生け花 ห้องอิเคะบะนะ
โพสใหม่ตามคำเรียกร้องเด็กวัด ท่อนไม้ ぼう (ตอนจบ) อ่านกันได้เลยค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ และเด็กวัดทุกคน

      ศ. ดร. ปรียา อิงคาภิรมย์/ดร. สุณีย์รัตน์ เนียรเจริญสุข   แปล

ท่อนไม้

        อะไรนะ เห็นบอกว่าท่อนไม้ใช้นำทางให้คนตาบอดได้น่ะเหรอ  ผม ไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ว่านี้ เพราะผมว่าไม่มีทางที่ท่อนไม้นี้ จะนำทางคนตาบอดได้หรอก คนตาบอดเองต่างหากที่ใช้ท่อนไม้นี้นำทางให้กับตัวเอง

 

 นั่นถึงจะเรียกว่า เป็นความสัตย์จริงไม่ใช่หรือ

 

         ก็อาจจะใช่ แต่ถ้าครูใช้ท่อนไม้นี้ตีผมได้ล่ะก็ ผมก็ใช้ท่อนไม้นี้ตีครูได้เช่นกัน

 

ครูกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

ครูชอบใจจริงๆที่เห็นเธอสองคนพูดโต้ตอบกันไปมาเหมือนเป็นพี่น้องกัน  เพียงแต่ว่าเรื่องที่เธอทั้งสองคนพูดนั้นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า การที่เธอพูดเรื่องเดียวกัน เพียงแต่ใช้สำนวนต่างกันเท่านั้น ถ้าจะสรุปสิ่งที่เธอทั้งสองพูดก็คือ ผู้ชายคนนี้ก็คือ ท่อนไม้นั่นเอง ถ้าจะสรุปสิ่งที่เธอสองคนพูดมาทั้งหมดนั้น ก็เป็นคำตอบที่พอเพียงและจำเป็นเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้ พูดง่ายๆ

ก็คือ ท่อนไม้ท่อนนี้ ก็คือท่อนไม้นั่นเอง

 

แต่ว่า นักเรียนคนทางขวายังคาใจกับคำพูดครูอยู่

 

ถ้าเราเห็นว่า เป็นไปได้ที่ผู้ชายคนนี้เป็นท่อนไม้ เราก็ต้องยอมรับลักษณะพิเศษของท่อนไม้นี้ด้วยใช่มั้ยครับ

ในห้องทดลองผมเห็นคนมากมายหลายประเภท แต่ผมยังไม่เคยเห็นคนเป็นท่อนไม้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ความสัตย์จริงที่แสนจะเรียบง่ายนี้  ผมว่าเป็นเรื่องที่แปลก

 

ครูแย้งกลับมาว่า

ไม่ได้หรอก เพียงเหตุผลที่ว่าท่อนไม้ไม่มีในห้องทดลองของเรา นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า มันจะต้องแปลกเสมอไป  ใน ทางกลับกัน อาจเป็นไปได้ว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาเกินไปก็ว่าได้ หรือพูดอีกแง่หนึ่งก็คือ มีท่อนไม้เกลื่อนเต็มไปหมด จนคนไม่อาจยอมรับถึงความจำเป็นที่จะต้อง

หยิบยกมันขึ้นมาทำวิจัยก็เป็นได้

 

นักเรียนทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นมองดูผู้คนที่อยู่รอบๆพร้อมกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ราวกับนัดกันไว้ ครูได้แต่หัวเราะและพูดขึ้นว่า

           

ไม่ใช่ ครูไม่ได้หมายความว่าคนพวกนี้จะเป็นท่อนไม้ทุกคนหรอก ที่บอกว่าท่อนไม้มีเกลื่อนเต็มไปหมดนั้น หมายความถึงความหมายในเชิงคุณภาพมากกว่าที่จะเป็นความหมายในเชิงปริมาณต่างหาก มันไม่ต่างอะไรกับที่พวกนักคณิตศาสตร์ไม่ยอมพูดถึงคุณสมบัติของรูปสามเหลี่ยม

ว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้นั่นเอง พูดง่ายๆก็คือ พวกนักคณิตศาสตร์เห็นว่าจากรูปสามเหลี่ยมที่ว่านั้น พวกเขาไม่อาจค้นพบอะไรแปลกๆใหม่ๆได้อีกแล้ว

 

ครูทิ้งช่วงจังหวะการพูด และพูดต่อว่า

ว่าแต่ว่า พวกเธอตกลงจะจัดการลงโทษกับท่อนไม้นี้ยังไงนักเรียนทางขวามือถามด้วยท่าทางที่ลำบากใจว่าพวกเราต้องลงโทษแม้กระทั่งท่อนไม้อย่างนี้ด้วยเหรอครับ

 

           เธอคิดว่าไง ครูหันไปถามนักเรียนทางซ้ายมือ

ต้องลงโทษอย่างแน่นอนครับ จากการที่เราลงโทษคนตายที่ไม่มีชีวิตนั้น ทำให้การมีชีวิตอยู่ของเราสมเหตุสมผล ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราจะไม่ลงโทษท่อนไม้นี้ไม่ได้

 

เอาล่ะ ถ้างั้น ลงโทษยังไง จึงจะสมเหตุสมผลล่ะ

 

นักเรียนทั้งสองต่างได้แต่นั่งครุ่นคิดอย่างเงียบๆ ครูหยิบท่อนไม้ซึ่งก็คือผมขึ้นมา แล้วก็ลงมือใช้ท่อนไม้เขียนอะไรบางอย่างลงบนพื้นผิวดินป็นรูปที่ไม่ได้มีความหมายทางนามธรรมแต่อย่างไร ในระหว่างนั้น แขนขาของผมก็เริ่มงอกออกมาเป็นสัตว์ประหลาด จากนั้นครูก็ลบรูปที่เขียนบนพื้นออกพอลบเสร็จ ครูก็ลุกขึ้นยืน ด้วยสีหน้าเหมือนกับจะทอดสายตามองไปใหไกลแสนไกลพร้อมกับบ่นพึมพำว่า

 

พวกเธอคงจะคิดกันพอแล้วสินะ เพราะมันง่ายเกินไป คำตอบนี้จึงตอบได้ยาก

 

 ครูคิดว่าพวกเธอคงจะจำสิ่งที่เรียนในชั้นเรียนได้ที่ว่า เพื่อนคนอื่นๆถูกลงโทษจากการที่ครูไม่ลงโทษ...

 

ผมจำได้แล้วครับ

นักเรียนทั้งสองพูดขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน

ตามตัวบทกฎหมายในโลกมนุษย์เราเราจะลงโทษมนุษย์ชาติสักไม่กี่เปอร์เซ็นต์ก็ได้ ตราบใดที่เรายังไม่มีมนุษย์ที่มีชีวิตอมตะปรากฎเราก็ต้องลงโทษมนุษย์ทั้งหมดที่มีชีวิตอยู่ แต่ถ้าเราเทียบกับจำนวนมนุษย์ทั้งหมดในโลก จำนวนของพวกเรานั้นถือว่าน้อยนิดมาก ถ้าเรา

จำเป็นต้องลงโทษคนตายทั้งหมดให้เหมือนๆกับคนที่มีชีวิตอยู่ พวกเราก็คงจะสูญพันธ์ตายไปจากโลกนี้ เพราะทำงานหักโหมมากจนเกินไป

 

       แต่โชคดีที่ว่าเรามีมนุษย์พวกที่พร้อมที่จะอยู่ร่วมกับพวกเราโดยที่ไม่ต้องถูกลงโทษ แต่จากการที่พวกมันไม่ถูกลงโทษนั้น เราก็ถือว่าเป็นการลงโทษเช่นกัน

 

ครูพูดพร้อมกับยิ้มและปล่อยท่อนไม้ออกจากมือว่า อย่างเช่นท่อนไม้ท่อนนี้เป็นต้น ครู ถือว่าเป็นตัวแทนตัวอย่างที่เราพูด

 

ผมล้มลง แล้วก็เริ่มกลิ้ง ครูใช้ปลายรองเท้าหยุดผมไว้ 

ดังนั้น การที่เราปล่อยมันทิ้งไว้อย่างนี้ เราถือว่าเป็นการลงโทษที่สาสมที่สุดเพราะอาจจะมีใครสักคนเก็บท่อนไม้นี้ไป แล้วนำมันไปใชนรูปแบบต่างๆเหมือนกับ ก่อนหน้าที่มันจะมานอนกลิ้งอยู่ตรงนี้ เพราะมันเป็นท่อนไม้

 

นักเรียนคนหนึ่ง พูดเหมือนกับคิดอะไรขึ้นมาได้ว่า

 

ท่อนไม้ท่อนนี้ ถ้ามันได้ยินเรื่องที่เราพูดกันนี้ มันจะคิดอะไรหรอเปล่านะ

 

ครูจ้องหน้านักเรียนด้วยความเอ็นด ูแต่ไม่ได้พูดอะไร แล้วครูก็เริ่มออกเดินและชวนให้ทั้งสองคนเดินตาม นักเรียนทั้งสองยังคงติดใจกับเรื่องที่คุยกันอยู่ด้วยการเหลียวหลังหันไปมองทางผมอยู่หลายครั้ง

ในไม่ช้า ผมก็มองไม่เห็นนักเรียนทั้งสองคน เพราะผมหลงเข้าไปอยู่ในฝูงคน มีคนเดินเหยียบผมจนตัวผมจมลงไปกับดินเกือบครึ่งตัวบนพื้นผิวดินที่อ่อนตัวลงเนื่องจากเปียกฝน

 

          ผมได้ยินเสียงตะโกนเรียก

          พ่อ พ่อ พ่อครับ

 

          มันอาจจะเป็นเสียงเรียกของลูกผมหรืออาจจะไม่ใช่เสียงเรียกของลูกผมก็ได้ ท่ามกลางฝูงชน ตลอดจนท่ามกลางเด็กๆอีกไม่รู้กี่พันคน ผมคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าจะมีเด็กอีกไม่รู้กี่คนที่ตะโกนเรียกหาชื่อพ่อของตัวเอง

________

ปีโชวะ 30 (..1956) เดือนกรกฎาคม

 

 

  เป็นยังไงคะ นวนิยายแนวแปลกใหม่สำหรับคนที่รักที่จะเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่น ไม่ต้องทนอ่านนวนิยายน้ำเน่าของเรา รสชาติที่แปลก แหวกแนว ต้องใช้หัวสมอง จินตนาการ

คนญี่ปุ่นที่ไม่ชอบใช้หัวสมอง ไม่ชอบคิด จะไม่ชอบอะเบะ แต่คนที่ชอบคิด และชอบการอ่านที่ใช้จินตนาการจะชอบ นวนิยายของอะเบะมาก

 

      เด็กวัดชอบหรือไม่ชอบ เขียนมาคุยได้ ทุกคนไม่ต้องคิด หรือชอบเหมือนกัน จริงมั้ยคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-15 22:07:09 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ตอบกระทู้

--------------------------------------------------------------------------------------------------