柔道 ห้องยูโด
ไขข้อสงสัยเด็กวัด maya เวลาวัด หรือ はかる ใช้ตัวไหนจึงจะถูก หาคำตอบได้เลยค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

สวัสดีค่ะ แฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

 

 

ภาพผู้ชายที่เป็นนาฬิกาทราย

ก็ใช้ 計る

 

วัดชีพจรก็ใช้ 計る

 

 

                                                                       ศ. ดร. ปรียา อิงคาภิรมย์ เขียน

 

          หลังจากที่เด็กวัดตั้งคำถามว่า เวลาจะวัด จะต้องใช้คันจิตัวไหน อาจารย์ไปลองหาคำตอบเพราะเท่าที่ผ่านมา ตัวเองเห็นใช้กัน และอ่านเจอ และคำนี้ไม่ได้ใช้บ่อยมากมายในชีวิตประจำวัน ก็เลยไม่ได้ไปสนใจมากนักว่า ตกลงจะต้องใช้คันจิไหน แต่พอไปสำรวจ ตามพจนานุกรมฯ และที่อ่านเจอในนวนิยายต่างๆ ปรากฎว่าท่าทางมั่วใช้ไปหมด

 

           เดือดร้อนต้องเขียนไปถามอาจารย์ทั้งหลายที่สอนปรียามาอีกทีว่า มีความคิดเห็นยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจารย์ที่เกี่ยวข้องมีความกรุณา และสละเวลาเขียนมาให้ความกระจ่าง ขอรวบรวมข้อคิดเห็นของอาจารย์ kunihiro 国広 ในฐานะเป็นผู้ที่ทำพจนานุกรม และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความหมายของคำในภาษาญี่ปุ่น

 

         ขอสรุปให้แฟนๆหนังสือ และเด็กวัดเข้าใจให้ถูกต้องตามที่ีอาจารย์คุนิฮิโระแนะนำมา ดังนี้คือ

 

  1. คำว่า 計る/量る・測る สามคำนี้ ใช้เมื่อไรเป็นปัญหาที่สร้่างความปวดหัวให้แก่คนญี่ปุ่นและคนต่างชาติที่เรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างมาก ยังไม่มีข้อสรุป แต่ข้อแนะนำก็คือ

ถ้าจะใช้คันจิ ก็ขอให้เลือกตัวที่เขียนง่ายที่สุด เวลา่ที่จะพูดถึง การวัด ด้วยคันจิ 計る เพราะคนญี่ปุ่นคิดว่า เขียนง่าย สะดวก ในกรณีที่อยากจะเขียนเป็นคันจิ

 ไม่ต้องไปคิดมาก เสียเวลา ปวดหัว

 

2        ทางออกอีกทางก็คือ เลี่ยงไม่ใช้คันจิ ขอใช้ใช้ ฮิระงะนะ はかる แืทน

 

ส่วนคันจิอื่นที่เด็กวัดเขียนมาว่า ยังมีอีกหลายคำ เช่น

 (はか)/(はか)/(はか) เวลาที่คนญี่ปุ่นใช้ และต้องการแสดงความหมายว่ามันต่างกัน และผู้เขียนต้องการสื่อในความหมายไหน ก็จะเขียน คันจิ กำกับ เพื่อจะได้รู้ว่า ผู้เขียนต้องการใช้คันจิตัวไหน ในความหมายไหน

 

ข้อแนะนำจากอาจารย์ญี่ปุ่น หลังจากที่เขียนเมล์คุยกับอาจารย์หลายท่านที่พอจะรวบรวมได้ ก็คือ

 

     คันจิ แต่ดั้งเดิมไม่ใช่ภาษาที่เป็นของญี่ปุ่น แต่ไปเอาของจีนมาใช้ เมื่อเริ่มประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ขอให้อย่าลืมข้อนี้ ดังนั้น คนญี่ปุ่นเองที่ไม่เคยชิน และใช้คันจิผิดๆถูกๆ มีเต็มไปหมด ไม่ต้องตกใจ ยิ่งนักเขียนญี่ปุ่นเอง อยากจะใช้คันจิตัวไหนก็ใช้ตัวนั้น ทั้งที่ไม่ได้รู้ความหมายที่แท้จริง

 

        ศาตราจารย์ คุนิฮิโระ ให้ความเห็นว่า ปัญหาเรื่องพวกนี้เป็นปัญหาที่ถูกหยิบยกมาเป็นปัญหากว่า 30 ปีแล้ว ยิ่งวันก็ยิ่งแย่ เพราะคนญี่ปุ่นที่รู้วิธีใช้คันจิ หรือเขียนคันจิเป็นและเขียนได้ถูกต้องก็ยิ่งน้อยลง ยิ่งคนรุ่นใหม่ เขียนคันจิไม่ได้ก็ทับด้วยคะตะคะนะ แทน เพราะเห็นมากมายตามหนังสือมังงะ

 

      อาจารย์ให้คำแนะนำว่า พจนานุกรมฯต่างๆ ที่เขียนออกมา แม้จะมีมากมายก็ตาม เวลาเปิดพจนานุกรมฯ จะคิดว่าพจนานุกรมฯถูกต้องดีที่สุดไม่ได้ จะต้องเปิดตาให้โตๆ อ่าน ดัวยความคิด ต้องรู้จักเทียบ และหาคำตอบเอง เพราะมันขัดแย้งกัน ทั้งคำนิยาม และคนเขียนพจนานุกรมฯต่างคนต่างก็เขียนไปคนละทิศคนละทาง ต้องอ่าน และต้องแยกแยะเองได้ และตั้งคำถามตอบตัวเองให้ได้

 

     เช่นเดียวกับ ที่อาจารย์เขียนเกี่ยวกับ  硬い、固い ที่เด็กวัด wantima ถามมาเพราะสามีใช้คันจิคนละตัวกับอาจารย์ คงจำได้นะคะ

    

      ในพจนานุกรมฯ จะใช้สูตรว่า ใช้คันจิไหนก็ได้ แทนกันได้ เหมือนใครก็ตามที่บอกเราว่า คำสองคำความหมายเหมือนกัน เป็นคำตอบที่ไม่ได้รู้จริง กำปั้นทุบดิน พิสูจน์ได้ว่าไม่จริง และไม่ได้ค้นคว้า หรือเรียนอย่างถูกต้อง อาจารย์รู้ว่า แต่เดิมสมัยที่เรียน คันจิไม่ได้มั่วใช้กันแบบปัจจุบันนี้ ถึงเขาจะมั่วใช้กัน อาจารย์ก็ยังมีหลักเกณฑ์ที่ต้องการเลือกใช้คันจิที่ให้เข้ากับความหมายที่ตัวเองต้องการสื่้อความหมาย

 

     สรุป การเรียนรู้ ไม่ใช่เรียนแล้วเชื่อตำราเรียนอย่างเดียว ต้องใช้สมองคิด เช่นที่เด็กวัดเขียนมาถาม ทำไมมันต่างกัน แล้วคนเรียนจะทำยังไงดีั

 

    อาจารย์คุนิฮิโระ ยังให้ตัวอย่าง ความขัดแย้ง และความไม่รับผิดชอบของคนที่ใช้คันจิผิดๆถูกๆ หรือใช้ไปอย่างนั้นเอง เช่น 涙、涕 ที่ใช้กันเกลื่อนไม่มีกฎเกณฑ์ตามเพลง เป็นตัวอย่างที่ดี หรือแม้แต่ 寂しい、淋しい อาจารย์เห็นคนญี่ปุ่นใช้ 淋しい กันเยอะ แต่ในเพลงก็มีใช้ทั้งสองอย่าง อาจารย์ก็เลยใช้ตัวคันจิที่ตัวเองคิดว่า เข้ากับความหมายมากที่สุด

 

    การเรียนรู้ที่แท้จริงจึงเป็นเรื่องที่ต้องสงสัย ต้องขุด ต้องค้น จึงจะได้ความหมาย และคำตอบ เหมือนคำถามที่ลูกศิษย์เคยถามอาจารย์เสมอว่า อาจารย์แล้วหนูจะรู้ได้ยังไงว่าหนังสือเล่มไหนดี และหนังสือเล่มไหนเขียนไม่มีเนื้อหา ผิดๆถูก คำตอบก็คือ เราต้องมีโอกาสอ่านของไม่ดี และของดี แล้วเราก็จะได้คำตอบเอง แต่ถ้าเสพย์แต่หนังสือที่ไม่มีคุณภาพ เราก็คิดว่า นี่คือ หนังสือระดับมาตราฐาน เพราะเราเสพย์ประเภทเดียว

    

       เหมือนคนที่กินแต่อาหารขยะ ไม่เคยกินอาหารที่ทำจากฝีมือจริงๆ ก็ไม่มีทางที่จะรู้ว่า อาหารที่ทำจากฝีมืออาชีพ และความพิถีพิถันในการทำอาหารนั้น แตกต่างจากอาหารจานด่วน หรือ อาหารขยะถูกๆ ที่หลอกล่อให้คนไปกิน และขายกันเกลื่อนทั่้วไป จนแยกไม่ออกว่าอะไรดีอะไรไม่ดี

 

        เหมือนหนังสือที่ทำออกมาขายเพียงเพื่อเอากำไรมีวางขายเต็มบ้านเต็มเมืองตอนนี้ หยิบอะไรมาผสมๆกัน ทำหน้าปกให้สวยๆ มีการ์ตูน เอาใจคนซื้อ เล่มอย่าให้หนา ขายไม่ออก บางๆ อ่านเบา ไม่ต้องใช้สมองมาก จะขายได้ดี เพราะนั่นคือ รสนิยมคนบริโภคในบ้านเรา ถ้าคนซื้อมีวิจารณญาณจริงๆ หนังสือพวกนี้ขายไม่ออก อีกหน่อยก็ต้องหันมาพิมพ์หนังสือที่มีคุณภาพ แต่บ้านเราไม่ได้เป็นแบบนั้นเพราะแยกไม่ออก

 

        จุดประสงค์ของการผลิตหนังสือที่ว่าเหล่านี้ ก็เพียงแค่้หาเงินเข้ากระเป๋าเท่านั้น คนที่ไม่รู้ เสียเงินซื้อ ยิ่งเสพย์ก็ยิ่งแย่ แทนที่จะยิ่งโต

 

      โดยเฉพาะคนที่อยากเรียนอย่างจริงจัง คงงง และสับสนมากทีเดียว กับคันจิมากมาย ดังนั้นไม่ว่าจะคันจิ หรือความหมาย เราจึงมีคำตอบว่าความหมายเหมือนกันไม่ต้องคิดมากจริงมั้ยคะ

        อ่านแล้วมีความคิดเห็นยังไง เขียนมาเล่าสู่กันฟังนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-24 04:04:01 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

  ที่อาจารย์บอกว่าเดือดร้อน ไม่ได้หมายความในแง่ลบนะคะ คือ จากการที่ตัวเอง อ่าน เทียบดู เห็นแล้วมั่วไปหมด ต้องหาคำตอบว่า แล้วเจ้าของภาษาที่เป็นนักวิชาการในสาขา ไม่ใช่ใครก็ได้ที่เป็นคนญี่ปุ่น อาจารย์ไม่ค่อยเชื่อถือ เพราะเขาก็รู้พอๆกับเวลาที่คนต่างชาติถามคนไทยทั่วๆไป รู้เพียงเพราะเป็นเจ้าของภาษาแต่ไม่ได้รู้จริงนะคะ เหมือนกัน ดังนั้น อาจารย์จะต้องหาคำตอบเอง

  ตอนอยู่ญี่ปุ่น บริษัทยักษ์ใหญ่พิมพ์พจนานุกรมฯญี่ปุ่น เคยเชิญอาจารย์ไปพูดว่า พจนานุกรมฯญี่ปุ่น ญี่ปุ่นสำหรับคนญี่ปุ่น หรือ kokugo jiten 国語辞典 เป็นยังไง อาจารย์ก็วิจารณ์ไปแล้วว่า อ่านความหมายยังไงก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เพราะเขาอธิบายกันในฐานะคนญี่ปุ่นที่ไม่มีประสบการณ์ภาษาต่างประเทศ และไม่ชัดเจน แถมกำกวม แล้วคนต่างชาติจะไปเข้าใจได้ยังไง ก็เลยมีพจนานุกรมฯญี่ปุ่นสำหรับคนต่างชาติ และมีพจนานุกรมฯที่ปรับปรุง แต่ยังใช้ยาก

  พอเขียนคุยกับอาจารย์คุนิฮิโระ บอกว่า เปิดพจนานุกรมฯแล้วเชื่อเลยไม่ได้ ต้องตาโตๆเห็นด้วย เพราะที่บ้านอาจารย์มีพจนานุกรมฯเยอะแบบ สำคัญมากที่ต้องมีไว้ เพื่อเช็กความถูกต้องตั้งแต่สมัยเป็นนักวิจัย เห็นเลียนแบบกันแบบลูกแฝดเลย เอาตัวอย่างจากเล่มหนึ่งไปยังอีกเล่มหนึ่ง จำได้ว่า มีการฟ้องร้องกัน ว่าเอาตัวอย่างดังๆ ของอาจารย์บางคนไปใช้กัน

   ถ้าบ้านเรา เว็บฯทั้งหลาย เอาตัวอย่างจากหนังสือต่างๆ แล้วก็มาแปลและแปลวิธีการใช้ อ่านดู ก็รู้ว่า ไปเอาของเขามาทั้งดุ้น

      ซึ่งเมื่อวานนี้อ่านเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ยิ่งอ่านก็ยิ่งน่ากลัว เพราะบ้านเรา ไม่ค่อยจะถือเรื่องพวกนี้ เพียงแค่อ้างอิงก็ยังไม่ยอมบอกว่าเอามาจากหนังสือเล่มไหน เพราะอ่านดูก็รู้ว่าเป็นตัวอย่างจากตำราไวยากรณ์ทั้งหลายที่ขายทั่วไป เอามาใช้เรียนไม่เป็นไร แต่เอาจากหนังสืออะไร ไม่เคยเห็นอ้างอิงเลย เสียมารยาทมาก

   เรื่องพวกนี้ พอเรียนจริงจังมากขึ้นก็จะยิ่งเห็นความมักง่ายมากขึ้น ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นมีปัญหาเรื่องพวกนี้มากขึ้นทุกที เพราะทำหนังสือดีๆ ก็ขายไม่ออกเหมือนบ้านเรา บริษัทใหญ่ๆสู้ไม่ไหว ล้มละลายก็มีเพิ่มขึ้น อ่านที่อาจารย์คุนิฮิโระเขียนเล่าให้ฟังแล้ว ไม่สบายใจ เพราะอนาคต จะเป็นยังไง เดาไม่ออกปัญหาร่วมระดับโลก ถ้าคุณภาพการอ่าน ความคิดของคนเปลี่ยนจากซับซ้อนต้องการอ่านอะไรเบาๆสมอง คนรุ่นต่อไป จะเอาสมองทำอะไรได้ก็ไม่รู้เหมือนกัน

   สรุป การเรียนไม่ใช่ เขาเขียนว่าอะไรก็เชื่อไปหมด ต้องใช้หัวคิด นำไปไตร่ตรอง จึงไม่ต้องการหาคำตอบแบบที่เหมือนปรนัย แต่ถ้าคำนิยามก็มี แต่เวลาเอาไปใช้ มั่วไปหมด ก็ไม่จำเป็นต้องมีคำนิยามที่สวยหรู เช่น คันจิ สามตัวที่ว่านี้ เพราะคำนิยามชัดเจน เคยใช้มาไม่มีปัญหา ตอนนี้เละเลย

  ใครมีความคิดเห็นยังไง เขียนมาแลกเปลี่ยนได้นะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-24 18:37:50 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์  

                            ต้องกราบขออภัยอาจารย์เป็นอย่างมากค่ะ  ทึ่ทำให้อาจารย์ต้องลำบากและเดือดร้อน แต่ เพราะบทสรุปของ การเรียนรู้ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาจากการอ่านหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม(โดยเฉพาะปัจจุบันค่ะ)

 แล้วสรุปว่านั่นคือ คำตอบที่ถูกต้องเพราะ การเรียนที่ไม่ใช่การทำคณิตศาสตร์ที่มีสูตรสำเร็จ คำนวณ ก็จะได้คำตอบเป๊ะๆ   หนูอ่านคำอธิบายที่อาจารย์ให้มา ก็พอจะเข้าใจค่ะ ว่า จริงอย่างที่อาจารย์บอกว่า ถ้า มีเขียนตั้ง 2 คำ 3 คำ แล้วบอกว่าอยากหยิบอันไหน ไปใช้ก็เอาไปได้ ซึ่ง มันไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอ 

ไม่ยังงั้นก็ไม่ต้องมีการเขียนหลายตัว เขียนแค่ตัวเดียวก็พอใช่หรือปล่าวคะ อาจารย์ 

                              อาจารย์ให้คำแนะนำว่า พจนานุกรมฯต่างๆ ที่เขียนออกมา แม้จะมีมากมายก็ตาม เวลาเปิดพจนานุกรมฯ จะคิดว่าพจนานุกรมฯถูกต้องดีที่สุดไม่ได้ จะต้องเปิดตาให้โตๆ อ่าน ดัวยความคิด ต้องรู้จักเทียบ และหาคำตอบเอง เพราะมันขัดแย้งกัน ทั้งคำนิยาม และคนเขียนพจนานุกรมฯต่างคนต่างก็เขียนไปคนละทิศคนละทาง ต้องอ่าน และต้องแยกแยะเองได้ และตั้งคำถามตอบตัวเองให้ได้

                 หนูขอสนับสนุนหลักการและข้อคิด(ข้างต้น)ของอาจารย์ค่ะ  และขอขอบคุณอาจารย์อีกครั้งค่ะ  เพราะเราไม่ใช่เจ้าของภาษา เราก็ต้องศึกษาและนำภาษาของเขาไปใช้อย่างถูกต้องค่ะ

โดย : maya วันที่ : 2009-08-24 18:15:22 อีเมล์ : IP : 114.128.46.63

--------------------------------------------------------------------------------------------------