茶道 ห้องพิธีชงน้ำชา
มาอีกแล้ว คติเตือนใจของมิทซึโอะ อ่านกันได้เลยค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน

 みつを

                       

    อาจารย์คิดว่า คนไทยเราชินกับความสบายๆ ทำงานก็แบบสบายๆ แห้งชามน้ำชาม เรียนก็เรียนๆไปอย่างงั้น

      เราไม่ค่อยมีแผน ไม่มีแนวการเรียน และอีกอย่างเราไม่ได้รับการส่งเสริมให้ทำอะไรที่เราแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่ และยังไม่ได้รับการสนับสนุนให้รู้จักสร้างความฝัน หรือมีความใฝ่ฝีน อยากเป็นอะไร อยากเรียนอะไรในอนาคต

    อาจารย์จึงชอบอ่านคติเตือนใจ เพราะมันสะท้อนปัญหาในสังคม ของคนที่มีนิสัยหลากหลาย รวมทั้งตรวจสอบตัวเองได้อีกด้วย

   วันนี้วันอาทิตย์เอาคติเตือนใจของมิทซึโอะมาให้เรียนกันอีก

   อย่าลืมเข้ามาแปล และตีความหมายกันนะคะ

 

アノネ 

がんばんなく

てもいいからさ

具体的(ぐたいてき)に

動(うご)くことだね

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-09 20:02:00 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

     ขอบคุณมากค่ะสำหรับความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมา เพราะเรื่องพวกนี้ ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ แต่ก็มีค่านิยมต่างๆที่อาจารย์คิดว่ามีคนไม่น้อยทีเดียวที่คิดว่าไม่มีเหตุผล แต่ก็ต้องทำตาม ไม่ใช่เพียงในเอเชียเท่านั้นที่พ่อแม่เข้าไปกำหนดว่าลูกจะต้องเรียนอะไรด้วยความที่ท่านคิดว่าหวังดี ที่อเมริกา พ่อแม่บางคนก็ทำเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่เขาจะรับฟังมากกว่า

     พ่อแม่ชาวเอเชีย หรือลูกครึ่ง จีน ญี่ปุ่น แขก ทั้งหลาย ยังใช้สูตรบังคับให้เรียนสาขาที่พ่อแม่อยากให้เรียน จะได้ออกมาหาเงินมากๆ แต่พ่อแม่ทั้งหลาย ไม่ว่าที่ไหนก็ตามที่ทำแบบนี้กับลูก ท่านไม่ได้คิดว่า ความหวังดีของท่านบางครั้งมีผลกระทบต่อชีวิต อนาคตของลูกของตนอย่างมาก ความหวังดี ถ้าหยุดเพียงแค่ให้คำแนะนำ แต่ไม่บังคับ และให้ไปคิดตัดสินใจเอง ลูกก็คงจะเลือกสิ่งที่ตัวเองอยากเรียน และถนัดได้เต็มที่ เพราะรัก และอยากเรียน

     ถ้าเป็นไปได้ตามที่ว่านี้ คงจะทำให้บ้านเรามีคนที่มีหลากหลายอาชีพ และคนที่รักศิลปะ หรือรักอะไรต่ออะไรที่ไม่เหมิอนคนอื่น ทำให้มีโอกาสได้เรียนสิ่งที่ตัวเองอยากเรียน และอนาคตจะได้นำไปใช้เป็นประโยชน์

       ที่อเมริกาคนที่เรียนจบทางด้านจิตวิทยาเขียนหนังสือ และทำงานได้เงินมากมาย แต่สมัยเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ในอเมริกาคนที่เรียนจิตวิทยาก็คงหางานยาก แต่ถ้าจบปริญญาเอกก็คงได้งานสอนตามมหาวิทยาลัย แต่เวลาเปลี่ยนไป ความต้องการมีมากขึ้น จำได้เคยคุยกับคนไทยที่เรียนจบปริญญาเอก บ่นว่ากลับไปไม่รู้จะไปทำงานอะไร เพราะบ้านเรา ไม่สนใจเรื่องพวกนี้ เราสนใจเรื่องไสยศาสตร์ หมอดู และอะไรมากมายที่ไม่แน่นอน เดา และพิสูจน์ไม่ได้ ดูเหมือนจะขลังมากกว่า

    บ้านเราแทนที่จะมีคนเรียนทางด้านจิตวิทยา จำได้ที่ธรรมศาสตร์มีคนเลือกเรียนนับคนได้ ตอนนี้ไม่ทราบเปลี่ยนหรือยัง แต่ที่แน่ๆ ที่ยังไม่เปลี่ยนในบ้านเราคือ หมอดู เพราะบ้านเราไม่ชอบคิดอะไรที่มีเหตุผล ทำให้หมอดู มีบทบาทในการช่วยแก้ปัญหาคนที่กลุ้มใจ

     เพราะคนที่ไม่มีปัญหา กลุ้มใจ คงจะไม่มีใครคิดถึงหมอดู ใครจะแต่งงานตอนนี้ พ่อแม่ยังต้องเอาดวงของสองคนไปดู ว่าอยู่กันยืดไหม :-) เกิดโชคร้ายหมอดูบอกว่าไม่ดี ก็มาบังคับให้เลิกคบกัน เห็นมาเยอะคู่ แล้วในที่สุด ก็ไม่แต่งงาน อยู่เป็นโสด เห็นแล้วเศร้าใจแทน บางคนก็ใช้วิธีไปหยอดน้ำมันหมอดูก่อน จะได้บอกว่า เข้ากันได้ดี พ่อแม่ก็เชื่อ ให้แต่งงาน นี่ค่ะสังคมไทย

    ดังนั้น หมอดูจึงดูได้แม่น เช่น จะมีปัญหาอะไรบ้าง นอกจาก คนตกงาน อยากเปลี่ยนงาน มีปัญหาเรื่องแฟน เรื่องสามี ภรรยา เรื่องการงาน จะเลื่อนขั้นได้ไหม จะซื้อบ้านใหม่ดีไหม จะแต่งงานปีนี้ดีไหม จะหย่ากับแฟนดีไหม หย่าแล้วเป็นยังไ กับคนที่รักที่รักๆชอบๆกันอยู่ จะอยู่กันยืดไหม

    หมอดูว่าอะไร เราก็เชื่อกัน เราฝากชีวิตกับคนอื่น ต้องการให้คนอื่นทำให้เรามีความสุข ซึ่งหมอดูก็ช่วยบรรรเทาปัญหาพวกนี้ได้ ทำให้สบายใจ แบบมือให้พระดูในวัดแถวธรรมศาสตร์ตอนเป็นนักศึกษาว่าจะได้ไปเมืองนอกไหม ทุกคนที่ไปดู พระบอกว่าได้ไปเมืองนอกทั้งนั้น พอโตจึงเข้าใจว่า นั่นคือ ความหวัง และความฝันค่ะ ที่พระให้

   ก็เหมือนที่อเมริกา พอคนกลุ้มใจ ก็นัดไปคุยกับ หมอทางด้านจิต สบายใจ หมอก็นั่งฟัง ไม่ต้องทำอะไร ถึงเวลา ก็ได้เงิน หมดเวลาก็เชิญคนไข้กลับมา มาคุยใหม่ ให้คนไข้ระบายให้ฟัง แล้วก็สบายใจ เป็นการรักษาอีกแบบ ได้เงินดี

    ดังนั้น ค่านิยมที่ว่า แก่แล้วไม่ต้องเรียน เรียนไปทำไม อาจารย์ ตัดทิ้งน้ำไปนานแล้ว

         ค่านิยมที่ว่า แก่แล้ว มีอายุแล้วใส่ยีนส์เหมือนวัยรุ่นได้ยังไง นั่นก็ใช้กับอาจารย์ไม่ได้ ทิ้งไปนานแล้วเช่นกัน เพราะสะดวก ไม่ต้องรีด ใช้ได้หลายวัน ไม่ต้องซักและรีดยีนส์เหมือนคนไทยที่มีสาวใช้ทำให้ทุกอย่าง

         ค่านิยมที่ว่า แก่แล้ว มีอายุแล้วไปห้องสมุดทำไม เรียนไม่พอหรือ นั่นก็ใช้กับอาจารย์ไม่ได้ ทิ้งไปนานแล้วเช่นกัน

        ค่านิยมที่ว่า แก่แล้ว มีอายุแล้วทำไม ไม่นั่งอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร ให้ลำบาก ให้ลูกหลานเลี้ยง นั่นเป็นค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง ทำให้คนที่มีอายุในบ้านเรา ต้องทำตัวเหมือนคนที่ไร้ประโยชน์ ไม่ต้องทำอะไร ไม่มีกิจกรรมอะไร ดูหลาน และเล่นกับหลาน กลางคืนก็เลย นอนไม่หลับ เพราะวันๆ ไม่ได้ทำอะไร

       ค่านิยมที่ว่าเด็กวิทย์เก่งวิทย์ เด็กศิลป์เก่งภาษา จริงหรือ มีพวกที่เรียนวิทย์ เรียนวิทย์ไม่ได้เรื่อง หรือเด็กศิลป์เรียนภาษาก็ไม่ได้เก่งอะไร แต่เรียนไปอย่างนั้นเอง

     ค่านิยมที่ว่า ต้องมีคนใช้ทำงานบ้านให้ ไม่งั้น อยู่ไม่ได้แน่ มีไม่กี่ประเทศที่ยังใช้คนใช้ทำงานบ้าน ทำกับข้าวให้ ซักผ้าให้ พอคนใช้ลาออกที เพื่อนๆบ่นกันอุบ ฟังเป็นเรื่องประจำสังคมไทย

      อาจารย์มีคนรับใช้ที่บ้านตั้งแต่เด็ก แต่ไม่สบายใจตั้งแต่เด็กที่เห็น คนใช้ก็เป็นคนเหมือนกัน ตอนเด็กๆสงสัยว่า ทำไม เขาต้องทำงานทั้งวันทั้งคืน เสาร์อาทิตย์ก็ไม่เห็นจะมีวันหยุด กินกับข้าว ถ้าบ้านไหนโหดๆ กินเหลือค่อยให้กิน อาจารย์ไม่ชอบระบบนี้ตั้งแต่เด็ก จะได้กลับบ้านทีก็ตอนสงกรานต์ เขาคงคิดถึงบ้าน แถมแบ่งชนชั้น ไม่มีใครคุยด้วย เพราะเป็นคนรับใช้

     พอออกจากเมืองไทย ทุกอย่างทำเองหมด สบายใจดี แม้แต่ตอนนี้ บ้านหลังใหญ่ตามที่เด็กวัด wantima ถามว่าทำความสะอาดคนเดียวหรือ คำตอบคือ ใช่ค่ะ ทำความสะอาดทุกวัน เพราะเป็นบ้านตัวเอง จะให้ใครมาทำให้

      ทุกอย่างที่ทำความสะอาดได้เอง ทำเอง แต่นักวิทยาศาสตร์ที่บ้าน ช่วยทำส่วนที่เขาทำได้ ไม่เหมือนผู้ชายญี่ปุ่น และผู้ชายเอเชียส่วนใหญ่ ที่ให้ภรรยาทำให้ หรือคนใช้ทำจนเคยชิน หรือเพื่อนส่วนใหญที่ทำงานนอกบ้าน ภูมิใจที่จะบอกว่า ไม่เคยต้องจับงานบ้าน เพราะมีคนใช้ทำให้

    ค่านิยมทำอะไรเอง จึงเป็นค่านิยมที่อาจารย์ชอบ และทิ้งของเก่าที่ต้องพึ่งคนอื่นทำไปนานแสนนานแล้ว

      อาจารย์พูดได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ พิสูจน์มาแล้วทั้งนั้นว่า ไม่จริง และทุกสิ่งมีเหตุผลที่ว่าทำไมทิ้งไป

     ดังนั้นจึงดีใจที่เห็นเด็กวัดที่ทำงานแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ใช้ ทำไม เราจะแสวงหาความรู้ เปิดโลกตัวเองให้กว้างไม่ได้ ไม่งั้น วันๆก็ทำงานงกๆ ไม่รู้ว่าทำไปทำไม เพราะไม่มีจุดมุ่งหมายของชีวิต

    ขอให้เด็กวัดทุกคนไม่ว่าจะเรียน จะทำงาน พยายามอย่าเอา อายุ เอาค่านิยมเก่ามาเป็นกำแพงขวางกั้นตัวเอง ให้พัฒนา และหยุดการเรียนรู้ เพราะชีวิตคงจำเจ และน่าเบื่อแน่

    อย่าลืมว่า เรามีโรงเรียนเด็กวัดปรียา โรงเรียนที่มีคนที่อยากแสวงหาความรู้ และใจกว้างพอที่จะรับความคิดเห็นและแสดงความคิดเห็นกันได้ อย่างสร้างสรรค์ ไม่จำเป็นต้องคิดและเห็นตามกัน คงไม่ดีแน่

  

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-14 22:27:57 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์และเพื่อนเด็กวัดทุกคน

                            คำถาม เด็กวัด maya จะตอบอาจารย์ยังไงคะ ทั้งที่เป็นเด็กวัด maya เป็นเด็กสายวิทย์ ทำไมเป็นแนวหน้า เข้ามาตอบภาษาแทนเด็กวัดที่เรียนทางด้านภาษาคะ ถ้าเป็นเด็กวิทย์ อยากตอบก็ไม่น่าจะเข้ามาตอบได้จริงไหมคะ มีความเห็นยังไงเกี่ยวกับคำถามนี้

                            ขอตอบคำถามอาจารย์ด้วยความรู้สึกจริงๆค่ะ  ว่า นั่นคือ ค่านิยม ที่มักจะเป็นกำแพงขีดคั่นความรู้สึกของตัวเองมานานแล้ว   ว่าเรียนสายวิทย์เพื่ออะไร  ก็เพราะฟังมาได้ยินมา คิดว่า นั่นคือ หนทางที่แท้จริง  หลังจากเรียนจบแล้วเธอก็จะเห็นผลทันตาว่ามี อะไรๆให้เลือกมากมาย  ดูสิคณะที่จะให้เลือกก็เยอะ เวลาเราฟังรุ่นพี่มาแนะแนวการศึกษาเค้าก็จะบอกว่า โห  น้องสายวิทย์น่ะ มีคณะ นู่น  นั่น  นี่  ไม่ต้องกลัวหรอก  พ่อแม่ก็จะบอกเราว่า นี่นะ พี่ๆก็เรียนสายวิทย์กัน  หางานก็ง่ายไม่ต้องกลัว  มันเลยกลายเป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้เกิดความรู้สึกอยากเดินทางเส้นนั้นเส้นเดียวเลยค่ะ  เพราะ ถ้าเราไม่คิดตาม หรือ ทำตาม ผลกระทบก็คงมีไม่น้อย  และ ค่านิยมทางสังคม ก็ส่งผลพอสมควรค่ะ   ความจริงแล้ว การเข้ามาในห้องเรียนนี้ถ้าเป็นการคิดว่า   ตามกระแส   คงไม่อยู่ หรือ แสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนอาจารย์ หรือ เพื่อนๆ จนถึงปัจจุบันนี้นะคะ  เพราะ มีความรู้สึกที่ดีว่า  การที่เราจะคิดทำอะไรเพื่อเป็นการพัฒนา ตัวเรา  และ การเรียนรู้ก็ไม่ได้มีขึดจำกัดตามที่เราเคยได้รับมาและฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกอยู่ตลอดเวลา  ไม่ปรับเปลี่ยน เราก็จะมองเห็นโลกในด้านเดียว ดี หรือสวยงามตามที่เราเข้าใจจริงหรือไม่เราก็ไม่รู้ค่ะ อาจารย์   

                      นั่นคือคำพูดที่มักจะกลายเป็นนิยามที่เรายึดถือมาโดยตลอด ตั้งแต่ สมัยที่หนูเรียน มักจะมีปัญหาการแยกแยะอยู่เสมอว่า เธอเป็นเด็กวิทย์ จ้างก็ไม่รู้เรื่องหรอก แล้วเค้าพูดกันก็ใช้ภาษาที่เค้าเรียน หัวเราะสนุกสนานว่าเรา(แกๆดูหน้ามันสิมันฟังเราไม่รู้เรื่อง น่ะ ขำว่ะ(ขอโทษค่ะ)  เวลาเค้าพูดภาษาฝรั่งเศส พวก บองชู  เกอมองเตอเลวู  อู้ว์  เพราะจัง) เวลาเพื่อนๆเรียนวิชาภาษาฝรั่งเศส  ภาษาญี่ปุ่น  ภาษาเยอรมัน เราก็คิดในใจว่า  ชอบมาก อยากเรียน แต่ ไม่มีทางได้เรียนหรอกค่ะ พ่อ แม่  พี่ๆ ไม่สนับสนุนเลย   เพราะ  คิดว่าจะออกมาทำงานอะไร  ไม่มีงานอะไรรองรับเท่ากับการเรียนมาทางสายวิทย์หรอกนะ   แล้วจะมีเด็กอีกสักกี่คนกันค่ะอาจารย์ที่ยังไม่รู้ว่า ตัวเองต้องการอะไร  แล้ว เรียนไปเพื่ออะไร   อ๋อ!! ทางบ้านให้เรียน หนูก็เรียนค่ะ ทำน่ะ ทำได้ แต่ ก็ ยังไม่รู้ว่า มันเป็นตัวหนูเอง หรือปล่าว  หนูยังค้นหาตัวเองยังไม่เจอค่ะ  อืม  ลองเรียนไปก่อนละกันค่ะ   เผื่อชอบ  มันก็หลงประเด็นแล้วค่ะ เวลาเข้าเรียนอาจารย์หลายคนมานั่งสัมภาษณ์  อืม หนูมาเรียนที่คณะเราเพราะไรคะ  แหม แบบนี้ต้องพ่อแม่ให้มาเรียนแน่เลย  ( เอ !! ถามแบบนี้นี่ ต้องตอบว่าปล่าวค่ะ  หนูชอบค่ะ หนูชอบเครื่องแบบ หนูคิดเองมานานแล้วค่ะ ว่านี่แหล่ะ เป้าหมายในชีวิต  ทางบ้านไม่ได้บังคับนะคะอาจารย์  // ต้องตอบแบบนี้เดี๋ยวไม่ได้เข้า

สอบสัมภาษณ์ตก  ตายแน่ ต้องตอบดีดี )

       แล้ว ก็หลงประเด็นเข้าใจผิดๆ  มานาน แต่ก็คิดว่ายังไม่สายเกินไปที่จะเรียนรู้ค่ะอาจารย์   ถ้าเราเปิดใจรับสิ่งดีดีเข้ามาในชีวิต  ไม่ทราบจะบอกอาจารย์ยังไงว่า การเรียนรู้อะไรก็ตาม ไม่มีการปิดกั้นทำนบความคิดก็จะมองเห็นมิติดีดี  ในชีวิต 

        หนูตอบคำถามอาจารย์ยาวไปหน่อยนะคะ   จากความรู้สึกจริงๆค่ะ                    

โดย : maya วันที่ : 2009-08-13 23:16:27 อีเมล์ : IP : 114.128.10.175

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

    ดีใจที่เข้าใจว่า ถ้าการเรียนภาษาไม่กี่เดือน มีพจนานุกรมฯแล้วก็แปลได้ หรือพูดได้ คนก็คงไม่ต้องเรียนกัน หรือไม่งั้น อาจารย์ก็คงโง่แบบไม่รู้จะโง่ยังไง เพราะเรียนมาได้ยี่สิบสามสิบปี

เรียน และเรียนรู้จึงต่างกันมาก อันนี้พิสูจน์ได้แน่นอน ในระยะไกล

    สำหรับวันนี้ อยากแสดงความคิดเห็นนอกประเด็น เกี่ยวกับ ค่านิยมความคิดเก่าๆของไทย เรื่อง เด็กวิทย์ จะเก่ง วิทย์ เด็กศิลป์จะเก่งภาษา ขอบอกว่า ไม่จริง

     พอเหยียบออกนอกประเทศ ยิ่งมาอยู่อเมริกา เห็นหมอผู้หญิงเยอะแยะ อะไรที่ผู้ชายทำได้ ผู้หญิงก็ทำได้ ถ้าผู้ชายขับรถแทรกเตอร์ รถบัสคันยาวได้ ทำไมผู้หญิงจะไม่ นั่นเรื่อง กำแพงด้านเพศ แต่เด็กศิลป์ เด็กวิทย์ เป็นกำแพงด้านความคิด อาจารย์ไม่ชอบคณิตศาสตร์ เพราะคิดว่าตัวเอง เป็นเด็กศิลป์ ซึ่งไม่จริง เป็นความเชื่อที่ถูกยัดเยียดให้เชื่อ ซึ่งไม่มีเหตุผล

    อาจารย์ตอนนี้คุยกับนักวิทยาศาสตร์ที่บ้าน เข้าใจและสนุก ไม่เหมือนสมัยก่อน และการทดลองต่างๆ ที่ตัวเองเห็น ก็เด็กศิลป์เรียนเรื่องการทำน้ำประปาสมัยมัธยปลาย หรือ มศ 5 :-) ยังจำได้ดี ในหนังสือ วิทยาศาสตร์ทั่วไป ต้องท่องจำขั้นตอนการทำน้ำประปา เพียงถ้ามีอะไรให้เห็นเป็นรูปธรรม มันก็เข้าใจ จริงไหมคะ

     เรียนประวัติศาสตร์ก็ไม่มีแผนที่กางให้นักเรียนดู มีบางครั้งเท่านั้น เรียนคณิตศาสตร์ เรขาคณิตให้นักเรียนกอดอกท่อง สิ่งที่กำหนดให้ สิ่งที่ต้องพิสูจน์ จนตอนนี้ยังงงกับการศึกษาแบบไทยๆ ท่องแล้วค่อยวาดรูปออกมา

     เพราะอะไร ทำไมต้องเรียนกันแบบนี้ ก็เพราะครูผู้สอนไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจ ให้ท่องจำลูกเดียว เด็กศิลป์ก็เลยไม่เคยรู้เรื่องคณิตศาสตร์กลัวเลย ไม่กล้า แม้แต้จะคิด ส่วนเด็กวิทย์ก็ถูกมอมว่า ไม่เก่งหรอกนะเรื่องภาษา เพราะเป็นเด็กวิทย์

   เด็กวัดคนไหนเห็นด้วย เอาความคิดเก่าๆ ไปทิ้งที่คลองหรือแม่น้ำไหนก็ได้ หรือในห้องน้ำก็ได้นะคะ

ปัญหาคือ เขาไม่ได้สอนให้เราเข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจ เราก็ไม่อยากเรียน กลัว และไม่คิด เห็นด้วยไหมคะ อะไรที่เราเรียนเข้าใจ ไม่ว่ามันจะยาก มันสนุกค่ะ หรือว่าไม่จริง

    คำถาม เด็กวัด maya จะตอบอาจารย์ยังไงคะ ทั้งที่เป็นเด็กวัด maya เป็นเด็กสายวิทย์ ทำไมเป็นแนวหน้า เข้ามาตอบภาษาแทนเด็กวัดที่เรียนทางด้านภาษาคะ ถ้าเป็นเด็กวิทย์ อยากตอบก็ไม่น่าจะเข้ามาตอบได้จริงไหมคะ มีความเห็นยังไงเกี่ยวกับคำถามนี้

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-13 21:39:31 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์และเพื่อนเด็กวัดทุกคน

                            ไม่เสียกำลังใจเลยค่ะอาจารย์ 

                             สนุกดีค่ะ

                             ดีกว่าอยู่เฉยๆ

                             ไปวันๆ  แหะ  แหะ

                            จริงอย่างที่อาจารย์ว่า เพราะเรื่องสำนวน สุภาษิตนี้ไม่ถนัด และ ไม่ค่อยจะเข้ากันได้เลยค่ะ

                            แต่ชอบอ่าน แล้ว ให้แปลกใจว่า อืม  เวลาเค้าเขียนศัพท์ไว้ แล้ว ตีความออกมา มันสวยงามสมกับความเก่งกาจของนักแปลทีเดียวค่ะ  

                         (อันนี้ความเห็นส่วนตัวค่ะ  ว่า เด็กวิทย์บางคนก็หัวไม่เอาศิลป์แต่อยากรู้กับเค้าบ้าง

                                    ---จริงๆค่ะอาจารย์ 55 )

โดย : maya วันที่ : 2009-08-13 20:37:13 อีเมล์ : IP : 114.128.10.175

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ ขอแว้บมาร่วมแจมด้วยคนค่ะ

ตอบคำถามของอาจารย์ก่อน

がんばんなくても มาจากคำกริยาอะไร

อันนี้เป็นรูป -temo ถ้าตัดออกจะเหลือ ganbannai แต่เคยอ่านจากหนังสืออาจารย์ค่ะว่ามีสำเนียงถิ่นของคนโตเกียวที่มักกร่อนเสียง พวก -ranai เหลือแค่ -nnai จริงๆ แล้วตัวนี้ก็น่าจะเป็น ganbaranai ที่ผันมาจาก ganbaru ที่แปลว่าพยายาม อันนี้จะแปลว่า ไม่พยายาม~ (แล้วมีข้อความขัดแย้งต่อข้างหลังอีก)

いいから เมื่อรวมเข้ากับคำกริยา จะมีความหมายว่าอะไร

ii = ดี ไม่เป็นไร ช่างมัน

ถ้ารวมกับ ganbannakutemo ข้างบน ก็จะเป็น ganbannakutemo ii kara แปลว่า ไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องทุ่มเทอะไรขนาดนั้นก็ได้

kara ในนี้ไม่ใช่ตัวเชื่อมที่แสดงเหตุและผล บางทีเคยเจอพวก kedo, dakedo ลงท้าย แต่ไม่ได้สื่อถึงความหมายเชิงปฏิเสธอะไร มันเหมือนแสดงความรู้สึกของผู้พูดเหมือนไม่มั่นใจอะไรทำนองนั้นมากกว่า kara ในประโยคนี้ก็เหมือนกัน น่าจะบอกอารมณ์ของผู้พูดว่าเขารู้สึกทำนองว่า "เอาเหอะน่า เชื่อสิ มันต้องเป็นแบบนั้นแน่"

さ จำได้ไหมว่า มาจากอะไร

อันนี้เป็นคำสร้อยลงท้ายเวลาพูด ออกแนวว่ากล่าวตักเตือนแบบที่เด็กวัด maya ว่าค่ะ (ไม่ได้ลอกข้อสอบนะคะ ฮา) 

うごく เมื่อเปิดดิกฯ และเมื่อจะแปลเข้าคติเตือนใจนี้ รู้สึก แปลยากมั้ย เมื่อคิดเป็นภาษาไทย

ก็ไม่ยากเท่าไหร่นะคะ ไม่รู้เพราะคลุกคลีงานด้านนี้อยู่แล้วหรือเปล่า ถ้าจะยาก รู้สึกว่า gutaiteki ยังยากกว่าเลยค่ะ (ฮา)

こと ใช้ในความหมายยังไง ในคติเตือนใจนี้

ใช้ในความหมายแนะนำในสิ่งที่ผู้พูดเห็นว่าน่าจะดีกว่าให้ (ดูจากอารมณ์ของประโยค)

だね ทำไม ต้องมีทั้ง だ และ ね

da คือผู้พูดบอกในสิ่งที่ตนคิดและเชื่อว่าถูกต้อง ส่วน ne คล้ายๆ กับเชิงถามผู้ฟังว่าเห็นด้วยกับที่เขาพูดใช่ไหม

สรุป อึ่งอ่างแปลออกมาได้ว่า "ไม่ต้องทุ่มเทมากนักก็ได้ แต่ต้องทำอะไรอย่างชัดเจนมีเป้าหมายนะ" ค่ะ ตัวคนเขียนอาจจะอยากเตือนคนที่พยายามหนักมากเกินไป ทุ่มเทหักโหมอย่างไร้ทิศทางชัดเจน ถ้าตัวอึ่งอ่างก็คงนึกถึงเด็กสมัยนี้ที่เห็นไปเรียนพิเศษวิชาโน้นวิชานี้ เรียนกันดึกๆ ดื่นๆ สุดท้ายก้ได้แต่ถามตัวเอง "เรียนทำไม เรียนเพื่ออะไร?" เรียนเพื่อเกรดงั้นเหรอ? พอเรียนจบแล้วถึงรู้ซึ้งเลยค่ะว่าเกรดมันไม่ใช่สิ่งสำคัญมากมายเท่าไหร่ สิ่งสำคัญเราเรียนแล้วได้อะไรออกมาบ้างมากกว่า เกรดดีจริง แต่ไม่ได้อะไรออกมาเลยก็เท่านั้น

โดย : อึ่งอ่างตาโปน วันที่ : 2009-08-13 20:22:17 อีเมล์ : IP : 125.24.89.242

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

รออีกนิดว่ามีแนวหน้ามาช่วยแบ่งปันหรือเปล่านะคะ

เพราะต้องคิด และยากจึงเอามาให้คิด และทำ และทำให้เราเรียนรู้ว่า การแปล ต่อให้รู้คำศัพท์แต่ถ้าไม่เข้าใจลึกซึ้งก็แปลไม่ได้ เพราะมีอะไรที่ไม่ลงตัวเมื่อเทียบกับภาษาไทยค่ะ

ไม่ต้องเสียกำลังใจ เพราะการเรียนภาษาเรียนแค่แปลอย่างเดียว ใครๆก็ทำได้ แต่ไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่น

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-13 04:14:05 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

 สวัสดีค่ะอาจารย์

                             ถึงแม้จะมีวัตถุดิบในการปรุงแต่งประโยคครบแล้ว แต่   เป็นการยากมากค่ะที่จะทำให้คิดได้ตรงประเด็นอย่างที่อาจารย์บอกจริงๆค่ะ     

                                เพราะมัวแต่คิดว่าไม่ต้องมีความตั้งใจก็ได้

                               ถ้าคิดอย่างนั้นแล้วทำอะไรจะสำเร็จได้ยังไงน่ะ

                              อืม!! ยากจังค่ะ อาจารย์  คำศัพท์ที่ตีความจากคำแปลนั้นแข็งทื่อจริงๆค่ะ (ความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ ) แต่ จะเอามาเข้าประโยคให้เป็นสำนวนนั้นยากๆๆมากๆๆค่ะ

 

โดย : maya วันที่ : 2009-08-13 01:03:02 อีเมล์ : IP : 114.128.111.148

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ขั้นตอนต่อไปไม่ใช่ สรุปว่า สุภาษิตไทยว่าอะไร  เรากำลังเรียนคำเตือนใจที่คนญี่ปุ่นเขียนเป็นภาษาญีปุ่น เราจะแปลความหมายออกมาว่ายังไง ไม่เกี่ยวกับของไทยค่ะ

แปลออกมาได้มั้ย ทั้งที่ไม่ได้ติดคำศัพท์แล้ว นี่คือ ความยากของการที่จะพยายามแปลให้เข้ากับเนื้อหาที่ผู้เขียนอยากบอกคนอ่านค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-12 02:48:26 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์

       ตอนนี้ลองเอาวัตถุดิบที่ได้มา  มาปรุงดูนะคะว่ารสชาดที่ได้จะเป็นอย่างไร                   (คิดหนักเหมือนกันค่ะอาจารย์ )  

       ประโยคแรกน่าจะเป็นการแสดงความเป็นเหตุ  ทำให้มีผลต่อประโยคหลัง นะคะ

เพราะ  から มีความหมาย เพราะว่า 

เป็นชิงของการแสดงเหตุผล  ที่เป็นความจริง     และ จับต้อง มองเห็นได้

และเป็นเสมือนว่าบทเรียนที่ชี้ให้เห็นการทำอย่างนี้ ย่อมมีผลให้เป็นอย่างนี้

สำหรับ   

〜なくてもいい ความหมายคือ ไม่จำเป็นต้อง ........

 ลองปรุงดูนะคะ  เพราะว่าไม่มีความพยายามที่ดีตั้งแต่แรกนั่นแหละ (ทำให้)ไม่ก้าวหน้า(หรือไปไม่ถึงไหนหรือไม่พัฒนา) หรือประสบความสำเร็จหรอกนะ

 อาจารย์คะ  ถ้าเป็นสุภาษิตไทยจะเข้าได้กับสุภาษิตที่ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น คือ ถ้าไม่มีความพยายาม ก็ไม่พบความสำเร็จหรอกนะ

คล้ายๆกันหรือปล่าวคะ เพราะเราเคยชินกับการใช้สุภาษิตไทย พอมาเจอกับการเอาความหมายของคำที่ไม่ใช่ภาษาเรา  มากลับไปกลับมา ปรุงไปปรุงมา ให้เกิดความผสมกลมกลืนไปพร้อมๆกับทำความเข้าใจกับเชฟ(Chef ) ทางภาษาศาสตร์(อาจารย์) ของพวกเรา  หนูว่าถ้าอาจารย์ต้องชิมอาหารจากฝีมือลูกศิษย์ ก็คงจะ

ได้รสชาดที่ดูแปล่มๆ กันน่าดูนะคะ  ไม่ทราบว่าอาจารย์จะทนชิมฝีมือ นักเรียนเหล่านี้ไหวไหมคะ  55

โดย : maya วันที่ : 2009-08-12 00:10:19 อีเมล์ : IP : 112.142.133.78

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

เมื่อเข้าสู่ ขบวนการ หรือ process เมื่อเด็กวัดทำการบ้านมา ขบวนการที่ไปคิดมาใช้ได้ถูกต้อง

ขั้นตอนต่อไปก็คือ แล้วเราจะเอาชิ้นส่วนแต่ละส่วน หรือ อุปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่ เช่น เนื้อ ผัก และเครื่องปรุงต่างๆ มาประกอบกันให้เป็นอาหารจานอร่อยได้ยังไง

พูดง่ายๆก็คือ มี คำแปลพร้อม ขั้นต่อไปก็คือ เอาความหมายแต่ละคำมาแปลให้เข้ากับความหมายที่คนเขียนอยากบอกเรายังไง นั่นคือ หัวใจ สำคัญ

หมายเหตุ  ต้องใช้จินตนาการทีเดียวในการที่แปลให้เข้าเนื้อหา และในความหมายที่ผู้เขียนต้องการ โดยการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับภาษาไทยของเราได้แค่ไหน คือ งานที่ยากทีเดียว

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-11 01:53:49 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์

ความจริงที่อาจารย์ยกมาเตือนใจคือ  อาจารย์สนใจกระบวนการคิด หรือ Processมากกว่าผลที่ได้  นั้นจริงทีเดียวค่ะ (เพราะตอนนี้ก็ยังคิดไม่ค่อยออก แต่ ก็พยายามอยู่ค่ะ)

  และ ก็จริงอย่างที่อาจารย์บอกอีกนั่นแหละค่ะ  ว่า

うごく เมื่อเปิดดิกฯ และเมื่อจะแปลเข้าคติเตือนใจนี้ รู้สึก แปลยากมั้ย เมื่อคิดเป็นภาษาไทย

             ยากค่ะที่จะเอาเข้าประโยคให้สละสลวยได้  ยอมรับจริงๆค่ะ เปิดดิกก็ได้ความหมายที่จับมาใช้ยากจริงๆค่ะ

がんばんなくても มาจากคำกริยาอะไรがんばらない มาจากคำกริยารูปปฏิเสธ(รูปnai ) คือ    nakutemo ii  desu  ซึ่งเป็นรูปปฏิเสธของ te  mo  ii  desu ค่ะ

いいから เมื่อรวมเข้ากับคำกริยา จะมีความหมายว่าอะไร  ข้อนี้ยังไม่ขอตอบค่ะ แต่จะหาเหตุผลมาตอบอาจารย์นะคะ  น่าจะเป็นการอ้างถึงเหตุผลแรกซึ่งมีผลต่อเหตุการณ์ข้างหลัง

さ จำได้ไหมว่า มาจากอะไร  เป็นคำช่วยท้ายประโยค และ คำช่วยที่เป็นคำอุทาน sa เป็นคำทึ่คนโตเกียวชอบใช้กันอย่างมากในการสนทนาที่เป็นกันเอง แต่  ผู้ชายจะใช้มากกว่าผู้หญิง  และ อธิบายต่อว่า ใช้อย่างการใช้  da  ซึ่งเป็นคำตัดสิน แต่แสดง ความรู้สึกว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว หรือ แจ่มแจ้งแล้ว ซึ่งจะแก้ไขอย่างไรก็ไม่ได้ หรือจะว่าต่างๆนานาก็ปล่าวประโยชน์ 

(คำอธิบายนี้มาจากหนังสือไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่น ของ ศ.ตาเกยิโร  โทมีต้า และเขียนและเรียบเรียง โดยอาจารย์ปรียา อิงคาภิรมย์  หน้าที่ 379 - 380 )

うごく เมื่อเปิดดิกฯ และเมื่อจะแปลเข้าคติเตือนใจนี้ รู้สึก แปลยากมั้ย เมื่อคิดเป็นภาษาไทย   ยากค่ะ  ยากจริงๆค่ะ  ขอติดไว้ก่อนนะคะ ทั้งๆที่รู้คำแปล

こと ใช้ในความหมายยังไง ในคติเตือนใจนี้   หมายถึงความสามารถในการทำบางสิ่งบางอย่างได้ เช่น   การทำงาน     การเรียน  ความมุ่งมั่น  

だね ทำไม ต้องมีทั้ง だ เป็นคำตัดสิน แต่แสดง ความรู้สึกว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว หรือ แจ่มแจ้งแล้ว ซึ่งจะแก้ไขอย่างไรก็ไม่ได้ หรือจะว่าต่างๆนานาก็ปล่าวประโยชน์ 

และ ね  ใช้เน้นหรือขอความเห็นร่วม เพราะ มี เหตุผลยืนยันอยู่แล้ว  อืม ประมาณว่า เหมือน อาจารย์สอนลูกศิษย์  ว่า เพราะ ผลเป็นอย่างนี้ ซึ่งมาจากเหตุ ที่ทำอย่างนั้นนะ

อาจารย์คะ  หนูขอทำความเข้าใจก่อน แต่ ยังไม่ตีความเหมือนตอนแรกดีกว่าค่ะ 

                   ใครก็ได้ลองเข้ามาช่วยกันหาคำตอบด้วยค่ะ             

โดย : maya วันที่ : 2009-08-11 00:27:34 อีเมล์ : IP : 117.47.149.82

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

อาจารย์ไม่ชอบการสอนเพียงแค่อยากจะบอกนักเรียนว่า ผิดหรือถูก ซึ่งคือ ผล

อาจารย์สนใจ ขบวนการคิด ที่ทำให้ ออกมา เป็นผล มากกว่า เน้น ผล

สรุป process ขบวนการคิด มีความสำคัญกว่า  result ผล คือ ถูกหรือผิด

การเรียนแบบเอเชีย รวมทั้งญี่ปุ่น เราจะสนใจว่า สอบได้กี่คะแนน ทำสอบได้ไหม เราไม่สนใจว่า

 เข้าใจไหม เพราะในการที่จะเข้าใจอะไร เราต้องมี 'ขบวนการ หรือผ่านขบวนการคิด' เห็นด้วยไหมคะ แต่คนจะสนใจ คำตอบ ถูก ผิด แปลว่า อะไร จบ

อ่านที่เด็กวัดเขียนมาทำให้อาจารย์เห็นขบวนการคิด และเห็นว่า มีปัญหาที่ตรงไหนได้อย่างชัดเจน จึงไม่ต้องการตอบว่า ถูก หรือผิด แต่อยากให้ไปคิดต่อนะคะ เด็กวัดทุกคน

ขอตอบคำถามเด็กวัด และแนะแนวให้ไปคิดต่อนะคะ

มิทซึโอะ มีชื่อเสียงดัง เขาจะใช้ ano ne アノネ ก็คงไม่มีใครว่า เป็นเอกลักษณ์ของมิทซึโอะที่เจตนาใช้คำนี้ด้วย คะตะคะนะ

ส่วนคำถามที่จะถามเด็กวัดคือ

がんばんなくても มาจากคำกริยาอะไร

いいから เมื่อรวมเข้ากับคำกริยา จะมีความหมายว่าอะไร

さ จำได้ไหมว่า มาจากอะไร

うごく เมื่อเปิดดิกฯ และเมื่อจะแปลเข้าคติเตือนใจนี้ รู้สึก แปลยากมั้ย เมื่อคิดเป็นภาษาไทย

こと ใช้ในความหมายยังไง ในคติเตือนใจนี้

だね ทำไม ต้องมีทั้ง だ และ ね

สงสัยจริงๆ จะแปลให้เข้าความหมาย อ่านเข้าใจ ตีความได้ แต่แปลเป็นภาษาไทย ยากดีจัง

สะท้อนให้เห็นอะไรในสังคมและวัฒนธรรมบ้านเราอีก

เด็กวัดคนอื่นๆเข้ามาช่วยเด็กวัดแนวหน้ากันหน่อยนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-10 02:28:07 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ 

アノネ อาโน เนะ (ทำไมเป็นคะนะ)  คะ 

がんばんなくてもいいからさ 具体的(ぐたいてき)に 動(うご)くことだね

ขอลองคิดดูนะคะ ganbannakute mo ii  karasa gutei teki ni (ugo) ku koto desu.

การที่เราจะก้าวเดิน หรือ ตั้งใจทำอะไร (ทำอะไรสักอย่าง) (ugo) ku

เราควรจะมีการวางเป้าหมายที่ชัดเจน  ให้เป็นรูปธรรม gutei teki

ไม่มีความตั้งใจที่ดี หรือ ไม่มีความพยายามที่ดี  (จะได้ไหม) ganbannakute mo ii

ถ้าเอาสั้นๆ ก็น่าจะ เป็นในทำนองที่ว่า 

จะทำอะไรนั้น ก็ตาม (จะออกตัวสตาร์ทงานหรือ ทำงานอะไร ทำเรื่องอะไร)ถึงแม้จะมีเป้าหมายชัดเจน  ตรงประเด็น จริง แต่ ถ้า ไม่มีความพยายามที่ดี จะสำเร็จหรือไม่น๊า   

ลองคิดดูค่ะ  ไม่ถูกก็ไม่เป็นไรค่ะอาจารย์ 

โดย : maya วันที่ : 2009-08-10 00:08:45 อีเมล์ : IP : 114.128.8.14

--------------------------------------------------------------------------------------------------