富士山の見える部屋
ดูเบาไม่ได้ เกิดเมื่อไรก็ได้ ต้องระวัง gogatsu byoo
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

        พอดีเข้่าเดือนพฤษภาคม ถ้าตอนนี้อาจารย์ยังสอนอยู่ที่ศูนย์นักศึกษานานาชาติในมหาวิทยาลัย

โตเกียวกะคุเง อาจารย์คงจะได้เหนื่อยกับปัญหาเรื่องนักศึกษาต่างชาติ ที่กำลังจะเริ่มไม่สบายกัน ในอีกสองสามอาทิตย์ข้างหน้า เพราะจะเป็นหวัดกัน ไม่สบาย ปวดหัวตัวร้อน เพราะอากาศเปลี่ยนฝนตกทุกวันจากนี้ไป คิดถึงบ้าน เรียนไม่ทัน และกลุ้มใจ เป็นต้น

     แต่ปัญหาหรือสาเหตุโรคที่เกิดในเดือนพฤษภาคม และเดือนมิถุนายนนั้น ไม่ใช่เรื่องของนักศึกษาต่างชาติเท่านั้น เพราะเป็นโรคธรรมดาที่รู้จักกันดีในญี่ปุ่น เพราะคนญี่ปุ่นเป็นกันเยอะทีเดียว เมื่อเข้าเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน

       ทุกๆปี ในญี่่ปุ่นตามที่ทราบกัน บริษัทญี่่ปุ่นทั้งเอกชนและรัฐบาลจะรับพนักงานใหม่ในวันที่ 1 เมษายน เข้าทำงานอย่างเป็นทางการ สำหรับอาจารย์ที่เป็นข้าราชการประจำญี่ปุ่นนั้น ตอนนั้น

เขาจะรับข้าราชการใหม่เข้าทำงาน โดยที่ในปีหนึ่ง ทางสถาบันวิจัยฯ จะรับข้าราชการใหม่เข้าทำงาน

สองช่วงอย่างเป็นทางการ คือวันที่ 1 เมษายน และ 1 ตุลาคม  

       ตอนที่เข้าไปทำงานที่สถาบันวิจัยภาษาญี่ปุ่นก็รับเข้าวันเดียวกับที่อาจารย์ออกไปทำงานที่ มหาวิทยาลัยโตเกียว กะคุเง เพราะจะย้ายออกก็ต้องย้ายออกให้ครบอายุการทำงานที่ทำให้กับสถาบันวิจัยฯซึ่งรับอาจารย์เข้าทำงานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม

       การเป็นข้าราชการญี่ปุ่น การรับเข้าทำงาน หรือลาออก ทุกอย่างจะต้องเป็นทางการมาก วันนั้นยังจำได้ว่า ได้รับคำสั่งให้ไปรายงานตัวที่สถาบันวิจัยฯ ตอนสิบโมงเช้า แล้วทางสถาบันวิจัยฯก็จะเรียก นักวิจัย และทุกคนที่ทำงานอยู่ในสถาบันเจ็ดสิบกว่าคนมาชุมนุมกัน เพื่อว่าผู้อำนวยการสถาบันวิจัยฯจะได้แนะนำตัว อาจารย์ซึ่งเป็นข้าราชการใหม่และเป็นคนต่างชาิติคนเดียวในสถาบันวิจัยฯ

ที่ใจกล้าเสี่ยงกับการที่รับนักวิจัยต่างชาิตเข้าทำงานใหม่ ถือเป็นประวัิติศาสตร์ใหม่ในสถาบันวิจัยฯ

      แต่ทว่าในวันนั้น และปีนั้น เขารับอาจารย์อยู่คนเดียว ก็เลยเป็นการโชว์ตัวนักวิจัยคนไทย ที่ได้ปริญญาเอกซึ่งเป็นคนที่สองในสถาบันวิจัยฯ ให้ทุกคนได้เห็นหน้าตาว่าเป็นอย่างไร จะได้รู้จักว่าเป็นใครมาจากไหน โดยที่ผู้อำนวยการจะเป็นคน บอกชื่อเสียงเรียงนามของอาจารย์ว่า เกิดที่ไหน จบที่ไหน ได้ปริญญาอะไรมา มีผลงานทำอะไร มาบ้าง เป็นต้น

       จากนั้น อาจารย์ก็ต้องกล่าวแนะนำ ฝากเนื้อฝากตัวกับทุกคน พอเสร็จพิธีแนะนำตัวแล้ว จากนั้น หัวหน้าศูนย์ ก็จะพาไปทักทายนักวิจัย ในแต่ละห้องทั่วสถาบันวิจัยฯ แล้วก็พาไปดูห้องทำงานของอาจารย์ และแนะนำให้รู้ว่า ในสถาบันวิจัยฯ มีอะไรบ้าง เป็นต้น

      โดยทั่วไป ไม่ว่าพนักงานใหม่หรือข้าราชการญี่ปุ่นก็ตาม เมื่อเข้าไปใหม่ๆจะต้องถูกพาตัวไปแนะนำคนที่ทำงานในที่ทำงาน และยังต้องพาไปแนะนำนอกสถานที่ๆเกี่ยวข้อง กับงานของสถาบันวิจัยฯอีกด้วย

        อาจารย์ยังจำได้ เขาต้องพาอาจารย์ไปแนะนำกับเจ้าหน้าที่ของมงบุโชญี่ปุ่นที่กระทรวงศึกษาธิการและกรมวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของสถาบันวิจัยฯ เป็นประสบการณ์ใหม่ เป็นสิ่งที่เกิดมาไม่เคยต้องรู้และไม่เคยต้องทำ วันนั้นจำได้ว่า กลับบ้านเหนื่อยมาก เพราะต้องเจอคนโน้นคนนี้ ต้องทักทาย ต้องฝากเนื้อฝากตัว แล้วตอนเย็นก็มีงานเลี้ยงต้อนรับในสถาบันวิจัยฯ ที่ทุกคนเข้าร่วมอย่างเป็นทางการเพราะรับนักวิจัยต่างชาิติเป็นครั้งแรกก็ดีใจและภูมิใจที่ให้เกียรติอย่างมาก

 

         เมื่อเทียบกับตอนเป็นข้าราชการบ้านเรา ตอนที่เข้าไปสอนที่ธรรมศาสตร์ เข้าไปก็ไม่มีพิธีรีตรองอะไรเลย เพราะเห็นหัวหน้าสาขารุ่นน้องบอกว่า สมัยก่อนมีการเลี้ยงต้อนรับคนเข้าใหม่ ตอนหลังเห็นว่ายุ่งยาก เพราะทุกคนไม่ว่าง เป็นต้น ก็เลยไม่มีการเลี้ยงต้อนรับหรือเลี้ยงเล็กๆน้อยอะไรก็ไม่มี ไม่มีการ ทักทายหรือทำอะไรที่เป็นทางการ สำหรับคนเข้าใหม่ ต้องทำความรู้จักกันเอง ประกอบกับหัวหน้าที่รับผิดชอบไม่ใช่ประเภทที่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีนัก เพราะต่างคนต่้างเข้ากันไม่ได้เลย ทั้งอาจารย์ไทยและญี่ปุ่น ก็เลยต้องช่วยตัวเองแบบไทยๆ ซึ่งความอบอุ่นที่ได้รับจากไทยและญี่ปุ่นแตกต่างกันมาก

      แม้ของญี่ปุ่นจะเป็นทางการและเป็นพิธีรีตรอง แต่ก็ดีใจและภูิมิใจมากที่ทางสถาบันวิจัยฯให้เกียรติทำให้เราเป็นที่รู้จักของทุกคน แล้วจากนั้น เขาก็จะมารู้จักและทักทายเราส่วนตัว แล้วแต่คน แต่ของบ้านเรา อาจจะเป็นเพราะอาจารย์ในคณะซึ่งสอนภาษาญี่ปุ่นและอาจารย์ไทยที่สอนภาษาญี่ปุ่นด้วยกันก็เข้ากันไม่ได้ และยังไม่ค่อยจะลงรอยกับกับอาจารย์ญี่ปุ่นก็ได้ การพบปะสังสรรคฺ์กันของทั้งสองชาติก็แทบจะไม่มี เพราะคนญี่ปุ่นที่ไปเมืองไทย และสอนก็มีแต่ผู้หญิง เราก็คงรู้จักกิตติศัพท์ผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านในญี่ปุ่นว่าเป็นยังไง ไม่ต้องอธิบายมาก และปัญหาการปัดแข้งปัดขาของคนไทยด้วยกันก็ไม่เบาเลย อาจารย์ยังงงเหมือนกันว่า แล้วอยู่กันได้ยังไงตอนนั้น เพราะเข้าไปไม่มีการแนะนำอะไรกันเป็นทางการเลย

 

         อาจารย์ขอให้เราหวนกลับมาวาดภาพนักศึกษาญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยหมาดๆ เมื่อวานซืนยังพูดภาษาญี่ปุ่นที่คุยกันในหมู่เพื่อนๆไม่มีผัน ไม่มีคำว่าสุภาพ เหมือนเราพูดคุยกับเพื่อนด้วยภาษาไทยที่คุยกันเอง พอทันทีที่เข้าทำงาน ภาษาพูดก็ต้องเปลี่ยนเป็นภาษาสุภาพและรู้จักใช้ภาษาให้ถูกต้อง ต้องใช้คำยกย่อง ต้องใช้คำสุภาพ ต้องรู้จักทักทาย ต้องมีความกระฉับกระเฉง และต้องเชื่อฟังรุ่นพี่ ต้องเรียนรู้งานใหม่ทุกอย่างในระยะเวลาสั้นให้เร็วที่สุด แล้วยังต้องเรียนรู้วิธีปรับตัวให้เข้ากับคนที่ทำงาน และวัฒนธรรมใหม่ในบริษัท ใครเป็นใครก็ไม่รู้ นอกจากนั้นความรู้ที่เรียนมา เท่าที่ผ่านมา ในญี่ปุ่น สิ่งที่เรียนมาในมหาวิทยาลัยทุกคนจะรู้ดีว่าใช้ไม่ได้เลย และในสภาพความเป็นจริง นักศึกษาญี่ปุ่นส่วนใหญ่ทุกคนก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนอะไร เพราะมัวแต่เอาเวลาไปทำงานพิเศษเพลิดเพลินกับชีวิตในมหาวิทยาลัย อาจารย์จึงไม่สนับสนุนให้ไปเรียนในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นด้วยเงินทุนของพ่อแม่ นักศึกษาต่างชาติทุกคน แทบจะไม่มีใครต้องการเอาปริญญาไม่ว่าตรี โทหรือเอกจากญี่ปุ่นเลย เพราะได้ยินชื่อเสียงว่าไม่ได้เรื่องมานาน

 

          แต่จากวันนี้เป็นต้นไป นักศึกษาจะต้องเปลี่ยนปรับชีวิตตัวเองใหม่ เหมือนคนละคน ถ้าเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็ต้องปรับตัวกับสถานที่ใหม่ เพื่อนใหม่ และเรียนสิ่งใหม่ๆ ส่วนพนักงานใหม่ที่ได้งานในบริษัทก็ต้องใส่สูท ไปทำงานแต่เช้า ต้องตื่นแต่เช้ามืด ไปทำงาน ย้ายเข้าหอ หรือไม่ก็ย้ายไปอยู่ที่ใหม่แถมไม่รู้ว่าจะเข้ากับเพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่ หัวหน้าได้หรือไม่ งานที่จะให้ทำเป็นงานอะไรก็ไม่รู้ คิดไปก็ใจเสีย ไม่สบายใจ

 

        นอกจากนั้น บริษัทญี่ปุ่นโดยทั่วไปทันทีที่รับพนักงานใหม่ จะต้องส่งไปฝึกงานทุกคนอย่างน้อยหนึ่งเดือน คือ ติวเข้มเลย ดังนั้นพนักงานใหม่ๆ จะมีคนอบรม หรือไม่ก็รุ่นพี่ สอนงานให้ สำหรับคนที่เข้ามาทำงานเสมียน หรือทำงานบัญชี เป็นต้น ต้องเรียนรู้งานจากรุ่นพี่หรือคนที่ทำงานมาก่อน

      แต่สำหรับนักวิจัย แล้วแต่ห้องของอาจารย์โชคดี ห้องวิจัยสาม นักวิจัยเก่าทำภาษาอินโดนีเซียลาออก และถือว่าโชคดีมาก อาจารย์เข้าไปทำงานในห้องคนที่โลเทคมาก เขาไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการวิจัย เช่น คอมพิวเตอร์ หรืออะไรที่ใช้งานได้เลย เพราะเห็นคนเล่าว่า จะใช้เฉพาะกระดาษและดินสอในการวิจัย และยังนั่งโต๊ะตัวเล็กไม่ใช่นั่งโต๊ะทำงานแบบที่เราใช้กันอีก 

      อาจารย์อยู่อเมริกา ตอนเขียนปริญญาเอกก็เริ่มใช้คอมพิวเตอร์แล้ว อยู่เมืองไทยก็ซื้อเครื่องเล็กๆที่ใช้งานได้จากญี่ปุ่น มาทำงานที่ใหม่ไม่มีคอมพิวเตอร์จะวิจัยยังไง ตกใจไม่รู้จะทำยังไง ในห้องแทบจะไม่มีอะไรนอกจากไวท์บอร์ด ตู้ใส่หนังสือ ที่มีหนังสืออยู่เพียงไม่กี่เล่ม

 

      โทษที ขอคุยต่อเรื่องที่จะเขียนก็คือ คนญี่ปุ่นหรือพนักงานใหม่ ที่เิริ่มทำงานใหม่ ต้องปรับตัว และต้องเรียนรู้งาน ต้องเข้ากับคนในที่ทำงานให้ได้ ต้องได้รับการฝึกงาน อบรมตั้งแต่เช้าจรดเย็น แถมตอนเย็นยังต้องไปก๊งเหล้ากับรุ่นพี่และเพื่อนร่วมงานอีก ไม่ไปก็ไม่ได้ กว่าจะได้กลับบ้านก็ดึกดื่น พรุ่งนี้เช้าก็ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงานอีก แบบนี้ทุกวันเป็นเดือนตลอดเดือนเมษา และพฤษภาคม

        

     พอเข้าปลายเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ก็จะรู้สึกโล่งอกที่จบคอร์สการฝึกงานเสียที แต่ก็ต้องเครียดกับสนามที่จะต้องทำงานจริงๆ ที่รออยู่ในที่ทำงาน และเพื่อนร่วมงานที่ต้องทำงานด้วยจะเข้ากับเขาได้หรือไม่ก็ไม่รู้ จะถูกกลั่นแกล้งหรือเปล่า และเริ่้มรู้สึกเสียใจภายหลังว่า ตอนที่เรียนในมหาวิทยาลัย ถ้าัตั้งใจเรียน และขวนขวายตักตวงความรู้มากกว่านี้ก็คงใจไม่ฝ่อเท่านี้

        เกิดมาเรียนแต่สิ่งที่เรียนในมหาวิทยาลัยเท่านั้น และจริงๆก็ไม่ค่อยได้เรียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ในมหาวิทยาลัย อาจารย์ที่สอนก็ไม่ค่อยได้สอนอะไรมากมายอีก เป็นที่รู้กันดีทั้งสองฝ่าย จึงไม่ค่อยได้สนใจเรียนเลยก็ว่าได้ แต่ไม่เป็นไร เพราะทุกคนคล้ายๆกันไม่ใช่เรื่องใหญ่ (ปลอบใจตัวเอง)

         แต่จากนี้ไป เรื่องงานถ้าไม่รู้เรื่องก็คงแย่แน่ ความกดดัน แถมเวลาไม่เข้าใจจะทำยังไง ในญี่่ปุ่นไม่ใช่ว่า จะเที่ยวถามเขาได้ตลอดที่ไหน เพราะอะไรที่คนเขาสอนแล้ว ต้องจำให้ได้ เขาจะสอนซ้ำให้อีกเพียงอีกครั้งเท่านั้น ถ้าจำไม่ได้อีกโดนแน่ เป็นสิ่งที่ใครๆก็รู้กัน ดังนั้นจึงเกิดความกดดันกับชีิวิตการทำงานใหม่อย่างมาก

          ความรู้สึกเป็นกังวลจะเข้ามาเกาะกินจิตใจอย่างที่ตัวเองไม่ทันรู้สึกตัว แถมยังต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน ไม่ว่าฝนตก หิมะตก หรือจะยังไงก็ตาม ไปสายแม้แต่นาทีก็ไม่ได้ นอกจากรถไฟจะเกิดอุบัติจะรู้กันทั่วประเทศ แต่ถ้าไปสายเพราะตื่นสายเสร็จแน่ แถมยัง ต้องเรียนรู้เรื่องงานใหม่ๆซึ่งเกิดมาไม่เคยทำเลย

        นอกจากนั้น การเป็นพนักงานใหม่ เข้าใหม่ จะต้องถูกสับโขกให้ทำงานทุกอย่างแน่นอน เพราะรุ่นพี่จะโละงานที่ตัวเองทำให้พนักงานใหม่ รุ่นพี่จะได้เลื่อนขึ้นตัวเอง เพราะมีพนักงานใหม่เข้ามาทำงานแทนงานเก่าที่ตัวเองเคยทำ ความตึงเครียดจากการที่ต้องปรับตัวกับสถานที่ทำงานใหม่ หัวหน้า และเพื่อนร่วมงาน ตลอดจน บรรยากาศของคนในที่ทำงานซึ่งไม่คุ้นเคย สำหรับคนที่เข้าสังคมและปรับตัวกับคนได้ง่ายก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีนิสัยแบบนี้ก็จะเริ่มไม่สบาย ป่วยเป็นโรค และมักจะเกิดอาการป่วยและเป็นกันมากเดือนพฤษภาคม เขาจึงเรียกว่า 五月病(ごがつびょう) หรือไม่ก็ 六月(ろくがつ)(びょう) 

 

        โรคที่ว่านี้ีมีอาการอย่างไร และเกิดกับใครบ้่าง อาการของโรคที่ว่านี้เป็นยังไง และรักษาได้หรือไม่

    จากการสำรวจพบว่า โรคที่ว่านี้ส่วนใหญ่มักจะีเกิดกับนักศึกษาที่เพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัย

แต่ในระยะหลังปรากฏว่า นักศึกษาที่จะเป็นโรคนี้กลับมีน้อยลง แต่ไปเป็นมากขึ้นในกลุ่้มของคนที่จบการศึกษาและเข้าทำงานในบริษัท หรือองค์กรต่้างๆ

     โรค gogatsubyoo 五月病(ごがつびょう) หรือโรคที่เกิดในเดือนพฤษภาคมที่ว่านี้ จริงๆไม่จำเป็นเสมอไปว่า เกิดเดือนพฤษภาคม หรือ เดือนมิถุนายน เพราะอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ ดังนั้นคนทั่วไปเห็นชื่อนี้ก็เลยเข้าใจผิดคิดว่า คงจะเิกิดเฉพาะสองเดือนนี้นั้นไม่ถูกต้อง ความเข้าใจที่ถูกต้องคือ เกิดเมื่อไรก็ได้ทุกที่ไม่ว่าที่ไหนแต่เป็นมากในสังคมที่กดดันและเคร่งครัดกับกฏเกณฑ์อย่างมากในญี่ปุ่น

    

     เราจะรู้อาการของโรคที่ว่านี้ได้ยังไง และรักษาได้หรือไม่

 

   ส่วนใหญ่อาการของโรคที่ว่านี้มักจะมีแนวโน้มเกิดให้เห็นตอนเดือนพฤษภาคม โรคนี้จึงได้ชื่อว่า โรคเดือนพฤษภาคม และเดือนมิถุนายน

        สำหรับอาการของคนที่เป็นโรคนี้ คนทั่วไปจะเรียกว่า gogatsubyoo 五月病(ごがつびょう) หรือไม่ก็ rokugatsubyoo 六月病(ろくがつびょう)

 

        พนักงานบริษัทใหม่ หรือพวกคนงานใหม่ที่ได้รับการอบรมเรื่องการทำงานจากทางบริษัท

หลังจากเดือนพฤษภาคม พอเข้าเดือนมิถุนายน ก็ต้องเริ่มทำงานบริษัทอย่างจริงจัง หลังจากที่ได้รับการอบรมแล้ว ทำให้เกิดอาการของโรคนี้ขึ้น จนมีชื่อเพิ่มอีกหนึ่งชื่อว่า rokugatsubyoo

 六月病(ろくがつびょう) หรือ โรคเดือนมิถุนายน

        สมัยที่อาจารย์อยู่ที่ญี่ปุ่นจะมีแต่ชื่อ gogatsubyoo 五月病(ごがつびょう) การที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า การรับคนเข้าทำงานในสมัยก่อนแตกต่างจากปัจจุบัน เพราะในสมัยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ก่อนที่นักศึกษาจะสำเร็จการศึกษา เทอมปลายส่วนใหญ่นักศึกษาแทบจะไม่ได้เรียนหนังสือเลยก็ว่าได้ เพราะมัวแต่ต้องเสียเวลาไปเยี่ยมบริษัทต่างๆ หรือเรียกว่า kaisha hoomon 会社訪問(かいしゃほうもん) ซึ่งตอนที่อาจารย์สอนอยู่ที่มหาิวิทยาลัยเอเชีย และที่มหาวิทยาลัยโตเกียว กะคุเง นักศึกษาจะเอาจดหมายจากทางมหาวิทยาลัยที่อนุญาตให้นักศึกษาขาดเรียนชั่วโมงที่อาจารย์สอนเพื่อไปเยี่ยมบริษัทต่างๆ

      

     ในสมัยเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่พนักงานจบจากมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียง เช่น วะเซะดะ เคโอ ก็จะมีแนวโน้มมารับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ตัวเองเรียนจบไปทำงาน เป็นการสร้่างขอบข่ายมาเฟียร์ก็ว่าได้ ใครที่ไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัย วะเซะดะ หรือ เคโอ แต่ทางบริษัทรับเข้าทำงานก็ทำตัวลำบากทีเดียวเพราะไม่มีพวกที่จบจากที่เดียวกัน เพราะเห็นคนญี่ปุ่นบ่นเล่าให้ฟังอยู่เรื่อย ถ้าเป็นบริษัทเล็กๆจะไม่ค่อยมีปัญหาพวกนี้ แต่ตามที่เราทราบดีคนญี่ปุ่นติดสถาบันเหมือนบ้านเรา จึงต้องตะเกียกตะกายเข้ามหาวิทยาลัยที่รู้ว่าจบแล้วจะมีรุ่นพี่ในบริษัทใหญ่ๆมารับไปทำงาน เป็นต้น

      แต่ระยะหลัง ตอนที่สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย ก็เริ่มเห็นว่า เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี และการแข่งขันสูงมาก ทำให้ระบบที่ว่านี้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง หลายๆบริษัทจะเริ่มเปิดรับสมัครและให้คนไปเยี่ยมบริษัทได้ต่อเมื่อเรียนสำเร็จเรียบร้อยแล้ว และยังเน้นความสำคัญด้านความสามารถพิเศษอะไร หรือ เรียนอะไรมาบ้าง เป็นต้น ไม่เหมือนสมัยก่อนเรียนไม่เรียนไม่เป็นไร จบกันทั้งนั้น

     เมื่อพนักงานใหม่สอบข้อเขียน หรือ สอบสัมภาษณ์เข้าบริษัทได้ ก็จะถูกส่งไปอบรมเป็นเดือน

เพื่อเรียนรู้งาน และเรียนรู้กา่รใช้ภาษาสุภาพ และภาษาคำยกย่องได้อย่างถูกต้อง จะได้ไม่ขายหน้าบริษัท ทุกคนต่างมีความหวังและความฝันอย่างเต็มเปี่ยม ตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ พอจบการฝึกอบรม

โดยที่ไม่รู้ตัว พนักงานใหม่จะโล่งอกที่สำเร็จจบคอร์สอบรมมาได้ด้วยดี จากนี้ไปต้องทำงานอย่างจริงจัง ความอดทน พยายามตลอดมา ทุกอย่่างถูกอัด จนกลายเป็นความเครียดโดยไม่รู้สึกตัว พอรู้ตัวอีกทีก็ป่วยเป็นโรค rokugatsubyoo 六月病(ろくがつびょう) เสียแล้ว

   

      สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่อาจารย์ดูแลรับผิดชอบตอนที่สอนอยู่มหาวิทยาลัยก็คือ ทุกคนจะต้องเรียนคอร์สเร่งด่วนสี่เดือน เรียนตั้งแต่เก้าโมงเช้าจนถึงสี่โมงเย็นทุกวัน หยุดเสาร์อาทิตย์ ทุำกวันอังคาร และวันศุกร์จะมีสอบภาษาญี่ปุ่นและคันจิ

    นักศึกษาต่างชาติที่ไม่เคยจากบ้านเกิด แต่ได้รับทุนไปเรียนที่ญี่ปุ่น วันๆต้องเรียน แถมยังต้องทำกับข้าวเอง ซักเสื้อผ้า รีดเสื้อผ้า ซื้อข้าวของ และของใช้เอง ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยทำตอนอยู่ประเทศตัวเอง บางคนจากลูกจากเมียไปเรียน คิดถึงบ้าน เกิดมาไม่เคยทำกับข้าว มีลูกศิษย์อายุสามสิบกว่าปี จากประเทศออสเตรเลียบอกว่า ทำกับข้าวอะไรไม่เป็นเลย แม่้สอนว่า ให้ไปซื้อไก่มาทั้งตัวแล้วเอาใส่เข้าไปต้มในหม้อ แล้วก็กิน แกบอกว่าทำแบบนี้ทุกวัน กินจนหน้าจะเป็นไก่อยู่แล้ว แถมพูดภาษาไม่รู้เรื่อง เข้ากับเพื่อนที่หอไม่ค่อยได้ก็มี เรียนไม่รู้เรื่องก็กลุ้มใจ นอนไม่หลับ และไม่อยากไปเรียน

    เรื่องพวกนี้แม้รายละเอียดจะแตกต่างกัน แต่ที่คล้ายกัน หรืออยู่บนเรือลำเดียวกันก็คือ ทุกคนต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ต้องปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ และคนรอบข้างใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้อาจารย์ต้องเขียนหนังสือ เรียนและเอาตัวรอดในญี่่ปุ่น และ คู่มือเอาตัวรอดในญี่ปุ่นที่แจกฟรีสมัยบริษัทโทรศัพท์ญี่ปุ่นให้อาจารย์เขียนและแจกฟรีให้คนไทยที่ไปทำงานในญี่ปุ่นหลายหมื่นเล่ม และในไทยด้วย (กำลังจะพิมพ์ออกขายในอีกไม่กี่เดือน) สำหรับคนที่ต้องย้ายไปทำงานที่ญี่ปุ่น หรือ อาศัยที่ญี่ปุ่นทั้งระยะสั้น และระยะยาว เพราะการงาน หรือแต่งงานต้องไปอยู่ที่นั่น สิ่งที่ว่าเหล่านี้ มีผลต่อร่างกายและจิตใจอย่างมาก อาจารย์เองเรียนมาหลายประเทศ ทำงานมาหลายประเทศ รู้ดีว่า ถ้าไม่มีหนังสือพวกนี้อ่านล่วงหน้า หรือไม่มีความรู้ล่วงหน้า ที่จะรับมือกับปัญหาพวกนี้ รับรองเป็นโรคแน่

     gogatsubyoo 五月病(ごがつびょう) หรือ rokugatsubyoo 六月病(ろくがつびょう) ยังไม่ใช่ชื่อทางการที่ทางการแพทย์

หรือหมอยอมรับเป็นทางการ แต่เป็นชื่อโรคที่คนทั่วไปใช้เรียก ถ้าเป็นโรคทางการที่แพทย์ใช้เรียกกัน

ก็คือ tekioo shoogai適応障害(てきおうしょうがい)คำว่า tekioo 適応 มีความหมายว่า การปรับให้เหมาะสม ส่วน shoogai障害 ใช้ในหลายความหมายคือ ถ้าใช้กับคนก็คือ shintai shoogai sha 身体障害者(しんたいしょうがいしゃ) (คนพิการ) นั่นเอง แต่ถ้าใช้ในกรณีนี้ ความหมายก็คงจะเข้่าข่าย ชำรุด เสียหาย หรือใช้การไม่ได้ นั่นเอง

  

     สรุปตามความเห็นของแพทย์ถือว่า คนที่เป็นโรคนี้ คือ คนที่ไม่สามารถที่จะปรับตัวกับสิ่งต่างๆได้ (เช่น ไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม คนรอบข้าง ทั้งในที่ทำงาน มหาวิทยาลัย เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลง เ็ป็นต้น)

     

      คนที่เป็นโรคนี้มีอาการอย่างไร โดยทั่วไป โรคนี้เป็นโรคที่น่ากลัวมากทีเดียว เพราะเห็นมีลูกศิษย์และเพื่อนๆหลายคนที่เป็น ยาไม่อาจรักษาให้หายขาดได้

 

   สาเหตุตามที่เขียนข้างต้นถ้าจะสรุปก็คือ

1.      ไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับการที่ต้องใช้ชีวิตคนเดียว และปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้

2.      เข้ากับคนรอบข้างที่อยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ไม่ได้ หรือ เข้ากับคนไม่ได้

3.      ความรู้สึกโล่งอกที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือเข้าทำงานบริษัทใหม่ ความตื่นเต้นในความสำเร็จ ก้าวแรกของชีวิตใหม่ของตัวเอง แต่หลังจากความโล่งอก และ ตื่นเต้น สิ่งที่ตามมาก็คือ เรี่ยวแรงและพลังที่จะก้าวหรือสู้ต่อไปไม่รู้เหือดหายไปไหนหมด

4.      สภาพสิ่งแวดล้อมใหม่ ไม่ว่าจะมหาวิทยาลัย หรือที่ทำงานที่ตัวเองเคยวาดภาพไว้อย่างสวยหรู ไม่ได้เป็นไปตามที่ตัวเองเคยคาดคิดหรือวาดไว้

5.      จากการที่ประสบความสำเร็จในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือเข้าที่ทำงานใหม่ได้

     กลับกลายเป็นว่า เกิดความสับสนหรือไม่รู้ว่า จุดมุ่งหมายใหม่ คืออะไร

6.      เกิดช่องว่างระหว่างสภาพแวดล้อมที่ตัวเองวาดไว้ และสภาพแวดล้อมจริงๆที่ต้องเผชิญต่างกันมาก ทำให้ปรับตัวไม่ได้

  

      อาการของคนที่เป็นโรคนี้ เท่าที่เห็นๆและจากที่อ่านจากหนังสือทางการแพทย์เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ

 

1.      ไม่มีเรีี่ยวแรงที่คิดอยากจะทำอะไร

2.      ไม่มีความรู้สึกอยากอาหาร

3.      ปวดหัว เวียนหัว

4.      นอนไม่หลับ

5.      ท้องอืด

6.      เหนื่อยง่าย

7.      ตื่นขึ้นมาตอนเช้าไม่ได้

 

      โอกาสหรือแนวโน้มคนที่จะเป็นโรคนี้คือ คนที่เอาจริงเอาจังกับชีวิต เป็นคนเจ้่าระเีบียบ จุกจิก หยุมหยิม เคร่งครัด คนที่ไม่ชอบเข้าสังคม ชอบอยู่คนเดียว มองโลกในแง่ที่ไม่ดี

       เมื่อเกิดโรคนี้ขึ้น ไม่เพียงแต่บั่นทอนร่างกายเท่านั้น สภาพจิตใจก็จะเสื่อมโทรมอย่างมากควบคู่กันจากที่ฟังจากคนที่เป็นโรคนี้ และจากลูกศิษย์ที่เป็นจะมีอาการคล้ายกันคือ ร่างกายอ่อนเพลีย เมื่อร่างกายอ่อนเพลีย จิตใจก็ย่อมหดหู่ไม่มีกะจิตกะใจที่อยากจะคิดทำอะไร

      ตอนเช้าตื่นไม่ไหว เมื่อตื่นไม่ไหว จิตใจก็ไม่อยู่กับร่องกับรอย เพราะไม่ได้นอน นอนไม่หลับ ตื่นขึ้นมาก็หงุดหงิด เซ็ง

      เมื่อไม่มีความรู้สึกอยากอาหาร ทางด้านจิตใจก็ย่อมมีผลตามมาก็คือ ไม่มีเรียวแรงและจิตใจหดหู่ ไม่สดชื่น

      เมื่อปวดหัว เวียนหัว และท้องอืดเฟ้อ ทางด้านจิตใจก็คือ ไม่สนใจที่คิดอยากจะทำอะไรทั้งสิ้น

       เมื่อนอนไม่หลับ จะมีผลต่อทางจิตใจอย่างมากที่ว่า ไม่มีเรี่ยวแรงแม้อยากจะคิด หรืออยากจะตัดสินใจทำอะไร

        สำหรับเรื่องนอนไม่หลับนี้ มีลูกศิษย์คนไทยที่เป็นโดยตรง พอมาเล่าให้ฟัง ต้องสั่งให้ไปหาหมอ

รีบรักษาด่วนเพราะว่า เข้าขั้นหนักทีเดียว เพราะกลางวันกลายเป็นกลางคืน กลางคืนกลายเป็นกลางคืน ตีกันยุ่งหมด ขนาดนอนไม่หลับเอาเลยทุกคืน

       ส่วนลูกศิษย์ที่เป็นคนญี่ปุ่น บอกว่า ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะคิดที่จะทำอะไร ไม่อยากออกจากบ้านเลย แต่ในกรณีของลูกศิษย์นั้น เป็นอาการที่หนัก และ เป็นโรคความกดดัน ไม่อยากเจอหน้าคน ไม่อยากพูดกับคน

 

       โรคที่ว่านี้ถ้าปล่อยไว้ ไม่รีับรักษาจะเรื้อรัง และจะกลายเป็นโรค ความกดดัน หรือ depress บางคนเป็นกรรมพันธ์ บางคนเป็นเพราะสภาพแวดล้อม และนิสัยการที่ปรับตัวไม่ได้ ทำงานหนักมากเกินไป

หรือคิดมากเกินไป มองโลกในแง่ร้าย หรือไม่ก็ไม่ชอบสุงสิงกับคน เข้ากับคนไม่ได้ เป็นต้น

 

      อาจารย์จึงต้องรีบเขียนให้อ่านให้ทันทุกคนที่กำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย หรือใครก็ตามที่เข้าทำงานใหม่ ย้ายที่ทำงานใหม่ เป็นต้น เพราะเข้าเดือนพฤษภาคมแล้ว นักเรียน นักศึกษา หรือคนที่เรียนจบและกำลังจะเข้าทำงานใหม่ ขอให้รักษาสุขภาพกายและใจให้ดีนะคะ

    

       อาจารย์อยากฝากแฟนๆหนังสือ และเด็กวัดทุกคนว่า ทุกอย่างไม่ได้เลวร้ายมากมายขนาดที่เราคิด ทุกอย่างเราหาทางออกได้ ถ้าเราจะเพียงเอาไปพูดคุยให้เพื่อนที่รู้ใจ หรือคนที่เราคุยแล้วสบายใจฟัง หรือจะเขียนมาระบายในโรงเรียน หรือเขียนมาคุยกับอาจารย์ส่วนตัว ทำได้เสมอ ไม่ต้องเ็ก็บไว้คนเดียว

        คนทางตะวันตก สังคมที่พัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่เป็นกันเยอะ ของเราเพิ่งจะต้องปรับกับการทำงานที่ต้องแข่งขันเหมือนแบบคนญี่ปุ่นและคนในสังคมชาวตะวันตก ที่วัดกันด้วยเงิน คนที่อ่อนแอกว่าทางด้านจิตใจ ย่อมป่วย และปรับตัวไม่ได้

      ได้แต่หวังว่า เราคงจะปรับตัวและมองโลกในแง่ที่ดี และสนใจสภาพกายและสภาพจิตใจของเราให้ดีที่สุด เพราะร่างกายเป็นของเรา เราต้องรับผิดชอบ ดูแลมันอย่างดี

 

       

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-05-07 06:21:04 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

บ้านเราไม่ได้มีระบบแบบที่เป็นกรอบเหล็กแบบญี่ปุ่น เพราะพวกเขาถ้าไม่พยายามเกาะติด หรืออยู่กับคนอื่น ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ คนๆนั้นก็จะเป็นโรคความกดดัน ดังนั้น คนญี่ปุ่นที่ไม่ชอบระบบเข้มงวดแบบเก่าแต่ก็ยังใช้กันทั่วไปในบริษัทญี่ปุ่น ก็มักจะต้องขอลาไปทำงานที่ประเทศอื่น

มีเรื่องมากมายที่ทำให้สังคมญี่ปุ่นเป็นแบบนี้ และทำให้สังคมไทยเราเป็นแบบนี้ เป็นเรื่องของระดับประเทศ และอุปนิสัยของคนในประเทศเลยค่ะ บ้านเรา ทำงานบริษัทไหนก็ให้คนที่เข้ามาก่อนสอนๆไปพอให้รู้เรื่อง ของญีปุ่นเรื่องใหญ่ค่ะ สอนแบบเป็นเดือน ถ่ายทอดเข้าอบรมอย่างเต็มที่อัดเช้าถึงดึกค่ะ เพื่อนๆแต่ละคน เห็นทำงานไม่เคยมีวันหยุดไปเที่ยวที่ไหน อย่างมากก็แอบลาไปเที่ยว ศุกร์เสาร์อาทิตย์ จันทร์ แล้วมาทำงานวันอังคาร เห็นเพื่อนทำงานที่ติดต่อกันทุกวันมาห้าปี ไม่เคยเหยียบออกนอกประเทศญี่ปุ่นเลยค่ะ

บ้านเราก็แสนสบาย ทำงานก็เล่นๆเหมือนคนอิตาลี ส่วนญี่ปุ่นก็ทำงานเอาจริงเอาจังเหมือนคนเยอรมัน คนฟินแลนด์ก็ทำงานมาก ยิ่งด้านการศึกษา มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น เก่งๆ เป็นเรื่องเป็นราว ประทับใจและแปลกใจ

ประเทศสวยมาก หน้าร้อน แต่หน้าหนาว ความกดดันเยอะ คนจะฆ่าตัวตายเยอะ

เข้าใจค่ะ การสอนงาน คนสอนสอนจริงจัง แต่คนเรียนเรียนงานๆอย่างงั้น ก็เหนื่อยแทนค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-09 19:31:52 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์

                          อ่านแล้วรู้สึกดีใจว่าบ้านเราไม่ว่าจะเป็นช่วงเดือนที่มีการรับรุ่นน้องที่จบการศึกษาใหม่แล้วต้องเข้ามาทำงานและ เราต้องOJT ( On  the  job training ) ฝึกงานและสอนงานให้เป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อจะประเมินว่าผ่านงานหรือไม่ ถ้าผ่านงานภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้วก็ทำการบรรจุเข้าเป็นพนักงานหรือบุคลากรได้เลย แต่ อาจารย์คะคนที่เป็นและมีอาการดังที่อาจารย์บรรยายมานั้น  บ้านเราไม่ใช่เด็กรุ่นน้องเหล่านี้เลยค่ะ แต่  เป็นคนที่สอนงานหรือ คอยดูแลกำกับเขาเหล่านั้นมากกว่า เพราะ การสอนงานและกำกับงานเป็นเรื่องที่ยากมากค่ะ  ถ้าเราหละหลวมหรือสอนไม่ครอบคลุมทุกอย่าง หลังจากไปทำงานจริง ไม่เหมือนกันเลยค่ะ  ความรับผิดชอบหรือความตั้งใจ  ความเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจสถานการณ์จริงนั้นแทบจะไม่มีเลยค่ะ   พอ สอนงานแล้ว เป็นงานแล้ว ถ้ามีอะไรมากดดันนิดๆหน่อยๆก็ทนไม่ได้  อยู่ได้ซักประมาณ 2 เดือน ก็โบกมือลาแล้วค่ะอาจารย์   มันต่างกันมากกับที่อาจารย์บรรยายมาค่ะ  น่าหนักใจสำหรับคนรุ่นใหม่บ้านเรานะคะ อาจารย์    

โดย : maya วันที่ : 2009-08-09 18:56:50 อีเมล์ : IP : 114.128.8.14

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :
  すごい!!!

 อ่านไปนี่เห็นภาพเลยนะคะ โห... มันดูน่ากลัวจังคะ

  ที่จริงก็อยากไปทำงานที่ญี่ปุ่น แต่ตอนนี้เริ่มคิดหนักแล้วค่ะ

  T T

 PS. ขอบคุณนะคะ วันนี้ได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นอีกแล้ว

โดย : Observer_M วันที่ : 2009-08-09 01:12:22 อีเมล์ : IP : 124.121.233.50

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

 

สวัสดีค่ะเด็กวัดโทะโมะและแฟนๆหนังสือทุกคน

ขอบคุณมากค่ะที่อ่านแล้วทำให้เข้าใจสภาพมากขึ้น การรักษาสุขภาพจิตใจเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเราอยู่ในสังคมที่เร่งรีบ จนเราไม่มีเวลาให้ตัวเอง ลูกศิษย์ที่ไปเรียนญี่ปุ่น ประเภทที่เครียดมาก จะมีอาการต่างๆ ผมร่วง ป่วยเป็นหวัด และคนญี่ปุ่นเองก็ป่วยกันมากทางด้านจิตใจนะคะ อากาศก็ไม่ดี เดี๋ยวไต้ฝุ่นเข้า แผ่นดินไหว นอนไม่ค่อยจะหลับเพราะกลัวเดี๋ยวก็เห็นโคมไฟแกว่งไปมาต้องรีบลุกขึ้นมาดูว่าแผ่นดินไหวหนักมากน้อยแค่ไหน

ชีวิตที่ญี่ปุ่นเร่งรีบกว่าบ้านเราไม่รู้กี่เท่า ที่สำคัญที่ญี่ปุ่น ธรรมดาทุกวันมันก็ยุ่งอยู่แล้ว และระบบการทำงานเขาไม่เหมือนแบบไทยๆ ทุกคนจะคิดว่าคนญี่ปุ่นทำงานหนัก ที่จริงไม่ใช่นะคะ ที่ถูกต้องต้องบอกว่า ชั่วโมงทำงานยาวมาก น่าจะถูกต้องมากกว่า  ก็เลยแย่เข้าไปอีก คือระบบตื๊อทำงาน

มีลูกศิษย์ไทยที่อาจารย์จ้างให้มาทำงานวิจัยพิเศษที่สถาบันฯ ได้มีโอกาสสัมผัสชีวิตจริง หรือนักวิจัยญี่ปุ่นของอาจารย์ ยังถูกล้อเสมอว่า อาจารย์เดินสายทั้งวัน ยังไม่ได้นั่งเลย เหนื่อยมั้ยคะ หนูชงชาให้อาจารย์นะคะ สิ่งเล็กๆน้อยเหล่านี้อาจารย์ยังจำได้ดีค่ะ

อาจารย์จะได้นั่งทำงานจริงๆทั้งที่ไปทำ่งานตั้งแต่เช้า แต่จะต้องมีประชุม มีแขก มีอะไรเต็มไปหมด ต้องไปข้างนอกประชุมให้สถาบันฯ พอเวลากลับบ้าน ห้าโมงสิบห้านาทีเมื่่อเพื่อนร่วมงานญี่ปุ่้นกลับไปแล้ว อาจารย์จะได้นั่งทำงานเงียบๆของตัวเอง และกว่าจะได้กลับบ้านคือออกจากสถาบันก็ปาเข้าไปสองทุ่ม กว่าจะกลับบ้านก็สี่ห้าทุ่มทุกวัน

คนญี่ปุ่นกลับไปแล้ว เหลือนักวิจัยคนไทยคนเดียวยังนั่งทำงานอยู่ในห้องเป็นที่รู้กันดีทั่วสถาบัน เพราะอาจารย์ไม่ใช่ประเภทกระดิ่งแล้วก็รีบกลับบ้านแบบเพื่อนญี่ปุ่นเพราะเป็นข้าราชการเหมือนของเราค่ะ

 แต่ถ้าวันไหนอาจารย์ทำงานไม่ได้ ก็จะบอกเขาว่าจะไปร้านหนังสือหาซื้อหนังสือได้เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ

ขอบคุณมากค่ะที่เขียนให้ความคิดเห็น และขอบคุณที่เป็นแฟนหนังสือ อาจารย์ ยังหนังสือและเรื่องใหม่ๆที่จะเขียนให้อ่าน อีกเยอะ เข้ามาแสดงความคิดเห็นบ่อยๆนะคะ

โดย : ตรูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-05-14 03:13:47 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

เพิ่งเข้าใจที่ว่างานยุ่งๆ ของนักศึกษาจบใหม่เป็นอย่างนี้นี่เอง เพราะว่ามีเพื่อนที่เป็นข้าราชการกระทรวงเกษตรฯและปีนี้ต้องย้ายเข้าโตเกียว เขาบอกว่าช่วงเดือนเมษายนเป็นต้นไปเขาจะมีงานยุ่งมากๆๆๆๆๆ จนถึงมิถุนาอาจจะไม่มีเวลาเช็คหรือตอบเมล์ 

ตอนแรกไม่เข้าใจว่าทำไมแค่ตอบเมล์เองนะหาเวลานิดหน่อยน่าจะพอได้ แต่พอได้อ่านที่อาจารย์เขียนแล้ว บวกกับที่อุปนิสัยของเพื่อนคนนี้ก็เข้าใจแล้วค่ะว่าเขาคงยุ่งจริงๆ เพราะเมื่อเทียบกับตอนที่เขาเพิ่งจบใหม่ๆ และเริ่มเข้าทำงานก็มีการอบรม มีการฝึกงานในหลายๆ แผนก กว่าจะได้เจอกันอีกทีก็ตอนเดือนมิถุนา ก็เห็นชัดเลยว่าเขาดูผอมผิดตาไปเลยค่ะ

ขอบคุณอาจารย์ปรียามากนะคะที่เขียนบทความดีๆ ให้อ่านอยู่เสมอ เป็นแฟนหนังสือของอาจารย์หลายเล่มเพราะอ่านง่าย ที่สำคัญเอาไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันค่ะ

โดย : โทโมะ วันที่ : 2008-05-14 00:28:11 อีเมล์ : IP : 124.121.31.220

--------------------------------------------------------------------------------------------------