剣道 ห้องเคนโด
ทำไม びょうき 「病気」ใช้ไม่ได้กับสถานการณ์ทางสังคม
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

สวัสดีค่ะอาจารย์ และเพื่อนเด็กวัดทุกคน

        จากหนังสือภาษาญี่ปุ่นสนุกเล่ม 3  เรื่อง びょうき 「病気」ความเจ็บป่วย

 จากหน้าที่156 ที่วันนี้คุณเลอร์นเนอร์  รู้สึกไม่ค่อยสบาย

และบอกคุณโยชิดะว่า 病気 ですから、もう帰ります。แต่ คุณโยชิดะเข้าใจว่าป่วย ซึ่งจริงๆแล้ว ก็แค่รู้สึกอยากพักผ่อน แค่นั้นไม่ใช่ป่วย  อันนี้ ถ้าคุณเลอร์นเนอร์จะใช้ก็ไม่น่าจะใช้ หนูเข้าใจค่ะ

แต่  ถ้าเป็นกรณีที่คุณเลอร์นเนอร์ ป่วยจริงๆแล้วล่ะคะ  การใช้ びょうき 「病気」ก็ยังใช้กับสถานการณ์ทางสังคมไม่ได้อยู่อีกหรือคะ อาจารย์  เพราะ วรรค แรก หน้าที่ 156  อธิบายว่า

 ในบรรดาสำนวนต่างๆ  ที่ใช้เพื่อแสดงถึงสภาพร่างกายที่ไม่ดี คำว่า びょうき 「病気」มักจะใช้กับโรคที่ค่อนข้างร้ายแรงที่จำเป็นต้องไปหาหมอเพื่อรักษา

 และ โดยทั่วไปมักจะใช้เวลาสักพักก่อนที่びょうき 「病気」(โรค)จะหายขาด

การแบ่งแยกประเภทการเจ็บป่วยที่ว่าร้ายแรงตามคำอธิบายนั้น หมายความอย่างไรคะ แล้ว びょうき 「病気」

กับการใช้เมื่อเราจำเป็นต้องพบกับคนไข้ในรพ. เท่านั้น

แสดงว่าคนไข้จัดอยู่ในประเภทการใช้びょうき 「病気」ได้ หรือปล่าวคะ   (ยกเว้นมาตรวจ ประจำปี  มาขอใบรับรองแพทย์ ฯลฯ)

สงสัยค่ะ  ขอถามอาจารย์ในข้อจำกัดการใช้คำนี้ค่ะ

โดย : maya วันที่ : 2009-08-24 18:56:35 อีเมล์ : IP : 114.128.46.63

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์

                            ขอบคุณสำหรับคำอธิบายค่ะ(  เพราะมะงุมมะงาหลามานานพอสมควรด้วยวิธีการสอนให้เรียนแบบง่ายๆและจำแบบง่ายๆ แค่นี้แหละพอแล้ว ไม่ต้องอธิบายเพราะอธิบายก็ไม่ได้เอาไปใช้)

 แต่คนเรียนเอาไปใช้ไม่ได้ หรือทำให้ใช้ผิดๆ หนูไม่โทษใครดีกว่าค่ะ หนูคิดว่าโชคดี และ ได้รับคำกระจ่างจากอาจารย์ก่อนที่จะนำไปใช้ไม่ถูกวิธีค่ะ

                             ขอบคุณอาจารย์อีกครั้งค่ะ

โดย : maya วันที่ : 2009-08-26 20:27:27 อีเมล์ : IP : 114.128.45.111

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ เด็กวัด maya

ถูกต้องคำว่า 病気 ไม่ได้หมายความว่า ไม่สบาย ตามที่เรียนมาผิดๆ เพราะเรียนแปลเท่านั้นเอง

ซึ่งเด็กวัดเรียนใหม่ให้ถูกต้องและเข้าใจได้

เวลาที่ร่างกายไม่ค่อยสบาย เป็นเรื่องเบา

ถ้าไม่รักษาก็จะป่วย หรือ 病気 นอนซม

ถ้าไม่รักษาก็จะยิ่งหนัก คราวนี้อาจจะเป็นหนักเข้ารพ และพบว่าเป็นโรคที่ต้องนอนรักษา 病気

แล้วก็จะมีชื่อโรคตามมา พ่วงท้ายเช่น toonyoo byoo 糖尿病

หวังว่าคงเข้าใจมากขึ้นนะคะ ห้ามเรียนแปลแบบไทยๆ เลิกได้แล้ว

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-26 20:03:06 อีเมล์ : IP : 71.190.42.58

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์

                            หนูก็งงค่ะ  หรือ ว่าอาจจะสับสนกับการใช้คำคำนี้ตั้งแต่แรกที่เรียนกับเซนเซ(คนแรก)คนถัดมายังสอนไม่ถึงค่ะ เพราะเค้าใช้คำว่า  びょうき 「病気 มาสอนว่าหมายความว่า  ไม่สบาย 

หนูก็คิดว่าคำคำนี้คือ คำศัพท์พื้นๆทั่วๆไปที่เวลาเป็นอะไรนิดหน่อยก็บอกว่า びょうき 「病気 ในดิกชันนารีก็แปลว่า ไม่สบาย  พอมาอ่านหนังสือก็เลยสงสัยค่ะว่า คำนี้ไม่น่าใช้เป็นคำทั่วไปที่แปลว่าไม่สบาย  อย่างที่ดิกชันนารี หรือ ที่เค้าสอนกันมา

                     ต้องขอโทษอาจารย์จริงๆค่ะ เพราะ สับสน จับต้นชนปลายไม่ถูกค่ะ

อะไรๆก็ใช้คำว่า  びょうき 「病気 แสดงว่า ใช้ผิดมาตลอดค่ะอาจารย์

                    

โดย : maya วันที่ : 2009-08-26 18:43:56 อีเมล์ : IP : 114.128.45.111

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ เด็กวัด maya

อ่านที่เขียนมาถาม เพราะเด็กวัดไปติดคำแปล โรคภัยไข้เจ็บ ในภาษาไทย มันก็เลยยิ่งทำให้งง และอาจารย์ก็งง เพราะไม่ได้แปลเหมาแบบภาษาไทยว่า โรคภัยไข้เจ็บ

คำนี้จะน่าเข้าใจง่ายขึ้นถ้าใช้ในความหมายว่า ป่วย (แล้วแต่อาจจะหนัก หรือ เบา เช่นนอนป่วย นอนซมอยู่กับบ้าน หรือป่วยหนักต้องขนาดต้องเข้ารักษาในรพ) หรือ เป็นโรคก็ใช้คำนี้ ต้องรับการรักษาที่รพ เช่น เบาหวาน ปอดบวม  เป็นต้น

แต่ถ้าเป็นหวัดธรรมดา ไม่ใช้คำนี้ เพราะเป็นเรื่องธรรมดา คนญี่ปุ่นเป็นหวัดกันบ่อยเพราะอากาศหนาว ก็คงจะบอกว่า ไม่ค่อยจะสบาย

ใช่ค่ะ คนไข้เป็นโรคอะไรไปหาหมอ ก็ต้องบอกว่าเป็นโรคอะไร เช่น เป็นวัณโรค เป็นตับอักเสบ เป็นไวรัสลงตับ เป็นต้น

อาจารย์พยายามอ่านที่เด็กวัดเขีัยนมาถาม แต่ก็ยังไม่ชัดเจน ว่า เด็กวัดไม่เข้าใจอะไร เกี่ยวกับการใช้คำนี้ ที่ไม่เข้าใจ เพราะเรา คนญี่ปุ่น เขาใช้คำนี้ ในความหมายทั้งกว้าง และแคบ แต่ไม่ได้เหมาแบบรูปธรรมเหมือนภาษาไทย โรคภัยไข้เจ็บ

ถ้าแปลเป็นภาษาอังกฤษ คำว่า 病気 = ในความหมายที่ไม่หนัก illness sickness, และอาการหนัก เช่น  disease หรือ โรคเรื้อรังก็รวม เข้าข่ายคำนี้

ยิ่งไปลองเปิดดิกฯภาษาไทยดูก็ยิ่งงง เพราะแปลว่า โรคภัย เป็นรูปนาม กว้างเหลือเกิน

ไม่รู้จะอธิบายว่ายังไง  เพราะไม่รู้ว่างงตรงไหน เอาง่ายๆนะคะ อาจารย์จะพยายามอธิบาย

1.      คำนี้ ผู้พูดอาจจะพูดเกี่ยวกับตัวเองว่า病気 คือ ป่วย เช่น นอนซม หรือ病気 เป็นโรค ต้องไปรับการรักษาตัวที่รพก็ได้ เช่น ไวรัสลงตับ เป็นต้น

2.      คำนี้ คนที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่สบาย หรือป่วย อาจจะใช้รวมๆว่า ทะนะคะป่วย ไม่ได้มาทำงานหลายวันแล้ว และตอนนี้ ต้องเข้ารพ ในกรณีที่คนที่เกี่ยวข้องรู้จักโดยตรง อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  ก็อาจจะตอบว่า 病気で,入院しているようです。ถ้าต่างฝ่ายต่างรู้จักกันดี ก็คงจะต้องซักต่อว่าเป็นอะไร เช่นเป็นโรคอะไรหรือ อีกฝ่ายก็จะคงจะต้องเล่าเรื่องว่า เป็นโรคอะไรถึงเข้ารพ เช่น ป่วยเป็น  kan-en 肝炎 หรือ โรคตับอักเสบ

ในภาษาญี่ปุ่นทั้งที่เป็นโรค เขาก็ไม่ต้องใช้คำว่า 病気 ห้อยท้ายชื่อโรคเพราะบางชื่อ ก็มีคำว่า 病 ห้อยท้าย เช่น 糖尿病 ใครๆก็รู้ว่าเป็นชื่อโรค อยู่แล้ว

3.      เวลาที่ไปรพ เช่นจะไปรับการรักษากับหมอ ในอเมริกา เขาจะต้องมีแบบสอบถาม ให้คนไข้ที่ไปหาหมอ กรอก เช่น เคยป่วยเป็นโรคอะไร หรือกากบาท เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคอะไรต่อมิอะไร กินยาอะไร พวกนี้ แพ้ยาไหม ที่บ้านมีใครมีโรคประจำอะไร ให้เขียนเข้าไปให้หมด

แต่ในญี่ปุ่น เขาจะถามเพียงว่า วันนี้มาหาหมอเรื่องอะไร แล้วก็ส่งต่อไปให้หมอตรวจ

แล้วก็จะมีแผนกกรองข้อมูลว่า ป่วยเป็นอะไร อาการเป็นยังไง เตรียมให้หมอ เหมือนที่อเมริกา

ส่วนเรื่องที่ว่า คนไข้ ป่วยเป็นโรคอะไร นั้นใช้ไปเลยค่ะ  แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่า เด็กวัด maya  ไม่เข้าใจตรงไหน อะไร เพราะพอคนไข้ไปหาหมอ เพราะร่างกายไม่ปกติ ป่วยหนัก ป่วยเบาก็ตาม เป็นเรื่องที่คุยกันได้ ซักกันได้โดยตรง ไม่ได้เหมือนกันเรื่องที่เขียนใน ภาษาญี่ปุ่นสนุก เพราะมันคนละระดับ ของการใช้ภาษา

คนญี่ปุ่นไม่ค่อยใช้คำนี้ ใช้ชีวิตประจำวัน เพราะเป็นคำรวมๆ และเรื่องเจ็บป่วย เป็นโรคไม่ใช่เรื่องที่คนจะนำมาคุยกันได้อย่างสบายใจ

ส่วนปวดหัว คนญี่ปุ่นเขาไม่ได้ถือว่า เป็นโรค เป็นอาการที่เกิดขึ้น ซื้อยากินก็หาย ไม่ได้ร้ายแรงเข้าข่าย ร่างกายไม่ค่อยสบาย

 แต่ถ้านอนซม ก็จะเปลี่ยนเป็นใช้คำว่า 病気 อาการหนักแล้ว เช่น เป็นไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม เป็นต้น

แต่ถ้าคนไข้ เป็นโรคเบาหวาน ก็เป็นโรคชัดๆอยู่แล้ว เพราะมีคำว่า  ~病 ห้อยท้ายอยู่

ชื่อวัณโรค ก็เป็นหนึ่งใน~病 เพราะไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นโรคที่ติดต่อคน ไม่เหมือนไม่สบายธรรมดา

ต้องขอโทษ เพราะเคยอธิบายเรื่องนี้ไปแล้วในอีกห้องหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิด คิดว่าเข้าใจแล้ว

อาจารย์ก็งงเหมือนกัน ว่า เด็กวัด ไม่เข้าใจตรงไหน เพราะอ่านคำถาม มีหลายประเด็นที่ถามมา ถ้าถามให้ตรงจุด คือ อยากรู้อะไร คงจะตอบง่ายกว่า

ไม่มีอะไรยากเท่าไม่รู้ว่า คนถามอยากจะถามอะไร เวลาเอาเข้าประเด็นเป็นข้อๆ จะได้ตอบได้ อย่ารวมกันหมดแยกตอบไม่ได้ และงงหมดค่ะ ไม่รู้ว่ตอบตรงคำถามหรือยัง

ต้องขอโทษด้วยค่ะ เพราะเดาไม่ออกว่าไม่เข้าใจอะไร ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามที่อยากรู้หรือเปล่า

 

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-26 05:00:03 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์

                           ต้องขอโทษอาจารย์อีกครั้งค่ะ  ที่ตั้งคำถามไม่ชัดเจน อาจจะเป็นเพราะเข้าใจผิด เนื่องจากเห็นการใช้คำว่าびょうき 「病気」ในหลายๆครั้งว่า

びょうき 「病気」ความหมายคือ โรคภัยไข้เจ็บ และ มีการนำเอารายละเอียดของการเจ็บป่วยเช่น

 頭が痛い   ปวดศรีษะ

 // お腹が痛い ปวดท้อง

//肺結核 วัณโรคปอด มารวมกันไว้ใน びょうき 「病気」

หนูก็เลยสงสัยค่ะ  ถ้าสถานการณ์จริงๆเมื่อคนไข้ป่วยด้วยสาเหตุอะไรก็ชี้ประเด็นตรงๆ

เช่นเป็นวัณโรคก็บอกว่า เป็น 肺結核 วัณโรคปอด ไปเลยใช่มั้ยคะ

 และ 肺結核 วัณโรคปอด นี้(ยกตัวอย่างค่ะ คงไม่มีใครอยากเป็นนะคะ) คือโรคภัยไข้เจ็บ

びょうき 「病気 อย่างหนึ่งใช่มั้ยคะ  

ขอถามอีกครั้งเดียวค่ะ  อาจารย์อย่าเพิ่งว่าหนูว่าทำไมไม่เข้าใจสักทีนะคะ

ขอบคุณค่ะ

โดย : maya วันที่ : 2009-08-25 22:54:53 อีเมล์ : IP : 112.142.125.78

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ และเด็กวัดทุกคน

(เด็กวัด maya) การแบ่งแยกประเภทการเจ็บป่วยที่ว่าร้ายแรงตามคำอธิบายนั้น หมายความอย่างไรคะ แล้ว びょうき 「病気」 กับการใช้เมื่อเราจำเป็นต้องพบกับคนไข้ในรพ. เท่านั้น

แสดงว่าคนไข้จัดอยู่ในประเภทการใช้ びょうき 「病気」ได้ หรือปล่าวคะ   (ยกเว้นมาตรวจ ประจำปี  มาขอใบรับรองแพทย์ ฯลฯ)

(เด็กวัด maya) คำถาม  การแบ่งแยกประเภทการเจ็บป่วยที่ว่าร้ายแรงตามคำอธิบายนั้น หมายความอย่างไรคะ ที่เขียนมาถามนั้น อาจารย์ไม่เข้าใจเพราะไม่ชัดเจน และ

びょうき 「病気」 กับการใช้เมื่อเราจำเป็นต้องพบกับคนไข้ในรพ. เท่านั้น

แสดงว่าคนไข้จัดอยู่ในประเภทการใช้  びょうき 「病気」ได้ หรือปล่าวคะ   (ยกเว้นมาตรวจ ประจำปี  มาขอใบรับรองแพทย์ ฯลฯ)

มันหลายคำถาม และกำกวม เพราะคำว่า  びょうき 「病気」 จริงๆคือ ป่วย(เป็นโรค) เวลาไปหาหมอเพื่อตรวจร่างกายย่อมไม่เข้าประเด็น หรือขอใบรับรองย่อมไม่เข้าข่าย ก็เลยงงว่า อยากถามอะไร

 ถ้าเขียนมาถามว่า ในกรณีที่คนไข้มาหาที่รพ เพราะป่วย เช่น เป็นไข้หวัดใหญ่ เป็นแผลติดเชื้อ หรือ อะไรก็ตาม ไม่ได้เข้าข่ายที่จะต้องใช้ 「病気」 แต่เราต้องซักประวัติเขา ไม่ใช่เรื่อง「病気」

เพราะในหนังสือ เขาเล่าว่า ในทางสังคม ก็เคยเจอใคร ไม่คุยเรื่องป่วยไข้ แต่ถามในสถานการณ์ไปรพ ของคนไข้  มันคนละสถานการณ์กัน และคนละประเด็นกับที่เขียนในหนังสือ

เพราะการที่หมอหรือพยาบาล คุยกับคนไข้ ในฐานะที่เป็นคนไข้ และนางพยาบาล ไม่ใช่เรื่องทางสังคม เป็นเรื่องส่วนตัว ประวัติส่วนตัวของคนไข้ และหมอค่ะ แน่นอน ต้องซักและต้องรู้ประวัติค่ะ

เมื่อวานก่อนต้องไปรพ เพราะคนที่บ้าน ต้องไปหาหมอ ก่อนจะหาหมอ ทุกครั้งจะต้องให้ตอบคำถามว่า มีโรคอะไรบ้าง และต้องมีใบให้เซ็นว่า เขาจะไม่เอาความลับเรื่องร่างกายส่วนตัวของคนไข้ไปใช้โดยพละการ

และเวลาหมอจะเรียกญาติคนไข้ไปพูด มีคนอยู่เขายังมีมารยาท ต้องเรียกไปพูดอีกที่หนึ่ง เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องที่ให้คนที่สามที่ไม่เกี่ยวข้องฟังได้ แม้จะไม่รู้จัก หรือไม่รู้เรื่องก็ตาม

ต้องขอโทษด้วย อาจารย์ไม่เข้าใจประเด็นที่เด็กวัดถามมา ถ้าถามมาแบบที่เขียนชี้แจงมา อาจารย์ก็จะเข้าใจง่าย เพราะชัดเจนเข้าประเด็นว่าใช้ได้ไหม ในกรณีนี้ๆ อาจารย์ก็จะได้ตอบได้ เพราะไม่ชัดเจนก็เลยงงเหมือนกันว่าอยากจะถามอะไร อ่านที่เขียนมาชี้แจง จึงเข้าใจว่า อยากจะถามอะไรค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-25 21:14:20 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์

                           หนูต้องขอโทษอาจารย์ และ อยากจะขอยกมือชี้แจงอาจารย์นิดหนึ่งค่ะ  คือ สำหรับทฤษฏีในเรื่องของการเข้าสังคมของคนญี่ปุ่นนั้น หนูอ่านแล้วก็เข้าใจค่ะ ว่า เค้าไม่ค่อยจะบอกว่าเค้าเป็นโรคอะไร หรือไม่มานั่งสาธยายว่าเค้าเป็นโน่น นั่น นี่ ให้เราฟัง  มีการเลี่ยงที่จะไม่พูดตรงๆ เสียเป็นส่วนใหญ่(จากการอ่านทบทวนหนังสือ ที่กล่าวถึงตอนนี้  )

                           แต่  สำหรับในทางปฏิบัติแล้ว หลักการสำคัญเราถือว่าทุกอย่างเป็นสิทธิส่วนบุคคลทั้งนั้นเพียงหน้าที่ และ ความชัดเจนในแง่การปฏิบัติแล้ว เราถามเพื่อการคัดกรองเสียมากกว่าค่ะ ขอยกตัวอย่างนะคะ มีอาจารย์(ต่างชาติ)ที่มาพักที่บ้านเดินทางกลับจากไปเยี่ยมบ้านที่อเมริกา แล้วกลับมาก็ป่วยหนูก็ต้องซักประวัติการเจ็บป่วย แล้วก็ปรากฏว่าเป็น Influenza type A (H1N1) จริง  หมอก็เริ่มยา Tamiflu  แต่ ทานได้เม็ดเดียวก็หยุดไปเอง ไม่ยอมทานต่อ ก็ต้องถามกลับไปกลับมาเพื่อรู้ข้อมูลให้มากที่สุด และจะได้วางแผนการพยาบาล ( ไม่ใช่แผนการรักษาของหมอนะคะ) แต่ ประเด็นก็จะเป็นประโยชน์สูงสุดกับคนไข้นั่นแหล่ะค่ะ

หนูไม่ทราบว่าที่หนูอธิบายให้อาจารย์นี้จะเป็นความถูกต้อง ชัดเจน ในมุมมองของการทำงานค่ะ  

เพื่อผลที่ดีที่จะเกิดกับตัวคนไข้เองค่ะ    หนูขอรับฟังในส่วนแง่คิดของอาจารย์ที่จะเป็นประโยชน์ที่หนูจะสามารถนำไปใช้ค่ะ  ถ้าอาจารย์คิดว่าอะไรที่ไม่เหมาะสมช่วยแนะนำด้วยค่ะ

โดย : maya วันที่ : 2009-08-25 20:32:11 อีเมล์ : IP : 112.142.125.78

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ขอแนะนำให้เด็กวัด ไปอ่านให้ละเอียด เพราะเขียนไว้ชัดว่า ทำไม จึงไม่ใช้คำว่า びょうき 「病気」รวมทั้งมีเหตุผล และการเลี่ยงใช้ ใช้อะไร 

เท่าที่อ่าน เด็กวัดยังใช้มาตราฐานการคิดแบบไทยๆ ซึ่งเวลาอ่าน ขอให้คิดตามที่เขาอยากจะบอก

คนไทย ไม่ค่อยถือ เจอเพื่อนสนิทไม่สนิท เราจะคุย ว่าวันนี้ท้องเสีย ท้องร่วง กินอะไรต่อมิอะร รายละเอียด และจะต้องไปหาหมอ คนญี่ปุ่นเขาไม่คุยกันแบบนี้ค่ะ

 คนญี่ปุ่นเขาถือว่า การเอาเรื่องที่ไม่ดี หรือรายละเอียดพวกนี้ไปเล่า ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม

เวลาถามคนญี่ปุ่น ต่อให้เขาปวดท้อง ท้องเสียอะไร เขาก็จะบอกว่า

รู้สึกไม่ค่อยสบาย หรือเป็นหวัด

อีกฝ่ายก็ไม่ไปซักถามรายละเอียด ถ้าเขาไม่เล่า

ต่อให้รู้ว่า อีกฝ่ายป่วยเป็นโรคอะไรก็ตาม เขาก็จะไม่เน้น หรือไปถาม เพราะรู้อยู่แล้ว ยิ่งนางพยาบาล รู้แล้ว ก็จะไม่ย้ำ หรือถามเพราะถามแล้ว คนไข้ก็ยิ่งใจเสีย

ยิ่งคนไข้ไปรพ ไม่มีนางพยาบาล หรือหมอคนะไหนจะทักว่า  วันนี้ป่วยหรือถึงมารพ  

จะนิยมทักทายกันอ้อมๆ ถ้าเป็นเรื่องสุขภาพ คนญี่ปุ่นเขาละเอียดอ่อน เรื่องการใช้คำพูด และเรื่องส่วนตัว และเรื่องทั่วไปแยกกันชัดเจน ไม่มาปะปนกัน

ใครจะเป็นอะไร เช่น เป็นโรคนั้น โรคนี้ หรือรายละเอียด จะคุยกันเฉพาะส่วนตัวกับคนที่อยากรู้เรื่องกันจริงๆ

เท่านั้น เขาไม่เอามาเที่ยวเล่า จะเล่าก็เฉพาะคนที่สนิทกัน บ่นๆไปอย่างนั้นเอง เช่น

อากาศร้อนเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ วันนี้เลยอาการไม่ค่อยดี แล้วกเปลี่ยนเรื่องคุย หรือปวดหลัง ปวดไหล่ คือ คุยกันเหมือนกับแกล้มไม่ได้จริงจัง

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-25 16:48:45 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

--------------------------------------------------------------------------------------------------