生け花 ห้องอิเคะบะนะ
ฐานะของผู้หญิงในสมัยเฮอัง จากคะเงะโร นิคคิ (ตอนสุดท้าย) เชิญติดตามต่อค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

かげろう日記

 

 

                                                        เขียนโดย ศ. ดร. ปรียา อิงคาภิรมย์

 

 

      หลังจากที่อาจารย์หยิบยกบางตอนเกี่ยวกับความรู้สึกของผู้เขียนตลอดจนฐานะ

ของผู้เขียนอนุทินนี้ ผู้อ่านก็คงสงสัยพอๆกับอาจารย์ที่ว่าแล้วเราจะพิจารณาฐานะ

ของผู้หญิงในสมัยเฮอังจากรายละเอียดที่ผู้เขียนพรรณนาในอนุทินของเธอได้มาก

น้อยเพียงไร เรื่องของเธอสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลที่แสดงฐานะของผู้หญิงในสมัย

เฮอังได้หรือไม่

    อาจารย์คิดว่่ามีประเด็นที่จะต้องหยิบยกขึ้นมาประกอบให้เห็นจริงในการที่จะพิจารณา

ฐานะของผู้หญิงในสมัยเฮอังนี้

    ก่อนอื่นเราคงไม่อาจปฎิเสธความจริงที่ว่า อนุทิน คะเงะโร เป็นอนุทินเกี่ยวกับชีวิต

จริงๆของลูกสาวผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่ง ที่ต้องแต่งงานกับคะเนะอิเอะ ซึ่งเ็ป็นหลาน

ชายของตระกูล ฟุจิวะระ ผู้มีอำนาจในสมัยนั้น แต่การที่จะสรุปจาการอ่านอนุทินของเธอ

เพียงเท่านั้น แล้วด่วนสรุปว่า ฐานะของผู้หญิงส่วนใหญ่ในสมัยเฮอังเป็นอย่างนั้น คงไม่

ถูกต้องและเหมาะสมนัก แต่อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เราทราบสถานการณ์ต่างๆที่ชัดพอ

สมควรเกี่ยวกับผู้็หญิงชนชั้นสูงในสมัยเฮอังว่ามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร

 

     อนุทิน คะเงะโร ยังแสดงให้ทราบถึงการที่ผู้ชายมีภรรยามากกว่าหนึ่งคนได้ ซึ่งขัด

กับกฏหมายที่กำหนดไว้ นอกจากนั้นในภาคปฏิบัติในหมู่ชนชั้นสูง การที่สามีอาศัยในที่

สองแห่ง แม้จะไม่มีหลักฐานแน่นอนนำมาใช้อ้างอิงได้ หรือการที่ผู้ชายหรือสามีเข้าไป

อาศัยอยู่กับเมียหลวงนั้น เป็นประเำพณีที่ถือปฏิบัติกัน แต่ไม่มีประเำพณีที่ว่าแต่งงานแล้ว

ผู้หญิงไปอยู่บ้านสามีในสมัยเฮอัง*8

 

     นอกจากนั้น อนุทิน คะเงะโร ยังสะท้อนให้เห็นชีวิตที่ซ้ำซากจำเจ วันๆไม่มีกิจกรรม

อะไรสำหรับให้ผู้็หญิงชั้นสูงทำ นอกเหนือจากการเฝ้ารอคอยการมาหาของสามี และ

การเขียนโคลงกลอน ตอบรำพึงรำพันถึงความรักแก่ชายที่เขียนมาหา แต่สำหรับผู้เขียน

อนุทิน คะเงะโร นั้น เธอมีลักษณะเด่นชัดที่แตกต่างกับผู้หญิงชั้นสูงคนอื่น โดยที่เธอ

แสดงออกถึงความไม่พอใจในสภาพชีวิตแต่งงานในอนุทินของเธอซึ่งคิดว่าผู้หญิงชั้นสูง

 ส่วนใหญ่ก็คงไม่ได้แตกต่างจากเธอมากนัก เพียงแต่ว่าผู้็หญิงชั้นสูงอื่นๆไม่ได้กล่าวถึง

ในจุดนี้อย่างเป็นรูปธรรมมากมายเท่ากับอนุทินของเธอ ซึ่งอาจเป็นผลจากความรู้สึก

ส่วนตัวของเธอเองที่ว่า เธอถูกบีบบังคับให้แต่งงาน และมีบทบาทจำกัดเพียงแค่ในที่พัก

ของเธอเองผู้ซึ่งเป็นผู้็หญิงชั้นสูงในสมัยนั้นก็ได้ จึุงทำให้ความรู้สึกของเธอที่เขียนใน

อนุทิน คะเงะโร เต็มไปด้วยความเศร้า และเกลียดชังชีวิตของเธอเอง

 

     ถ้าจะกล่าวไปแล้ว ศาสนาพุทธและลัทธิขงจื้อก็มีส่วนที่ทำให้ฐานะของผู้หญิงในสมัย

เฮอังด้อยกว่าผู้ชายอย่างมากทีเดียว ความนึกคิดขงจื้อเกี่ยวกับฐานะที่ต่ำต่อยของผู้หญิง

มีบันทึกใน ชิทซิเีคีย หรือ ข้ออ้าง 7 ประการ’ ที่ผู้ชายขอหย่ากับผู้หญิงได้ โดยถือเป็น

ส่วนหนึ่งในบทบัญญัติในสมัยศตวรรษที่ 8 และมีผลใช้ในพระราชบัญญัติไทโฮและเรื่อยมา

  

    ข้ออ้าง 7 ประการได้แก่

1.      เมื่อผู้หญิงไม่อาจให้กำเนิดลูกชายแก่สามี

2.      ซุบซิบนินทา

3.      เสเพล

4.      อิจฉาริษยา

5.      ขโมยของสามี

6.      ไม่เชื่อฟังสามี

7.      เป็นโีรค

 

  แต่จริงๆแม้จะไม่มีข้ออ้างดังกล่าวก็ตาม เพียงแค่สามีไม่ไปหาภรรยาของตน ก็ถือว่า

เป็นการหย่าโดยปริยาย*9 ที่ปฎิบัติกันอยู่ทั่วๆไป แต่อาจจะเป็นเพราะสภาพบ้านเมือง

ที่สงบสุขในสมัยนั้นก็ได้ที่ทำให้การหย่าตามกฏหมายมีน้อยมากในสมัยเฮอัง

 

 ศาสนาพุทธสอนว่า ธรรมชาิติของผู้หญิงโดยกำเนิดแล้วเลวทราม แม้แต่ใน นวนิยาย

 เกนจิ โมะโนะงะตะริหรือ ยอดนักรัก เกนจิ ยังกล่าวว่า ถ้าผู้หญิงไม่ได้เลว

  จากชาติกำเนิด พวกเขาก็คงไม่เกิดมาเป็นผู้หญิง

    

    นอกจากนั้นศาสนาพุทธยังโจมตีสตรีเพศว่า  ผู้หญิงเต็มไปด้วยบาป ไม่มีอะไร

   น่ากลัวเท่ากับผู้หญิง

 

     ศาสนาพุทธนิกายเทนดะอิ และชินงง กล่าวว่าผู้หญิงต้องทนทรมานกับ

บาปดั้งเดิม และอุปสรรคกีดขวาง 7 ประการหรือ โงะโช ซึ่งกีดขวางทำ

ให้ผู้หญิงไม่อาจหลุดพ้นจากบ่วงกรรม และไปเกิดใหม่ได้ สิ่งที่ผู้หญิง

พอจะมีหวังก็คือ การไปเกิดใหม่เป็นผู้ชายเท่านั้น’

 

 ทางด้านศาสนา ผู้หญิงถูกกดขี่เห็นว่า เป็นสิ่งเลวทรามที่ทำให้ผู้ชายไม่อาจไป

เกิดใหม่ แม้ว่าในพระราชบัญญัติไทโฮปี ค.. 702  และพระราชบัญญัติโยโร ปี ค..

718 จะระบุห้าม สามีมีภรรยา (ถูกต้องตามกฏหมาย) เกิน 1 คน และผู้หญิงยังได้รับการ

คุ้มครองทางด้านสิทธิจากกฏหมายในสมัยนั้น ซึ่งก็คือ สิทธิในการได้รับมรดก และดูแล

ทรัพย์สินได้ก็ตาม แต่ในภาคปฎิบัติ สามีผู้เขียนมีเมียน้อยรวมทั้งตัวเธอด้วยกันถึง 6 คน

ไม่นับเมียหลวง และตัวเอกเกนจิในเรื่อง เกนจิ โมะโนะงะตะริหรือ ยอดนักรัก เกนจิ  

ก็เช่นกัน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า เธอไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฏหมายใน

ด้านนี้ เธอได้แต่ระบายความอดกลั้น ความขมขื่น และความเศร้าในอนุทินของเธอ จน

กระทั่งในที่สุดเธอต้องขอแยกทางกับเขาหลังจาก 21 ปีของชีวิตแต่งงานกับ

คะเนะอิเอะ

    

    ถ้าเราคิดว่า ความสุขของผู้หญิง สามารถใช้เป็นเครื่องวัดฐานะของผู้หญิงที่มีต่อ

ขนบธรรมเนียมประเพณี สถาบันการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองโดยตระกูล

ฟุจิวะระ พระราชบัญญัติกฏหมายต่างๆ ตลอดจนสังคม และการใช้ชีวิตของผู้หญิงใน

สมัยเฮอังได้ละก็ เราก็คงจะสรุปได้ว่า  ฐานะของผู้หญิงคนหนึ่ง เช่น ผู้เขียน อนุทิน

คะเงะโร นี้ อาจจะไม่สามารถนำไปใช้เป็นข้อสรุปฐานะของผู้หญิงชั้นสูงในสมัยเฮอัง

ได้ทั้งหมดก็ตาม

 

     แต่อย่างน้อยที่สุด อนุทินของเธอนั้นก็สามารถใช้เป็นกระจกส่องให้เห็นถึงฐานะ

ที่ต่ำต้อยของผู้หญิงชั้นสูงในสมัยเฮอังได้อย่างชัดเจน ความเศร้า ความทุกข์ทรมาน

ที่เธอบรรจงเขียนในอนุทิน คะเงะโร ของเธอนั้นก็เพื่อต้องการประกาศให้ชาวโลกได้รู้ถึง

ความขมขื่นใจของเธอ แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ในสมัยเฮอัง ส่วนเรื่องเกี่ยวกับฐานะทาง

สังคม หรือบทบาทของผู้หญิงในปัจจุบันนั้นพัฒนามากขึ้นหรือแย่ลงกว่าในอดีตหรือไม่นั้น

 คงเป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่จะต้องวิเคราะห์ และแยกแยะให้ละเอียดต่อไป ซึ่งไม่ได้อยู่ในขอบ

ข่ายของบทความที่อาจารย์นำมาเสนอ ณ. ที่นี้

 

 

ในที่สุดบทความนี้ก็จบลง ตัวอาจารย์เองเขียนเรื่องนี้เมื่อสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัย

เบอร์กเล่ย์ เวลาผ่านไป  อาจารย์ก็ยังเขียนเรื่องบทบาทผู้หญิงไทยและญี่ปุ่น น่าสนใจ

มากใช้เวลาตั้งสามเดือนในการเตรียมตัวไปพูด ได้ความรู้อย่างมากเมื่อตอนที่ทำงาน

ที่สถาบันวิจัยภาษาญี่ปุ่นฯ เพราะมีคนมาขอให้ไปเป็นวิทยากรในงานช้างที่นะโงะยะ

มีการถ่ายทอดใหญ่โต ยังมีวีดีโอเก็บไว้เลย

 

    อ่านแล้วเป็นยังไง โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้หญิง และผู้ชายอ่านแล้วเป็นยังไงบ้าง

อย่าลืมแสดงความคิดเห็นมาให้ฟัง เพราะนั่งพิมพ์อยู่หลายตอน เพราะไม่คิดว่า

พวกเราจะได้อ่านเรื่องแบบนี้กันบ่อยนัก

 

 

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-07-14 11:47:41 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัดออย

        อ่านเรื่องราวการกดขี่เพศหญิงมามาก สำหรับอาจารย์แทนที่จะมานั่งเสียอกเสียใจ น้อยอกน้อยใจ และบางคนอาจจะผิดหวังที่เกิดมาเป็นผู้หญิง ภาวนาว่าชาิติหน้าเกิดมาขอให้เกิดเป็นผู้ชาย แต่สำหรับอาจารย์ ยิ่งเห็นความเหลื่อมล้ำทางเพศในหลายๆประเทศในโลกก็ ยิ่งทำให้อาจารย์ภูมิใจที่เกิดมาเป็นผู้หญิงและอยากให้แต่ละคนที่เป็นผู้หญิง มีความภาคภูิมิใจว่า แม้เราจะถูกกดขีีทางเพศ เรายังมีความรู้เรียนจบ และสามารถทำงานที่แสดงความสามารถของตัวเองได้ ไม่ใช่แค่เสริฟน้ำชา  ให้ผู้ชายกิน ในบริษัท

เมื่อเย็นนี้ไปสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนๆของเรย์ ซึ่งคือ คืนเลดี้ไนท์ ซึ่งก็คือ คืนที่พวกที่เป็นสมาชิกของคลับของพวกที่ประสบความสำเร็จทางด้านการงาน มีกิจกรรมต่างๆในสังคม สามารถพาภรรยาไปเที่ยวในป่าของคลับของเขา และจัดดินเนอร์ปาร์ตี้มานั่งคุยสังสรรค์กัน ไม่เคยมีในญี่ปุ่น อยู่เกือบ20ปี เห็นภรรยาเพื่อนผู้ชายเพียงคนเดียว ไม่เคยไปไหนกับภรรยา

อาจารย์ได้มีโอกาสเจอกับสาวที่เป็นวิศวะ เป็นอิตาเลียนอเมริกัน ตอนนี้สามีมีไร่ไวน์ และมาร่วมเอาไวน์ที่สั่งซื้อจากไร่ไวน์ของเขา มาดื่มกันอร่อยทีเดียว อายุยังไม่มาก แต่ทำธุรกิจนี้เพราะชอบไวน์มาก ศึกษาเองทำทุกอย่างเอง

มีโอกาสนั่งคุยกับภรรยาแก แกเล่าให้ฟังว่าไม่เคยไปญี่ปุ่น และไม่อยากไปเลยประเทศญี่ปุ่นเพราะตอนสมัยที่เป็นวิศวะทำงานให้ไอบีเอ็มเมื่อหลายปีมาแล้ว บริษัทใหญ่ของญี่ปุ่นติดต่อให้ไปช่วยจัดการเรื่องที่ติดตั้งที่้เขาอยากให้ทำให้ทีบริษัทญี่ปุ่น

แกเล่าว่า แกไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นก็เลยต้องไปกับล่ามผู้ชาย พอไปถึงบริษัทใหญ่ญี่ปุ่นที่ในอเมริกาพนักงานญีุ่่ปุ่นออกมาต้อนร้บ เข้าใจผิดคิดว่า ล่ามคือ แกซึ่งเป็นผู้หญิง ส่วนผู้ชายคือวิศวกร แต่จริงๆกลับกัน พนักงานเข้าไปรายงานคนที่ติอต่อไอบีเอ็มเรียบร้อยว่า ไอบีเอ็มส่งใครไปหาที่บริษัท แกเล่าให้ฟังว่า คนที่โทรไปติดต่อเป็นวิศวะของบริษัทยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น ส่งคนออกมาบอกว่า เขาไม่ต้องการพบให้ไอบีเอ็มส่งคนอื่นที่ไม่ใช่ผู้หญิงมาคุยธุรกิจด้วย เสียมารยาทจริงๆ ทำไมทั้งเกลียดทั้งกลัวผู้หญิงนักหนา

แกรออยู่ แล้วล่ามผู้ชายที่เข้าไปออกมา ก็ต้องแปลให้แกฟังว่า เขาไม่ต้องการพบเพราะเหตุผลอะไร

พอกลับไปบริษัท ทางบริษัทญี่ปุ่นยังไม่รู้ว่าเสียมารยาทขนาดไหน โทรไปต่อว่าไอบีเอ็ม ทำไมส่งผู้หญิงที่เป็นวิศวกรไปติดต่อธุรกิจด้วย  

ทางไอบีเอ็มก็เลยบอกว่าประเทศนี้ ผู้หญิงเป็นวิศวรเยอะไม่เหมือนญี่ปุ่นถ้ารับไม่ได้ ไอบีเิ็ิอ็มบอกว่า ไปขอให้คนอื่นช่วยแล้วกัน ไอบีเอ็มไม่ง้อ

จากนั้น ทางบริษัทญี่ปุ่นก็ต้องหน้าแตกกลับมาขอให้ส่งคนไปช่วย ไม่เป็นไรถึงแม้จะเป็นผู้หญิงเธอก็เลยตอบปฏิเสธไม่ทำให้โพรเจ็คนั้นให้ และไม่ต้องการเหยียบแผ่นดินญี่ปุ่นเลย แกบอกว่าหลายปีมาแล้ว อาจารย์ก็บอกว่าแม้จะหลา่ยปีั แต่สังคมญี่ปุ่นก็ยังไม่ได้เปลี่ยนมากค่ะลำบากมากค่ะ ไม่มียาใดๆที่จะรักษาความหัวเก่า ความใจแคบของพวกผู้ชายญี่ปุ่นที่มองผู้หญิงเป็นเพียง

สาวน้อย แต่งตัวสวยๆ แสยะยิ้มให้แขกและทุกคน แล้วก็ทำงานเพียงแค่ไปวิ่งไปธนาคารเอาเงินเข้าธนาคารไปไปรษณีย์ส่งของ เสริฟน้ำชา เชิญแขกไปห้องรับแขก นั่นคือสิ่งที่ผู้หญิงญี่ปุ่นพอจะทำได้และอยู่บ้านทำงานบ้าน เลี้ยงดูลูก อย่าบ่น อย่าเรียกร้อง อย่ามีปากเสียง และอย่าทำตัวเป็นคนเก่งหรือมีความสามารถ  อย่าได้คิดแม้จะไปทำงานเทียมบ่าเทียมไหล่ผู้ชาย  เพราะพวกผู้ชายญี่ปุ่นรับผู้หญิงที่มีัมันสมองไม่ได้ และไม่คิดว่าผู้หญิงมีมันสมองที่ทำงานแบบผู้ชายได้

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-07-27 04:26:36 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ขอบคุณค่ะอาจารย์ ได้ความรู้เยอะมากเกี่ยวกับผู้หญิงสมันเฮอัง

พอได้อ่านแล้วรู้สึกเห็นใจผู้หญิงสมัยนั้น มากๆค่ะ ทำไมโลกนี้ถึงเป็นเช่นนี้หนอ...

ผู้หญิงคือผู้สร้าง...........

 ผู้หญิงเป็นผู้ให้กำเนิด......

โดย : ออย วันที่ : 2008-07-26 18:43:50 อีเมล์ : IP : 118.172.57.218

--------------------------------------------------------------------------------------------------