剣道 ห้องเคนโด
ใครก็ได้ช่วยแปลประโยคภาษาญี่ปุ่นให้ทีจิ ม่ายรู้ว่าแปลถูกอะป่าว T_T
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

พอดีที่ทำงานจะให้กล่าวคำปฏิญาณตนเกี่ยวกับเรื่องคุณภาพ แต่แปลแล้ววกไปวนมา อยากให้มันสั้นและได้ใจความ ใครก็ได้ช่วยแนะนำหน่อยนะค่ะ

宣言:私達は品質の維持・向上に努め、トラブルを発生させないよう日々取り組みます!

โดย : เด็กใหม่หัดแปล วันที่ : 2008-07-18 11:17:10 อีเมล์ : IP : 125.26.5.0

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

(เด็กวัดวินส์) โอ้วววว...อาจารย์ !

ทำไมความเห็นช่างครุกรุ่นอย่างนี้  อ่านแล้วร้อนเลยครับ  เหอๆ

 

(ครูประจำชั้นปรียา) อาจารย์เป็นคนที่มีความอดทน อดกลั้นกับสิ่้งที่มีเหตุผล และอึดมากด้วย และสู้ไม่เคยถอย  แต่ถ้าคนที่ทำอะไรไม่มีความเคารพอีกฝ่าย เห็นแก่ตัว อาจารย์ได้รับการอบรมอย่างดีว่า อย่าปล่อย ด้วยการทับสิทธิตัวเอง เพราะมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็น บนเงื่อนไขที่ว่า ถ้าอาจารย์รู้เรื่องนั้นจริง ก็จะไม่เงียบถ้าไม่รู้ก็จะไม่พูดมาก อาจารย์ไม่ได้ใช้อารมณ์ แต่ช็อกกับสิ่งที่บริษัทคนญี่ปุ่นใช้กับคนไทย คนญี่ปุ่นในญี่ปุ่นเอง เขาก็รู้ว่าบริษัทพวกนี้ไปสร้างชื่อเสีย ไว้เยอะมาก คนดีๆในญี่ปุ่นที่ไม่เห็นด้วย เขาก็อายนะคะ คุยกันมานานแล้วค่ะเรื่องพวกนี้ ตอนอยู่ญี่ปุ่น


(
เด็กวัดวินส์) ก็จริงอยู่ ทุกวันนี้ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นไทยกำลังบ้ากระแสญี่ปุ่น เกาหลีอย่างหนักเห็นหลายคนคลั่งดารานักร้อง  แต่งตัว cosplay แล้ว....จริงๆก็สิทธิ์ของเขาน่ะคับ ว่าไม่ได้


(
ครูประจำชั้นปรียา) เห็นด้วยอย่างยิ่ง เป็นสิทธิืของบุคคลไม่ได้หนักหัวใคร ในอเมริกา หน้าร้อน จะเดินถอดเสื้อ แล้วเป็นลมล้มพับตายเพราะอากาศร้อน ก็ไม่มีใครว่า ไป Nude Beach เปลือยล่อนจ้อนก็ได้ เพราะมีสิทธิ์ แต่อย่าล่อนจ้อนตามท้องถนนแล้วกัน เขาจะพาไปโรงพยาบาลโรคจิต บ้านเราพวกที่ใส่ชุดบ้าๆบอๆแบบนี้ เกิดแต่งบ้าบอมากเหมือนแบบเด็กวัยรุ่นญี่ปุ่นคนไทยอาจจะตกใจ นึกว่า เป็นผีมาเกิดั แล้วเกิดคนไทยที่เห็นตกใจตาย หรือเห็นชุดอะไรที่ไม่เคยเ็ห็นแล้วเกิดหัวใจวาย บ้่านเราคงไปฟ้องเอาเงินค่าเสียหายไม่ได้ใช่มั้ยคะ ที่นี่ฟ้องได้นะคะ

 

อาจารย์อยู่ที่นี่ มีอิสระภาพที่จะอะไรก็ได้ ในขอบเขต บ้านเราอิสระภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ไม่ค่อยจะเห็นคนไทยแสดงความคิดเห็นที่สร้างสรรค์กันเลย แต่นิยมใช้สิทธิในด้านที่ฉาบฉวยแบบญีุ่่ปุ่นเสียมากกว่า

แต่แปลกที่อิสระภาพในการเลียนแบบญี่ปุ่นเกาหลี กลับเป็นที่นิยมกันและเน้นที่ว่าเป็นสิทธิของคนๆนั้น

เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับการใช้มันสมอง เราชอบอะไรง่ายๆ ไม่ต้องคิดมาก เข้าง่ายกับสังคมไทยเรา

 

อาจารย์จะใส่ขาสั้น ขายาว หน้าร้อนก็ได้ ไม่มีจำกัดอายุ เหมือนป้าแก่ๆในญี่ปุ่นย้อมผมสีแดงสีม่วง เพื่อนๆที่นี่้ยังถามเลย อาจารย์บอกว่าได้ แต่ไม่อยากใส่เป็นเป้าสายตา และเสี่ยงตัวเอง เหมือนคนในบ้านเราที่ใส่เพชร แล้วโดนจี้ มีสิทธิืที่จะใส่ คนอื่นก็มีสิทธิที่จะจี้ เพราะไม่มี จะตีึความแบบนี้ได้มั้ิยคะเนี่ย

 

อาจารย์อยากให้มองในหลายๆแง่ เช่น ถ้าพวกฝรั่งเอา หัวพระบ้านเราที่เราเคารพบูชา ไปโชว์เป็นของโชว์วางบนโต๊ะ หรือเวลา่ที่ อยู่อเมริกาเวลานั่งเรียนหนังสือ เพื่อนฝรั่งเอาขายื่นหรือแยงมาถึงเก้าอื้ของอาจารย์ จะว่าไปมันเป็นสิทธิของเขาตามที่วินส์บอกมาหรือเปล่า ถ้าอย่างงั้น เราจะไปโมโหพวกฝรั่งที่เอาหัวพระไปใส่ไว้ในห้องน้ำ หรืออะไรไม่ได้ใช่มั้ยคะ เพราะเขาไม่ได้เห็นว่ามันเสียหายอะไร เป็นสิทธิของเขาเพราะเขาซื้อมาถูกต้องมั้ยคะ

 

สิ่งที่อาจารย์อยากจะบอกก็คือ ก่อนที่เราจะพูดถึงเสรีภาพ และสิทธิ์ เราต้องศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้ก่อนไม่ใช่เอาเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ตัวเองแล้วก็บอกว่านี่มันสิทธิ์และเสรีภาพของฉันนะ ไม่ใช่แบบไทยๆ 

ยิ่งสังคมยิ่งมีความกดดันมากเท่าไร การแสดงออกบ้าๆบอๆแบบนี้ก็จะมียิ่งเยอะมากขึ้นทุกที เพราะความกดดันสูง เพราะไม่มีทางออกอื่นที่จะแสดงออกแล้วจะมีคนมาสนใจเลย ก็ต้องยิ่งทำตัวให้เด่น แต่ท้ายที่สุดก็เหมือนๆกัน ต้องทำกันเป็นกลุ่มแบบวัยรุ่นญี่ปุ่น

สังคมที่เก็บกดแบบญี่ปุ่น คะระโอะเคะ เป็นสถานที่ปลดปล่อยที่ดียิ่ง ทำให้คนญี่ปุ่นที่ทำงานหนักทั้งวัน กลายเป็นพระเอก ออกไปร้องเพลง แต่แปลกไม่มีใครฟังเลย เห็นเพื่อนญี่ปุ่นทุกคนชอบมาก เขาบอกว่า คลายเครียด ปลดปล่อย และก็เข้าใจค่ะ

 

เพื่อนญี่ปุ่นชอบมาชวนไปแล้วก็เข้าไปอัดกันในห้องเล็กๆ ไปด้วยสองสามครั้ง มาชวนไปที่อื่นดีกว่้า ไม่เอาด้วย อาจารย์ไม่ต้องเป็นคนญี่ปุ่นร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้จะทำงานกับญี่ปุ่นก็ตาม อาจารย์มีสิทธิ์ที่จะเลือก พวกฝรั่งที่ไปทำงานที่ญี่ปุ่นกลัวที่สุดคือ หลังเลิกงานต้องไปกินเหล้าด้วย เขามีเรื่องกับบริษัทญี่ปุ่นมากมาย เพราะเขาบอกว่า เขามีครอบครัว มีลูก และเหนือย อยากกลับบ้าน

พวกคนญี่ปุ่นแต่งงานก็เหมือนไม่ได้แต่งงาน ทิ้งเมียทิ้งลูกไว้ที่บ้าน กว่าจะกลับก็ดึกดื่น เพื่องาน แต่เที่ยวก็เป็นเสียส่วนมาก บังหน้าก็เยอะ อยู่กันนา่นเห็นไส้เห็นพุงหมด

 

 

 

(เด็กวัดวินส์) ส่วนเรื่องสโลแกนการทำงาน...
ที่บริษัทผมก็มีแปะไว้เหมือนกัน  แต่แปลไม่ออก
มีฉบับไทยเหมือนกัน... เท่าที่อ่านดูก็ไม่โหดร้ายขนาดนี้

(
ครูประจำชั้นปรียา) อาจารย์ยังดีใจที่เด็กวัดวินส์ ยังเห็นว่าที่ประกาศต้องการให้พนักงานปฏิญาณตนอันนี้โหดร้าย  อาจารย์พูดตามเนื้อผ้า ไม่ได้เข้าข้างคนไทย อาจารย์เคยไปเยี่ยมโรงงานญี่ปุ่นในเมืองไทย เขามีเครื่องจักร เวลาที่ทำเข็มของเครื่องจักรหัก เขาจะสั่งให้คนที่ทำงานนั้นหาเข็มที่หักให้เจอ แล้วเอามาะแปะให้เห็นว่า หาครบ คนไทยที่ทำงานบ่นว่า เข้มงวดมาก อาจารย์ก็ต้องพูดตามเนื้อผ้าว่า เพื่อความปลอดภัยของคนงานทุกคน เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง หรือคำขวัญที่แปะไว้ที่โรงงานว่า เมื่อใช้ของแล้ว ขอให้เก็บเข้าที่ ให้เป็นระเบียบเรีียบร้อย เป็นนิสัยที่ดีไม่ใช่มักง่ายทำอะไรแล้วก็ไม่เก็บให้เรียบร้อยแต่การปฎิญาณตนนี้ เขาใช้ในประเทศญี่ปุ่นกับคนงานญี่ปุ่นต้องท่องกันเลยก่อนทำงาน แล้วก็จะร้องส่งเสียงเป็นการปลุกใจเพื่อทุกคนจะได้ทำงานอย่างเต็มที่ ทุ่มเต็มที่กับงานที่ทำไม่ต้องคิดถึงเรื่องอย่างอื่น

 

อาจารย์ขอบอกให้คนที่อยากจะทำงานกับญี่ปุ่นว่า สำหรับคนญี่ปุ่น คนญี่่ปุ่นเขารู้กันทุกคนว่า

 ทำผิดได้ครั้งเดียว เขาจะบอกเราครั้งแรก แต่อย่าผิดครั้งที่สอง เสร็จแน่จึงต้องให้ปฎิญาณตนไงล่ะคะ

เพราะพวกเขาคือพวก perfectionist จึงไม่มีคำว่ายกโทษให้ถ้าทำผิดซ้ำ จึงสร้างความตึงเครีัยดอย่างมาก ต้องทุ่มให้มากที่สุดดีที่สุด ผิดก็หัวอาจจะหลุดจากบ่า (แต่เขาไม่ทำตรงๆ เขาจะทำให้คนๆนั้นอยู่ต่อไปไม่ได้เอง)

 

ในขณะที่บ้านเรา เป็นประเภท ทำผิดเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าทำครั้งเดียวถูกต้องเลย อาจารย์จะตกใจมาก

เพราะหาไม่ค่อยจะมี เพราะอะไร เพราะเราทำงานแบบไม่ได้มีใจรักไม่ได้ทุ่ม เราทำงานเหมือนแบบฝรั่ง เราทำงานเพื่อแลกกับเงินเดือน มาที่อเมริกา เห็นคนทำงาน พนักงาน ไม่ได้รู้เรื่องเลย ให้คำตอบเหมือนพนักงานไทยที่บ้านเราเลย

 

ดังนั้น การที่ญี่ปุ่นเห็นการทำงานที่แสนจะไม่ได้เรื่องของคนไทยจนทนไม่ไหว เขาต้องบังคับเราให้ปฎิญาณตัว เพราะพวกเขาเป็นชนชาติที่มีแบบแผน มี รูปแบบ kata เขารับไม่ได้ เขาต้องหล่อหลอมพนักงานเขาให้เหมือนกันหมดเป็นพิมพ์เดียวกัน หัวเดียวกันหมด  เอาลัทธิเก่าๆที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยเอโดะ เลือดบุชิโด แล้วก็ยังพยายามจะใช้ คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ที่เกิดมาไม่เคยเห็นสงคราม เกิดมาพร้อมกับมังงะ พร้อมกับเครื่องเล่นเกมส์ของนินเทนโด อ่อนปวกเปียก ไปโรงเรียนก็โดนเพื่อนแกล้ง เรียนไม่ดีโดนอัดจากทางบ้านอีก หาทางออกไม่ได้ ฆ่าตัวตาย เพราะเป็นการตายที่คนรุ่นใหม่ยังคิดว่า มีเกียรติแบบสมัยก่อน น่าเสียดายส่วนใหญ่เด็กวัยรุ่นญีปุ่นที่เรียนดีๆเลือกทางออกด้วยการฆ่าตัวตาย เสียดายอนาคตเ้ด็กเหล่านี้เหลือเกิน

ในญี่ปุ่นอดีต มีคะมิคะเซะ มีนายพล โนะงิ และภรรยาที่ฆ่าตัวตายตามจักรพรรดิ์เมจิ มีซามูไรที่ยอมตาย เพื่อเจ้านาย เขาโตมากับความรุนแรง ความทรหดบ้าเลือด เพราะเขา่มีซามูไรที่มีลัทธิความซื่อสัตย์ จงรักภักดีเป็นเรื่องใหญ่ และความจงรักภักดีที่เขาปลุกระดมคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่มาตลอด แต่คนรุ่นใหม่ของญี่ปุ่นไม่เข้าใจ ทำไมจะต้องทุ่มอะไรมากมายกับบริษัท อย่างเช่น คำปฏิญาณที่จะให้พวกเขาประกาศนี้ พูดง่ายๆก็คือ เป็นการบังคับว่าจะต้องทำให้ได้ตามที่บริษัทต้องการ ถ้าทำไม่ได้ คำพูดของคนนั้นก็ไม่มีค่า คนรุ่นใหม่ญี่ปุ่นที่ทนไม่ได้ก็ลา่ออกกันเยอะแยะ เพราะไม่ได้เหมือนสมัยพ่อแม่ที่ไม่มีทางเลือกอื่น

 

สมัยก่อนถ้าซามูไรถูกคนหัวเราะเยาะ อาจารย์เคยเรียนตอนอยู่ฮาร์วาร์ด เขียนโดยนักเขียนญี่ปุ่น ยังจำได้ว่าเป็นเรื่องของ ซามูไรคนหนึ่งผายลมต่อหน้าคน เพราะเก็บไว้ไม่ไหว คนอิ่นได้ยินเสียงผายลมเลยพากันหัวเราะเยาะ ทำให้ซามูไรคนนั้นอับอายขายหน้า

    หลังจากประชุม ซามูไรคนนั้นฆ่าตัวตาย เพราะทำสิ่งที่ผิดพลาด ทำให้คนขายหน้า คนญี่ปุ่นจะชื่นชมและไม่ถือว่าทำไมซามูไรคนนั้นโง่หรือขี้ขลาด

   

    คนรุ่นใหม่จึงไม่เข้าใจตามที่อาจารย์เขียนว่า เอาคำประกาศมาบังคับใช้ได้ยังไง เพราะพ่อที่ทำงานไม่เคยมีเวลากลับบ้านให้เห็นหน้า ก็ยังถูกบีบให้ออก ไม่ใช่ไล่ออกหรือเชิญให้รีบออก พ่อแม่ที่เคยบอกลูกว่า เข้ามหาวิทยาลัยดีๆจะได้ทำงานธนาคาร ทำงานกระทรวง ทำงานองค์กรต่างๆที่มีชื่อเสียง ปัจจุบัน บอกไม่ได้แล้ว เพราะเขาใช้ระบบฝรั่ง ทำไม่ดี เชิญออก หรือจ้างออก โดยเฉพาะระดับบริหารจะโดนมากเพราะบริษัทต้องการเอาเงินที่จ้างระดับสูงนี้ไปจ้างเด็กใหม่ไม่ดีกว่าหรือ ได้หลายคน ดังนั้นปัจจุบัน พ่อแม่ญี่ปุ่น ไม่มีอะไรที่พ่อแม่จะใช้เป็นแม่แบบบอกลูกให้พยายามได้ว่า ลูกพยายามนะจะได้สบายในอนาคต

    คนรุ่นใหม่ก็สงสัยว่า ถ้าทุ่มให้กับบริษัทแล้วทำได้ดีที่สุด จะได้อะไรตอบแทนบ้าง เพราะค่านิยมต่างกับสมัยก่อนแล้ว คำตอบก็คือ ไม่มี ทางบริษัทก็ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนหรือสรรเสริญ เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องทุ่มเท และไม่ต้องไปคิดถึงเวลาส่วนตัว สี่ทุ่มห้าทุ่มคนอื่นอยู่ทำงานต่อได้ ทำไมเราอยู่ไม่ได้

    หลานที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่นตามที่เขียนให้อ่าน อาจารย์ที่ปรึกษามีลูกมีเมียไม่กลับบ้าน นอนค้างที่มหาวิทยาลัย สามสี่คืน หลานกลับรถไฟขบวนสุดท้ายก็ยังโดนดุว่า ทำไมกลับบ้าน ไ่ม่สบายก็ต้องไปทำแล็ป มาปรึกษาก็เลยต้องส่งไปคุยกับอาจารย์ นี่คือสังคมญี่ปุ่น ไม่มีคำว่าครอบครัว แต่ถ้าผู้ชายไม่แต่งงาน ทางบริษัทก็ไม่ไว้ใจอีก เพราะไม่มีคนใช้อยู่ที่บ้านคอยดูแลทำอาหารให้กิน ทำงานไม่เต็มที่อีก ต้องการคนที่แต่งงาน แล้วก็ทิ้งลูกทิ้งเมียไว้ที่บ้าน เพราะเป็นกฏเำกณฑ์ทางสังคมที่ใช้กันมาตั้งแต่เมจิที่ว่้า ผู้ชายออกไปหาเงิน ผู้หญิงอยู่บ้านเฝ้าบ้าน เลี้ยงดูลูก อย่าได้บ่นเด็ดขาด แต่ถ้าเป็นผู้หญิงเก่งทำงานตัวเป็นเกลียวทุ่ม ก็ทนไม่ได้อีก จะถูกแรงกดดันว่า เมื่อไรจะมีแฟน มีฝั่งมีฝาเสียที รีบหาแฟนสักคนให้เลี้ยงดูไม่ดีกว่าหรือ เขาจ้่างเฉพาะสาวๆน่ารักๆเหมือนต้นไม้ประดับออฟฟิส ไม่ได้คาดหวังอะไรจากผู้หญิง

 


(วินส์)_แต่ก็เข้าใจน่ะคับ...ทุกวันนี้ ญี่ปุ่น "โกบโกย" เม็ดเงินจากบ้านเราไปมากเท่าไหร่แล้ว?
สิ่งที่เราทำได้ "คืออะไร"ทำงานให้ญี่ปุ่นต่อไปงั้นหรือ ? ถามผม..ก็คงต้องตอบว่า "ใช่"  เพราะถ้าไม่ทำงาน ... ก็ไม่มีตังค์กินข้าว

(ครูประจำชั้นปรียา) ใช่ค่ะ เราจน เราต้องทำงานแลกกับเงินเขา

แต่ไม่ได้หมายความว่า เราเป็นมือเป็นตีนให้เขามาโกบโกย มาตักตวงลูกเดียว

เราจึงต้องรู้เขา เรียนรู้จากเขา ต้องเข้าไปทำงานกับเขา และทำงานแบบรู้ว่าเราทำอะไรอยู่

แต่ที่น่าเศร้าคือ คนไทยร่วมมือ กับคนญี่ปุ่นช่วยเขาโกบโกย และตัวเองก็โกบโกยด้วย และกดขี่แรงงานคนไทยอีกด้วย จ้างคนไทยด้วยแรงงานถูกๆ เพราะจ้า่งที่ญี่ปุ่นไม่ได้ เพราะเขามีกฏหมายบังคับ

และยังสอนเขาติดสินบนเจ้าหน้าที่ไทยเราโดยไม่อายด้วย คนญี่ปุ่นเองเล่าให้ฟัง แต่เขาเล่าเรื่องไม่ดีของประเทศเขาหรือปล่อยให้เราทำเรื่องไม่ดีในประเทศเขามั้ยคะ


(เด็กวัดวินส์)  แต่เราจะทำยังไง "ให้รู้ทัน" เขา
นั่นคือการบ้านชิ้นโบว์แดง ...  ยากมากสำหรับผมครับ

(ครูประจำชั้นปรียา) เห็นด้วย แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ยังทำอะไรไม่ได้มาก

เพราะเขาเตี๋ยมและรู้กันระดับข้างบนเท่านั้น แต่ก็เรียนรู้ได้ท้าทายดีค่้ะ

อาจารย์ยังเรียนรู้มาเยอะแยะ


(เด็กวัดวินส์) ทุกวันนี้ก็ได้แต่เออออห่อหมกไปกับเขา
เพราะว่าผมมันชั้นผู้น้อยครับ  เถียงมากเดี๋ยวเขาไล่ผมออกล่ะซวยเลย

(ครูประจำชั้นปรียา)  อาจารย์ไม่ได้บอกว่า เราต้องไปทำอวดเก่งกับเขา แต่เราต้องรู้เขาและรู้เรา

เรียนรู้เขาให้มากที่สุด เราจึงต้องรู้ภาษาญี่ปุ่น รู้ธรรมเนียมเขา เพราะยังไง เขาก็ไม่ให้เราเข้าไปบริหาร

พอเรารู้เขา รู้เราเต็มที่ ตอนนั้น เราจะออกไปสร้างคนไทยเพื่อมาสู้กับเขาทำแข่้งกับเขาก็ได้ ทำไมจะทำไม่ได้ ถามพวกเราเองซิว่า ถ้าเขาถอนโรงงานหรือบริษัทออกไป คนไทยเราตกงาน

เราเรียนรู้อะไรจากคนญี่ปุ่น นอกจากเอาแรงงานถูกๆ แลกกับค่าแรงถูกๆที่เขาได้แต่กอบโกยไปมหาศาลอนาคตคนไทย เพียงแค่จะทำงานโรงงาน หรือทำงานให้เขาเท่าันั้นหรือคะ

ต่อให้เก่งแค่ไหนก็มีเพดาน เข้าไปบริหารบริษัทกับเขาไม่ได้ ขอให้จำไว้เลย

 

ลูกศิษย์อาจารย์ตั้งหลายคนเก่งๆก็บอกว่า ติดเพดานแล้ว เขาให้แต่เงินเดือนเพิ่มนิดหน่อย

กลับบ้านดึกๆดื่นๆ เป็นโสด ร่างกายก็ไม่แข็งแรง แต่ใจสู้ ญี่ปุ่นชอบที่สุด เสาร์อาทิตย์ต้องไปตี golf ด้วย มีปัญหาก็ถูกตามตัว เป็นผู้หญิงนะคะ เพราะคนญี่ปุ่นเขารู้ว่า ผู้หญิงไทยขยัน ผู้ชายไทยขี้เกียจเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

ยิ่งคนที่เขาส่งไปฝึกงาน เขาลงทุนกับวินส์เยอะ จากนี้ไปเขาก็เรียกทุนคืนนะคะ :-) ไม่มีของให้ฟรีๆ

ทุนแลกเปลี่ยนก็คือ ทุนไปส่งหนังสือพิมพ์แลกกับเวลาที่ได้ไปเรียน แต่ไม่มีเวลาเรียนหรอกค่ะ นอนยังไม่มีเวลาเลย


(เด็กวัดวินส์) เอาเป็นว่า เข้ามาอ่านที่อาจารย์เขียน แล้วก็แสดงความเห็นกลับคับผม ^__^

(ครูประจำชั้น)  อาจารย์ขอบคุณที่เข้่ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขอให้จำไว้ว่า อาจารย์ไม่ใช้สูตรไทยและญี่ปุ่นที่ว่า ถ้ามีความคิดเห็นไม่เหมือนกัน คบกันต่อไปไม่ได้นะคะ เป็นเรื่องของความคิดเห็นไม่ใช่เรื่องของบุคคล แยกกันนะคะ

อาจารย์โตมากับการที่ถูกสอนให้รู้จักแสดงความคิดเห็น ยิ่งเรื่องการเมืองฟังที่นี่ทุกวัน เขาเห็นด้วยจุดไหนเขาก็พูดออกมาตามที่เขาเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยจุดไหนก็พูดออกมา แต่คนจะเห็นด้วยหรือไม่ เป็นอีกเรื่องเช่นเดียวกัน ใครที่อ่านที่อาจารย์เขียนแล้วเห็นด้วย ไปคิดต่อก็ดี ใครที่อ่านแล้วไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร เพราะเรามีสมองที่จะคิดกันทุกคน และอาจารย์บอกเสมอว่า ฟังที่อาจารย์ให้ความคิดเห็น เห็นด้วยไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องของคนอ่่าน เป็นอิสระภาพทางด้านความคิดไม่ได้คาดหวังว่าทุกคนจะต้องมีความคิดเห็นเหมือนกัน

 

อาจารย์จึุงดีใจที่เห็นเ็ด็กวัดหลายคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น เราจึงจะโต เพราะทุกอย่างเรามองได้หลายแบบ  สิทธิทุกคนมี แต่เราทวงถามสิทธิืของเราเพียงเพื่ออยากแต่งกายตามแฟชั่นเท่านั้นหรือ สิทธิทางด้านการศึกษา การทำงาน สิทธิของสตรีเพศอะไรมากมาย หรือผู้ชายจะต้องออกไปทำงานและไม่ต้องสนใจเรื่องครอบครัวเลยหรือ ไม่มีสิทธิเลือกเลยหรือ  เวลาที่ทำงานจนตาย บริษัทจ่ายค่าเสียหายให้หรือไม่

และคุ้มมั้ย เท่าที่จำได้ จากการอ่าน มีอยู่เพียงรายเดียวที่ฟ้องแล้วได้ค่าเสียหายมาบ้าง อ่านเจอเมื่อหลายปีที่แล้ว เพราะภรรยาจดรายละเีอียดการที่สามีตายเพราะทำงานหนัก หรือ karooshi ให้บริษัท

 

ขอบคุณเด็กวัด gakusei ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น ไม่มีคำว่าครอบครัว ต้องงานก่อนเสมอ ไม่มีข้ออ้างที่จะไปใช้กับเขาได้เรื่องครอบครัวเพราะคนญี่ปุ่นถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่สนใจและไม่เกี่ยวกับบริษัท

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-07-21 05:32:08 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

อ่านแล้วรู้สึกไม่ดีเลยคะ  ให้ทุ่มเทแต่งาน แต่กลับไม่มีเวลาให้ครอบครัว การงานก็ต้องทุ่มเททำงานมีผลงาน ห้ามผิดพลาดเพื่อให้ตังเองไม่ต้องตกงานและเพื่อครอบครัวมีกินมีใช้  สังคมนี้เครียดกันนะคะ 

โดย : gakusei วันที่ : 2008-07-21 01:00:44 อีเมล์ : IP : 125.24.2.221

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : โอ้วววว...อาจารย์ !

ทำไมความเห็นช่างครุกรุ่นอย่างนี้  อ่านแล้วร้อนเลยครับ  เหอๆ
ก็จริงอยู่ ทุกวันนี้ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นไทย
กำลังบ้ากระแสญี่ปุ่น เกาหลีอย่างหนัก
เห็นหลายคนคลั่งดารานักร้อง  แต่งตัว cosplay แล้ว....
จริงๆก็สิทธิ์ของเขาน่ะคับ ว่าไม่ได้

ส่วนเรื่องสโลแกนการทำงาน...
ที่บริษัทผมก็มีแปะไว้เหมือนกัน  แต่แปลไม่ออก
มีฉบับไทยเหมือนกัน... เท่าที่อ่านดูก็ไม่โหดร้ายขนาดนี้

แต่ก็เข้าใจน่ะคับ...ทุกวันนี้ ญี่ปุ่น "โกบโกย" เม็ดเงินจากบ้านเราไปมากเท่าไหร่แล้ว?
สิ่งที่เราทำได้ "คืออะไร"
ทำงานให้ญี่ปุ่นต่อไปงั้นหรือ ?

ถามผม..ก็คงต้องตอบว่า "ใช่"  เพราะถ้าไม่ทำงาน ... ก็ไม่มีตังค์กินข้าว
แต่เราจะทำยังไง "ให้รู้ทัน" เขา

นั่นคือการบ้านชิ้นโบว์แดง ...  ยากมากสำหรับผมครับ
ทุกวันนี้ก็ได้แต่เออออห่อหมกไปกับเขา
เพราะว่าผมมันชั้นผู้น้อยครับ  เถียงมากเดี๋ยวเขาไล่ผมออกล่ะซวยเลย

เอาเป็นว่า เข้ามาอ่านที่อาจารย์เขียน แล้วก็แสดงความเห็นกลับคับผม ^__^

โดย : ウィン วันที่ : 2008-07-20 23:11:05 อีเมล์ : IP : 221.56.227.208

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

แหม! อ่านแล้ว พูดไม่ออกว่า คนญี่ปุ่นบริษัทญี่ปุ่นนี่ อาการหนักมาก เข้าขั้นโคม่าจริงๆ

ไม่รู้จะทำยังไงกับพวกบริษัทญี่ปุ่นพวกนี้ ใช้นโยบายพวกนี้กับคนญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่น

ไม่พอใช้มาร้อยกว่าปี หล่อหลอมคนญี่ปุ่นทุกคนให้เหมือนกัน ใช้ได้กับสมัยก่อน แต่ตอนนี้

คนรุ่นใหม่ที่รับไม่ได้มีมากมายเพราะว่า ระบบการจ้างตลอดชีวิตก็พังไปแล้ว จะยังใช้

นโยบายหล่อหลอมแบบนี้ มันไม่เข้ากับสมัยกระมังคะเห็นคนญี่่ปุ่นสมัยใหม่ เป็นโรคจิตกัน

จะครึ่งสังคมแล้วยังไม่รู้สึกตัว ยังไม่สะใจ และไม่รู้สึกตัว

ยังมีเมตตาจิต เผยแพร่ การทำงานแบบญี่ปุ่นร้อยเปอร์เซ็นต์ไปยังประเทศไทยหรือนี่!

คนญี่ปุ่นไม่เคยเข้าใจ และคงจะไม่มีวันเข้าใจว่า คนชาติอื่นๆไม่ได้เกิดมาเป็นคนญี่ปุ่น

ที่จะต้องทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการทำงาน เพราะในชีวิตของคนๆหนึ่ง มันมีอะไรมากกว่านั้น

ช่างสมกับเป็น Perfectionist จริงๆ ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบ ใน kata ในรูปแบบของญี่ปุ่น ไม่ว่าไปไหน ก็ต้องเน้นความเป็นญี่ปุ่น ใครที่รับไม่ได้ก็อยู่ในสังคมญี่ปุ่นไม่ได้ การบังคับให้ทุกคนต้องเหมือนกันแบบนี้  เริ่มใช้บังคับคนญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยเมจิ ทุกคนต้องทำตัว ทำงาน ต้องไปโรงเรียน ต้องเข้าทำงานตามที่รัฐบาลสมัยนั้นบังคับ (หายใจเข้าออกต้องให้ได้จังหวะจะโคนเหมือนกัน ตั้งแต่สมัยเมจิ)  ตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิมหรือนี่ ใช้ในญี่ปุ่นตอนหลังไม่ค่อยได้ผล เลยเอาส่งนอกเลย เอามาใช้กับคนไทยที่บ้าเห่อญี่ปุ่นก็ดีแล้ว ไม่ได้รู้จักญี่ปุ่้น ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางคนญี่ปุ่น

信じられない!あきれたไม่อยากเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อ และก็งงจริงๆ ว่า เขามาประเทศไทย

หรือคิดว่าเราเป็นเมืองขี้นเขานะเนี่ย ต้องเปลี่ยนคนไทยให้เป็นญี่ปุ่น ต้องย้อมจิตใจคนไทยด้วยวิธีแบบญี่ปุ่น ถึงจะทำงานกับเขาได้หรือเนี่ย

แหม! ไม่น่าจะเรียกว่า 宣言 คำประกาศอะไร น่าจะเรียกว่าเป็น slogan มากกว่า

ผลิตสินค้าสักชื้นออกมา ต้องให้พนักงานประกาศ ถ้าไม่เกรงใจเขาคงอยากจะเรียกไปสาบานตัว

ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์แน่เลย แต่คนญี่ปุ่นคงไม่เอา เพราะคนญี่ปุ่นไม่นับถือศาสนา และไม่มีศาสนา

คงต้องนับถือ เจ้าเหนือหัว ต้องซื่อสัตย์เหมือนสมัยซามูไรมากกว่า

อาจารย์ไม่รับแปลให้ใครเพราะไม่ได้มีหน้่าที่หรือทำงานแปลเพื่ออำนวยความสะดวกให้ใคร

แต่อยากจะเตือนให้คนไทยที่มัวแต่หลงระเริงกับวัฒนธรรมการทำงานที่แสนทรหด ผิดปกติ และกำลัง

หลั่งไหลเข้าไปในบ้านเราของญี่ปุ่นว่า เขาเอาวัฒนธรรมบ้านเขาเข้ามาในบ้านเราแรงขนาดไหนรู้สึกตัวกันมั้ย  อีกหน่อยคนไทยก็เป็นคนญี่ปุ่น ที่ถูกล้างสมองหมดแล้ว อีกหน่อยต้องทิ้งลูกทิ้งเมียไว้บ้าน ทำงานดึกๆดื่นๆเหมือนคนญี่ปุ่น งานต้องมาก่อนครอบครัว ผลพวงก็คือ สังคมญี่ปุ่นตอนนี้ ครอบครัวพังหมด ลูกเต้าไม่เคยเห็นหน้าพ่อ และมีปัญหาเด็กฆ่้าตัวตายกันเยอะแยะ เพราะทนกับความกดดันของสังคมไม่ได้

สำหรับอันนี้ อาจารย์ตื่นเต้นจริงๆที่ได้เห็น และพยายามอย่างยิ่งที่จะช่วยแต่งให้ไพเราะที่สุดเลยนะคะ

คำประกาศ’  หรือ คำสาบานตัว :-) น่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์นี้นะคะ

พวกเราขอให้คำมั่นสัญญา หรือประกาศว่าพวกเราจะ(อดทน) พยามยามอย่างยิ่ง

ในการที่จะจรรโลงไว้ซึ่งคุณภาพ(ที่ดีเด่น)ของสินค้า(ที่ผลิต)ของเรา

และจะพยายามอย่่างที่สุดที่จะให้สินค้าที่เราผลิต มีคุณภาพเยี่ยมยอด (ตลอดกาล)

และพวกเราจะพยายามขจัดและแก้ปัญหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้สินค้าที่เราผลิตออกไปมีปัญหาใดๆเกิดขึ้น

(คำประกาศใหม่ที่อาจารย์ปรียา ตีความให้ ว่าเขาต้องการให้เราใช้ประกาศไปทำไมนะคะ)

พวกเราขอสาบานตัวว่า พวกเราจะทุ่มเทชีวิต ทุ่มเทลมหายใจเข้าออกของพวกเรา

ในการที่จะรักษาคุณภาพสินค้าที่ดีเลิศของเราให้มีคุณภาพยอดเยี่ยมตลอดชั่วนิรันดร

และพวกเราจะอดทนพยายาม ต่อสู้กับปัญหาทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้สินค้าที่เราผลิตออกไป

มีปัญหาใดๆ

ถ้าพวกเราทำไม่ได้ หรือเกิดสินค้าที่ผลิตออกไปมีปัญหาเกิดขี้น ทั้งที่พวกเราสาบานตัวไปแล้ว เราก็พร้อมที่จะพลีชีพ ด้วยการ ฮาราคิริ หรือ คว้านท้องตายเยี่ยงซามูไรที่ประกาศไปแล้วต้องรักษาคำพูดให้ได้ เราพร้อมที่จะพลีชีิพ ต่อหน้าสินค้าที่มีค่า มากกว่าชีวิตของพวกเรา

เอ้ย! โทษที แปลเพลินไปหน่อย ถ้าเกิดสินค้าที่ผลิตออกไปมีปัญหา พวกเรายินยอมที่จะให้ไล่ออกจากงานน่าจะทำนองนี้นะคะ หรือเชิญเราออก

เพราะเราประกาศตัวไปแล้ว แหม! อันนี้ได้ข่าวว่าบริษัทญี่ปุ่นหลายบริษัทใช้กันแพร่หลาย เพราะตอนนี้เศรษฐกิจไม่้ดี มีใช้หลายที่ และถืิอว่าเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการที่ใช้หมายหัวคนที่อยากจะเชิญออก

ถ้าทำไม่ได้ตามที่ประกาศไว้ ก็มีข้ออ้างที่จะไล่ออก ก็เลยต้องใช้วิธีนี้

แหม! อาการบ้านเรา มรสุมของบริษัทญี่ปุ่นที่ให้กับบ้านเรา ท่าทางหนักมากกว่าที่ฟังเสียอีก

หนักใจ ประเทศใครกันนะคะเนี่ย

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-07-18 12:29:44 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

--------------------------------------------------------------------------------------------------