柔道 ห้องยูโด
ช่วยกันออกความคิดเห็น เพื่ออนาคตของพวกเราเอง
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด

 

     วันนี้อาจารย์มีเรื่องที่อยากจะคุยกับเด็กวัดที่รักความก้าวหน้า เพราะอาจารย์อยากได้ข้อมูล ของแต่ละคน อาจารย์เปิดสอนมาสองปี เห็นจุดอ่อน ของการเรียนภาษาญี่ปุ่นในบ้านเรา

    อาจารย์กำลังจะหาสาเหตุแก้ไขจุดอ่อนเหล่านั้น และตั้งใจที่จะเขียนหนังสือที่เด็กวัดเอาไปใช้เป็นประโยชน์ได้มากที่สุด แต่อยากฟังความคิดเห็นของคนที่กำลังเรียน คนที่สนใจอยากเรียนเอง

และรักความก้าวหน้า อยากแสวงหาความรู้ให้กับตัวเอง

 

 

ภาพนี้ถ่ายที่คะมะคุระ

คงเป็นบรรยากาศใบไม้สีสันสวยงาม

ที่หาไม่ได้ในเมืองไทย

แต่ที่ลองไอแลนด์

ฤดูใบไม้ร่วง

คงจะสวยมากเพราะเคยอยู่ที่บอสตัน

ไว้จะถ่ายภาพสวยๆ

มาให้เด็กวัดดูกันนะคะ

 

     ขอความร่วมมือตอบคำถามอาจารย์อย่างตรงไปตรงมา เพราะจะเป็นวิธีที่อาจารย์นำไปใช้ประกอบเวลาที่เขียนหนังสือในอนาคตที่พวกเราจะได้ใช้กัน

 

1. ในความคิดเห็นส่วนตัว ภาษาญี่ปุ่นยากจริงตามที่คนพูดกันจริงหรือ ถ้าจริง และถ้าไม่จริง ขอเหตุผลประกอบ

 

2. เวลาที่เรียนภาษาญี่ปุ่น ในความคิดเห็นส่วนตัว คำว่า อะไรยากที่สุด เช่น ไวยากรณ์ คันจิ คำช่วย คำกริยาวิเศษณ์ เป็นต้น

 

     ขอให้เขียนเป็นหัวข้อเรื่องที่ตัวผู้เรียน รู้สึกว่า เรียนแล้วไม่เข้าใจ ยาก ไม่ชอบ เป็นต้น

 

 

3. ในความคิดเห็นส่วนตัว เคยถามตัวเองบ้างมั้ยว่า วิธีการเรียนแบบไหนที่คิดว่า สามารถพัฒนาตัวเองได้มากกว่านี้

 

4. ในความคิดเห็นส่วนตัว คิดว่าอะไรเป็นอุปสรรคในการเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ผู้เรียนรู้สึกว่า ยังไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ขอให้ช่วยเขียนเป็นรูปนาม เป็นเรื่องๆ จะขอบคุณมาก

 

 

     ขอความร่วมมือจากเด็กวัดและทุกคนที่อยากเห็นการพัฒนาด้านการเรียนภาษาญี่ปุ่นของคนไทย

ขอขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-28 22:36:55 อีเมล์ : IP : 71.190.46.165

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

   ขอขอบคุณเด็กวัด maya แนวหน้าอีกคนที่แม้จะไม่ได้เรียนทางด้านภาษาสาขา สายวิทย์ แต่เป็นคนที่สองที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น

    เรื่องเกี่ยวกับปัญหาการเรียนในบ้านเรา และนักศึกษาเอเชีย อาจารย์วิจัยมาแล้ว ไว้จะเอามาให้อ่าน ไม่รู้เก็บไว้ไหน เพราะเคยไปพูดที่อเมริกาตอนอยู่ที่ญีปุ่น ไม่ได้ตกใจ รู้ปัญหาจึงยืนหยัดสอนอยู่ได้ถึงวันนี้

      อาจารย์เข้าใจปัญหาที่เด็กวัดทุกคนเผชิญ เพราะอาจารย์เรียนจากประเทศไทยของเรา แล้วตัวเองก็ต้องไปเรียนแบบญี่ปุ่น และแบบอเมริกา หลากหลายรูปแบบ

    การเรียนรู้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องที่ใครๆอยากได้ เป็นอาวุธไปใช้ แต่การที่จะได้มานั้น จะต้องขวนขวาย ต้องพยายาม ต้องเข้าใจ และต้องเรียนเป็น ท้ายสุด อาจจะมีคนที่ได้ และไม่ได้ เพราะต้องอาศัยปัจจัยมากมายทีเดียวค่ะ ในการที่จะบรรลุความสำเร็จ

       อาจารย์ไม่ใช่ คนที่ชอบเขียน หรือแปลอะไร เพื่อเอาเงิน และถ้าตัวเองไม่เห็นว่าดีพอที่จะมานั่งแปลจะไม่มีทางยอมทรมานตัวเองนั่งแปล ตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายเพื่อเอาเงิน เพราะคงสลบเสียก่อน

      ส่วนการเขียนหนังสือ หนังสือภาษาญี่ปุ่นระดับต้นๆ มีขายเกลื่อน ระดับกลางก็มีสำหรับคนจะสอบ

       แต่สำหรับอาจารย์ ตามที่เคยเขียนในหนังสือ  「プリヤーのタイ語会話」อาจารย์มองอะไรไม่เหมือนคนอื่น เพราะอาจารย์เห็นว่า การที่นักเรียนอยากเรียนสนทนาภาษาอะไร คงไม่มีระดับจริงๆในชีวิตจริง ถูกต้องไหมคะ จากพื่้้นฐานอันนี้เองที่ทำให้อาจารย์มีความเห็นไม่เหมือนอาจารย์ที่สอนคนอื่นตอนที่อยู่ที่ธรรมศาสตร์ ที่ว่า คำช่วย は・が พอนักเรียนถาม ครูไทยที่สอนก็จะบอกว่า ใช้แบบนี้แบบนี้ สอนง่ายๆไปเพราะอยู่ชั้นต้น แล้วก็สอนให้จำไปเลย

       แต่อาจารย์ไม่ได้จบเพียงแค่นั้น ต้องเล่าให้ฟังให้เข้าใจ จะได้ใช้ได้ เพราะทุกคนมีสมอง มันจะยากเย็นอะไร ในการที่จะเล่า ถ้าคนสอนเข้าใจจริงๆ

        ผลก็คือ นักเรียนไทยแทบทุกคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นนำเอาที่เรียนไปใช้จริงๆไม่ได้ เพราะไม่ได้เข้าใจจริงๆ ด้วยเหตุผลมากมาย คำกริยาก็ ผันไม่ได้ เพราะ่ท่องจำ คำยกย่อง ก็ท่่องจำ แล้วสมองน้อยๆจะรับได้หรือคะ แต่ถ้าจำเป็นเรื่องเป็นราว เป็นระบบ เข้าใจ หยิบไปใช้ได้ อ่านเพิ่ม เรียนเองเพิ่ม ใช้ไ้ด้เลยค่ะ

       อาจารย์ตระหนักในปัญหาการเรียนการสอนมานาน เพราะจบปริญญาโททางด้านการสอนภาษาต่างประเทศให้นักศึกษาต่างชาติ ดังนั้น เป็นปัญหา และเป็นเรื่องใหญ่สำหรับอา่จารย์

     เด็กวัดแป๋ว เคยเขียนมาถามว่า อาจารย์จะเขียนหนังสือที่นักเรียนมีัปัญหา หนังสืออาจารย์จะเขียนเรื่องที่ว่านี้หรือเปล่า จะได้เอาไปใช้ได้  อาจารย์เขียนแน่ แต่จะให้อาจารย์เขียนอะไรที่มีคนเขียน แล้วก็เขียนเพิ่มอีกเล่ม คงไม่ใช่อาจารย์ เพราะบังคับให้ตัวเองเขียนไม่ได้ ต้องมีเหตุผล และแรงจูงใจ และต้องแหวกแนว ไม่งั้น ไม่เขียน

       อาจารย์เปิดเว็บฯสอนมาเกือบจะสองปี เห็นนักเรียนทุรนทุราย เรียนด้วยความทรมาน เพราะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แล้วก็เอาไปปะติดปะต่อเอง และเด็กวัดที่ เรียนด้วยความสนุกก็มี เพราะเข้าใจ วิ่งเข้ามาแสวงหาความรู้  เกือบสองปีแล้วที่อาจารย์ก็เริ่มเห็นว่า มีคนที่แสวงหาความรู้จริงๆ จะเข้ามาเรียนประจำ เพราะทุกคนที่เข้ามาเรียนในโรงเรียนเด็กวัดปรียา เราคงรู้ดีว่า ไม่มีอะไรที่ต้องหลอกล่อ เชน เข้ามาคุยเรื่องไร้สาระ มีโฆษณา หรือมีเกมส์ หรือ มีอะไรต่อมิอะไรที่เว็บฯอื่นๆจำเป็นต้องมีเพื่อความอยู่รอด

        แต่นโยบายของโรงเรียนเด็กวัดปรียาคือ สร้างคน สร้างคนที่อยากเรียนรู้ และแบ่งปัน ไม่ใช่เห็นแก่ตัว ไม่มีการแบ่งปัน อยากได้ดีคนเดียว

       อาจารย์ต้องการสอน และสอนด้วยใจรัก คนที่เข้ามาเรียน ถ้ามีใจรัก ก็ไม่ต้องกลัวว่า เรียนแล้วไม่รู้เรื่อง เพราะอาจารย์จะต้องอธิบายจนรู้เรื่องให้ได้ ไม่มีคำว่ายอมแ้พ้ง่ายๆ เพราะไม่เข้าใจอะไรแล้วมันอึดอัด ตามนิสัยตัวเอง สงสัยต้องหาคำตอบให้ได้

       จากความคิดเห็นของเด็กวัด จะทำให้อาจารย์เขียนหนังสือ ในแนวที่ทุกคนจะนำไปใช้ได้ แต่รับรอง ไม่เหมือนคนอื่น เพราะจะต้องสนุก และได้ความรู้จริงๆ อาจารย์จึงจะเขียนได้

       เขียนให้อ่าน ให้ทำแบบฝีกหัดได้ในโรงเรียน แต่เวลาเขียนหนังสือ อาจารย์ไม่คิดว่านั่นเป็นวิธีเรียนที่ดีที่สุด เหมือนกันหมดเลย ทุกเล่ม แค่เปิดก็หาวแล้วค่ะ

      เรื่องสอบวัดอะไร อาจารย์ไม่ชอบสอนให้แข่งกัน ชอบสอนให้แข่งกับตัวเอง ถีบตัวเอง จะได้ก้าวไปข้างหน้า เพราะใบอะไรทั้งหลาย ที่เคยได้มาจากญี่ปุ่น ทิ้งไปหมดแล้ว ไม่รู้เอาไปทำอะไร ไม่มีความหมาย ได้มาก็ยิ่งเศร้าใจ ถ้าเราไม่ได้มีความรู้ที่จริงจัง

         อาจารย์ยังจำที่อาจารย์อเมริกันที่เบอร์กเล่ย์บอกว่า การสอบเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่ครูสอนต้องทำเพื่อวัดระดับแค่นั้นเอง ทำได้ดี ก็ไม่ได้หมายความเก่งกาจอะไร ทำไม่ดีก็ไม่ได้หมายความว่า โง่ เพียงแต่ เป็นตัววัดที่พอจะทำได้เท่านั้น

        ในอเมริกา มีมหาวิทยาลัยที่สอนโดยไม่มีการให้คะแนน มีแต่ผ่าน และไม่ผ่าน เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียง คนที่จบมาจะมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนคนทั่วไป

       ขอให้เด็กวัดคนอื่นๆเข้ามาแสดงความคิดเห็น อาจารย์จะต้องเขียนหนังสือที่พวกเราใช้กันได้ แต่ไม่ใช่แบบที่เราเรียนๆกันมา จะคนละรูปแบบ ต้องไปนั่งคิดนอนคิด เหมือนการสร้่างวิธีการสอนคันจิ การเปิดโรงเรีียนที่มีห้องมากมายแบบนี้ คงไม่มีใครทำ แต่มีคนเลีียนแบบแน่นอน เป็นของธรรมดา ผู้นำ ผู้บุกเบิก

      ขอบคุณมากสำหรับความคิดเห็นของเด็กวัด maya  ไม่ต้องคิดว่า การแสดงความคิดเห็นเป็นการละลาบละล้วง ไม่ต้องขอโทษ ยังติดรูปแบบการให้ความคิดเห็นไม่ได้แบบไทยๆนะคะ

      ภาษา อ่านแล้วก็เข้าใจ เจตนาคนเขียนได้ชัดเจนค่ะ เหมือนเวลาพูดค่ะ อาจารย์ไม่ได้ติดรูปแบบเหมือนอาจารย์ไทย อาจารย์ชอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เหมือนกันทุกคน น่าเบื่อที่สุด

      กาแฟรสชาติใคร รสชาติมันนะคะ อร่อยของใครก็เป็นของคนนั้น แต่คนเรามักจะยัดเยียดว่า ถ้าฉันว่าอร่อย คุณก็ต้องอร่อยด้วย ไม่ใช่ค่ะ

 

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-29 18:28:26 อีเมล์ : IP : 71.190.46.165

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ขอความร่วมมือตอบคำถามอาจารย์อย่างตรงไปตรงมา เพราะจะเป็นวิธีที่อาจารย์นำไปใช้ประกอบเวลาที่เขียนหนังสือในอนาคตที่พวกเราจะได้ใช้กัน

 

1. ในความคิดเห็นส่วนตัว ภาษาญี่ปุ่นยากจริงตามที่คนพูดกันจริงหรือ ถ้าจริง และถ้าไม่จริง ขอเหตุผลประกอบ

 

2. เวลาที่เรียนภาษาญี่ปุ่น ในความคิดเห็นส่วนตัว คำว่า อะไรยากที่สุด เช่น ไวยากรณ์ คันจิ คำช่วย คำกริยาวิเศษณ์ เป็นต้น

 

     ขอให้เขียนเป็นหัวข้อเรื่องที่ตัวผู้เรียน รู้สึกว่า เรียนแล้วไม่เข้าใจ ยาก ไม่ชอบ เป็นต้น

 

 

3. ในความคิดเห็นส่วนตัว เคยถามตัวเองบ้างมั้ยว่า วิธีการเรียนแบบไหนที่คิดว่า สามารถพัฒนาตัวเองได้มากกว่านี้

 

4. ในความคิดเห็นส่วนตัว คิดว่าอะไรเป็นอุปสรรคในการเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ผู้เรียนรู้สึกว่า ยังไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ขอให้ช่วยเขียนเป็นรูปนาม เป็นเรื่องๆ จะขอบคุณมาก

สวัสดีค่ะอาจารย์

 

ความคิดเห็นจากนักเรียนโรงเรียนเด็กวัดของอาจารย์ปรียามีหลากหลายรูปแบบ(ขอโทษนะคะที่หยิบคำๆนี้มา ไม่ได้ตั้งใจว่าไม่สุภาพ เพราะดูรวบรัดดีค่ะ เช่น เป็นนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน(หลายๆที่ เฉพาะทางแล้วแต่งาน  และ ไม่ได้ทำงาน หรือ ไม่ได้เรียนแล้ว แต่ สนใจ และ หลายๆคนก็มีเป้าหมายที่เหมือนกันคือ อยากเข้าใจ และ เรียนรู้ เพื่อการนำไปใช้อย่างถูกต้อง และ ดีที่สุด  ขอแยกเป็น สองตารางนะคะ

 

 

สำหรับคนที่ยังเรียนอยู่ ตามสถาบันต่างๆ

คนทั่วๆไปที่ทำงานและได้นำไปใช้หรือไม่ก็แล้วแต่

1.ส่วนใหญ่คงมีความเห็นในรูปแบบของตัวเองตามที่เรียนมาแล้วต่างระดับกัน เพราะฉะนั้นความยากง่ายก็แล้วแต่ว่าใครจะอยู่ระดับไหน และ ต้องการไปถึงระดับไหนกรณีต้องสอบวัดระดับด้วยค่ะ

1.สำหรับคนที่ทำงานแล้วอาจจะมีพื้นฐานการเรียนมาบ้างแล้ว อาจจะน้อยหรือมาก ขึ้นอยู่กับแต่ละคนค่ะ แต่ ส่วนตัวแล้วยอมรับว่ายากค่ะ ทั้ง ไวยากรณ์  คันจิ  ความหมายและการนำไปใช้ยังไงถึงจะถูกต้องตรงประเด็น  โครงสร้างที่สมบูรณ์ของประโยคและการนำไปใช้  ใช้อย่างไร  ทำไมอาจจะมีมากกว่านี้ค่ะอาจารย์  แต่ ความยากหรือง่ายนั้นก็คงมีปัจจัยอื่นๆของผู้เรียนมาพิจารณาด้วยค่ะ เช่น เรียนแล้วไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอย่างไรตีประเด็นปัญหาไม่ได้ค่ะ

เมื่อไม่เข้าใจ ก็ไม่อยากเรียนแล้ว เพราะ ไม่ได้เอาไปใช้อะไร

อันนี้ลองยกประเด็นคิดให้อาจารย์เฉยๆนะคะ

2.คิดแทนว่า น่าจะยากทั้งหมดนะคะ ถ้าพื้นฐานไม่มีหรือไม่ดีพอ ก็ต่อไม่ได้และ ไม่มีตำรามากมาย(มากมายไม่สำคัญเท่ากับทำให้เข้าใจได้ไหมและที่ดีมากๆพอที่จะเป็นตัวช่วยให้กระจ่างและเข้าใจได้มากเลยค่ะ )

2.ยอมรับว่ายากค่ะ ยากทั้งหมดและถ้าไม่มีพื้นฐานมาก่อนก็ทำให้ยิ่งไม่เข้าใจ และ ต่อยอดไม่ได้ค่ะ ถ้าไม่มีฐานการเรียนมาก่อน (โดยเฉพาะปัญหานี้เป็นปัญหาส่วนตัวมากๆค่ะ ยิ่งต้องพยายามให้มากกว่าเดิม ) และ สื่อที่จะสนองตอบปัญหาหรือความไม่เข้าใจ ไม่มีมากพอค่ะอาจารย์ คือบางทีอ่านหนังสือของอาจารย์จริงๆ แต่ บางครั้งถ้าอยากจะถามก็ดูเหมือนว่า แล้วเรียนมาได้อย่างไรทำไม ถึงเรียนแบบนี้

บางทีทำให้หงุดหงิด อยากเลิกเรียนเพราะดูเหมือนว่าไม่ก้าวหน้า  หรือ คงเรียนไม่ได้แล้ว  อาจจะติดขัดที่เวลาไม่ได้มีมากเหมือนตอนเรียนในมหาลัยค่ะ และ ภาระงานที่ทำให้ไม่สามารถเรียนอย่างต่อเนื่องได้ค่ะ

 

 

3.อยากให้มีตำราเรียนที่สามารถช่วยผู้เรียนได้มากกว่า งูๆ ปลาๆ แล้ว นำไปใช้ได้ไม่ถูกต้องค่ะ  จริงๆแล้วตำราของอาจารย์ดีมากค่ะ แต่ เรายังมีกันไม่ครบเลยและ ที่อาจารย์มาสอนในห้องเรียนนี้ก็คิดว่า ดีมากค่ะ และ ไม่มีใครทำได้แบบอาจารย์ แต่ ว่าบางทีนักเรียนก็ไม่มีเวลา หรือ ไม่มีใครเข้ามาแสดงความคิดเห็นเพื่อบางทีจะได้มีมุมมองและเห็นอะไรแปลกใหม่จะได้เรียนไปด้วยกันได้ แต่บางครั้งก็ไปไม่ได้เพราะ  คนอื่นอาจจะเรียนไปเร็วกว่าเรา ถ้ามารอกันอาจจะทำให้คนอื่น หรือ อาจารย์เสียเวลาไปหรือปล่าวคะ

 

4.อุปสรรคก็คงจะเป็น

   4.1 เวลา

   4.2 ตำราเรียนประกอบ

   4.3 การรู้ระดับของคนเรียน  เพราะบางคนก็ไปสอบแล้วมาบอกอาจารย์ แต่ บางคนเช่นหนูทำงานและไม่ได้ไปสอบวัดระดับเลย บางทีเข้ามาอาจจะเกะกะคนที่มีการสอบผ่านระดับอะไรต่อมิอะไรแล้วก็ได้(ความคิดเห็นนะคะ )

   5.2 ในห้องเรียนไม่มีห้องสอบค่ะ ถ้าเป็นไปได้อยากให้มีค่ะ (คิดนอกกรอบอีกแล้ว) อาจารย์จะต้องเหนื่อยหรือปล่าวคะ อันนี้เสนอความคิดเห็นถ้าอาจารย์ว่า ไร้เหตุผลก็เก็บเข้าลิ้นชักได้ค่ะ (อิอิ)

 

คงเขียนมากและยืดยาวแต่ ก็มาแสดงความคิดเห็น จริงๆแล้วก็เข้ามาเรียนได้ไม่นาน แต่ บางครั้งด้วยว่าทำงานและไม่มีเวลาบางทีก็คิดว่า ทำไมตัวเองย่ำอยู่กับที่แบบนี้ไม่ไปถึงไหนซักที  ยอมรับค่ะว่ายากสำหรับคนไม่มีฐานมาก่อน แต่ก็สนุกค่ะ  ต้องขอโทษอาจารย์ด้วยค่ะที่แสดงความคิดแบบตรงไปตรงมา

มีอะไรที่ละลาบละล้วง หรือ ก้าวล่วงอาจารย์ในความคิดเห็นนี้หนูก็ขอโทษอาจารย์ด้วยค่ะ

 

โดย : maya วันที่ : 2009-08-29 17:09:05 อีเมล์ : IP : 112.142.60.165

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัด 名無しさん

   สำหรับอาจารย์ไม่มีอะไรที่ดีใจเท่ากับการที่ได้ฟังความคิดเห็นของนักเรียนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นโดยตรง คนที่มีความกระตือรือร้น กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น ส่วนใหญ่มักจะเรียนได้เร็วและดีกว่าคนอื่น เพราะรู้ว่าตัวเองเรียนเพื่ออะไร

    สำหรับการฟัง อาจารย์พอจะแนะนำได้ มีหนังสือไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้น เล่มหนึ่งและสองทีมีซีดี มันไม่ยาก แต่ทำให้เอาไปใช้คุยกับคนได้ในสถานการณ์จริงๆ ที่เราต้องการ อยากให้หาซื้อไปฟังๆๆ ไม่ต้องจริงจังขนาดนั่งฟังนาน วันละ สิบห้านาที ก็ยังดี ถ้าทำได้ แล้วจะเห็นว่า ลิ้นอ่อน พูดได้ง่ายลลองดูนะคะ

เด็กวัดคนอื่นอย่าลืมเขียนมาคุยให้อาจารย์ฟังนะคะ

    การอ่านแต่อะนิเมะอย่างเดียว จะเกิดปัญหาต่อมาคือ ทำให้ชินกับภาษาอะนิเมะ อีกหน่อยอ่านเรื่องที่เป็นเรื่องราวไม่ค่อยได้ เพราะเรื่องที่เป็นเรื่องเป็นราว มีสาระ จะมีคำศัพท์และเนื้อหาเข้มข้นค่ะ

    ส่วนเรื่องยังไม่มีโอกาสที่จะฝึกเขียน เรื่องเขียนในภาษาญี่ปุ่นยากค่ะ เพราะคนญี่ปุ่นยังเขียนไม่ค่อยได้ เพราะเขายังติดกับภาษาเก่า และภาษาใหม่ก็ผสมกันยุ่งทีเดียว ต้องใช้เวลา อ่านบ่อยๆก็จะชินมากขึ้น

   เห็นด้วยค่ะ ที่ว่าทุกภาษามีความยากง่ายของแต่ละภาษา ทุกอย่างถ้าเราเข้าใจมันก็ง่าย ถ้าไม่เข้าใจมันก็ยาก

     อาจารย์ก็เลยอยากได้ข้อมูล เพราะอยากรู้ว่าที่มันยากเพราะท่องจำ หรือเพราะเราไม่เข้าใจ หรือเรียนๆไปอย่างนั้น เรียนเท่าไรก็ยาก

    ขอบคุณมากค่ะ ภาษาต่างประเทศเป็นภาษาที่สนุกเปิดโลกกว้างให้เรา ขอให้พยายามต่อไป ไม่ต้องอายค่ะ

ก่อนจะฉลาดต้องโง่ก่อนทุกคน อายครูไม่รู้วิชา อาจารย์ก็เลยวิ่งเข้าหาครู เพื่อตักตวงวิชาเสมอ ใครจะว่าโง่ หรือยังไง ไม่เป็นไรค่ะ เพราะวิชาเหมือนสินค้า ต้องลำบากต้องสู้จึงจะได้มา ถ้าอายก็ไม่ควรเรียนให้เสียเวลา เพราะคงไม่ไปไหนค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-29 16:48:15 อีเมล์ : IP : 71.190.46.165

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : สวัสดีครับ ในฐานะของผม คนที่ชอบภาษาญี่ปุ่นคนหนึ่งถึงแม้จะไม่ได้เรียนเป็นสาขาหลักก็ตาม แต่ก็ตั้งใจเรียนเต็มที่ไม่แพ้วิชาหลักที่เรียนเลย

ที่ว่าภาษาญี่ปุ่นยาก ตามความคิดของผมภาษาต่างประเทศไม่ว่าจะภาษาอะไรมันก็ยากสำหรับคนที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาอยู่แล้วทั้งนั้น ในความรู้สึกส่วนตัวกับเรื่องนี้ผมคิดว่าถึงจะยากแต่ก็สนุกดีที่จะเรียนต่อไป ช่วงแรกในการเรียนอาจจะลำบากหน่อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไวยากรณ์ คำศัพท์ แต่ถ้าเรียนไปเรื่อยๆ พอเริ่มอ่านเข้าใจได้ก็จะรู้สึกสนุกกับมันไปเองครับ

ส่วนเรื่องที่ว่าอะไรไปสิ่งที่ยากที่สุดในภาษาญี่ปุ่น สำหรับผมแล้วไม่ว่าจะเรื่องไหนมันก็ยากหมดแหล่ะครับ ซึ่งสำหรับผมแล้วคิดว่าปัญหาหลักของคนต่างชาติเลยก็คือการที่ไม่ทราบว่าจะนำรูปประโยค คำช่วย คำศัพท์ ต่างๆ นั้นไปใช้ในกรณีไหนถึงจะเหมาะสม และเป็นธรรมชาติ

สำหรับวิธีการพัฒนาตนเองนั้น เนื่องจากผมไม่ค่อยมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับชาวญี่ปุ่น จึงทำให้มีปัญหาคือยังพูดได้ไม่เป็นธรรมชาติ บางครั้งมีคำศัพท์ที่ง่ายๆ แต่ก็คิดไม่ออก เวลาพูดก็เลยตะกุกตะกัก
ส่วนวิธีพัฒนาตนเองของผมอาจจะเป็นวิธีที่เฉพาะตัวไปหน่อยครับ
ด้านการอ่าน เนื่องจากที่ผมชอบอนิเม และนวนิยายของญี่ปุ่นอยู่แล้วเลยคิดว่าด้านนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหา วิธีฝึกก็คงไม่มีอะไรดีไปมากกว่าอ่านบ่อยๆ แต่นานๆ ครั้งก็ต้องไปหยิบหนังสือทางวิชาการมาลองอ่านดูบ้าง เพื่อให้เราได้ศัพท์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น
ด้านการฟัง การจะพัฒนาด้านนี้ได้จริงๆ ต้องหัดคุยกับคนญี่ปุ่น แต่เนื่องจากว่าไม่มีโอกาสมากนักเลยทำได้เพียงแค่พยายามดูอนิเม โดยไม่ดูคำบรรยาย ส่วนฟังข่าวยังสำหรับผมแล้วไม่ไหวครับ
ด้านการเขียน ก็พยายามทำโดยการเขียนบล็อกในแบบ 2 ภาษา ซึ่งพอได้ลองเขียนดูก็พบว่ามันยากกว่าอ่านมาก เพราะบางทีการเลือกคำศัพท์ที่จะใช้มันยาก อย่างเช่นคำว่า "จุดประสงค์" ในภาษาญี่ปุ่นมีตั้งหลายคำ ซึ่งมีครั้งหนึ่งเคยเขียนไปให้คนญี่ปุ่นแล้วเขาก็อธิบายความแตกต่างให้ครับ ตรงนี้เลยเป็นส่วนที่คิดว่ายาก แต่ก็ต้องพยายามต่อไป
ด้านการพูด คงจะไม่มีอะไรนอกเสียไปจากหาโอกาสได้สนทนากับคนญี่ปุ่นจริงๆ

สำหรับอุปสรรคที่สำคัญเลยก็คือความกล้าในการเอาไปใช้มากกว่า สำหรับผมเวลาคุยกับอาจารย์ญี่ปุ่นก็พูดผิดๆ ถูกๆ ไปบางครั้งพอมาคิดที่หลังก็คิดว่าตอนนั้นเราน่าจะพูดแบบนั้นเสียมากกว่า ในตอนแรกๆ ก็รู้สึกอายๆ ที่จะพูดกับเขาแต่นานๆ ไปก็รู้สึกชินขึ้นกว่าเมื่อก่อน

อาจจะไม่ค่อยตรงประเด็นเท่าไรนัก แต่ก็เขียนขึ้นด้วยความรู้สึกที่แท้จริงจากใจของเด็กวิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ คนหนึ่งที่มีความสนใจในภาษาญีุ่่ปุ่น ครับ

โดย : 名無しさん วันที่ : 2009-08-29 14:50:12 อีเมล์ : IP : 114.128.40.48

--------------------------------------------------------------------------------------------------