生け花 ห้องอิเคะบะนะ
こころ จิตใจใครกันแน่ บทที่ 9 เชิญอ่านต่อได้นะคะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

จากหนังสือ

 

こころ

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 9

 

แปลโดย ศ. ดร. ปรียา อิงคาภิรมย์

กนก ศฤงคารินทร์

 

 

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัดวิตามินซี 

         

         อาจารย์ต้องขอโทษกว่าจะเวียนมาโพสให้อ่าน ก็นานทีเดียวเพราะงานล้นมือ

แต่ก็หวังว่าคงยังรออ่านอยู่ เพราะของมีคุณค่าต้องค่อยๆอ่านให้ซืมซับไปเลยนะคะ

ขอบคุณเด็กวัด วิตามินซี ที่เดาว่า คงต้องเป็นหมัน

       หาคำตอบกันเองนะคะว่า ภรรยาเซนเซ เป็นหมันหรือไม่ หรือมีอะไรที่ซับซ้อน

มากกว่าที่เราคิด เตรียมตัวเตรียมใจอ่านได้เลยค่ะ

 

---------------- 

 

      เท่าที่ข้าพเจ้ารู้ เซนเซและภรรยาเซนเซเป็นคู่ชีวิตที่รักกันดีคู่หนึ่ง ข้าพเจ้าเอง

ไม่ใช่สมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวจึงไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรมากนัก รู้เพียงแต่ว่าเวลา

ที่เซนเซนั่งกับข้าพเจ้าในห้องนั่งเล่น ไม่ว่าจะเรื่องอะไร เซนเซจะเรียกหาแต่ภรรยา

โดยไม่ยอมเรียกสาวใช้เลย ( ภรรยาเซนเซชื่อ ชิซึ) เซนเซจะหันไปทางฉากกั้นห้อง

แล้วก็ร้องเรียก นี่ ชิซึ อยู่เสมอๆ เสียงเรียกนั้น ฟังดูสุภาพอ่อนโยน ท่าทีภรรยาเซนเซ

ที่ขานรับ และเดินเข้ามาหา ก็ดูนอบน้อมเต็มอกเต็มใจ บางครั้งที่ข้าพเจ้ามีโอกาสได้

ร่วมกินอาหารกับภรรยาเซนเซที่เข้ามาร่วมโต๊ะด้วย ก็ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าตระหนักถึงสาย

สัมพันธ์ของทั้งสองแจ่มชัดยิ่งขึ้น

 

       เซนเซพาภรรยาไปดูละคร หรือไม่ก็ไปฟังเพลงดนตรีบ้่างเป็นบางครั้งในความ

ทรงจำของข้าพเจ้ามีมากกว่าสองสามครั้ง ที่สองสามีภรรยาพากันไปเที่ยวนานเป็น

อาทิตย์ ข้าพเจ้ายังเก็บโปสการ์ดที่ส่งจากฮะโคะเนะไว้ ตอนที่เซนเซพาภรรยาไปที่

นิกโก้ ข้าพเจ้าก็ยังได้รับจดหมายที่แนบใบเมเปิลแดงอีกด้วย

 

     ภาพเหล่านั้นเป็นภาพที่ข้าพเจ้าเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเซนเซและภรรยา

ในขณะนั้น แต่มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่ไม่เข้าข่ายที่ว่านี้เกิดขึ้น

 

    วันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้ายืนอยู่หน้าบ้านเซนเซเพื่่อขอให้คนในบ้านพาข้าพเจ้าเข้า

ไปข้างในเช่นเคย ข้าพเจ้าได้ยินเสียงคนพูดอยู่ในห้องนั่งเล่น พอฟังดูดีๆ แล้วเหมือน

จะไม่ใช่การพูดคุยกันธรรมดา แต่เป็นเสียงทะเลาะกัน เพราะว่าห้องนั่งเล่นอยู่ถัดจาก

ทางขึ้นบ้านพอดี ข้าพเจ้าซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าประตูลูกกรงไม้นั้น เพียงแค่ได้ิยินเสียงก็รู้

ว่่าเป็นเสียงทะเลาะกัน และรู้ว่่าเสียงผู้ชายซึ่งขึ้นเสียงสูงบางครั้งนั้น เป็นเสียงเซนเซ

ส่วนเสียงอีกคนทุ้มกว่าเสียงเซนเซเล็กน้อย ข้าพเจ้าจึงไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงใคร แต่

รู้สึกว่่าเป็นเสียงภรรยาเซนเซ และดูเหมือนว่าเธอกำลังร้องไห้ ข้าพเจ้ายืนลังเลอยู่

ตรงหน้าบ้านสักครู่ แล้วก็ตัดสินใจรีบกลับหอพักไป

      

    ความกังวลเข้ามาเกาะกุมจิตใจข้าพเจ้าอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าจะพยายามอ่าน

หนังสือเท่าไรก็ไม่เข้าหัว เวลาผ่านไปสักชั่วโมงเห็นจะได้ อยู่้ๆก็มีเสียงเซนเซเรียก

ข้าพเจ้าดังขึ้นจากนอกหน้าต่างข้างล่าง ข้าพเจ้าตกใจและรีบไปเปิดหน้าต่าง เซนเซ

ยืนอยู่ข้างล่าง และชวนข้าพเจ้าว่าไปเดินเล่นกันเถอะ พอข้าพเจ้าเอานาฬิกาซึ่งห่อไว้

ในผ้าคาดเอวเมื่อครู่นี้ั้ออกมา่ดู ตอนนั้นเป็นเวลาสองทุ่มกว่าแล้ว เมื่อตอนที่กลับมา

ข้าพเจ้ายังไม่ได้เปลี่ยนชุดฮะคะมะ เลยออกไปข้างนอกกับเซนเซได้ทันที

    ในคืนนั้นข้าพเจ้าืดื่มเบียร์กับเซนเซ เซนเซไม่ใช่นักดื่มมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

เซนเซเป็นประเภทที่ถ้าดื่มเข้าไประดับหนึ่งแล้วถ้าไม่เมา เซนเซจะไม่กล้าดื่มต่อไป

จนกระทั่งให้เมา

  

     วันนี้แย่จริงๆ เซนเซพูดขึ้น พร้อมกับฝืนยิ้ม

 

     ไม่สบายใจหรือครับ ข้าพเจ้าถามอย่างเห็นใจ

 

     ในสมองข้าพเจ้ายังจำเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ได้ดี ข้าพเจ้ารู้สึกอึดอัด

ทรมานเหมือนมีก้างปลาติดอยู่ที่คอ ด้วยความที่ข้าพเจ้าลังเลใจอยู่ว่า จะสารภาพ

ออกมาดี หรือจะปล่อยให้เรื่องผ่านไปอย่างนั้นดี ทำให้เซนเซสังเกตเห็นท่าทีผิด

ปกติที่ลุกลี้ลุกลนของข้าพเจ้า

 

     นี่ คืนนี้เธอเป็นอะไรหรือเปล่า เซนเซเป็นฝ่ายถามขึ้น

     จริงๆแล้วฉันเองก็ไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ เธอดูออกหรือเปล่า   

     ข้าพเจ้าไม่ได้ตอบอะไร

     

     เซนเซจึงพูดต่อไปว่า

     เมื่อครู่นี้ฉันทะเลาะกับภรรยา เลยทำให้รู้สึกว่าจิตใจไม่ค่้อยอยู่กับเนื้อกับตัว

      เท่าไหร่

 

     ทำไมถึงได้….’

      ข้าพเจ้าไม่กล้าเอ่ยคำว่า  ทะเลาะจากปากได้

 

     ภรรยาฉันเข้าใจฉันผิด ถึงฉันจะบอกเธอว่าเ็ป็นเรื่องที่เข้าใจผิด เธอก็ไม่ฟัง

     ฉันก็เลยโกรธขึ้นมา


   
 ภรรยาเซนเซเข้าใจฉันผิด เรื่องอะไรหรือครับ

    เซนเซไม่มีทีท่าว่าจะตอบคำถามนี้ของข้าพเจ้า

 

      ถ้าฉันเป็นคนอย่างที่ภรรยาคิด ฉันก็คงไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างนี้

      เซนเซทนทุกข์ทรมานด้วยเรื่องอะไรนั้น เป็นเรื่องที่เกินกว่าข้าพเจ้าจะ

      จินตนาการได้

 

       ชุดฮะคะมะ คือ ชุดญี่ปุ่นที่ใช้สวมตั้งแต่เอวลงมาถึงเท้า มีลักษณะคล้ายกระโปรง

กางเกงจีบพลีต โดยจะใส่กับชุดกิโมะโนะ

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-07-08 12:29:58 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ และเด็กวัด Rika

ตอนอาจารย์อยู่ญี่ปุ่นไม่เคยสนใจเรื่องวรรณกรรม เพราะยากแสนยาก ครูสอนก็สอนไม่เป็น แต่เห็นคุณค่าเมื่อออกจากญี่ปุ่น ไปเรียนที่อเมริกา จึงพยายามจะถ่ายทอดของมีค่าของเขาที่คนทั่วโลก ยอมรับให้คนไทยรุ่นใหม่อ่าน และคนไทยในบ้านเราที่ติดแต่นิยายน้ำเน่า แม่ผัวลูกสะใภ้ หรือชายหนุ่มมีเงินทั้งหลาย ที่จะมาให้เงินและความสุข

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เวลาผ่านไปกี่ปี ก็ไม่เคยเบื่อที่จะอ่าน แม้จะพิมพ์ซ้ำก็เหมือนได้กลับไปสู่บรรยากาศเก่าๆที่ตัวเองชอบในญี่ปุ่นที่ไม่ใช่ปัจจุบันนี้

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-10-09 21:43:44 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ยังไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ว่า "เซนเซ" ทนทุกข์ทรมานด้วยเรื่องอะไร แต่เท่าที่อ่านมา คิดไว้อยู่แล้วว่า คนๆ นี้กำลังทนทุกข์ทรมานกับเรื่องบางเรื่องที่ต้องแบกรับเอาไว้ กำลังคาดไว้ลึกๆ ว่า "เซนเซ" เป็นมะเร็งหรือเปล่านะ แต่ต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ต้องเป็นแบบนี้

ส่วนความเหงาและความเดียวดาย จริงๆ แล้วมักจะอยู่ติดตัวกับทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า แต่ละคนมักจะหาทางออกเพื่อไม่ให้ตัวเองเหงาและเดียวดายแตกต่างกันออกไป และบางคนก็เลือกที่จะอยู่อย่างคุ้นเคยกับความเหงา จนไม่รู้สึกเดียวดาย ที่จะอยู่กับตัวเองก็มี อันนี้คงต้องแล้วแต่จิตใจของแต่ละคนแล้วล่ะค่ะ

และมาถึงตอนนี้ค่อยๆ เริ่มเข้าใจแล้วค่ะว่า ทำไมเวลาอ่านเรื่องนี้ในช่วงอายุที่ต่างออกไปถึงได้มองเห็นมุมมองที่ต่างออกไปเช่นกัน นั่นเป็นเพราะเวลาสอนให้คนเราเรียนรู้ชีวิตมากขึ้น เมื่อประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ก็จะมองและเข้าใจชีวิตได้แตกต่างกันออกไป จริงมั้ยคะ

โดย : Rika วันที่ : 2008-10-05 16:30:43 อีเมล์ : IP : 58.64.55.13

--------------------------------------------------------------------------------------------------