剣道 ห้องเคนโด
ควรพูดอย่างไรกับคนญี่ปุ่นแบบนี้
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

สวีสดีค่ะอาจารย์

วันนี้มีเรื่องคับข้องใจมาสอบถามค่ะ ที่บริษัทที่หนูทำงานอยู่เป็นบริษัทญี่ปุ่น ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ และมีคนญี่ปุ่นเป็นที่ปรึกษา มีคนญี่ปุ่นอยู่คนหนึ่งพูดภาษาไทยได้พอสมควร ชอบมาคุยกับหนูและมักบ่นกับหนูเสมอว่าอยากกลับบ้าน(ญี่ปุ่น) ไม่ชอบประเทศไทยคุยกับคนไทยไม่เข้าใจเพราะความรู้สึกนึกคิด(感性)ไม่เหมือนกัน และมักชอบคุยว่าสถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่สวย อากาศไม่สะอาดเท่าที่ญี่ปุ่น ส่วนอาหารการกินของที่ใช้เป็นของที่ไม่สดไม่ดีเท่าของญี่ปุ่น ซึ่งทุกครั้งหนูก็จะพยายามอธิบายถึงความแตกต่างของไทยกับญี่ปุ่นรวมถึงวัฒนธรรมว่าต่างกันอย่างไร แต่ดูเหมือนว่าคำอธิบายนั้นจะไม่ได้ทำให้ญี่ปุ่นคนนี้มองประเทศไทยดีขึ้น(ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหนูอธิบายได้ไม่ดีพอ) ทุกครั้งที่ญี่ปุ่นคนนี้มาคุยส่วนใหญ่จะพูดถึงประเทศไทยในทำนองนี้ซึ่งก็บอกตามตรงว่าบางครั้งก็รำคาญไม่อยากคุยด้วย เลยอยากปรึกษาอาจารย์ว่าในกรณีอย่างนี้ควรพูดหรือควรทำอย่างไรดี

ขอบคุณอาจารย์ล่วงหน้าค่ะ

โดย : kae chan วันที่ : 2009-09-14 11:18:45 อีเมล์ : IP : 192.168.0.70

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ และเด็กวัด Kae chan

อาจารย์เข้าใจ และเห็นด้วยในความแตกต่างที่เด็กวัดเล่ามาเกี่ยวกับการทำงานของคนไทย และคนญี่ปุ่น มันคนละขั้วกันค่ะ อาจารย์มีคำตอบเรียบร้อย จากการทำวิจัย เรื่องไม่เป็นไร สิบกว่าปีที่แล้ว

  คนไทย เราไม่เคยเห็นเรื่องอะไรจริงจัง ซึ่งก็ดีใจในแง่ที่ช่วยทำให้คนไทยไม่เป็นโรคประสาท หรือเครียดมากนัก แต่ปัจจุบัน เราอยากพัฒนาประเทศเหมือนประเทศอื่น และเร่งที่จะพัฒนาหรืออัดฉีด ต้องการโตแต่ทางด้านวัตถุ แต่ด้านจิตใจและการทำงาน แบบระดับนานาชาติอาจารย์คิดว่า เราไม่ได้มีความคิดที่จะใส่เข้าไปในหัวคิดของเราแม้แต่น้อย ดังนั้น เรื่องที่เราปวดหัวก็คงต้องปวดหัวต่อไปแบบนี้

    ถ้ามามองในแง่ของคนญี่ปุ่น แม้ประเทศเขาจะเล็ก หรือใหญ่กว่าประเทศอังกฤษ แต่เล็กกว่าประเทศฝรั่งเศส ประเทศญี่ปุ่นมีอะไรเยอะแยะ เช่น มีพิพิทธภัณฑ์ มีห้องสมุด มีกิจกรรมที่คนไปเรียนรู้เพิ่มเติมอะไรได้เยอะ บ้านเรามีแต่มอลล์ มีแต่โรงหนัง มันเทียบกันไม่ได้

    ทุกๆหน้าก็จะมีให้ไปเที่ยว อาหารการกินก็เปลี่ยนไปแต่ละหน้า เข้าใจค่ะว่า ก็คงอยู่ยากเหมือนกันในบ้านเรา แต่ก็ต้องเรียนรู้การปรับตัว ไม่งั้น ก็คงเป็นโรคประสาทแน่

    คนญี่ปุ่นที่เขาทำงานกับคนไทย เขาชี้ปัญหาให้ฟังเสมอว่า คนไทย ทำงานให้ผ่านไปวันๆ ไม่ได้คิดอะไร ไม่คิดที่จะเรียนรู้ ฟังมาจนเบือ หูชาหมด โรงงานญี่ปุ่นมากมายที่เปิดในเมืองไทย ถ้าเขาถอนตัว คนไทยทำอะไรกันได้ไหม ยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ไหม ก็เหมือนที่เพื่อนที่ไปอินโดนีเซีย และนักฟิสิกส์ที่บ้านกลับมาเล่าด้วยความงง ที่เห็นคนอินโดนีเซียทำงานในโรงงานบุหรี่ มวนกันโดยไม่ใช่เครื่อง ทำกันหลายพันคนต่อวัน เป็นการเอาแรงงาน ไม่ได้เป็นการเรียนรู้ หรือมีทักษะด้านการทำงานเพิ่ม เพียงเพื่อแรงงานราคาถูกๆเท่านั้น

      อาจารย์ฟังเรื่องที่เขาเล่า และไม่เข้าใจว่า ทำไมคนไทยที่คิดอยากจะทำงานกับบริษัทต่างชาติ ต้องรู้ว่า ตัวเองจะเข้าไปทำงานบริษัทต่างชาติ ไม่เหมือนแบบไทยๆ  ต้องเรียนรู้ ต้องกระตือรือร้น ไม่ใช่เข้าไปทำแบบไทยๆก็พอ ถ้าคิดแบบนั้นก็ควรจะทำกับบริษัทไทย คนที่ทำงานกับคนต่างชาติไม่เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทำงานไปก็ไม่มีทางเข้าใจ และมีแต่เรื่องที่จะบาดหมางใจกัน แถมภาษาก็ไม่รู้เรื่องกันอีก รู้บ้างไม่รู้บ้าง

   เรื่องสัญญา เรื่องเคลมจากลูกค้า บ้านเราไม่มีทางเข้าใจเด็ดขาดรับรองได้ ว่าสำหรับคนญี่ปุ่นเขาเห็นความสำคัญขนาดไหน แม้แต่เรื่องเล็กน้อย ที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนญี่ปุ่น

    จากการที่มาอยู่ที่นี่ ขอยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาอาจารย์ สั่งของจากร้านซุปเปอร์มาร์เกตที่มาส่งของให้อาจารย์ทุกๆสองอาทิตย์ ทุกครั้งก่อนวันที่จะมาส่งของ เขาจะต้องโทรมารับออร์เดอร์ ไม่มีคำว่าลืม และของที่สั่งไป ทุกอย่าง ไม่มีการขาดตกบกพร่อง อะไรที่ไม่มี จะมีเขียนกำกับ อาจารย์เช็กดูทุกครั้งอยากรู้ว่า เขาเปลี่ยนไปขนาดไหน เพราะไม่ได้ทำการค้าอยู่ที่ญี่ปุ่น ทั้งที่เจ้าของมาอยู่อเมริกาเกือบสี่สิบปี เจ้าของร้าน และพนักงาน ยังดำรงความเป็นคนญี่ปุ่นที่ทำงานอย่างจริงจัง ไม่มีคำว่าลืม ผิดพลาด บางครั้ง หัวผักกาดขาว ดูสวย และสด แต่ข้างในไม่ค่อยดี เล่าให้ฟังแค่นั้นเวลามาส่งของและคุยกัน ไม่ได้เขาจะต้องเอาของใหม่มาให้กินแทนฟรี เล่าให้เพื่อนอเมริกันที่นี่ฟัง เขาบอกว่า เป็นไปได้ยังไง คงคิดว่า ทำไมมันโง่แบบนี้

   อาจารย์ดีใจที่ได้เห็นการทำงานที่รับผิดชอบของคนญี่ปุ่น ทำให้อาจารย์มีตัวเลือก ระหว่าง การที่ทำงานแบบแห้งชามน้ำชามแบบไทยๆ ขอให้ผ่านๆไปวันๆ กับการทำอะไร ที่เมื่อตัดสินใจจะทำ เราต้องทำให้ดีที่สุด ไม่งั้น ไม่ต้องทำ อิทธิพลด้านความคิดที่อาจารย์ได้จากการอ่านนวนิยายของ นักเขียนญี่ปุ่นที่ได้รางวัลโนเบลไพรซ์ เป็นสิ่งที่เตือนใจอาจารย์มาตลอด

   เขียนมาแลกเปลี่ยนกันได้ ปัญหาระดับชาติของไทยเราค่ะ คนไทยเราสวนทางกับเรื่องความรับผิดชอบ ในขณะที่คนญี่ปุ่นเขาเกิดมาต้องรู้จักคำว่ารับผิดชอบ แต่คนรุ่นใหม่ญี่ปุ่นเปลียนไปแล้วค่ะ

   ไม่เสมอไปที่คนญี่ปุ่นทุกคนที่มาเมืองไทยจะไม่ค่อยเอาไหน เพราะในกรณีบริษัทใหญ่ๆ เช่น รถยนต์ชื่อเสียงดังที่มีขายให้ขับกันทั่วโลก อาจารย์มีโอกาสสัมผัสผู้อำนวยการฝ่ายไทย เขารู้ ภาษาอังกฤษ คุยด้วยหน่อยก็รู้ว่าระดับไหน คล่อง เก่ง ทำงานระดับบริหารผ่านงานมาเยอะ ความเรียบร้อย และมารยาท ทุกอย่าง ทั้งที่เคยทำที่อเมริกาสิบกว่าปี ถูกส่งไปจัดการเรื่องระบบในเมืองไทย ไม่ใช่ประเภทไม่เอาไหน

     อาจารย์มีโอกาสสัมภาษณ์ส่วนตัว รู้จักภรรยาเพราะเป็นลูกศิษย์ ได้ไปเที่ยวที่บ้านเขาในกรุงเทพฯทุกครั้งที่กลับไปเที่ยวเมืองไทย เขามีความสามารถมาก แต่พอกลับไปญี่ปุ่น ตำแหน่งคงหลุด กลับไปไม่กี่เดือน เขียนมาบอกว่า ย้ายไปทำงานบริษัทอเมริกา เรื่องเหล่านี้ เกิดขึ้นแทบทุกวัน เพราะระบบการทำงานจนครบอายุ ได้บำเหน็จบำนาญ สั่นคลอนมานานแล้วในญี่ปุ่น 

     ในกรณีของคนญี่ปุ่นที่เขียนมาเล่า ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทางบริษัทหาทางออก จัดการเขี่ยออกทางอ้อมวิธีหนึ่ง คือ ถ้าเจ้าตัว ทนไม่ได้ที่จะอยู่เมืองไทย ก็ลาออกเสีย เขาก็จะดีใจ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ก็เข้าใจความรู้สึกคนญี่ปุ่นที่มาบ่นให้ฟังทุกวันเหมือนกันว่า เพื่อความอยู่รอดเขาก็ต้องทรมานกายและใจทนทำต่อไป ทนได้ก็ทนไป ไม่ได้ก็ออก แต่ในยามนี้ คนที่มีครอบครัว ความรับผิดชอบ แล้วครอบครัวจะทำยังไง ก็ต้องทรมานทน ต่อไป และเขาก็รู้ว่า ถ้าไม่พอใจ อะไรคือรางวัลสำหรับเขา เขาก็รู้ดีว่า ไม่มีทางเลือกอืน เพราะนี่คือ วิธีหนึ่งในการจัดการให้คนออกโดยที่ไม่เกิดปัญหาความขัดแย้ง

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-09-16 14:27:03 อีเมล์ : IP : 96.232.65.225

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์

เคยได้ยินเหมือนกันค่ะที่ว่าคนที่ถูกส่งมาเมืองไทยมักจะเป็นคนที่ทางญี่ปุ่นไม่ต้องการ ส่วนคนที่ฉลาดมีความสามารถก็จะเก็บไว้ ถ้าจำเป็นต้องส่งมาไทยจริงก็ในกรณีที่จำเป็นและให้มาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น แต่ถ้ามองในแง่ของการทำงานแล้วเราก็ต้องยอมรับจริงๆว่าคนญี่ปุ่นมีความตั้งใจและมีระเบียบมากกว่าคนไทยบางคนเยอะ สังเกตุได้ง่ายจากการประชุมไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตามเช่น งานมีปัญหาเคลมจากลูกค้าซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่และอาจถึงขั้นทำให้ต้องถูกปรับเป็นเงินจำนวนมหาศาลคนไทยยังนั่งหัวเราะคุยกันในขณะที่คนญี่ปุ่นนั่งหน้าเครียดขำไม่ออก และบ่อยครั้งที่คนญี่ปุ่นถามคำถามไป สิ่งที่คนไทยตอบกลับมาเป็นคำตอบที่ไม่ได้ตรงกับคำถามเลย ตอบอ้อมโลกจนงงว่าต้องการจะบอกอะไร คนญี่ปุ่นก็ได้แต่ส่ายหน้าและบอกว่าไม่เข้าใจ เราคนเป็นล่ามทั้งลำบากใจและอึดอัดใจ

อยากเขียนเล่าและระบายความในใจอีกเยอะแยะเลยค่ะแต่วันนี้พอแค่นี้ก่อนเดี๋ยวอาจารย์เหนื่อย ไว้จะมาเล่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้อาจารย์และเพื่อนๆฟังอีก หวังว่าคงไม่เบื่อซะก่อนนะคะ

ขอบคุณสำหรับการถ่ายทอดประสบการณ์ของอาจารย์ค่ะ

โดย : kae chan วันที่ : 2009-09-16 13:07:01 อีเมล์ : IP : 192.168.0.70

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด kae chan

อ่านแล้วเข้าใจค่ะว่า ตอนนี้คนญี่ปุ่นในสังคมญี่ปุ่นอยู่ในสภาพยังไง เพราะว่าการเป็น ซะระริมัง ไม่ใช่เรื่องง่าย กินเงินเดือน ปัจจุบันระบบการทำงานในสังคมทุนนิยมพังหมด เขาจะเขี่ยออกเมื่อไร เขาก็ทำ ไม่ได้ใช้ระบบอยู่จนครบอายุแล้วก็ออกเหมือนสมัยก่อน

บางทีก็เศร้าเหมือนกันที่ว่า คนญีปุ่นส่วนใหญ่ที่ไปทำงานเมืองไทย ท่าทีที่มีต่อคนไทย ไม่เหมือนเวลาเขาถูกส่งมาทำที่อเมริกา หรือที่ยุโรป เขาจะดีใจ ตื่นเต้น ค่านิยม ปมด้อยที่มีในใจที่คิดว่า ญี่ปุ่นยังสู้ประเทศอเมริกา และยุโรปไม่ได้ยังมีฝังในจิตใจตั้งแต่แพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนท่าทีที่มีต่อเอเชีย เช่นไปเมืองไทย ส่วนใหญ่จะนั่งนับวันกลับ ทนทรมาน เพราะเขาไม่มีความรู้สึกว่าไปประเทศทีมีอารยธรรมดีกว่าของเขา

อาจารย์ถึงบอกว่า เราคนไทย เราต้องพัฒนาตัวเราสามารถทำงานเทียมบ่าเทียมไหล่ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า บ้านเราไม่ได้แย่เหมือนอย่างที่เขาคิด เราต้องมีความรู้ ความสามารถ ที่จะเล่าให้เขาฟัง เขาไม่ค่อยรู้ภาษา เขาก็ได้แต่สังเกต และคิดจากสิ่งที่เขาเห็น ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากมาย

คนญี่ปุ่น และคนทั่วโลกที่ทำงานตามบริษัทต่างๆตอนนี้ แต่ละคน ไม่มีความมั่นคง เพราะไม่มีอะไรที่รับรองว่า พรุ่งนี้ ไปทำงานแล้วจะไม่ถูกเรียกไปบอกว่า ขอให้คุณลาออกไปทำงานที่อื่น หรือขอร้องให้ออกด้วยเหตุผลต่างๆที่พยายามไปหามา

อย่างน้อยเขาก็มีส่วนดีที่พยายามช่วยสอน เขาก็คงเสียใจและอีกอย่างเสียหน้า ที่ต้องมาเป็นผู้ช่วย

เห็นด้วยมีเยอะแยะที่เป็นผู้จัดการที่นี่ แต่ไม่ได้มีความรู้เยอะมาก สมัยที่อาจารย์สอน ส่งคนที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเมืองไทย คนไทย และภาษาญี่ปุ่นมาเป็นผู้อำนวยการ อาจารย์เคยว่าทางสังกัดเพราะรู้จักกันดี เขาก็ตอบว่า คนๆนี้ที่ญี่ปุ่นก็ไม่มีใครอยากให้อยู่ ก็เลยหาทางออกด้วยการส่งมาเมืองไทยก็มีเยอะค่ะ

แถมเจ้าตัวก็ยังไม่ชอบเมืองไทยอีก ทำท่าใหญ่โต การงานก็ไม่ค่อยทำ แถมไม่ได้รู้เรื่องเลยค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-09-15 17:44:38 อีเมล์ : IP : 96.232.65.225

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ขอบคุณอาจารย์มากค่ะสำหรับคำแนะนำที่ดี

ญี่ปุ่นคนนี้อยู่เมืองไทยมาเกือบปีแล้วค่ะ เคยคุยกับเค้าเหมือนกันว่าอยู่ไม่ได้ก็กลับญี่ปุ่นไปสิ เค้าก็บอกว่าเค ยบอกประธานแล้วแต่ประธานไม่ให้กลับ เค้าคิดไปถึงว่าเค้าจะลาออกจากบริษัทเพราะเค้าเคยเล่าให้หนูฟังว่าอยู่ที่ญี่ปุ่นเค้าอยู่ในตำแหน่งระดับผู้จัดการแต่มาอยู่ที่นี่ต้องมาอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยซึ่งเค้าบอกว่าเค้ามีประสบการณ์มากกว่าผู้จัดการที่นี่ซะอีก อีกอย่างคือหากครบวาระต้องกลับญี่ปุ่นเค้าก็ลำบากเพราะกลับไปก็ไม่มีตำแหน่ง ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรตรงไหน เนื่องจากมีคนขึ้นมาแทนแล้วตั้งแต่มาเมืองไทย ฟังแล้วก็ได้แต่เห็นใจค่ะ ญี่ปุ่นคนนี้ดีอย่างตรงที่เค้ารู้ว่าหนูไม่ค่อยรู้ศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป วันๆคุยแต่ศัพท์ในโรงงาน เค้าก็ชอบมาชวนคุยและสอนคำศัพท์ให้

อ้อลืมบอกไปว่าที่โรงงานยังมีที่ปรึกษาชาวญี่ปุ่นอีกสองคนซึ่งสังเกตุจากลักษณะท่าทางและจากที่ได้คุยกันก็รู้ว่าเค้าก็อยากกลับญี่ปุ่นเหมือนกันแต่ไม่แสดงออกมาเท่าคนนี้ที่เล่าให้ฟังค่ะ

ขอบคุณอาจารย์และหัวหน้าห้องอีกครั้งนะคะ

โดย : kae chan วันที่ : 2009-09-15 08:29:37 อีเมล์ : IP : 192.168.0.70

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : แอนเองก็เคยมีเพื่อนที่ขี้บ่นแบบนี้เหมือนกันค่ะ เคยตั้งคำถามไปแล้วเรื่องนี้ แต่ตอนนี้ไม่คบแล้วค่ะ รำคาญเหมือนกัน  ถึงแอนจะชอบญี่ปุ่นเอามาก ๆ แต่ก็ไม่พอใจถ้าใครมาว่าเมืองไทย เมืองไหน ประเทศไหนก็มีข้อดี ข้อเด่นเหมือน ๆ กัน อยู่ที่การปรับตัวของแต่ละคนจริง ๆ ค่ะ เหมือนที่อาจารย์บอก อาจารย์อธิบายได้ดีมาก ๆ เลยค่ะ

โดย : หัวหน้าห้อง วันที่ : 2009-09-14 23:31:22 อีเมล์ : IP : 96.232.65.225

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด Kae chan

สำหรับคำถามที่เขียนมาถามนั้น เป็นเรื่องที่อาจารย์ได้รับฟังอยู่เสมอ และก็เห็นพฤติกรรมไม่เพียงแต่คนญี่ปุ่น

คนไทยไปญี่ปุ่น หรือไปประเทศไหน ก็จะบ่นเช่นเดียวกัน เช่น กินอาหารญีปุ่นไม่ได้ อะไรก็แพง อากาศก็หนาว คนก็แออัดยัดเยียด

       คนญี่ปุ่นที่ไปเมืองไทยโดยเฉพาะคนที่ชอบมาคุยด้วย มันขึ้นกับคนนะคะ บางคนปรับตัวได้เร็ว บางคนปรับตัวได้ช้า บางคนอยู่นานเท่าไรก็ปรับไม่ได้

        อาจารย์เรียนมาทางนี้ต้องอบรมคนญี่ปุ่นที่ไปทำงานเมืองไทยเสมอตอนอยู่ญี่ปุ่น เขาจะเชิญไปอบรม

แทนที่เด็กวัดจะรู้สึกอึดอัด ลองคุยให้เขาฟังเป็นรูปธรรมว่า คนไทยที่ไปญีป่นก็เหมือนเขา คือ ไปแล้วปรับตัวไม่ได้ ต้องขนพริกขนทุกอย่างจากเมืองไทย กินอะไรของญี่ปุ่นไม่ได้ เพราะแพง  ก็จะบ่นเรื่องต่างๆ เช่น อาหารญี่ปุ่นจึดชืด กินไม่ได้ บ้านก็แสนจะแคบ คนก็ไม่มีมารยาทชนแล้วไม่ขอโทษ อากาศก็แสนจะหนาว ค่าครองชีพก็แสนจะแพง เป็นต้น แล้วก็คุยให้เขาฟังว่า แต่ละประเทศมีทั้งจุดดีและไม่ดี จะคิดว่าเมืองไทยเป็นเหมือนญี่ปุ่นคงไม่ได้ จริงมั้ยคะ

ถ้าคิดว่าจะต้องเหมือนทุกอย่างในญี่ปุ่น ก็คงต้องเชิญไปอยู่ประเทศญี่ปุ่น และแนะนำเขาว่าอย่าไปประเทศอื่นเลย เพราะคงไม่เหมือนญี่ปุ่นสักที่

       เช่นเดียวกัน คนไทยที่ไปญี่ปุ่นที่ปรับตัวไม่ได้ ต้องกินแต่อาหารไทย หรือใช้ชีวิตแบบไทยๆ ไม่เคยคิดปรับตัว เหมือนตอนอยู่เมืองไทย ก็มีเยอะแยะเต็มไปหมด

       คงต้องให้กำลังใจเขาว่า ไม่เป็นไร อีกไม่กี่เดือน หรือ กี่ปีก็จะได้กลับญี่ปุ่นแล้ว เขาจะได้สบายใจ หรือแนะนำว่าไปขอให้ทางบริษัทส่งเขากลับญี่ปุ่นเร็วขึ้นได้ไหม เป็นต้น เขาจะได้สบายใจ ไม่ต้องทรมานมาก

    ไม่ใช่ความผิดหรือปัญหาที่เด็กวัดคุยกับเขาไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่อาจารย์เข้าใจค่ะคนประเภทไม่ยืดหยุ่น

   ที่ไหนๆก็ไม่เหมือนกัน แม้แต่คนเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ หรือคนกรุงเทพฯไม่ต่างจังหวัด มันไม่เหมือนกันหรอกค่ะ

     อาจารย์ย้ายมาที่ทางฝั่งตะวันออกของอเมริกา ทุกรัฐไม่เหมือนกัน เหมือนมาอยู่ประเทศใหม่อีกประเทศหนึ่ง

       มารยาท อาหาร ความนึกคิด และชีวิตความเป็นอยู่ของคนทางฝั่งตะวันออกของอเมริกาไม่เหมือนทางคาลิฟอร์เนียร์เลย อนุรักษ์นิยม คิดว่า อเมริกาดีที่สุดเพราะไม่ค่อยสุงสิงกับคนต่างชาติ

    คนที่นี่ ยังเดิน หรือขับรถ นิ้วคาบบุหรี่ ขับไปสูบไป โดยเฉพาะผู้หญิงแถบนี้สูบบุหรี่กันเยอะ ผู้ชายที่กินเหล้ากลิ่นฟุ้งแต่เช้าก็เยอะ เพราะมีคนติดเหล้าเยอะ มีพวกทำงานใช้แรงงานเยอะ

    มารยาทในการขับรถก็ไม่ต่างกับคนในเมืองไทย บีบแตรไล่ แล้วก็จี้หลัง ตัดหน้า เป็นเรื่องธรรมดา แต่จุดดีก็มีเยอะเช่น อาหารการกิน ถูกกว่า อยู่กับธรรมชาติ สวยงาม เงียบสงบ และบ้านอยู่สบาย เพราะกว้างกว่า แล้วแต่ว่าเราจะมองแยก และปรับตัวอย่างไร

   ระบบการแพทย์ที่นี่ก็แย่สุดๆไม่มีประสิทธิภาพ จ่ายแพงกว่า แถมไม่ดีเท่า ค่ารักษาพยาบาลที่นี่ และค่าประกันสุขภาพที่นี่ แพงที่สุดในอเมริกา เมื่อเทียบกับรัฐอื่น

  หมอก็ไม่รักษาเวลา ให้คนไข้รอชั่วโมง สองชั่วโมง เป็นเรื่องธรรมดา ผิดกับฝั่งตะวันตก อาจารย์พอเริ่มเห็นความแตกต่างก็ต้องค่อยๆเรียนรู้และต้องเริ่มปรับตัว และหาวิธีเพื่อทำให้ทุกอย่างดีขึ้น  แทนที่จะมานั่งบ่น เพราะไม่ชอบใจปรับไม่ได้ก็ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องปรับตัว และอยู่ให้มีความสุข สบาย

   บอกคนญี่ปุ่นคนนี้ได้เลยว่า อาหารบ้านเราและอาหารญี่ปุ่น มันคนละแบบ เมืองร้อน เมืองหนาว อาหารไม่เหมือนกัน จะเอาไปเทียบกับญี่ปุ่นไม่ได้ แต่จุดดี ราคาก็ถูกกว่าเยอะแยะ ญี่ปุ่นต้องซื้อทุกอย่างจากต่างประเทศ และแพง

    หวังว่าคงพอจะเอาไปใช้คุยกับคนญี่ปุ่นที่ปรับตัวไม่ได้คนนี้ แต่ถ้าเขายังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง ก็ไม่ต้องไปสนใจ หรือถือสา ถือว่าฟังเขาระบายความในใจที่แสนอึดอัดกับระบบบ้านเราให้ฟังแล้วกัน คนญี่ปุ่นที่มีระเบียบ สะอาด และมีวินัย มักจะไม่ชอบเมืองไทย

  คนที่ไม่ชอบกฏเกณฑ์ และไม่สนใจเรื่องความสะอาดอะไร หรือไม่พิถึพิถัน เขาจะชอบเมืองไทย ที่ว่าถูกกว่าญี่ปุ่น และชอบความเป็นไทยๆ แต่นายคนนี้ ฟังแล้ว เขาเป็นคนญี่ปุ่นทั้งแท่งเลยค่ะ

  นายคนนี้อยู่เมืองไทยมานานกี่เดือนแล้วคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา5 วันที่ : 2009-09-14 23:30:33 อีเมล์ : IP : 96.232.65.225

--------------------------------------------------------------------------------------------------