一人の空間 มุมหลังห้อง
ขอประกาศ ขอความคิดเห็นและขอคุยกับเด็กวัด
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ และเด็กวัดทุกคน

 

ขอบคุณมากสำหรับข้อคิดเห็นสั้นๆแต่คิดว่าคงเข้าใจที่อาจารย์อยากจะสื่อของ

เด็กวัด สุยดา และคำตอบของหัวหน้าห้องที่มีต่อเด็กวัดที่ว่า เมื่อจะทำจะต้องทำให้ได้

สิ่งนั้นคือ ความตั้งใจ หรือ resolution เป็นสิ่งที่ดี แต่ยังมีสิ่งที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ ไว้จะเขียนในโอกาสหน้า

 

     ตามที่เราทราบกันดีว่า อาจารย์ยอมเปิดโรงเรียนเด็กวัดปรียา เพราะหัวหน้าห้อง แอน

เป็นแฟนหนังสืออาจารย์มาก่อน และทำเว็บตัวเองตั้งแต่ตัวเองอายุยี่สิบหน่อยๆตาที่เราอ่านเว็บก็คงทราบดี

   

     ทำคนเดียวด้วยใจรัก อาจารย์เข้าใจถึงความรักและการทุ่มเทของแอนมาก เพราะตอนแรกอาจารย์ยังคิดว่า คงรู้ภาษาญี่ปุ่นดีจึงทำขึ้นมา แต่เมื่อทราบความจริงก็ยิ่งทึ่ง ตอนนั้นอายุเพียงไม่เท่าไร ประเทศเรายังขาดคนประเภทนี้อีกเยอะแยะ เรายังเป็นโรคขาดวิตามิน   กันทั่วประเทศ

 

         อาจารย์ทำอะไรเองมามากต่อมาก ต่อสู้กับความยากลำบาก และความถูกต้องมาด้วยตัวเอง ไม่เคยกลัว ถ้าเล่นกันตา่มกฎเกณฑ์ แต่ไม่ชอบคนเล่นนอกเกมส์ ไม่เล่นด้วย

 

        ความยากลำบากนี้คือ เรื่องการที่เราอยากจะได้อะไรที่เราชอบ  เราต้องใช้เวลา ต้องทุ่มกับมัน และอาจารย์ก็พิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่า การทำอะไรตามกระแส ตามแฟชั่น เพื่อเงิน ท้ายที่สุดก็ไม่เหลืออะไร

   

        คนรุ่นก่อนเด็กวัด เขาจะมีโอกาสติดตามอ่านและหาซื้อหนังสืออาจารย์มา ทุกครั้งหรือแม้แต่ตอนนี้ ในหนังสือทุกเล่ม อาจารย์จะเขียนเกี่ยวกับ ความในใจของอาจารย์

ถ้าอาจารย์ไม่สู้ และเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดี และเชื่อมั่นว่า หนังสือที่มีคุณค่าย่อมมีค่ากว่าการเขียนหรือแปลหนังสือเพื่อแลกกับเิงิน หนังสือเหล่านี้ที่เ็ห็นๆก็คงไม่มีวางขายในตลาด

      

       ถ้าอาจารย์ทำตามที่คนในบ้านเราสมัยนั้นบอกอาจารย์ว่าให้แปลหนังสือคอมพิวเตอร์ หรือแปลหนังสือที่ขายได้เงินมากๆ ยอดขายดีๆในสมัยนั้น ตอนนี้ พวกเราคนไทย ก็คงจะไม่มีโอกาสซื้อหนังสือ ชุดภาษาญี่ปุ่น สนุก สิบเล่ม ซึ่งอาจารย์แปลออกมาในเวลาเจ็ดปี

 

     ยังจำได้ดีว่า เล่ม เก้าและสิบ เป็นสองเล่มที่แปลเพียงไม่กี่เดือน เพราะตอนนั้นคุณพ่อเสีย เหมือนฟ้าผ่ากลางบ้าน อาจารย์รักคุณพ่อมาก เพราะคุณพ่อไม่เคยเข้ามายุ่มย่ามกับ

ชีิวิตของอาจารย์ ให้สิทธิเสรีภาพในการเีรียน อยากเรียนอะไรเรียน อยากทำอะไรทำ อยากสอนหนังสือเงินเดือนน้อยนิด ก็ไม่เคยบอกให้ลาออกไปทำงานที่ได้เิงินเดือนเยอะๆ เพราะท่านทราบว่า สิ่งที่อาจารย์เรียนและทำมา เป็นความรักที่มีต่อสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่ใช่เรื่องได้เงินมากหรือน้อย เป็นเพรา่ะความเศร้า และคิดถึงพ่อก็ได้ กลายเป็นพลัง ทำจนสำเร็จครบสิบเล่ม ยังจำเหตุการณ์นั้นได้ดี ขอบคุณคุณพ่อที่เป็นไฟที่โหมให้ลูกได้ทำงานที่สำคัญจนสำเร็จ

   

     อาจารย์ เคยเล่าให้คุณพ่อฟังว่า เอาหนังสือไปให้เขาช่วยพิมพ์ พวกนายทุนบ้านเรา พวกสำนักพิมพ์ทั้งหลาย ที่ในหัว มีแต่จะเอาเงิน เอากำไร เขาไม่เข้่าใจหรอกว่า มันสำคัญแค่ไหน ในการที่เราจะต้องสร้าง จะต้องแปลหนังสือที่มีคุณค่า

 

     แต่จำได้ว่า คุณพ่อก็บอกว่า เขาไม่เห็นคุณค่้าก็ช่างเขา  แต่ถ้าเรารู้ว่ามันดี เราก็ต้องพยายามเอามันออกมาให้ได้ ไม่้ต้องหมดกำลังใจ เราต้องมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำไม่ใช่ทำำตามสิ่งที่คนอื่นเขาทำๆกัน

     

       อาจารย์จึงเปิดโรงเรียนนี้ขึ้นมา คนที่ไม่เข้าใจ ไม่รู้จักอาจารย์มาก่อน ก็คงงง

อาจารย์ต้องการให้อ่านสิ่งที่อาจารย์เขียนไว้อย่างชัดเจนก่อนจะเข้ามาเรียน เพราะอาจารย์ต้องการสร้างคน สร้างคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจและเห็นเจตนารมณ์ของอาจารย์ ความฝันที่อยากจะให้คนรุ่นใหม่ ได้มีโอกาสลิ้มรสสิ่งที่มีคุณค่า แต่ต้องใช้ความพยายาม ต้องใช้ความรัก ความทุ่มเทกับมัน

 

 

       ปัจจุบัน มีใครสักกี่คนที่มีเวลามาปลูกต้นไม้เอง คำเปรียบเทียบที่พวกฝรั่งชอบใช้ก็คือ เหมือนการปลูกต้นไม้พรวนดิน ต้องมีการรดน้ำดูแลในอดีต

 

        คนรุ่นใหม่ไม่รู้ เพราะไม่เคยทำ แต่อาจารย์ปลูกต้นไม้เล็กๆจากใบไม้ของต้นไม้ที่กำลังจะเหี่ยว แล้วตอนนี้ด้วยความรักและความทุ่มเทที่ให้กับมัน มันก็ขยายพันธ์เต็มบ้านไปหมด มีความสุขที่เห็นมันโต เหมือนความรู้เล็กน้อยที่อาจารย์ให้ศิษย์ และให้คำแนะนำ คนที่เข้าใจก็จะรับและดูดซืมนำไปใช้เป็นประโยชน์ และอยากได้เิพิ่ม คนที่ไม่เข้าใจชอบอะไรง่ายๆ สบายๆก็ไปที่อื่น ซึ่งอาจารย์ก็ไม่่ว่าอะไร เป็นสิทธิของทุกคน

 

     โรงเรียนเด็กวัดเปิดมาจะสี่เดือนแล้ว อาจารย์โพสให้อ่านเรื่องต่างๆ ไม่ได้โพสหวังให้ไปสอบเพื่อเอาใบวัดระดับมา แต่ต้องการให้เราเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่น เข้าใจญี่ปุ่นที่ดีๆในอดีต ไม่ใช่ญี่ปุ่นที่ฉาบฉวยในปัจจุบัน เหมือนทุกที่ ทั้งเกาหลี อเมริกา ญี่ปุ่น และไทย เป็นต้น

 

     เมื่อเรารัก เมื่อเราเข้าถึงญี่่ปุ่น สนใจ อยากรู้ เราก็อยากจะเรียนเอง อยากเก่งๆ อยากท้าทาย อยากลอง ด้วยการไปสอบ ให้มันรู้ว่า เรานั้นรู้มากรู้น้อยแค่้ไหน แต่นั่นก็คือ เป็นเพียง

จุดมุ่งหมายอย่่างหนึ่งที่ตั้งไว้เท่านั้น ไม่ใช่ไม่มีจุดมุ่งหมาย ทำดีที่สุดสอบไม่ผ่าน ก็ไม่ต้องเสียใจ โลกไม่ได้สลาย สอบได้ระดับหนึ่งก็ไม่้ได้ทำให้ึึคนนั้นแตกต่างกับคนอื่น หรือวิเศษกว่าตรงไหน ต้องเข้าใจตรงนี้ด้วย ไม่ใช่ของมาอวดอ้างกัน

 

        บ้านเราเรียนภาษาต่างประเทศ เพื่ออ่านได้ เขียนได้ พูดได้บ้าง จบพอแล้ว

เรารู้อะไรเกี่ยวกับวัฒนธรรมเขาไหม รู้เรื่องราวประเทศเขาไหม เราไม่รู้ อาจารย์เห็นพวกยุโรป เขามีวัฒนธรรม มีอารยธรรม และเขาเป็นชนชาติที่ชอบการขีดเขียน ชอบการอ่าน การคิด เขามีีคนเก่้งๆในประเทศที่สร้างชื่อเสียงให้เขา แต่บ้านเราคนเก่งของเราคือคนเก่งที่เก่งเฉพาะในบ้านเรา

 

       เด็กวัดคงจะสังเกตเห็นว่า อาจารย์ไม่ได้เข้ามาโพส หรือทำอะไรเพิ่มให้เหมือนที่เคยทำมาหลายวันแล้ว เพราะดูเหมือน แต่ละคนที่เข้ามา จะอ่า่นอย่างเดียว แม้จะพยายามที่จะฝึกให้เด็กวัด หัดแสดงความคิดเห็น หัดใช้สมองของเรา มีโอกาสอ่านสิ่งที่มีค่า ที่อาจารย์ทำทิ้งไว้ และมีโอกาสกว่าคนอื่นที่จะได้เรียนรู้ อาจารย์มีอีกเยอะทั้งภาษาไทย และอังกฤษที่ไม่รู้จะต้องใช้เวลาอีกกี่ปีกว่าจะย่อย หรือนำมาให้พวกเราอ่าน แต่เท่าที่ดู จะเห็นแต่ละคนสนใจแต่ไวยากรณ์ วรรณกรรมที่ต้องใช้หัวคิด อ่านแล้วไม่มีคลื่นกระทบฝั่ง หรือความเห็นมาเลย ผิดกับเวลาสอนนักเรียนฝรั่ง ตอบไม่ทัน เพราะคำถามเยอะ

 

      เว็บนี้ไม่ได้เป็นเว็บสอนเอาเงิน เรียนฟรีให้ฟรี เว็บนี้เขียนทุกอย่างจากม้ันสมองน้อยๆของอาจารย์ เว็บนี้ เอาทุกอย่างจากหนังสือที่ตัวเองเป็นผู้บุกเบิกในสังคมไทย ตั้งแต่สมัยที่เรียนภาษาญีุ่่่ปุ่นไม่มีอะไรให้ใช้อ่านได้ นอกจากดิกชันนารี หรือคำศัพท์เล่มบางๆของ โฆษา อารียา เพราะตอนนั้น คนไทยส่วนใหญ่ หรือนักวิชาการทั้งหลาย ไม่มีใครอยากแปล เพราะไม่เท่ห์ ไม่ใช่เขียนเอง แล้วเขียนเองได้ไหม ไม่ได้ แล้วเรามีหนังสือออกมาไหม ก็เลยไม่มี

ในสมัยที่สอนที่เมืองไทย เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว อาจารย์จึ้งต้องเปลี่ยนภาพพจน์เก่าๆของบ้านเราด้วยการเขียน และแปล ทำทุกอย่างที่จะทำได้ ต้องต่อสู้กับการที่เข็นหนังสือแต่ละเล่มที่มี

คุณค่าแต่เป็นของไม่มีค่างวดสำหรับคนที่ต้องการทำหนังสือเพื่อเงิน

 

เว็บนี้ต้องนั่งเขียนให้พวกเราอ่าน ต้องใช้เวลามานั่งพิมพ์คนเดียว ทำคนเดียว ถ้าไม่ใช่ใจรัก ก็คงทำไม่ได้จริงไหมคะ

 

     พอไปทำงานที่ญี่่ปุ่นสิบกว่าปีหนังสืออาจารย์ก็ยังมีขายจนกระทั่ง เมื่อสี่ห้าปีที่แล้วที่หนังสือที่ทำออกมาขาย หมดเกลี้ยง และเป็นช่วงที่อาจารย์ทำงานเหนื่อยมากจากที่ญี่่ปุ่น เลยเปลี่ยนไปสอนเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ เรียนภาษาอังกฤษ ความภูมิใจที่เห็นเด็กไทยออกเสียงภาษาอังกฤษ และแย่งกันตอบคำถามในห้อง แย่งกันถามอาจารย์ในห้อง แม้จะเป็นเวลาเพียงปีกว่าๆก็ตาม แต่ยังประทับใจ ทำให้อาจารย์ได้คำตอบว่า เด็กไทยเราเก่ง แต่เราไม่ได้เรียนอย่างถูกวิธี และเรียนแบบไทยๆ ใช้เวลา แล้วก็ไปได้ไม่ไกล หมดแรงเสียก่อน

 

          เรียนแต่จาำกตำรา เช่น ถ้ามี มินนะ โนะ นิฮงโงะ ที่เรียนอยู่ เราก็เรียนอยู่แต่เล่มนั้น ไม่มีหนังสือนอกตำราเสริมเช่นที่เราเรียนและอ่านกันในเว็บนี้ ไม่มีการหาซื้อไปใช้และเอาความรู้จากมันให้มากที่สุด เราจะพอใจเพียงสิ่งที่อาจารย์ให้ ไม่มีคำถาม ไม่มีข้อสงสัย มันผิดปกติ เป็นการเรียนที่ไม่มีทางพัฒนา หรือไปได้ช้ามาก เพราะวัฒนธรรมการเีรียนแบบเก่าของเรา

 

           ยังทึ่งเด็กวัดดิว ที่เพิ่งเรียนไม่กี่อาทิตย์ หาซื้อหนังสือเก่าๆดีๆของอาจารย์ไว้ได้ หลายเล่ม สู้คนที่เรียนมาหลายปี ไม่เคยรู้แม้แต่้ว่าอาจารย์ทำหนังสือ และไม่เคยแม้จะคิดหาซื่้อมาอ่าน  แล้วเด็กวัดดิวยัง พิสูจน์ตัวเองด้วยการเขียนมาถาม หรือเด็กวัดเดีัยวที่ถามคำถามที่น่าสนใจแต่ละครั้งให้อาจารย์ตอบ สิ่งเหล่านี้ สะท้อนให้อาจารย์เห็นได้ว่าคนๆนั้นเีรียนเป็นหรือไม่เป็น รวมทั้งเด็กวัดคนอื่นที่แสดงความคิดเห็นมีส่วนร่วมในโรงเรียน เข้าใจว่าเป็นเรื่องสำคัญในการกระตุ้นซึ่งกันและกันที่ดี ขอขอบคุณเด็กวัดทุกคนมาณที่นี้อีกครั้ง

 

       อาจารย์บอกกับเด็กวัดทุกคนว่า่ ในที่สุด หนังสือที่กระจัดกระจายหมดตลาด ในรุ่นก่อน ตอนนี้ ซีเอ็ดจะวางจำหน่าย แค่จัดวางจำหน่ายให้นะคะ ไม่ใช่ไปขอให้เขาออกเงินพิมพ์ให้นะคะ พิมพ์ได้ไม่ีกี่เดือน จะเอายอดขายสูงๆ แล้วสิ่งที่สัญญาว่าจะจัดจำหน่าย ก็เริ่มเปลี่ยนคำพูด กลายเป็นว่า ต้องขอดูแต่ละเล่มว่าเป็นยังไง และในที่สุดก็ได้คำตอบจากคนที่ไปติดต่อมาว่า ไม่ว่าใคร หรือไม่ว่าหนังสือประเภทไหน ถ้ายอดขายไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออะไรก็ไม่รับ และถ้าหนังสือของใครที่เขียนทำยอดดีเยี่ยม ถ้าเล่มที่สอง ทำยอดไ้ด้ไม่้ดีเท่าเล่มแรกก็ไม่รับจำหน่าย

 

   อาจารย์ไม่ได้อยู่ประเทศไทยมานาน ไม่ได้ติดต่อกับคนไทยที่ไม่รักษาคำพูดแบบนี้ มากอ่น เพราะไม่เคยต้องไปยุ่งเรื่องพวกนี้ ขอให้อาจารย์ได้ผลิตและขอให้คนที่เีีรียนได้เอาไปใช้เป็นประโยชน์ก็พอ ยังอดขอบคุณดอกหญ้าที่แม้ธุรกิจจะดังมากในขณะนั้น ก็ยังเปิดช่องให้หนังสือเรียนสำหรับคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นได้มีโอกาสวางขายให้คนที่อยากเรียนได้ซื้ออ่านกัน

 

      เมื่อได้คำตอบแบบนี้ อาจารย์ก็เข้าใจได้ค่ะ ถ้าอาจารย์เขียนหนังสือน้ำเน่า หรือแปลหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นให้เยาวชนไทยได้เสพย์เหมือนกัญชาแล้วก็ติด อนาคตชาติเราหัวสมองก็คงคิดไม่เป็น และไม่รู้จะคิดอะไร เพราะตอนนี้ระบาดไปทั่วแล้ว ทั้งในอเมริกา แต่ของเขา พ่่อแม่เขา ไม่ปล่อยให้เสพย์อะไรที่ไร้สาระมากเท่าบ้านเรา

    

       อาจารย์ก็เลยหมดแรง และตั้งคำถามตัวเองเสมอว่า ทำไม คนไทยเราจึงไม่เคยคิดที่จะสร้่างอะไรให้สังคมเราบ้าง นอกจากหาเงิน เงิน เท่านั้น รับเอาอารยธรรม เงินตรา ของลัทธิทุนนิยมได้ดีมาก

 

       อาจารย์ไม่ได้หายไปไหน แต่หมดแรงที่จะต่อสู้ให้คนรุ่นใหม่ซึ่งชอบอะไรที่สำเร็จรูป มันเ็ป็นค่านิยมใหม่ เหมือนอะไรที่เขาทำมา แล้วเราก็เอาเงินไปซื้อ แล้วก็เอามาอวดเพื่อนๆกัน ดังนั้น หนังสือเล่มใหม่ที่ทำออกไป เช่น ภาษาญี่่ปุ่น สนุก ทั้งชุด เขาจะยอมจำหน่ายให้หรือไม่ คนที่พิมพ์ยังติดต่ออยู่ อาจารย์ไม่อยากเข้าไปยุ่ง เพราะเห็นชัดเจน ว่าคนที่จัดจำหน่าย เขาไม่ได้คิดอะไรนอกจากทำเงินได้หรือเปล่า ซึ่งก็เข้าใจเขาได้ค่ะ แต่การที่รับปากแล้วเปลี่ยนคำพูด เพียงเพราะคนต้องไปพึ่งเขานั้น ออกจะไม่เหมาะสม คนประเภทแบบนี้ อาจารย์ไม่คิดว่า คุ้มที่จะไปเจรจาตกลงด้วย

 

    ใครก็ตามที่อยากได้หนังสืออาจารย์ถ้าเห็นว่ายังมีขายก็รีบซื้อเสีย ก่อนที่จะไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นมันในสังคมบ้านเรา

 

     แม้แต่หนังสือ วรรณกรรม โคะโคะโระ ที่มีรีวิว ดังมากในบ้านเรา และเป็นวรรณกรรมที่คนญี่ปุ่นต้องเรียนในโรงเรียน เขาก็ยังบอกว่าไม่เอา

     คำตอบที่ได้ก็แน่ชัดว่า เขาต้องการหนังสือประเำภทไหนชัดเจน

 

   ในหนังสือ โคะโคะโระเล่มใหม่ที่รวบรวมขึ้นมีรีวิวของนักหนังสือพิมพ์ และนิตยสารหลายฉบับ ดังมากในสมัยที่พิมพ์ออกไป แต่ตอนนี้มันคนละสมัย อะไรที่ทำเงินได้ มีีสาระไม่มีสาระไม่สำคัญ ถ้าทำยอดขายได้ดีๆเอามาเลย

 

    อาจารย์ยังคิดว่า ทำไมบ้านเราเป็นแบบนี้ จากนี้ไปหนังสือดีๆก็คงจะไม่มีโอกาสได้จำหน่ายแน่ แล้วอนาคตของชาติจะเป็นยังไง เป็นห่วงมาก เลยไม่มีแรงเขียน

 

    พอดีเมื่อวานนี้ไปชมนิทรรศการภาพวาดในสมัยเอะโดะ และการทำกิโมะโนะที่พิพิทธภัณฑ์เอเชียน ในซานฟรานฯ มาก็เลย มีไฟ มีกำลังใจและย้ำให้คำตอบอาจารย์ว่า อะไรที่เราทำและทุ่มเท ไม่ได้สูญหายไปไหน แต่อะไรที่ฉาบฉวยทำเงินได้ และของที่ไม่ดี ที่วางขายเดี่ยวก็หายเห่อกันเอง

 

       สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่วัยรุ่นไทยและวัยรุ่นญี่ปุ่นปัจจุับันเสพย์กันไม่เหมือนสมัยก่อน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมเราพัฒนามากขึ้น หรือน้อยลง แล้วจะเขียนเล่าเรื่องต่างๆให้อ่้่าน ถ้ายังมีแรงที่จะเขียนได้ ไฟไม่มอดเสียก่อน

 

       ขอบคุณทุกครั้งที่มีเด็กวัดเขียนความคิดเห็น มีเด็กวัดที่ตั้งคำถามสงสัยมา สิ่งเหล่านี้คือกำลังใจที่ทำให้อาจารย์ยังคงยืนหยัดต่อสู้เพื่อว่าเราจะได้มีโอกาสอ่านและเห็นโลกกว้าง เพราะอาจารย์มีโอกาสเห็นมาก่อน และอยากให้เราได้รู้ ได้ความรู้ ไม่ได้เอาอะไรที่ไร้สาระมาให้เสพย์ คนที่ต้องการอะไรที่ไร้สาระ หรือชอบวิ่งตามแฟชั่น ก็คงต้องไปเว็บอื่น เพราะไม่ใช่จุดประสงค์ในการให้ความรู้ของอาจารย์แก่เด็กวัด

 

     มีเด็กวัดที่อาจารย์สัมผัสด้วยส่วนตัวทางอีเมล์เหมือนอีกหลายๆคน เขียนมาว่า ดีใจ ปลื้มใจที่คนที่มีชื่อเสียงอย่างอาจารย์ทำไมจึงสนใจพวกหนูซึ่งอาจารย์ไม่เคยรู้จัก และมีเด็กวัดบางคนก็ถามว่า ไม่เคยเห็นเว็บมาสเตอร์ หรือ เว็บไหนที่คนที่ำทำเว็บจะสนใจคนในเว็บ

 

     คำตอบพวกนี้ก็ไม่มีอะไรมาก อาจารย์เรียนสูงที่สุดที่ดีกรีในโลกให้ได้ ได้ตำแหน่งวิชาการสูงสุดที่เขาจะให้ได้ สัมผัส และเห็นประเทศต่างๆมามาก จนได้คำตอบสำหรับตัวเองว่า อาจารย์ก็เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญคนหนึ่งที่มีความรู้มากกว่าเราหน่อย และเงินไม่อาจซื้อความรัก ความทุ่มเทในสิ่งที่อาจารย์ทุ่มกับมันมาตลอดจนถึงเดี๋ยวนี้ได้

 

           ใครที่ไม่เห็นไม่เข้าใจ ก็ช่วยไม่ได้ แต่อาจารย์มีจุดยืนของตัวเองแน่ชัด เพราะอาจารย์ไม่ได้ขัดสนเงิน แต่อาจารย์อยากสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้สังคมที่ตัวเองเกิด ตายไปจะได้ไม่เสียดายว่า เกิดมาไม่ได้ทำอะไรทิ้งไว้ให้สังคมเลย นอกจากกอบโกยเห็นแก่ตัว หาเงินเข้ากระเป๋า

 

    ขอให้ทุกคนพึงจำไว้ว่า สำหรับอาจารย์ไม่สำคัญว่าอาจารย์จะรู้จักเราหรือไม่ แต่ความจริงก็คือ เราทุกคนมีตัวตน แม้จะผ่านเว็บไม่เห็นหน้ากันก็ตาม เราสนใจและอยากรู้ อยากใฝ่หา อาจารย์มีความผูกพันและความรักที่อาจารย์มีให้แก่ทุกคนเท่้าๆกัน เมื่อทำดีก็ชม เมื่อไม่ดีก็จะต้องเตือน ใครที่รับไม่ได้ก็ไม่เป็นไร สักวันก็คงจะเข้าใจเอง เพราะอาจารย์มีความจริงใจต่อทุกคน อยากให้ทุกคนเก่งๆ และมีความสุขกับสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เรารัก นำไปใช้ประยุกต์กับชีวิตและการงานได้อย่างดี

 

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-03-16 05:39:27 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด Loveplus

มันเป็นผลพวงจาก การที่คนในชาติเรา ไม่อ่านหนังสือ รัฐบาลไม่เห็นความสำคัญที่จะลงทุนเรื่องพัฒนาการศึกษาของบ้านเรา คนทำหนังสือ พิมพ์หนังสือ มุ่งแต่จะหวังกำไร ไม่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล คนอ่านก็ยังรสนิยมอ่านแต่เรื่องที่ไม่ค่อยประเทืองปัญญา เพ้อฝัน จะได้ไม่ต้องเครียด เห็นสังคมจริงๆ แต่เอาเวลาไปทุ่มกับสิ่งที่ไร้สาระ ต่างคนต่างโทษกัน ไม่มีใครที่คิดจะแก้ปัญหา เพราะเก่งแต่ว่าเขา ไม่มีการมองไปดูประเทศอื่น และหันไปรับเอาสิ่งดีๆมาปรับปรุงประเทศเรา เราก็เลยย้ำอยู่กับที่ อย่างนี้แหละค่ะ พัฒนาแต่วัตถุ มีแต่ตึกสูงๆ มีแต่เรื่องมอมเมา วัยรุ่น

ผู้ใหญ่ก็ไม่สามารถเป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ที่ดีได้ ก็เลยตกอยู่ในสภาพแบบนี้ค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-03-05 18:43:08 อีเมล์ : IP : 96.232.64.142

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : ห้องสมุดไม่ค่อยมีใครเข้า หนังสือเลยมีแต่เก่าถึงโตครเก่า ไปนั่งอ่านในร้านขายหนังสือดีกว่า เหอๆ

โดย : loveplus วันที่ : 2009-03-05 14:37:57 อีเมล์ : IP : 10.90.101.142

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด kisenka

อาจารย์ดีใจมากที่เด็กวัดซึ่งอายุยังน้อย แต่สามารถที่จะมองเห็น และวิเคราะห์ ความล้าหล้ง ถอยหลังของการเรียน การสอนในบ้านเราได้ เห็นด้วยค่ะ เหมือนที่นี่ค่ะ ใครหย่ากับใคร ใครควงใคร ใครใส่เสื้อผ้ายี่ห้ออะไร เรื่องของดารา อ่านกันอยู่นั่นแหละ ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเองเลย แต่ก็เจาะกันจัง ยิ่งญี่ปุ่นนี่ตัวดีเลย บ้าเห่อพวกดาราขึ้นสมองเลย

 บางทีก็ทำเอาหมดแรงเหมือนกันเรื่องความล้าหลังเรื่องการศึกษาของบ้านเรา อาจารย์เรียนตั้งแต่เด็กจนเดี๋ยวนี้ กลับไปเมืองไทย ก็ไม่ได้รู้สึกว่า เราพัฒนา หรือดีขึ้นกว่าก่อนเลย เพราะเรื่องบุคลากร ที่ไม่มีคุณภาพในบ้านเรา และไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

อาจารย์โดนครูที่สอนเรื่องชอบสงสัยมาตั้งแต่เด็ก ถามครูสอนไม่ได้ เพราะครูไม่รู้ ไม่เห็นจะเสียหาย แต่ครูบ้านเราหน้าบาง อายไม่เข้าเรื่อง

 อาจารย์บอกเด็กวัดทุกคนได้เลยนะคะว่า อาจารย์ปรียา เป็นคนธรรมดา ไม่มีใครที่ไหนจะรู้เรื่องทุกอย่าง ถ้าถามมาอาจารย์ไม่เข้าใจ อาจารย์จะไปค้นให้ นี่คือ สิ่งที่อาจารย์บอกกับนักศึกษาและนักเรียนที่สอนทุกคน ไม่มีอะไรน่าอายเลย จริงมั้ยคะ

แต่บ้านเรา ถ้าถามเจอครูประเภท รับไม่ได้ โดนหลายครั้ง หาว่า ลองภูมิ นึกว่าเก่งหรืออะไรทำนองนี้

อาจารย์เห็นสภาพการเรียนการสอน แบบไม่เปิดให้นักเรียนคิด เรียนติดอยู่กับตำราเรียน แล้วก็ท่องจำไปสอบเหมือนสมัยที่อาจารย์เรียนที่เมืองไทยตอนเด็กๆเลย กับครูไทยนะคะ โชคดีเรียนกับครูต่างชาติจะถามเท่าไรถามไปเลย ครูญี่ปุ่นไม่ได้นะคะ คล้ายกับครูไทยต้องนอกเวลาสอน

อาจารย์จึงต้องใช้เว็บโรงเรียนเด็กวัดปรียา เป็นสนามฝึกซ้อม สนามให้เด็กวัด และคนไทยที่มีความสามารถ เอาจริงเอาจัง ได้มีโอกาสที่จะแสดงความสามารถ ไม่มีคำว่าต้องกลัวว่าผิด หรือเกรงใจกลัวว่าใครจะหัวเราะเยาะ

บ้านเราไม่เคยมีโลกทัศน์ที่มองการณ์ไกล ชอบแต่ลอกเลียนแบบ และเอาแต่หาเงิน เอากำไร อย่างเดียว เพราะบ้านเรา คนที่รู้จักคุณค่า และทุ่มเท ทำธุรกิจด้วยใจรัก มีน้อย ผลพวงก็คือ แบบที่เด็กวัด เขียนมาเลยค่ะ

อาจารย์มาที่ชอร์แฮมมีประชากรไม่ถึงหกพันคน มีเอเชีย ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ยังคิดว่าแย่แน่คราวนี้ ไม่มีหนังสือเกี่ยวกับญี่ปุ่นให้อ่านแน่ ที่ไหนได้ เขามีระบบและเครือข่ายห้องสมุดอย่างดีเพราะรับระบบนี้มาจากอังกฤษ สมัยก่อน พวกอเมริกันก็คือ คนอังกฤษที่ปลดแอกตัวเองมาอยู่อเมริกานั่นเอง อาจารย์ยืมได้จากที่ห้องสมุดอื่น แถมบริการดีมากๆ คือ ทุกเล่มให้ส่งจากห้องสมุดอื่นฟรีค่ะ วันก่อน เลยสั่งเสียสิบเล่ม แถมโทรมาบอกว่า มาแล้วพร้อมอีเมล์ แล้วจะไม่ให้อาจารย์อยากอ่านหนังสือ และเรียนรู้ได้ยังไง นั่งอยู่ในขุมทรัพย์หนังสือ ที่หาอ่านในเมืองไทย และญี่ปุ่นก็ไม่ได้ เพราะมีหลากหลายจากพิพิทธภัณฑ์ ไว้จะเอามาให้เรียนกันให้อิ่มเลยนะคะ เพียงแต่มีอยู่สองมือ หนึ่งหัวสมอง ขอให้เห็นใจอาจารย์ด้วยนะคะ ไม่ได้เป็นวัยรุ่นนะคะ :-)

ไม่ต้องพูดเจาะลึก บ้านเรารวยๆๆๆกัน มีใครคิดถึงประเทศชาติ เอาเงินมาสร้างห้องสมุดให้คนไทยได้มีโอกาสเรียนรู้เหมือนชาติอื่นบ้าง เขียนเรื่องนี้ มายี่สิบสามสิบปี เพิ่งจะมีห้องสมุดบ้าง แต่ก็ยังดีใจที่เอาไปคุยกับเขาได้ว่า มีเพิ่มอีกแห่งสองแห่ง แต่ไม่ใช่ห้องสมุดที่บริการตามเขต หรือตามจังหวัดที่ตัวเองอาศัยอยู่แบบเมืองนอก

        แต่ก็คงจะเป็นปัญหาใหญ่เหมือนกันนะคะ สร้างห้องสมุด แต่ไม่มีคนอ่าน เพราะอยู่แต่หน้าคอมฯเล่นเกมส์ ในอเมริกาบางรัฐต้องปิดห้องสมุด เพราะไม่มีคนยืมหรือใช้บริการ

ตราบใดคนไทยที่แทบจะไม่เคยใช้เวลาว่างไปร้านหนังสือ หรือไปแล้วก็เห็นแต่หนังสือประเภททำออกมาเอาเงิน ไม่ได้สร้างสรรค์ หรือประเทืองปัญญา มีแต่หนังสือนิยายน้ำเน่า มังงะ การที่จะไปร้านหนังสือก็คงไม่มีประโยชน์

ครั้นจะไปพิพิทธภัณฑ์ดีๆแบบเมืองนอก ก็ไม่มีอีก เพราะคนไทย ไปเที่ยวไหน ชอบแต่ซื้อของ คนไทยก็คงไม่เห็นความจำเป็นว่า บ้านเราต้องมีการพัฒนาเรื่องพิพิทธภัณฑ์ อาจารย์ไปมายังตกใจ เพราะหาอะไรที่น่าสนใจดูแทบไม่ได้

พิพิทธภัณฑ์ก็ไม่มี ห้องสมุดก็ไม่มี เพราะสร้างไปก็คงไม่มีใครไปใช้บริการ เพราะไม่มีคนอ่าน มีห้องสมุดไป ก็คงไม่มีประโยชน์ก็ได้ ตามความคิดคับแคบของคนบ้านเรานะคะ แต่สะท้อนให้เราเห็นและสดงว่า เรายอมรับการไม่ชอบอ่านหนังสือของคนไทยและเป็นที่รู้กันดี จริงมั้ยคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-03-04 23:35:47 อีเมล์ : IP : 96.232.64.142

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : ปัจจุบันนี้ เมืองไทยแย่ลง

การเรียนบางอย่างนักเรียนถามอาจารย์ไม่ได้ เพราะจะโดนหาว่าทำไมไม่อ่านหนังสือมาก่อน
บางทีนักเรียนก็จะเข้าใจกันเองว่าที่อาจารย์ไม่ให้ถาม ก็เพราะว่าตอบไม่ได้ อาจารย์เปิดหนังสือสอน จะเข้าใจคำถามนอกเหนือจากนั้นได้อย่างไร

เรื่องบุคลากรก็เป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งในปัจจุบัน และยิ่งบุคคลที่มีชื่อเสียงใช่ว่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีได้

สำหรับเรื่องสำนักพิมพ์นะคะ ตอนนี้มันก็แค่ธุรกิจอย่างหนึ่ง นักธุรกิจมองเห็นกำไรค่ะ แต่มองผ่านคำว่าคุณค่า

ตลาดหนังสือของเมืองไทยโตขึ้นนะคะ แต่งานวิจัยเรื่องคนไทยอ่านหนังสือปีละไม่เกินแปดบรรทัด ยังเหมือนเดิม แถมตอนเอามาออกข่าวก็ดูเหมือนจะอ้างอิงลอยๆ คนอ่านข่าวก็ไม่บอกรายละเอียดงานวิจัยให้ชัดเจน มันน่ารำคาญ เหมือนงุบงิบไว้ ให้ข่าวใหญ่ขึ้น คนแตกตื่นกันมากขึ้นเฉยๆ (ทั้งแต่หนูอยู่ป.6ถึงตอนนี้ม.6ตัวเลขยังเหมือนเดิมค่ะ คนไทยเก่งจริงๆ รักษาระดับได้มั่นคงมาก)

แล้วอาจารย์ก็ลองฟังเรื่องนี้ดููสิคะ ว่าข่าวเกี่ยวกับการศึกษาลงข่าววันเดียวก็จบ
แต่ข่าวคนมีชื่อเสียงจะหย่า จะเลิก ทั้งตามทั้งขุดคุ้ย ตั้งแต่เริ่มยันจบ ขึ้นหน้่าหนึ่งได้ทุกวัน
(พาดพิงถึงใครต้องขอโทษไว้ตรงนี้เลยค่ะ เพราะนี้คือความรู้สึกจริงๆ ของหนูกับเพื่อน)

สุดท้ายระบบ'Entใหม่ GAT กับ PAT ก็กลายเป็นธุรกิจไปแล้ว รายรับของรัฐบาลมหาศาลเลย หนูมั่นใจ!!!

โดย : kisenka วันที่ : 2009-03-04 22:38:15 อีเมล์ : IP : 124.122.85.227

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

プリヤー先生、

อาจารย์เอาให้ 佐藤先生 ช่วยจัดการเช็กให้จะได้เอามาเรียนกัน อาจารย์ก็เลยเขียนชมมานะคะว่า เขียนได้ดี มีแววนะคะ พยายามต่อไปนะคะ

ดูที่อาจารย์ซะโตะเขียนมาข้างล่างด้วยค่ะ

ปรียา

日本語の練習のために、日本語で 書かせて いただきます。

インターネットで注文でもしても、先生の詳しく説明した本は 最近 ちょっと 探すことは 出来ないので、残念です。日本語の勉強するために、先生のいろいろな本 が 欲しいと 思ってます。授業の教科書は 不十分です。

私の 意見 は 先生と 同じです。 最近、若い者は若者にとって 漫画 や ファーションファッションは 人気 が あってしまいましたあります。 しかし、  政治のこと や 社会のこと は あまり 知りたくなってしまったないようです。

それでは、先生 と アンさん、 これからも 頑張って 下さい。

よろしく。

日本語のながれがとてもいいと思います。センスがいいです。 佐藤

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-02-26 09:53:56 อีเมล์ : IP : 71.190.46.215

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

 

大事(だいじ)情報(じょうほう)とご指摘(してき)をどうもありがとう。残念(ざんねん)ながら,ご指摘の(とお)り、わが(くに)の人々とはいまだにまじめに物事(ものごと)を真剣に(かんが)え、(まな)ぼうという姿勢(しせい)はまだ充分整(じゅうぶんととの)っているとは言えませんが、これから、先生(せんせい)なりのやりかたで、皆さんに日本語、日本の文化、歴史、習慣を紹介したいと考えています。

(みな)さん、()けずに、(たの)しく(あたら)しい知識(ちしき)()につけてください。

ขอขอบคุณเด็กวัดสำคัญข้อคิดเห็น และข้อมูลที่ให้มานะคะ ได้แต่หวังว่า โรงเรียนเด็กวัดปรียา คงจะเป็นสถานที่ ที่เยาวชนไทย คนไทย ที่รักความรู้ สามารถพึ่งพาใช้เป็นที่เรียนเกี่ยวกับเรื่องราวของญี่ปุ่นอย่างจริงจัง และรู้จักเรียนอย่างจริงจัง ไม่ใช่ฉาบฉวย เรียนอย่างผิวเผิน ไร้จุดมุ่งหมาย

อาจารย์จะพยายามอย่างไรก็คงไม่ได้ผล แต่ถ้านักเรียนสนใจอยากเรียน แม้แต่นักเรียนไม่กี่คน อาจารย์ก็เต็มใจที่จะสอนให้ แต่ยิ่งวัน อาจารย์ภูมิใจที่เห็นเยาวชนไทยที่เริ่มเข้าใจสิ่งที่อาจารย์จะให้ วิ่งเข้ามาเรียน และรู้จักเรียนเอง แสวงหาความรู้เอง และรู้จักหิว รู้จักสงสัย เพียงแค่หนึ่งปีก็เห็นความแตกต่างมากทีเดียว เราจะเรียนกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทุกๆก้าวจะก้าวอย่างมั่นคง และมั่นใจ ถ้าเราไปพร้อมๆกัน และพร้อมที่จะร่วมเดินทางที่แสนขรุขระนี้กับอาจารย์

วิชาเหมือนสินค้าอันมีค่าอยู่เมืองไกล เป็นของธรรมดา ไม่ใช่เรียนแบบอ้าปากรับ แล้วก็ท่องจำอย่างเดียว 

อาจารย์จะเอาไปโพสให้ เพราะเห็นที่ผิดที่คิดว่า ยังไม่ค่อยลงตัวจะได้เอามาใช้สอนได้ หวังว่าคงไม่ขัดข้องนะคะ ขัดข้องบอกได้นะคะ ไม่ต้องเกรงใจ

プリヤー先生へ

日本語の練習のために、日本語で 書かせて いただきます。

インターネット で 注文でも、先生の詳しく説明の本は 最近 ちょっと 探すことは 出来ないので、残念です。日本語の勉強するために、先生のいろいろな本 が 欲しいと 思ってます。授業の教科書 は 不十分です。

私の 意見 は 先生のと 同じです。 最近、若い者は 漫画 や ファーション は 人気 が あって しまいました。 しかし、  政治のこと や 社会のこと は あまり 知りたくなってしまったようです。

それでは、先生 と アンさん、 これからも 頑張って 下さい。

よろしく。

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-02-26 02:35:35 อีเมล์ : IP : 71.190.46.215

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

プリヤー先生へ

日本語の練習のために、日本語で 書かせて いただきます。

インターネット で 注文でも、先生の詳しく説明の本は 最近 ちょっと 探すことは 出来ないので、残念です。日本語の勉強するために、先生のいろいろな本 が 欲しいと 思ってます。授業の教科書 は 不十分です。

私の 意見 は 先生のと 同じです。 最近、若い者は 漫画 や ファーション は 人気 が あって しまいました。 しかし、  政治のこと や 社会のこと は あまり 知りたくなってしまったようです。

それでは、先生 と アンさん、 これからも 頑張って 下さい。

よろしく。

โดย : เด็กห่างวัด วันที่ : 2009-02-25 23:58:22 อีเมล์ : IP : 125.26.139.144

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด yok-jung, Loveplus

ขอบคุณมากที่ให้ข้อคิดเห็น อาจารย์มีคนที่จะให้ความช่วยเหลือแน่นอน แต่อาจารย์จะต้องพร้อม และจะต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องตลาดด้วย ตอนนี้เศรษฐกิจย่ำแย่ คงต้องรอให้ดีกว่านี้

ส่วนความคิดเห็นของเด็กวัด Loveplus ที่ว่า หนังสือต่างประเทศที่วางขายบ้านเรา เขาจะเอาแต่ที่เบสเซลเลอร์ในต่างประเทศ อาจารย์มีโอกาสที่คุยกับนักลงทุนเรื่องพวกนี้ เขาคุยให้ฟังว่า ที่เขียนว่า เบสเซลเลอร์นั้น จริงๆ ไม่ได้เป็นตามนั้นเลย พิมพ์ออกมาอย่างมากก็สองพันเล่ม พอขายได้หน่อย ก็บอกว่าขายดีมาก

แต่ละคนเป็นนักจิตวิทยา หมอ และนักอะไรต่อมิอะไร กว่าจะขายถอนทุนได้ก็ต้องลงทุนไปเยอะ

เรื่องจริงๆข้างในไม่มีใครรู้ พอแกฟังเรื่องหนังสือที่อาจารย์ทำและขายได้หลายหมื่นเล่มตอนที่พิมพ์ออกมาสมัยก่อน ตลอดจนปัจจุบัน พิมพ์ทุกครั้ง หลายพันเล่มทั้งที่ไม่ใช่หนังสือนิยาย เขาบอกว่า แสดงว่ามีคุณภาพมาก อาจารย์ก็ขอบคุณเขาที่ให้กำลังใจ และให้ข้อมูล

อีกเรื่องถ้าไปดูหนังสือ ทำอาหาร หนังสือสุขภาพ หนังสือ ลดความอ้วน เหมือนกันหมดก็ว่าได้ มากมายจนไม่รู้จะเลือกเล่มไหน ใครต่อใครเขียน หมอสาขาต่างๆที่นี่ก็ทำเงิน ทำธุรกิจด้วยการร่วมกับนักโภชนาการ มีรายการอาหารเมนูต่างๆควบเต็มไปหมด ซื้อไปแล้วมีกี่คนที่ทำบ้าง

แม้แต่โรงยิมเปิดใหม่ คนอ้วน คนเป็นโรคอ้วน ก็ยังเดินไปร้านกาแฟ กินเค็ก และกินแต่ของไม่ดี สิ่งเหล่านี้

แสดงให้เห็นว่า หนังสือเกี่ยวกับสุขภาพขายดิบขายดี ขนาดไหน และมีผลแค่ไหน

โรคอ้วนของคนในประเทศอเมริกา อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป จะมีมากถึง 34% แต่ถ้ารวมคนที่มีน้ำหนักเกินพิกัด รวมออกมาจะเป็น 70% ซึ่งเป็นปัญหาระดับประเทศ ที่สร้างความหนักใจ ปัจจุบันจะเห็นคนที่หุ่นดีๆเหมือนในหนังได้ยากมากในอเมริกา แม้แต่ในกรุงเทพฯก็เริ่มเห็นประปรายมากกว่าแต่ก่อน ทุกอย่างกลายเป็นธุรกิจ แต่ปัญหาก็คือ คนแต่ละคนจะแยกแยะได้อย่างไร

ตามที่เด็กวัด Loveplus เขียนมาดีใจค่ะ และเห็นด้วยว่า คนที่เรียนทางด้านภาษาญี่ปุ่น น้อยคนที่จะอ่านหนังสือนอกตำราเรียน จะเรียนเพื่อสอบให้ได้คะแนนดีๆเท่านั้น และยิ่งนักเรียนชั้นมัธยมของเราก็เหมือนกับญี่ปุ่นเลยค่ะ เรียนๆเพื่อให้เก่งที่สุดในห้อง ท่องๆๆๆจำๆๆ ให้มากที่สุดก็ถือว่าเก่งแล้วในบ้านเรา

คนที่ไม่ได้เรียนเป็นวิชาเอก กลับอ่านและสนใจหาซื้อหนังสือนอกตำราเรียนที่อาจารย์ทำมากกว่า เพราะทุกคนที่มีหนังสือที่อาจารย์ทำไม่ได้เรียนเอกเลย อันนี้อาจารย์พูดได้เต็มปากเพราะเคยสอนมาก่อน บอกได้ว่าเป็นความจริง

ต้องขอโทษที่จะต้องเขียนตรงๆว่า หนังสือที่อาจารย์หาซื้ออ่านเป็นภาษาไทยในเมืองไทย และหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับญี่ปุ่น ที่ลอกเลียนแบบคนอื่น อาจารย์ลงทุนซื้อ อ่านแล้วก้ไล่แจกต่อ เพราะไม่มีคุณค่าที่จะเก็บไว้บนหิ้ง  คนไทยและคนญี่ปุ่นและคนส่วนใหญ่ ชอบอะไรที่เป็นแฟชั่น และใครมีอะไรก็ต้องมีตาม คือเห่อตามคนอื่น ไม่มีจุดยืนของตัวเอง ยิ่งวันยิ่งเหมือนคนญี่ปุ่นมากทุกที ที่อเมริกาคนไม่ค่อยสนใจเรื่องสุขภาพเหมือนคนไทยก็ว่าได้ ทั้งที่หนังสือมีเยอะแยะให้อ่านฟรี และมีห้องสมุด แต่ก็เล่นแต่เกมส์ เห็นเด็กๆไปห้องสมุดก็ดีใจ แต่เล่นเกมส์กันทั้งนั้น

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-02-06 23:51:20 อีเมล์ : IP : 69.114.33.56

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ แฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด wantima

อาจารย์ดีใจค่ะ ที่ทำให้เด็กวัดมองเห็นอะไรที่มีแก่นสารในโลกนี้ ปัจจุบัน ตามที่ต่างๆ ยิ่งตอนนี้ที่อเมริกา คนตกงาน ครี่งล้านคน สถิติเดือน มกราคมที่ผ่านมา และก็คงมีอีกเยอะ

อาจารย์ขอบอกตามตรงว่า อาจารย์อ่านหนังสือเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของตะวันตกมาก ทำให้อาจารย์สามารถเอาปรัชญาบางส่วนมาปรับใช้ อาจารย์บอกตัวเองเสมอว่า ชีวิตมีเพียงครั้งเดียว ตายไป ไปไหน อะไรที่เหนือหรือเกินกว่าที่เราจะเป็นห่วง ไม่ต้องไปเก็บมากังวล แต่สิ่งหนึ่งที่อาจารย์บอกได้ คือ ชีวิตคือการต่อสู้ ชีวิตคือความสวยงาม ชีวิตคือการผจญภัย ชีวิตคือ การท้าทาย ชีวิตของคนเอเชีย อาจารย์เห็นแล้วก็รู้สึกว่า มันถูกสอนให้อยู่ในกรอบแคบๆ และไม่มีการสอนให้ออกไปผจญภัย สอนให้รวย สอนให้ทำงานหนัก สอนให้รู้จักหาเงิน เหมือนกันหมด จนวิตามิน เงิน  กลายเป็นพระเจ้าไปแล้ว

อาจารย์คิดว่า ชีวิตที่ไม่มีอุปสรรคอะไร ไม่น่าจะเรียกว่า ชีวิต และชีวิตที่มีแต่เงิน แต่ไม่มีความสุข ก็คงทรมานพอสมควร เห็นคนรวยๆที่วันๆหาแต่เงินๆๆๆ ไม่มีความสุข เพราะตอนนี้ตกงาน พอตอนเศรษฐกิจดีก็ทำงานหนัก ทุ่มลงทุน พอตอนนี้พังก็พังตาม แต่ถ้าเงินไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ถ้าคิดว่า เงินเป็นสิ่งที่จำเป็น ที่จะต้องมีเพื่อเป็นฐานในการสร้างสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝัน อยากสร้างอะไรทิ้งไว้ เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว ม้นเป็นพลังที่ทำให้อาจารย์มีกำลังวังชา จึงอยากจะสร้างโรงเรียนในเว็บที่ตัวเองเคยเรียนได้ความรู้มา จากการซื้อหนังสือ และเรียน ตลอดจนเป็นสมาชิก ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องเสียเงินมาก เวลาตัวเอง ความฝันและความรัก ความทุ่มเท เป็นพลังมาตลอด และที่แน่นอนที่สุดที่เป็นพลังให้อาจารย์มาตลอดคือ แฟนๆหนังสือ ที่เห็นคุณค่า และเข้าใจในความรักความทุ่มเทที่อาจารย์ทุ่มให้แก่วงการภาษาญี่ปุ่น เพราะอาจารย์มีสิทธิ์ที่จะเห็นแก่ตัว ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ เพราะอาจารย์มีมากกว่าคนอืน ก็ทำตามแบบที่คนไทยทั่วไปในสังคมไทยทำก็ได้

แต่อาจารย์เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองสบายใจ และดีใจที่จะลดช่องว่าง ระหว่างคนที่อยากแสวงหาความรู้แต่ไม่มีเงินทองมากมายเหมือนคนในกรุงเทพฯ ที่มีเงิน มีข้าวของมากมายไว้อวดกัน แต่ไม่รู้คุณค่า และไม่รู้จักหิว

ชีวิตที่ไม่มีความฝัน ใช้ชีวิตไปวันๆ ใช้เงินไปวันๆ เดินช๊อปปิ้งไปวันๆ ดูหนัง ดูละครจากทีวีไปวันๆ

กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปเสียแล้ว ฝันให้ไกล และพยายามวิ่งตามความฝันให้ได้ และอาจารย์วิ่งตามความฝันตัวเอง และสร้างความฝันของตัวเองมาตลอด และพิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่า ความฝันเป็นจริงได้ ถ้าเราไม่ท้อถอย และหนีมัน หรือมัวแต่สงสารตัวเองว่า แก่แล้ว หัวไม่ดี เป็นต้น

ดีใจค่ะที่อ่านเรื่องต่างๆแล้วนำไปใช้ในชีวิตได้ ขอบคุณมากสำหรับกำลังใจจากเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด wantima

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-02-06 23:26:48 อีเมล์ : IP : 69.114.33.56

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ  อ่านเรื่องราวการต่อสู้เพื่อความฝันของอาจารย์  แล้วอิจฉาค่ะ เพราะว่าระบบบ้านเรา หรือแม้แต่ญี่ปุ่นเองนี่ก็ชอบสอนให้คนโตมาเพื่อทำงาน หาเงินค่ะ  โตขึ้นอยากเป็นอะไร ถามกันเสียอย่างนี้   เด็กเขาอยากจะทำอะไร เขาสนใจทำอะไร คนรอบข้างต้องสนับสนุน หากเขาทำไปแล้วมันไม่ใช่เขา เขาเปลี่ยนใหม่เราก็ต้องไม่ซ้ำ ให้กำลังใจเขา  ให้เขาหาความฝันของตัวเองให้ได้    หนูจึงคิดว่า น่าอิจฉาอาจารย์ที่อาจารย์รู้ว่าตัวเองชอบอะไร  สามีหนูพูดเสมอ คนรุ่นเราถูกสอนมาอย่างนั้น ถึงตอนนี้แล้วเราต้องหาความฝัน ความต้องการของเราจริงๆ เรื่องเงินไม่ต้องพูดถึง เพราะว่าคนเราเมื่อทำตามฝันตัวเองอย่างตั้งใจแล้ว มันจะมีความสุข แล้วเงินมันก็จะมาเอง      

จำเรื่องลูก เฮียวตั้น ลูกน้ำเต้าที่อาจารย์เล่าให้ฟังได้อยู่ค่ะ

หนูเล่าเรื่องอาจารย์ให้เขาฟัง ว่าอาจารย์ตอบฉันด้วยแหล่ะ  เขาบอกว่า จริงหรือ สุดยอดเลย  

โดย : wantima วันที่ : 2009-02-04 11:54:55 อีเมล์ : IP : 119.171.221.159

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

หลังจากห่างหายจากการโพสตอบไปนาน(จริงๆก็แวะมาเรื่อยๆแต่ไม่ได้โพส)(กำลังอ่านหนังสือญีปุ่นทวนอยู่ซึ่งพอเอามากองๆกันแล้ว มีประมาณ20กว่าเล่ม คาดว่ามีมากกว่าเด็กสายศิลป์ญี่ปุ่นบางคนอีก)

หนังสือดีๆเดี๋ยวนี้หาซื้อยาก เนื่องจากนายทุนไปพิมพ์หนังสือที่ขายได้กำไรซะส่วนใหญ่(โดยเฉพาะ นิยายเกาหลี หลังๆอาจจะมีไต้หวันแซมมาบ้าง?)

ส่วนเรื่องอิทธิพลต่างประเทศ ก็ต้องเลือกรับเอาสิ่งดีๆเข้าตัว (เอาสิ่งไม่ดีทิ้งไป)

จริงๆผมก็สนใจหนังสือต่างประเทศที่สอนภาษาไทยเหมือนกัน แต่รู้สึกว่าหาอ่านยาก(ไม่มีตังค์ซื้อ เหอๆ) ส่วนที่มีในท้องตลาดนี่มันก็.....   ไม่ทราบว่าเค้าอ่านกันรู้เรื่องได้อย่างไง(ขนาดผมเป็นคนไทยยังคิดว่า ถ้าเราเป็นคนต่างชาตินี่คงอ่านไม่เข้าใจแน่ๆ)

ปล. ไม่ได้อ่านเนื้อหาทั้งหมด

โดย : loveplus วันที่ : 2009-01-30 18:01:43 อีเมล์ : IP : 10.90.101.113

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับคำตอบที่เขียนให้กำลังใจ

 

อาจารย์บอกแล้วว่า อาจารย์ไม่เคยยอมแพ้อะไรที่ไม่ถูกต้องง่ายๆ และไม่เคยเชื่อในสิ่งที่คนส่วนใหญ่บอกอาจารย์ให้ทำ ถ้าอาจารย์แน่ใจว่า ในสิ่งที่ตัวเองทำดี เด็กวัดยังไม่รู้ว่า สำนักพิมพ์เล็กๆในเมืองไทยต้องปิดกิจการไปแล้วหลายแห่ง เพราะปลาเล็กจะไปสู้ปลาตัวใหญ่ได้ยังไง ต้องพึ่งปลาใหญ่

 

 แต่ปลาใหญ่ตัวนี้ทำให้ปลาเล็กอยู่ักันไม่ได้ ใครๆก็เอือมระอากันไปหมด ตามข่าวที่ฟังๆมาหลายกระแสด

 

อาจารย์ไม่มีแม้แต่แรงที่อยากจะไปเจรจา แต่ขอให้มีแรงกว่านี้ก่อน ตอนนี้รอดูเหตุการณ์ว่า หนังสือเล่มไหนที่เขาไม่ต้องการบ้าง เขาไม่รู้เอามาตรฐานอะไรวัดก็ไม่รู้ ภาษาญี่ปุ่นก็ไม่รู้

ก็คงใช้สูตรเดา หรือใช้ดวงช่วยกระมัง

 

ทั้งที่ในสมัยหนึ่ง นักเขียน และคนในเมืองไทย ตื่นเต้นกับวรรณกรรมญี่ปุ่น โคะโคะโระ แม้แต่ในบล็อกก็เห็นคนเขียนถึง เห็นคุยกันว่าหาซื้อไม่ได้อีกแล้ว แต่นายทุนแสนฉลาด บอกว่าไม่เอา จะไปรู้ว่า มันสำคัญยังไง จริงไหมคะ

 

อาจารย์คิดว่าในอนาคต อาจารย์จะต้องลุกขึ้นมาทำสิ่งที่เราไม่ต้องพึ่งเขา เพราะเขาเห็นว่า

โธ่เอ๋ย พวกนี้เรียนภาษาญีุ่่ปุ่นจะมีสักเท่าไร พิมพ์ออกมาจะขายได้กำไรได้ยังไง

 

นี่เพียงแค่รบกวนให้ไปส่งขายเท่านั้นนะคะ เขาก็เอาไปหลายเปอร์เซ็นต์แล้ว เขาจะแบ่งกันยังไง อาจารย์ไม่สนใจ ขอให้หนังสือของอาจารย์ได้วางตลาดให้คนที่อยากได้ความรู้ไดอ่านได้ใช้ก็พอแล้ว

 

หนังสือชุดภาษาญี่่ปุุ่น สนุก อย่างน้อยเล่มหก เล่มเจ็ดคงได้ผุดได้เกิด และฟังคนที่ไปติดต่อแล้วก็เหมือนไปกราบเลย ฟังแล้วเศร้าใจและเห็นใจจัง

 

อาจารย์กำลังคิดว่า ในอนาคตอันใกล้ พวกเราที่เรียนภาษาญี่่ปุ่นโดยเฉพาะเล่มใหม่ๆ หรือเล่มไหนที่เขาไม่เอา เราจะต้องเอามาขายกันเอง ทางเว็บ และต้องช่วยกันไม่ต้องไปพึ่งพาพวกหน้าเลือดพวกนี้

 

นั่นเป็นหนทางสุดท้ายที่อนาคตอันใกล้เราทำได้แน่ อย่าทำให้อาจารย์ต้องลุกขึ้ินมาทำเองแล้วกัน เพราะในอเมริกาเป็นเรื่องธรรมดามาก ไม่มีใครทำตัวว่าข้่าฯนี่ ยิ่งใหญ่จัง ฝากเขาขาย เราเอามาขายเองก็ไม่ได้อีก กฎเำกณฑ์ก็ตั้งเพื่อผลประโยชน์ตัวเองทั้งนั้น

 

คุณบัณฑิตเป็นรุ่นน้องไปเรียนรุ่นเดียวกับอาจารย์ รู้จักกันดี รุ่นคุณบัณฑิตแต่ละคนที่ไปตอนนั้นค่าตัดผมแพง จะแวะมาบ้านอาจารย์ อาจารย์ไม่เคยตัดผมให้ใคร แต่ไม่รู้ เห็นคนที่ร้านตัดก็จำมา ตัดให้ทุกคนชายหนุ่มทั้งหลายที่ไปเรียน แถมอาบน้ำ กินข้าว แล้วค่อยกลับบ้าน เรารู้จักกันดีทั้งคุณอิ๊ด ภรรยาบัณฑิต ก็เพราะบัณฑิตนั่นแหละที่ขอให้อาจารย์เขียนอะโนะเนะ จนบอกว่าขอเลิกเขียน เพราะเขียนกันนานจัง

 

อีกหน่อยในอนาคต เราคงจะต้องรวมตัวกัน เหมือนสมัยก่อนคนที่เรียนจบจากญี่่ปุ่น ทราบไหมคะว่า รุ่นพี่เรา เงินเดือนก็ไม่เท่ากันกับ คนที่จบอเมริกา แต่ที่ไหนได้ รุ่้นพี่จบจากญี่ปุ่นได้รับเชื้อจากญี่ปุ่นทำงานกันจริงจังกระจายไปสอนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ จนปัจจุบัน คนที่จบจากญี่ปุ่นจะได้รับความเชื่อถือมากกว่าอีก

 

ขอบคุณมากค่ะ การต่อสู้ ต้องใช้ความอดทน และจะต้องสู้พิสูจน์ให้ได้ วันเวลาพิสูจน์เรื่องพวกนี้มามาก และไม่เคยสงสัย แต่ซาบซึ้งในความเห็นแก่เงินของคนเหล่านี้ เอียนจัง

 

    ขอเล่าความแตกต่างระหว่าง บ้านเราซึ่้งเป็นทั้งร้านจัดจำหน่ายและร้านหนังสือ ว่าต่างกับของเมืองนอกเพียงไร

 

      หนังสือ A Reference Grammar of Thai ที่ีพิมพ์โดย Cambridge University Press เราลองถามตัวเองว่า คนในประเทศอื่นที่สนใจภาษาไทยมีกี่เปอร์เซ็นต์ หรือมีสักกี่คนแม้แต่คนญี่ปุ่นที่ไปเมืองไทยที่ไม่ยอมเรียนภาษาไทยเพราะอะไร

 

 เขาไม่เห็นคุณค่าภาษาเราสู้ภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่เขาให้อาจารย์และเพื่อนอาจารย์เขียน โดยที่ต้องส่งเรื่องที่เราเขียนให้เขาพิจารณาคุณภาพทุกอย่างผ่้านและยอมรับให้เขียน

 

         เราใช้เวลาเขียนเจ็ดปีในระหว่างที่ยังทำงานประจำที่ญี่ปุ่น เราบินไปกท เพื่อนบินไปญี่ปุ่น ไม่ก็บินไปที่อเมริกา และจะทำได้ก็ตอนปิดเทอม เพราะงานประจำล้นมือ

 

       อาจารย์ลาออก กลับเมืองไทย ตอนนั้นหนังสือยังไม่มีทีท่้าว่าจะเสร็จ แต่อาจารย์บอกตัวเองว่า ยังไงจะต้องเขียนให้เสร็จ เพราะคนต่างชาิติ เขาบอกว่าไม่มีหนังสือไวยากรณ์ไทยให้อ่าน นักวิชาการไทยไม่วิจัยเลย ฟังจนชิน ฟังจนไม่รู้จะแก้ตัวว่ายังไง

 

         และแล้วหลังจากที่ลาออกจากงานญี่ปุ่นกลับไปเมืองไทย ได้รับทาบทามหลายที่ให้ไปสอนหนังสือ และมีมหาวิทยาลัยเอกชนดัง ติดต่อให้ไปช่วยสอนคอร๋สปริญญาโทเกี่ยวกับการทำงานวิจัย อาจารย์ไปหาคณบดี แต่อาจารย์รู้ว่า ถ้าอาจารย์สอน อาจารย์จะไม่มีเวลาเขียนหนังสือเล่มนี้แน่ อาจารย์ไม่ยอมรับงาน

 

          แต่สอนหนังสือเด็กนักเรียนอายุ 9-11 ขวบ สอนภาษาอังกฤษอาิทิตย์ละเพียงหนึ่งวันคือวันเสาร์ นอกนั้นทำหนังสือนี้

 

         มีความสุขที่สุดที่เห็นเด็กไทยกล้าแสดงออก และเรียนกันจริงจัง แย่งกันตอบ แย่งกันถาม

       

         แล้วในที่สุดหลังจากกลับไปปีกว่า หนังสือเล่มนี้ก็สำเร็จเป็นรูปร่าง ขายทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะอังกฤษ อเมริกา อาฟริกา ยุโรป ออสเตรเลีย แต่เชื่อไหมคะ เพื่อนต่างชาิติในกรุงเทพฯจะซื้อหนังสืออาจารย์ ใครๆก่อนจะซื้อก็ต้องอยากดูว่าหนังสือเป็นยังไงใช่ไหมคะ

 

          แม้แต่ร้านหนังสือเอเชียบุ๊กส์ที่ขายหนังสือให้ต่างชาติ เพื่อนไปหาซื้อก็ยังไม่มี ต้องสั่งซื้อเลย ทางร้านจะซื้อเป็นหนังสือตัวอย่างให้ลูกค้อดูก็ยังไม่ยอมซื้อลงทุนเลย เพราะเขาบอกว่าแพง ใช่ค่ะ เล่มนี้ ร้อยเหรียญสหรัฐ

 

        อาจารย์ทึ่่งสำนักพิมพ์ของอังกฤษมากที่ทำหนังสือทั้งๆที่รู้ว่าคงขายได้ไม่ดีแน่ แต่ก็ยังสนับสนุนให้เขียนออกมา เพราะเขารู้ว่าหนังสือเหล่านี้สำคัญและเขาสามารถเก็บเกี่่ยวได้ในระยะยาว ไม่ได้เิงินขึ้นสมองเหมือนบ้านเรา ไม่เคยมองอะไรไกลๆ

 

    อาจารย์มาอเมริกาใช้บริการทุกอย่างในห้องสมุด จนไม่รู้จะตอบแทนยังไง พอดีมีห้องสมุดใหม่ เขามีแผนก ภาษาทั่วโลก อาจารย์ประทับใจมาก เพราะมีภาษาจีน ญี่ปุ่น ของเอเชียเรา แล้วก็มีภาษาไทยด้วย ก็เลยถามว่า อาจารย์อยากจะบริจาคหนังสือจะเอาไหม

เขาบอกขอเช็กดูว่า มีในห้องสมุดหรือยังเพราะว่าเขาสร้างเป็นเครือข่าย พอเขาเช็กทีเขาตกใจมากว่่า หนังสือเล่มนี้แทบทุกห้องสมุดของมหาวิทยาลัยดังๆมีซื้อไว้ใช้แล้วทั้งนั้น

 

        ตอนแรกเขาไม่รู้ว่า อาจารย์เป็นคนเขียน เพราะไม่ต้องการบอกโดยไม่จำเป็น พอเขาเช็กจากคอม เขาบอกว่า ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สแตนฟอร์ด

เบอร์กเล่ย์ ยูซีแอลเอ ห้องสมุดใหญ่ๆมหาวิทยาลัยเกือบร้อยแห่งซื้อหนังสืออาจารย์กันเรียบร้อยแล้ว แกตื่นเต้นมากไปเรียกหัวหน้ามา เพื่อถ่ายรูปอาจารย์ให้หนังสือ ร้อยเหรียญแก่ห้องสมุด

 

     แฟนอาจารย์เขาเป็นคนอังกฤษ เขาภูมิใจมากที่สำนักพิมพ์บ้านเขายังไม่ได้ละทิ้งอุดมการณ์ส่งเสริมการพิมพ์หนังสือที่มีคุณค่้า แต่ไม่ได้เงินทันทีแบบที่บ้านเราต้องการ

มันเป็นความภาคภูมิใจ มันเป็นมรดกตกทอดให้คนต่างชาิติที่เขาอยากเรียนรู้เกี่ยวกับเมืองไทยได้ศึกษาได้ทำงานวิจัย

 

     อาจารย์เขียนอีเมล์ไปขอบคุณคนที่รับผิดชอบ เขาบอกว่า ค่อยๆขายแค่นี้ก็ดีมากแล้ว

ยิ่งรู้ว่า ที่อเมริกาห้องสมุดของมหาวิทยาลัยดังๆซื้อไปเขาก็ดีใจมาก เพราะที่บ้านเขา ส่วนใหญ่เป็นห้องสมุดมหาิวิทยาลัยซื้อไปให้คนใช้ทั้งนั้น เขาก็ุภูมิใจในสิ่งที่เขาทำ อาจารย์ก็หายเหนื่อย แม้ค่าตอบแทนจะไม่อาจเทียบกับค่าเหนื่อยก็ตาม เพราะไม่ได้เขียนนิยายทำเงินแบบคนอื่น

 

     มันจึงทำให้อาจารย์เศร้ามากบางครั้ง เมื่อคิดถึงประเทศตัวเอง และอาจารย์ยังจำได้ คนไทยเราไม่เพียงแต่ไม่รักประเทศเราแล้ว ยังสอนกันว่า สม้ัยนี้ มือใครยาวสาวได้สาวเอา ฟังแล้ว ก็บอกไม่ถูกว่า สังคมไทยเราทำไมจึงเห็นแก่เงิน จนไม่คิดจะสร้่างอะไรให้แก่สังคมบ้างเลยหรือ

 

    ที่ญีุ่่ปุ่นหรืออเมริกา เขาจะมีห้องสมุดให้ใช้จนเป็นเรื่องที่ธรรมดาที่สุด แถวบ้านอาจารย์จะมีห้องสมุดเพิ่มอีกหนึ่งแห่ง พูดง่ายๆมีสามสี่แห่งที่ใช้หนังสือร่วมกันได้ บ้านเรา คนรวยสร้างอะไร สร้างมอลล์ สร้างอะไรที่จะเอาแต่เงินคนไทยที่รวยก็ไม่เป็นไร อุดหนุนกันไป คนจนก็ได้แต่ตาปริบๆ แล้วก็ทำให้อยากเหมือนคนรวยบ้าง

   

         อาจารย์ไม่ได้อยู่ประเทศไทยนาน กลับไปเห็นความฉาบฉวยพวกนี้แล้วก็เบื่อมาก

ยิ่งมาเจอเข้ากับตัวเอง ถึงเข้าใจว่า บ้านเรา คำพูดไม่มีค่าอะไรเลย ศักดิ์ศรีคนเรา ถ้าพูดไปแล้วไม่มีใครเชื่อ แล้วจะเหลืออะไรบ้าง

 

    อาจารย์ได้รับการอบรมจากญี่่ปุ่นอย่างดี ความรับผิดชอบ คำพูดต้องรักษา แต่คนญี่ปุ่นที่ไปเมืองไทย คงไม่ได้เป็นเหมือนสมัยก่อนเสียแล้ว เพราะเขาเรียนรู้สิ่งที่ไม่ดีจากบ้านเรามาก และเราก็สอนเขาสิ่งที่ไม่ดี หน้าตาเฉย เขายังเล่าให้อาจารย์ฟังบ่อยๆ

 

   ขอบคุณมากสำหรับความคิดเห็น อาจารย์ไม่ต้องการให้ซื้อหนังสือเก่า เพราะอาจารย์พยายามที่จะเรียบเรียงออกมาใหม่ ทำหน้าปกใหม่ที่เป็นญี่ปุ่นออกมาเองใหม่ ไม่ต้องพึ่งให้คนอื่้นทำ

 

         เพียงอยากเห็นให้ทุกคน หรือคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสอ่านหนังสืออาจารย์เหมือนรุ่นพี่ๆเขาแค่นั้นแหละค่ะ จะได้เก่งๆทำงานเก่งๆ เอาไปใช้ได้เหมือนพี่ๆเขา

 

    ไม่เป็นไร ทุกอย่างที่ได้มาด้วยความเหนื่อยยาก ผลตอบแทนมันมากมายเกินกว่าที่จะประเิมินได้ อาจารย์จะพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อให้หนังสือออกมา ถ้าไม่ได้จริงๆ อาจารย์คงจะต้องขอความร่วมมือจากพวกเรา

 

ขอบคุณมากค่ะ ที่เป็นกำลังใจให้อาจารย์ในการต่อสู้ที่แสนยาวนาน เห็นหนังสือออกมาก็หาซื้อกันแล้วกันนะคะ ช่วยกันคนละไม่้คนละมือ พิสูจน์ให้เขารู้ว่าคนเรียนญี่ปุ่น มีเยอะทีเดียวและก็จะพยา่ยามเรียนกันให้เก่งๆสักวันจะได้ทำงานสู้กับคนญี่ปุ่นได้ ไม่ต้องให้เขาดูถูกเรา

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-03-17 14:16:09 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ผมเข้าใจแล้วครับอาจารย์ที่ว่าทำไมสมัยนี้คนที่ทำงานเกี่ยวกับธุรกิจย่อมมองอะไรเป็นกำไรไปหมดทุกอย่าง แต่ถ้าเกิดเหตุการแบบนี้ ถ้าเป็นความคิดส่วนตัวของผมนะครับ ผมว่าน่าจะให้สำนักหนังสือพิมพ์ที่เขาสนใจมาติดต่อกับเราเองก็ได้ครับ เพียงแค่นี้เราก็สามารถที่จะเลือก สำนักพิมพ์ที่ต้องการสำหรับเราได้ หรือไม่ก็ถ้าใครอยากได้ก็ขอให้ติดต่อผ่านทางคุณแอนจังก็ได้ครับ แต่ว่าที่ตอนนี้ผมเห็นนะครับก็เห็นมีขายอยู่ที่สำนักพิมพ์ดอกหญ้าครับที่ขายได้เรื่อยๆครับ หรือไม่ก็ติดต่อกับคุณ บัณฑิต ที่เป็นบรรณาธิการหนังสืออาโนเนะก็ได้ครับ ผมว่าเขามีพาวเวอร์พอที่จะทำไห้หนังสือกระจายออกไปตามที่ต่างๆได้ครับ  ที่ผมแสดงความคิดเห็นแบบนี้ออกมาก็เพื่อที่จะแสดงให้ทางบุคคลที่ไม่เห็นความสำคัญกับเราได้รู้ว่าเราไม่ยอมแพ้ที่เราจะทำและต้องทำให้ได้ครับ และถ้าหนังสือเราแพร่กระจายออกไป มีผู้ชื่นชอบมากขึ้น ผมก็คิดว่านายทุนที่เห็นแก่เงินต้องมาง้อเราเองครับ

เป็นกำลังใจให้อาจารย์นะครับ คนพวกนี้เราต้องดัดหลังครับถ้าปล่อยไว้หนังสือดีๆก็คงจะต้องหายไปเรื่อยๆอีกแน่ๆครับ

โดย : yok-jung วันที่ : 2008-03-16 13:55:42 อีเมล์ : IP : 125.27.16.48

--------------------------------------------------------------------------------------------------