวเองว่า ถ้าสักวันหนึ่ง มนุษย์เราทุกคนที่เกิดมาในสังคม เช่น สังคมในอเมริกา สังคมในญี่ปุ่นที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ใช้งานต่างๆ มีฟรีเวย์ ที่สร้างเหมือนของเด็กเล่น วิ่งว่อนกันเต็มไปหมดหลายชั้น แถมยังมีเครื่องอำนวยความสะดวกแทบทุกอย่างไว้บริการอย่างครบวงจร มีรถยนต์ที่ใช้วิ่งพาเราไปไหนต่อไหนจนกลายเป็นของที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของคนในสังคม ถ้าเกิดอยู่ดีๆสิ่งทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้ เกิดหยุดชะงักเป็นอัมพาตใช้ไม่ได้ เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปีละก็ มนุษย์เราจะทำยังไง เพราะสิ่งที่เราสร้่างขึ้นมาเหล่านี้ มันใช้ไม่ได้เสียแล้ว คิดไปก็รู้สึกกลัวขึ้นมาทันที เพราะเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้งตั้งแต่มาอยู่ที่อเมริกา เพราะรถยนต์ที่ใช้คอมพิวเตอร์ อยู่ดีๆเสีย รถวิ่งไม่ได้ จะหารถแท็กซี่ก็ไม่มี รถบัสก็ชั่วโมงอาจจะมาสักคันยิ่งวันอาทิตย์แทบจะไม่วิ่งเลยก็ว่าได้ ต้องเดินระยะทางไกลมาก แถมไม่ได้เอามือถือติดตัวไปเพราะไปธุระ เหตุการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เตือนภัยเกี่ยวกับไฮเทคที่เราใช้กันอย่างสะดวกสบาย

          

          ความรู้สึกกลัวที่ว่านี้ทำให้อาจารย์ิิอดนึกถึงเรื่องสั้นของ จูลีโน คอร์ทาซาร์ รื่อง

‘southern thruway’ ที่เขาเขียนขึ้นโดยใช้จินตนาการที่เป็นสิ่งเพ้อฝัน มาเีทียบกับสังคมและสภาพความเป็นจริงของมนุษย์ จินตนาการที่เขามีต่อฟรีเวย์ที่ว่า ถ้าฟรีเวย์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมานี้ เกิดสักวัน อยู่ดีๆเกิดหยุดชะงัก และมนุษย์เราที่ใช้ฟรีเวย์ต้องหยุดชะงักติดอยู่ในรถยนต์ของตัวเอง และต่างคนต่างมีชื่อเป็นยี่ห้อรถ เช่น เปอร์โย 404  ดัทสัน เทานุส ออสติน  และต่างก็มีธุระรีบร้อน ไม่มีใครรู้จักหรืออยากรู้จักใคร

 

 

(ยังมีต่อค่ะ เชิญติดตามต่อนะคะ)

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-07-29 05:36:40 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ตอบกระทู้

--------------------------------------------------------------------------------------------------