生け花 ห้องอิเคะบะนะ
こころ จิตใจใครกันแน่ บทที่ 6 หาคำตอบกันเองนะคะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

บทที่ 6

 

こころ

 

 

 

จิตใจใครกันแน่

 

 

 สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน

 

       พวกเราอาจจะคิดว่า natsume sooseki 夏目漱石 เป็นใครนะ หน้าตาเป็นยังไง อยากเห็นหน้าตาคนเขียนจัง ที่จริงทุกคนที่คลุกคลีกับวงการภาษาญี่ปุ่น ชอบญี่ปุ่นกันอย่างมาก และไปเที่ยวญี่ปุ่นมาแล้ว รับรองได้ เราทุกคนรู้จักเขา ไม่เชื่อท้าก็ได้ ขอให้ดูภาพที่จะให้ดูนะคะ ภาพเขาแหละค่ะ

 

                                                                                                                                                                   

  ส่วนหน้าตาจะหล่อเหลาเอาการแค่ไหน คงดูได้จากภาพนี้ ซึ่งเป็นภาพที่ใครๆก็รู้จัก นักเขียนนวนิยาย และเป็นครูสอนภาษาอังกฤษอีก ดูกันเองนะคะว่า เป็นยังไงนะคะ

                                                                                                            

                                 

 

 

 

            ทั้งที่อาจารย์แปลมาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว อ่านซ้ำมาไม่รู้กี่รอบ และตอนนี้ก็นั่งพิมพ์ให้ทุกคนได้

มีโอกาสเข้าซึ้งถึงจิตวิญญาณ ความรู้สึกนึกคิดของเซนเซปัญญาชนในสมัยเมจิ

            นักเขียนที่เขียนได้กินใจ เจาะใจและลืมไปลงในความสามารถที่เขียนได้อย่างน่าติดตามอ่านได้ไม่เบื่อ อาจารย์เองในขณะที่พิมพ์บทนี้ให้ทุกคนได้อ่าน ก็ยังมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

           

   เซนเซมีอะไรในใจมากมายนัก ทำไมบางทีก็เย็นชาและบางทีก็ให้ความอบอุ่นดี อ่านแล้วบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าถ้าภรรยาเซนเซถ้าได้ยินคำพูดประโยคสุดท้ายของบทนี้จากปากเซนเซจะรู้สึก

ยังไงหนอ

 

           นี่คือความรู้สึกที่อาจารย์ได้ ทั้งที่อ่านมาแล้วแปลมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง แต่ไม่เคยเบื่อที่จะอ่าน เหมือนกับอ่านเรื่องใหม่อีกเรื่อง อาจจะเป็นเพราะอายุที่มากขึ้น เห็นอะไรในโลกมากขึ้นก็ได้

 

          แฟนๆหนังสือ และเด็กวัดทุกคน นิยายเรื่องนี้คงจะมีค่ามากขึ้น ถ้าทุกคนจะเขียน

 แลกเปลี่ยนความรู้สึกง่ายๆหลังจากที่อ่านจบแต่ละบท จะได้รู้ว่าคิดคล้ายกันหรือต่างกัน

ยังไง คงจะทำให้นวนิยายนี้มีความเ้ข้มข้น และทำให้พวกเราเพลิดเพลินกับการอ่านร่วมกันมากยิ่งขึ้นนะคะ

 

 

------------------------     

         

      ตั้งแต่นั้นมา ข้าพเจ้าก็ไปหาเซนเซอีกเป็นครั้งเป็นคราว เซนเซจะอยู่บ้านทุกครั้งที่

 

ข้าพเจ้าไปหายิ่งเจอเซนเซบ่อยครั้งขึ้น  ข้าพเจ้าก็ไปบ้านเซนเซมากขึ้นทุกที

 

     แต่ท่าทีเซนเซตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้จักกัน และหลังจากที่สนิทสนมกันแล้วก็ตามไม่ค่อย

มีอะไรเปลี่ยนแปลง เซนเซมักจะเงียบอยู่เสมอ เงียบเสียจนบางครั้งจะว่าเหงาก็ได้

ตอนแรกข้าพเจ้าคิดว่าเซนเซคงมีอะไรแปลกๆ ทำให้ยากแก่การที่จะสนิทด้วย แต่

ความรู้สึกที่อยากจะเข้าใกล้เซนเซนั้นมีอย่างมากในตัวข้าพเจ้า บางทีความรู้สึกที่มีต่อ

เซนเซแบบนี้อาจจะเกิดกับข้าพเจ้าเพียงคนเดียวในบรรดาคนมากมายก็ได้ ข้าพเจ้าคน

เดียวเท่านั้นที่พิสูจน์ได้ในตอนหลังว่า ความรู้สึกที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระ

อะไร แม้ว่าใครๆจะว่าข้าพเจ้าซื่้อไร้เดียงสา และหัวเราะเยาะในความโง่เขลาของ

ข้าพเจ้าก็ตาม แต่ข้าพเจ้าก็รู้สึกภูมิใจและดีใจที่หยั่งและตระหนักถึงความรู้สึกที่ว่า

นั้นได้ คนที่รักเพื่อนมนุษย์คนอื่นได้ และคนที่อยู่ไม่ได้โดยปราศจากความรัก แต่ถึง

กระนั้น คนคนนั้นก็ไม่อาจอ้าแขนกว้่างสวมกอดคนรักที่พร้อมจะเข้าสู่อ้อมอกตัวเองได้

คนคนนั้นคือเซนเซ

      

      ตามที่ข้าพเจ้าเคยบอกว่าเซนเซเป็นคนที่เงียบและสุขุมเยือกเย็น แต่บางครั้งดู

เหมือนจะมีเมฆครึ้มปรากฎบนใบหน้าเซนเซ ราวกับเงาสีดำของนกซึ่งทอดอยู่ที่หน้าต่าง

พอสังเกตเห็นว่ามีเงากำลังจะทอดลงมา อยู่ๆเงาที่ว่านี้ก็หายไปทันที ข้าพเจ้าสังเกตเห็น

เมฆครึ้มที่ว่านี้ตรงหว่างคิ้วเซนเซเป็นครั้งแรกเมื่อตอนที่อยู่ๆข้าพเจ้าก็เรียกเซนเซขึ้นมา

ที่สุสานในโซชิงะยะ ในชั่วพริบตาที่ผิดปกตินั้นหัวใจข้าพเจ้าที่เต้นเป็นปกติด้วยดีมา

ตลอดอยู่ๆก็เต้นอ่อนลง แต่ก็เป็นเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ในชั่วไม่ถึงห้านาทีหัวใจ

ข้าพเจ้าก็กลับคืนสู่สภาพปกติ ข้าพเจ้าเลยลืมเมฆครึ้มในตอนนั้นไปสนิทและหวนคิดถึง

เรื่องที่ว่านี้อีกครั้งก็ต่อเมื่อเป็นเย็นวันหนึ่งตอนปลายเดือนตุลาคมที่อากาศอบอุ่นเหมือนอากาศในฤดูใบไม้ผลิ

 

        ในขณะที่ข้าพเจ้าคุยกับเซนเซอยู่ๆ ข้าพเจ้าก็นึกถึงต้นอิโจต้นใหญ่ที่เซนเซอุตส่าห์

ชี้ให้ข้าพเจ้าดู พอลองนับดูแล้ว คิดว่าคงจะเป็นวันที่สามหลังจากวันที่เซนเซไปไหว้

สุสานเป็นประจำทุกเดือน ในวันที่สามนั้น เป็นวันที่สบายๆ เพราะข้าพเจ้าจะมีเรียนถึง

ตอนเที่ยง

      

         ข้าพเจ้าหันไปถามเซนเซว่า

        เซนเซ ใบต้นอิโจที่โซชิงะยะ่ร่วงแล้วหรือยังครับ

         ก็คงไม่ถึงกับโกร๋นหรอก

         เซนเซตอบพลางจ้องหน้าข้าพเจ้าอย่างนั้นอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ข้าพเจ้าจึงพูดขึ้นมาทันทีว่า

      

          คราวหน้าเวลาเซนเซไปที่สุสาน ขอผมไปด้วยคนได้มั้ยครับ ผมอยากจะลองไป

           เดินเล่นที่นั่นกับเซนเซดูบ้่าง

        

             ฉันไปที่สุสาน ไม่ได้ไปเดินเล่นอย่างที่เธอคิดหรอกนะ

             แต่ถ้าเดินเล่นไปด้วยก็ไม่เลวไม่ใช่หรือครับ

              เซนเซไม่ได้ตอบอะไร หลังจากนั้นสักครู่ เซนเซพูดว่า

              สำหรับฉัน ฉันไปไหว้สุสานเท่านั้นจริงๆ

 

            ดูเหมือนเซนเซจะพยายามแยกการไปไหว้สุสาน และการเดินเล่นออกจากกัน

อย่างสิ้นเชิง อาจเป็นเพียงข้ออ้าง เพราะไม่อยากไปกับข้าพเจ้า หรืออะไรสักอย่างก็ตาม

ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกๆเพราะเซนเซในขณะนั้นดูไม่ต่างอะไรกับเด็ก เลยยิ่งทำให้ข้าพเจ้าอยาก

สืบสาวเรื่องต่อไป

 

             ถ้าอย่างนั้นเวลาที่เซนเซไปไหว้สุสาน พาผมไปด้วยคนนะครับ ผมจะได้ไป

              ไหว้ด้วย

        

            จริงๆแล้วสำหรับข้าพเจ้าความแตกต่างระหว่างการไปไหว้สุสานและการเดินเล่นนั้นแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลยก็ได้ พอได้ยินข้าพเจ้าพูดอย่างนั้นคิ้วเซนเซขมวด

เข้าหากันและดูเหมือนมีแสงประหลาดวาบขึ้นในดวงตาเซนเซ อาจจะเป็นความกังวล

ใจอะไรสักอย่างที่บอกไม่ถูกว่า เป็นความรำคาญ ความโกรธ หรือความกลัวกันแน่

ข้าพเจ้าเลยนึกถึงตอนที่อยู่ที่โซชิงะยะ และอยู่ดีๆข้าพเจ้าก็ส่งเสียงดังเรียกออกไปว่า

เซนเซขึ้นมาได้ สีหน้าเซนเซทั้งสองครั้งนั้นไม่ได้แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย

 

            ฉันน่ะ เซนเซพูด

             ฉันมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่อาจบอกเธอได้ ฉันจึงไม่อยากจะไปที่สุสานนั่นกับใครทั้งสิ้น แม้แต่ภรรยาฉันเอง ฉันก็ยังไม่เคยพาไปด้วยเลย

 

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-05-26 11:42:49 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ และเด็กวัด ริคะ

ใช่ค่ะ เป็นความรู้สึกที่ขัดแย้ง และเจ็บปวดอย่างมาก เรื่องโคะโคะโระ ตอนเืพื่อนรักถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเซนเซ ก็เลยถามว่าจะให้เล่าหรือ เพื่อนบอกว่า ไม่ต้องเล่า เพราะจะค่อยๆอ่านเองคนเดียว ยังจำคำพูดเพื่อนรักได้

พออ่านแล้วเพื่อนสนิทบอกว่า ไม่เคยอ่านวรรณกรรมญี่ปุ่น แต่เรื่องนี้ อ่านแล้วกินใจ และทำให้เห็นอะไรมากมาย

ติดตามต่อไปนะคะ เพื่อหาคำตอบว่า ทำไม เรื่องนี้จึงไม่ล้าสมัย และเข้ากับสมัยปัจจุบันนี้ได้อย่างดี

แต่น่าเสียดาย คนรุ่นใหม่ญี่ปุ่นไม่อ่านวรรณกรรมเสียแล้ว อ่านมังงะเหมือนพวกเราวัยรุ่นไทย เพราะเขาส่งมาให้เราอ่านต่อ แต่คนภายนอกที่รู้คุณค่าต้องตามเก็บของดีๆของญี่ปุ่น ยังมีดีๆอีกเยอะค่ะ

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-10-09 21:38:10 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : "คนที่รักเพื่อนมนุษย์คนอื่นได้ และคนที่อยู่ไม่ได้โดยปราศจากความรัก แต่ถึง

กระนั้น คนคนนั้นก็ไม่อาจอ้าแขนกว้่างสวมกอดคนรักที่พร้อมจะเข้าสู่อ้อมอกตัวเองได้

คนคนนั้นคือเซนเซ"

ชอบท่อนนี้อย่างบอกไม่ถูกค่ะ รู้สึกถึงการมีตัวตนของการรัก และการถูกรัก แต่เหมือนไม่สามารถแตะต้องสิ่งเหล่านั้นได้ ด้วยข้อจำกัดหรือข้อแม้ หรือด้วยเหตุผลที่มีต่อตัวเอง และรู้สึกว่าคนๆนี้ น่าสงสารจนบอกไม่ถูกเลยค่ะ

โดย : Rika วันที่ : 2008-10-05 15:13:58 อีเมล์ : IP : 58.64.55.13

--------------------------------------------------------------------------------------------------