料理室 ห้องอาหาร
ชื่ออะไรไม่ชื่อ ชื่อโอะเดง
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ชื่ออะไรไม่ชื่อ ชื่อโอะเดง แต่เป็นอาหารโปรดยามหนาวเมื่ออยู่ไกลบ้าน

อาหารญี่ปุ่นที่ชอบกินตอนไปเรียนญี่ปุ่นใหม่ๆเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว ก็คือ โอะเดง

เท่าที่ถามคนไทยที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น ที่ชอบกินของเผ็ด ส่วนใหญ่มีน้อยคนที่จะชอบโอะเดง

บางคนไม่ชอบเพราะเหตุผลที่ว่า ชื่ออะไรไม่ชื่อ ชื่อ โอะเดง ฟังแล้วไม่เห็นจะน่ากิน เหมือนอะไรเด้งๆ ไม่น่ากิน แต่สำหรับดิฉันมีเหตุผลพิเศษที่ชอบกินโอะเดงอย่างมาก

ขอให้ท่านผู้อ่านลองคิดถึงญี่ปุ่นเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว การเป็นนักเรียนต่างชาิติไปเรียนที่เมืองนอกคนเดียว อาหารก็ทำไม่เป็น ตอนอยู่เมืองไทย ไม่เคยมีโอกาสได้แสดงฝีมือทำกับข้าว เพราะมีคนทำกับข้าวที่มีฝีมืออยู่แล้วที่บ้าน อย่้างมากก็เป็นแค่

ลูกมือคุณพ่อเวลาคุณพ่อจะทำอาหารเหลาให้กิน เพราะคุณพ่อไปเรียนรู้วิธีัทำปูอบหม้อดินจากพ่อครัวประจำตัวของคุณพ่อ จึงเคยชินกับการกินมากกว่าจะเข้าครัวทำกินเอง

พอไปใช้ชีวิตในญี่ปุ่น กลางคืนต้องดูหนังสือ ต้องเปิดคำศัพท์ำภาษาญี่ปุ่นถึงดึกดื่น กว่าจะได้ความหมายมาสักคำเลือดตาแทบกระเด็น เพราะไม่มีพจนานุกรมญี่ปุ่น-ไทย ดีๆ เล่มที่ดีที่สุดในตอนนั้นที่ต้องหอบข้ามน้ำข้ามทะเลไปก็คือ พจนานุกรมญี่ปุ่น-ไทย ของโฆษา อารียา ซึ่งน่าจะเรียกว่าเป็นหนังสือคำศัพท์มากกว่าจะเป็นพจนานุกรม แต่ก็ดีใจมากที่ยังมีอะไรที่ไขว่คว้า่ได้ ไม่ต้องทรมานมาก ถ้าเป็นคำง่ายๆก็จะมีในพจนานุกรม แต่ถ้ายากก็ไม่มี ต้องเปิดพจนานุกรมญี่ปุ่น-อังกฤษ กว่าจะได้ก็ใช้เวลา และค่ำคืนดึกดื่น

เนื่องจากเราอยู่หอพักนักเรียนต่างชาติ ซึ่้งมีทั้งหอหญิงและหอชาย การใช้ชีวิตหอ บางครั้งก็จะมีรุ่นพี่มาเคาะประตูห้อง ตอนดึกๆสี่ห้าทุ่ม เพราะทุกคนต้องเรียนหนังสือกันดึกๆ เพื่อความอยู่รอด เรียนไม่ดี ก็อาจจะถูก มงบุโช หรือ ทางเจ้าของทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งก็คือ กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นส่งกลับบ้าน ไม่ให้ทุนต่อ ก็ต้องอดทนเรียนให้ได้ แม้ห้องในหอจะมีเครืองทำความร้อนก็ตาม แต่ความหนาวในญี่ปุ่นสำหรับคนที่ไปญี่ปุ่นใหม่ๆปีแรก ช่างทรมานจริง ไม่เชื่อไปลองดูได้ค่ะ

พอรุ่นพี่หรือเพื่อนคนไทยมาชวนไปกินข้าวยามดึก จะดีใจมาก เพราะไม่งั้นก็ต้องวิ่งไปที่ห้องครัวที่แสนจะไม่สะอาด และหนาว เพื่อต้มบะหมี่ราเมงห่อกิน สู้ออกไปกินข้างนอกไม่ได้ แถวหอโคะมะบะ หรือหอนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นอยู่ใกล้สถานีรถไฟ ถ้าออกไปตอนห้าทุ่ม หรือเที่ยงคืน นานๆจะได้ยินเสียงรถไฟวิ่งผ่านมา เราจะเดินคุยกันสี่ห้าคน เดินตัวขดเพราะความหนาวแต่ก็สู้เพราะหิวข้าวตอนดึกๆ ยังไงก็ต้องสู้ความหนาวเพื่อออกไปหาของกิน

แถวหอพัก จะมีร้านโอะเดง ซึ่งร้านทำเหมือนกับเป็นเพิงยื่นออกมาข้างๆรถกระบะ ร้านที่ว่านี้จะขายโอะเดงบะหมี่ราเมง และเหล้าสาเก สำหรับพวกซะระริมังที่กลับบ้านดึกๆดื่นๆ หลังจากไปก๊งเหล้ากับเพื่อนจนเมา แล้วก็เดินเมาโซซัดโซเซกลับบ้าน มักจะแวะกินเชโอะเดง หรือ บะหมี่ราเมง อีกรอบเป็นการรองท้องก่อนที่จะกลับไปนอนสลบไสลที่บ้าน

พวกเรานักศึกษาไทยก็จะเดินกันออกไปหาอะไรกินกัน พอเจอร้านโอะเดง ดิฉันดีใจและตื่นเต้นมาก แต่รุ่นพี่คนไทยจะเล่าให้ฟังว่า ร้านพวกนี้เป็นร้านที่ผู้ชายมักจะเข้าไปนั่งกิน ไม่ค่อยมีผู้หญิงเข้าไปกินหรอก เพราะเป็นร้านเหมือนแผงลอยข้างถนน แต่ส่วนใหญ่จะใช้รถกระบะแล้วก็ทำเป็นเพิงยื่นออกมา พร้อมกับมีม้ายาวง่ายๆให้นั่งกินราเมง และโอะเดง นั่งกินได้สักสามสี่คนเบียดๆกัน

ร้านขายราเมงและโอะเดงที่ว่านี้จะมี โนะเรง หรือผ้าที่ติดไว้ที่รถหรือที่เพิงให้รู้ว่า เป็นร้านขายราเมง และโอะเดง และเปิดขายเข้าไปกินได้ ถ้าอยู่เมืองไทยเป็นผู้หญิงคงจะไม่มีโอกาสได้เข้าไปกินดึกดื่นแบบนี้ แต่อย่างว่านะคะ ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ยิ่งรู้ว่าผู้หญิงมักจะไม่ค่อยเข้าไปกิน ก็ยิ่งทำให้อยากกินมากขึ้นและตื่นเต้นมากที่จะได้ลองกิน

พอแหวกโนะเรงและยื่นหน้าเข้าไป ก็จะเห็นหม้อโอะเดงร้อนๆ และคนขายผู้ชาย

ส่งเสียงดัง อิรัชชะอิมะเซะ แล้วเราก็เข้าไปนั่งกินที่ม้ายาว หรือถ้าไม่มีืีที่นั่งยืนกินก็ยังดี คืนนั้นไม่มีใคร เลยได้นั่งกิน

แล้วพี่ๆก็จะสั่งโอะเดงที่เดือดปุปๆในหม้อมาให้น้องใหม่กิน คนขายจะตักน้ำซุปที่แสนจะหวงให้จากในหม้อต้มที่ไม่ปิดฝา โอะเดงของโปรดที่ชอบมากคือ หัวผักกาดขาวต้ม เต้าหู้ทอดแบบหนา หรือ อะทซึอะเงะ หนวดปลาหมึก ลูกชิ้นปลา ไข่ต้ม แล้วก็จะเอามัสตาร์ดญี่ปุ่นใส่เข้าไปในซุป และตามด้วยพริกป่นเจ็ดรส

เวลาหนาวๆได้มุดเข้่าไปกินของร้อนๆในร้านที่ธรรมดาคงไม่กล้าเข้าไปนั่งกิน

คนเดียวได้ แต่พอดีไปกับพี่ๆและเพื่อนคนไทยก็เลยได้กินเป็นครั้งแรก เป็นประสบการณ์และมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ของคนที่หัวอกเดียวกัน คือจากบ้านเกิดไปสู้และใช้ชีวิตในญี่ปุ่น อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกที่ว่าก็ได้ ทำให้รสชาติของโอะเดงอร่อย และเป็นที่ประทับใจตั้งแต่นั้นมาก็ได้

แต่เมื่อคุยกับชาวต่างชาิติ หรือคนไทย ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยชอบโอะเดง เพราะไม่เห็นจะมีรสชาดอะไร จืดๆ แพงก็แพง (เพราะเขาขายเป็นชิ้นๆ ตามที่เล่าในหนังสือตำนานอาหารญี่ปุ่นฯ คงไม่ต้องเขียนรายละเอียดซ้ำ)

ประวัติความเป็นมาของโอะเดง

อาหารโอเดง เป็นอาหารต้มไฟอ่อนๆหลากหลายชนิดแต่ดั้งเดิมที่คนญี่ปุ่นนิยมกินกันมาช้านาน ตามที่ทุกคนคงทราบดีที่ขาย ตามร้านไม่ว่าในรถกระบะ หรือร้านที่ทำเป็นเิพิงก็ตาม จะต้มโอะเดงในหม้อสี่เหลี่ยมสีขาว หรือสีทองแดงก็ได้ เห็นคนญี่ปุ่นบอกว่ากว่าจะได้น้ำซุปโอะเดงที่อร่อยๆนั้นจะต้องมีกรรมวิธีทำน้ำซุปเป็นพิเศษ

ในหม้อโอะเดง จะมี ทซิคุวะ ทำด้วยปลาบด แต่คงเอาไปเผาหรือยังไงก็ไม่รู้เพราะทำเองไม่ได้ ฮันเปง ทำด้วยแป้งสีขาวๆ ไม่มีรสชาดอะไร เป็นรูปสามเหลี่ยม คนเนียะคุ คล้ายเฉาก๊วยบ้านเรา เต้าหู้ขาวเนื้อหยาบ หัวผักกาดขาว ปลาหมึก ลูกชิ้นกุ้ง ไข่ต้ม

น้ำซุปโอะเดงจะใช้คมบุ ที่ตากแห้ง เป็นสาหร่ายประเภทหนึ่งที่เห็นตามชายหาด

ก็มี ที่อเมริกาก็มีสาหร่ายที่คล้ายคมบุญี่ปุ่นมากมายเต็มหาดไปหมด แต่ที่นี่ไม่ได้เอาไปทำอะไร รูปร่างคมบุจะคล้่ายโบว์ตากแห้ง มีรสชาิติเค็ม แต่อาหารญี่ปุ่นจะขาดคมบุเวลา่ทำซุปไม่ได้ สำหรับโอะเดง เราไม่เพียงแต่จะต้มคมบุทำซุปเท่านั้น เรายังต้มคมบุมากินได้ ส่วนใหญ่จะต้มกับโชยุรสอ่อนเป็นเวลาหลายชั่วโมงกว่าจะได้รสชาดที่อร่อยจริงๆ

เวลาที่กินโอะเดง แม้จะกินในร้านข้างสถานีก็ตาม คนกินก็ยังต้องรู้จักมารยาทการสั่งการกินโอะเดงอีกด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ คนกินจะต้องบอกคนขายว่า อยากกินอะไร เช่น เต้าหู้ทอด ไข่ต้ม ปลาหมึก แล้วคนขายก็จะหยิบใส่จานให้และให้น้ำซุปใส่จานให้มาหน่อย พอได้มา เราก็จะเอามัสตาร์ดญี่ปุ่นใส่เข้าไปละลายกับน้ำซุปและตามด้วยพริกป่นเจ็ดรส ทำให้หายคิดถึงอาหารไทยรสแซ๊บไปได้หน่อย ไม่ใช่ว่าเข้าไปแล้วก็ถือวิสาสะ ตักของในหม้อมาใส่จานเอง หรือเลือกที่เราอยากกินเองใส่จานแบบไทยๆไม่ได้

ในหม้อโอะเดง คนขายจะแยกประเำภทของที่ต้มในหม้อ ไม่ให้มั่วปะปนกัน ดูแล้วน่ากินมาก

คำว่า โอะเดง oden おでん แรกเิริ่มเดิมที มาจากคำว่า เดงงะคุ dengaku(でんがく)แล้วคนในสมัยนั้นจึงเรียกสั้นๆเพื่อความสะดวกว่า โอะเดง oden おでんแทนที่จะเป็น เดงงะคุ dengaku でんがく(田楽)โดยเอาคำยกย่อง โอะ o ่เติมเข้าข้างหน้าคำว่า เดงงะคุ dengaku(でんがく)และย่อให้สั้นเหลือเพียง โอะเดง oden おでん ซึ่งเป็นของอาหารว่างที่ทำด้วย เต้าหู้เสียบไม้ปิ้งหรือย่างในสมัยก่อน

ความหมายของคำว่า เดงงะคุ dengaku(田楽)นั้น น่าสนใจมากที่ว่า จริงๆแล้ว

มาจากคำว่า เดงงะคุมะอิ dengaku mai(田楽舞)ซึ่งคล้ายกับการฟ้อนรำพื้นเมืองที่รำพร้อมกับถือไม้ไว้ในมือ คนก็เลยตั้งชื่ออาหารของเต้าหู้เสียบไม้ปิ้งหรือย่างนี้ว่า เดงงะคุ 田楽

พอเข้าสู่สมัยเอะโดะไม่ว่าจะกินเต้าหู้ หรือกินคนเนียะคุ หรือเผือก มันญี่ปุ่นก็ตาม จะไม่มีการเสียบไม้และเสริฟแบบสมัยก่อน แต่จะนำเอาไปต้มแบบที่เราเห็นกินกันในหม้อแบบทุกวันนี้ โดยกินจากในหม้อต้มทีลุะชิ้นกับตะเกียบ ไม่มีการเสียบไม้ปิ้งหรือย่างเหมือนสมัยก่อน พอเข้าสู่สมัยเมจิ คนญี่ปุ่นปลูกเผือก ปลูกมันปลูกได้มากขึ้น คนในสมัยนั้นจะนิยมเอาไปต้มกินเป็นโอะเดงแบบที่เราเห็นกินในปัจจุบัน

ส่วนความเป็นมาของ เดงงะคุ dengaku(田楽)นั้น แรกเริ่มเดิมทีก็คือ อาหารที่ทำจากเต้าหู้ ซึ่งเอาไปปิ้งหรือไม่ก็ย่างเสียบไม้ แล้วจิ้มกินกับมิโซะ และมีขายตามร้านแผงลอยในสมัยเอะโดะ ต่อมาการที่ต้องเอาเต้าหู้ไปย่างเสียบไม้ แล้วยังต้องไปจิ้มกินกับมิโซะ ออกจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก สู้เอาเต้าหู้ไปต้มในหม้อไฟอ่อนๆและใส่โชยุรสอ่อนเข้าไปในน้ำซุป ดูเหมือนจะถูกปากพวกเอะดคโคะ หรือ คนที่เกิดในโตเกียวมากกว่า จากนั้นมาการกินเต้าหู้ต้มในหม้อแบบที่เราเห็นในปัจจุบัน จึงกลายเป็นอาหารยอดนิยมแต่นั้นมา

แม้แต่ในปัจจุบัน ยังมีร้านส่วนใหญ่แถบค้นซะอิ หรือแถบโอซาก้า เกียวโต ที่ยัง

ขาย เดงงะคุ dengaku(田楽)แบบเก่าที่เอาเต้าหู้เสียบไม้ปิ้งหรือย่างกินกับมิโซะ

คนทางคันซะอิ หรือแถบโอซาก้า จะเรียก โอะเดง oden おでん ที่คนโตเกียวกินแบบต้มในหม้อว่า คันโตดะคิ kantoo daki 関東煮るหรือ อาหารต้มคันโต หรืออาหารต้ม โตเกียวนั่นเอง

เมื่อทราบความเป็นมาของโอะเดง และบรรยากาศเก่้าๆตอนที่มุดเข้าไปในเพิงหรือร้านข้างถนนหรือสถานี เพื่อเข้่าไปกินโอะเดงยามหน้าหนาว หรือตอนดึกๆ จึงเป็นบรรยากาศและประสบการณ์ที่ไม่อาจลืมได้ แม้จะเป็นเพียงอาหารธรรมดา ราคาไม่แพงมาก และถึงโอะเดงอาจจะไม่มีรสชาิดตามที่คนอื่นๆบอกก็ตาม

แต่สำหรับดิฉัน โอะเดงเป็นอาหารพิเศษที่มีบรรยากาศพิเศษ และหากินไม่ได้ ไม่ว่าในเมืองไืืทย หรือในอเมริกา บรรยายที่ว่านี้จะหากินได้ก็ในญี่ปุ่นเท่านั้น

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2007-11-17 18:38:56 อีเมล์ : IP : 61.7.169.10

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด Baritoreca

ดีค่ะ อยากกิน จะได้พยายามสร้างความฝัน อีกหน่อยทำงานมีเงินจะไปเที่ยว หรือสอบชิงทุนไปก็ได้

เป็นประสบการณ์ที่มีคนไทยน้อยคนจะทำ แต่อาจารย์ชอบลอง เพราะชอบหาประสบการณ์ค่ะ

อย่าลืมฝันให้ไกลๆนะคะ อย่าฝันเล็กๆนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-08-12 10:45:51 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

อ.เขียนซะเห็นภาพจนอยากกินเลยอ่ะครับ

อยากไปกินแบบที่เป็นเพิงแบบที่อ.บอกดูจังเลย  >__<

โดย : Baritoreca วันที่ : 2008-08-11 17:39:01 อีเมล์ : IP : 58.9.151.35

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

โอะเดงทำเองถูกกว่ามาก อาจารย์ทำเองเป็นประจำ ไปซื้อที่คมบิยังแพงค่ะ

ไปซื้อ ดะชิ มาหน่อย แล้วก็ไปซื้อ ดะอิคง เต้าหู้ หรือ อะเงะโดฟุ ไม่ก็ทำไข่ต้ม ยิ่งหัวผักกาดถูกๆต้มให้เดือด แล้วก็ต้มไฟอ่อนๆ ใส่อะไรก็ได้ที่เราชอบ พอต้มเสร็จ ที่เหลือเก็บใส่กล่องพลาสติก จะกินเมื่อไรก็อุ่นได้ อร่อยและไม่ต้องไปเสียเงิน ไม่มีอะไรที่ทำได้ง่ายกว่าโอะเดงอีกแล้ว อาจารย์ว่า

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-01-19 11:19:56 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

จริงๆด้วยสินะคะ ยามหนาวอย่างนี้ของอร่อยและช่วยให้อุ่นท้องคลายความหนาวได้บ้าง แถมยังราคาย่อมเยากว่าอาหารชนิดอื่นๆ แหมแต่ถ้าเทียบเป็นเงินบาทไทยแล้วก็ไม้ละยี่สิบกว่าบาทเหมือนกันนะคะ ถ้าเป็นเงินเยนแล้วราคาไม่ถึงร้อยเยนก็ควักเงินจ่ายหาซื้อทานได้สบายใจหน่อยสำหรับนักศึกษาไทยหน่ะค่ะ ไม่ทราบมาก่อนเลยว่าโอเด้งมีประวัติอย่างไร วันนี้ได้อ่านเรื่องของโอเด้งแล้วรู้สึกว่าตัวเองได้รู้อะไรมากขึ้นกับของที่หาทานง่ายตามคอมบินี่ทั่วไป ว่าแล้วคราวหน้าถ้าแวะซื้อโอเด้งทานระหว่างเดินกลับที่พัก จะเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้น้องๆเค้าฟังบ้างนะคะ

อ้อ พักหลังน้องหนึ่่งแม่ครัวมือหนึ่งของเราก็ทดลองซื้อเต้าหู้เอย ไข่เอย คอนเนียะคุเอย แล้วที่คล้ายๆวุ้นเส้นหน่ะค่ะ ซื้อแบบนั้นมาแล้วก็ซื้อผงสำหรับทำโอเด้งมาทดลองต้มให้พี่ๆน้องๆนศ ไทยในหอเดียวกันทาน ว่าไปแล้วอร่อยไม่แพ้ที่ซื้อจากคอมบินี่เลยนะคะ ที่สำคัญทุ่นทรัพย์และได้ปริมาณเยอะมากค่ะ อร่อยและประหยัดคือหัวใจของนักศึกษาไทยที่นี่ค่ะ

โดย : Karuna วันที่ : 2008-01-16 17:19:28 อีเมล์ : IP : 61.124.182.220

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

อ่านแล้วอยากกิน โอะเด้งที่อาจารย์เขียนจริงๆค่ะ

เขียนได้สนุกและน่าสนใจมากค่ะ

จะเข้ามาอ่านประจำค่ะ

ขอบคุณค่ะอาจารย์

โดย : มาริน วันที่ : 2007-11-19 22:06:58 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : ดีใจมากค่ะ ที่ริกะ เห็นแล้วอยากกิน หัวหน้าห้อง แแอนทซัง เตือนแล้วว่า ก่อนเข้าห้องนี้ ต้องทานให้อิ่มๆ ไม่งั้นทรมานนะคะ ขอบคุณค่ะ ที่อ่านแล้วเห็นตามว่า แม้โอะเดง จะเป็นอาหารธรรมดา แต่ถ้าเรารู้ประวัติความเป็นมา และ รู้ว่าวัฒนธรรมการกิน เราจะเห็นคุณค่าของอาหารมากขึ้น เข้ามาร่วมให้ความคิดเห็นอีกนะคะ ปรียา

โดย : ครูประจำชั้นปรีย วันที่ : 2007-11-19 07:21:53 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : อ่านแล้วอยากกินจังเลย ที่เมืองไทยไม่ค่อยมีร้านไหนทำมากนัก ถึงแม้ว่าจะมีร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดเต็มบ้านเต็มเมือง แต่ร้านโอเด้งไม่ยักกะเคยเห็น

โดย : ริกะ วันที่ : 2007-11-17 18:43:38 อีเมล์ : IP : 61.7.169.66

--------------------------------------------------------------------------------------------------