剣道 ห้องเคนโด
เด็กวัดเคยสงสัยมั้ยคะ อาจารย์สงสัยอีกแล้ว ระดมความคิดกันหน่อยค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน

ระดมความคิดจะได้มองอะไรได้กว้างๆไกล

นำไปพัฒนาตัวเอง ด้านการเรียน และ การทำงานได้อย่างดียิ่ง

ศ. ดร. ปรียา อิงคาภิรมย์  

    เด็กวัดที่เรียนภาษาญี่ปุ่น เราเคยสงสัยมั้ยคะ ว่า ภาษาญี่ปุ่นที่เราเรียนยากเพราะอะไร อย่างเช่น คำที่คนญี่ปุ่นเขาใช้กันมีหลายคำ แต่บ้านเราพอแปลออกมา เหมือนกันเลย เราก็เลยชินกับคำตอบว่า 'มันความหมายเหมือนกัน'

 เช่น nokoru のこる และ あまる

   อาจารย์เรียนมาตั้งแต่สมัยไม่มีหนังสืออธิบายความหมาย ต้องดิ้นรนหาคำตอบและเข้าใจเอง ใครมีความคิดเห็นยังไง ตอนนี้เห็นเด็กวัดเรียนก็ยังเห็นใจเพราะกว่าจะเข้าใจได้ต้องเรียนอย่างแท้จริงไม่งั้นก็ได้แต่คำแปล

เด็กวัดคิดยังไงเกี่ยวกับปัญหาที่ว่า ทำไม ปรากฎการณ์แบบที่ว่า ในภาษาญี่ปุ่นมีตั้งหลายคำ แต่บ้านเรามีเพียง คำเดียว คือเปิดดิกฯก็แยกความแตกต่างไม่ออก

  แสดงความคิดเห็นกันหน่อย เปิดเวที แลกเปลี่ยนความเห็นค่ะ

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-09 19:50:17 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด บุ๊ค

ขอบคุณมากสำหรับความคิดเห็นค่ะ ดีมากค่ะ ไม่ต้องกลัวผิดหรือถูกค่ะ เราคิดยังไง พอเขียนออกมา เราก็จะได้เข้าใจตัวเองว่าเราคิดยังไง  การที่จะบอกว่า คนญี่ปุ่นมีความคิดที่ซับซ้อน ทำให้มีภาษาที่ซับซ้อนกว่าภาษาไทย ส่วนของ เราแตกต่างกว่าเพราะเราสบายกว่าเมื่อเทียบกับคนญี่ปุ่น เราก็พูดจาตรงๆ เป็นความคิดเห็นที่น่าสนใจ แต่เราสามารถพิสูจน์ หรือสรุปได้ยังไง ว่า คนรุ่นใหม่เพราะเกรงใจน้อยลง ก็เลยใช้คำพวกที่ซับซ้อนเหล่านี้ไม่ค่อยถูก อันนี้ต้องขอให้ไปคิดกันต่อ

สิ่งที่อาจารย์เรียนสามารถพิสูจน์ได้ว่า ภาษาสะท้อนวัฒนธรรม แต่จะดูเพียงแค่นั้นไม่ได้ ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น และของไทย ถ้าเราเทียบกับ ของญี่ปุ่นกับของเราห่างไกลกันเยอะค่ะ

อาจารย์ไม่รู้จะเอาแต่ละชิ้น มารวมกันให้เราเห็นภาพว่าทำไม ภาษาญี่ปุ่นจึงเป็นแบบนี้ เพราะต้องมองและเจาะลึกตั้งแต่ เริ่มประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เมื่อเทียบกับของเรา เขามีพื้นฐานที่แน่นอนกว่าของเราเยอะ ยิ่งอาจารย์เรียนท่องจำมาในประเทศเรา แม้แต่อักษรไทยเรา ตกลงเอามาจากไหน แต่ถ้าตามตำราเรียน เราก็ท่องว่า สมัยพ่อขุนรามฯ ถ้าเราเทียบกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ตั้งแต่เริ่มมีเทพนิยาย โคะจิคิ และนิฮงงิ เราก็จะเข้าใจว่า ประเทศไทย เป็นยังไง อาจารย์ก็ยังตอบไม่ได้ แต่เรียนจากประวัติศาสตร์ที่ต่างชาติเขียนเกี่ยวกับบ้านเรา

ไม่มีคำไหนเหมือนกันจำไว้เลย ท้าเลยค่ะ ถ้าเหมือนกันทำไมต้องมีสองคำ แม้แต่ภาษาไทย เช่น

อ่อนโยน และอ่อนน้อม ก็ยังต่างกันใช่ไหมคะ คล้ายกัน แต่ต่างกันตรงไหน

นั่นแหละคือการลับสมองค่ะ ทำให้เราคิดเป็น

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-11 19:47:53 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : สวัสดีค่ะอาจารย์

ภาษาญี่ปุ่นตอนนี้ยังไม่เก่งมาก ถ้ามีอะไรที่เข้าใจผิดไปก็รบกวนอาจารย์ช่วยแก้ไขให้ด้วยนะคะ

ก่อนอื่นเลยที่อาจารย์ยกตัวอย่างเรื่อง てもらう、ていただく、ていただける、ていただけない、てくださる、てくれる คำพวกนี้ในภาษาไทยจะไม่สามารถแปลออกมาได้ตรงตัว หรือเก็บความหมายได้ครบถ้วนอย่างแน่นอน เวลาที่แปลคนส่วนใหญ่จึงแก้ปัญหาโดยให้คำเหล่านั้นสื่อถึงความหมายเดียวกันไปเลย[てあげる=てくれる] ส่วนต้วแล้วคิดว่าน่าจะมีที่มาจากพื้นฐานนิสัยของคนแต่ละชาติค่ะ

คนญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีความคิดซับซ้อน สนใจความรู้สึกของคนอื่นค่อนข้างมาก สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนออกมาในภาษาที่พวกเขาใช้ ทำให้ภาษาญี่ปุ่นมีคำแสดงความรู้สึกที่หลากหลาย แต่จากการที่ความคิดเกรงอกเกรงใจของคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่มีลดน้อยลง ทำให้แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ใช้คำเหล่านี้ไม่ค่อยถูก

ส่วนคนไทยนั้น ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้ลักษณะนิสัียของคนไทยเป็นแบบสบายๆ ไม่ค่อยถือสาอะไร ไม่เคร่งครัดกฏระเบียบ สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนออกมาในภาษาเช่นเดียวกับคนญี่ปุ่น คือภาษาไทยจะเป็นภาษาที่ตรงไปตรงมา คิดอะไรก็พูดออกมาได้เลย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ เวลามีใครมาชวนไปทำสิ่งที่เราไม่อยากทำ คนไทยจะอ้ำๆอึ้งๆจะตอบปฏิเสธไปเลยก็ไม่กล้า แต่ก็ไม่มีคำไหนใช้แทนความรู้สึกได้ดี ถ้าเป็นคนญี่ปุ่น เขามีความเกรงใจเหมือนกัน ดังนั้นเวลาตอบปฏิเสธแบบไม่ให้เสียน้ำใจกันก็เลยใช้คำว่า ちょっと

อาจจะตอบไม่ค่อยตรงคำถามอาจารย์ไปบ้างนะคะ เพราะศัพท์บางคำที่เรียนอยู่ อาจารย์ยังสอนเลยว่ามีความหมายเหมือนกัน มาอ่านในนี้ถึงได้รู้ว่า ความหมายไม่เหมือนกันเลยซะทีเดียว

โดย : บุ๊ค วันที่ : 2009-08-11 18:23:44 อีเมล์ : IP : 124.122.214.126

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด ad

ขอบคุณมากที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น เห็นด้วยค่ะ ว่ามีคำที่คนไทยใช้แบ่งละเอียด แต่ในภาษาญี่ปุ่นไม่แบ่งก็มี

แต่ส่วนใหญ่ที่เป็นปัญหาตามที่เด็กวัดเขียน เราจะเจอคำที่ญี่ปุ่นมีเยอะในภาษาญี่ปุ่น แต่ภาษาไทยไม่มี เพราะโครงสร้างภาษา และความสุภาพไม่เหมือนกัน และญี่ปุ่นสร้างคำจากทั้งภาษาจีน คำที่ยืมจากต่างประเทศมาผสมกับคำญี่ปุ่น ทำให้มีลูกเล่นมากกว่าเราเยอะ

เอาเพียงแค่ irassharu ลองคิดดูว่ามีกี่ความหมายในภาษาญี่ปุ่น

หรือ คำสุภาพที่ผันเยอะแยะ てもらう、ていただく、ていただける、ていただけない、てくださる、てくれるระดับความสุภาพ ยังไง เราใช้จริงๆไม่ได้ จากการเรียนจากตำราเรียน เพราะในชีวิตจริงๆคำพวกนี้ ซับซ้อนมาก แม้แต่คนญี่ปุ่นก็ยังใช้มั่วกันเลย และสร้างความปวดหัวอย่างมาก

หรือในภาษาไทย เช่น คำว่า ไม่เป็นไร คนญี่ปุ่น เขางงเป็นไก่ตาแตก ว่า ทำไมคำเดียว แต่ในภาษาญี่ปุ่นมีตั้งหลายคำ เป็นโหลเลย แล้วเวลาคนไทยเรียนภาษาญี่ปุ่น พอรู้ว่า daijoobu ไม่เป็นไร เราก็หยิบมาใช้จนติดปาก ทั้งที่ไม่ได้เข้ากับสถานการณ์ในภาษาญีปุ่นเลย หรือพอพูดกับชาวต่างชาติ จะบอกเขาว่า ไม่เป็นไร ก็ใช้ don't mind, it's ok, no problem ชาวต่างชาติก็งง

คนไทยและคนญี่ปุ่นทำงานกันจึงมีปัญหาเรื่องความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมอย่างมาก คนญี่ปุ่นที่ไปทำงานเมืองไทย เกิดมาอยู่ประเทศเกาะ ไปเจอคนไทยที่สบายๆแบบไทยๆ ก็เลย เหมือนน้ำกับน้ำมัน คนญี่ปุ่นก็ยกวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่นทั้งดุ้นไปใช้กับคนไทย คนไทยก็สบายๆแห้งชามน้ำชาม ทำไปเรื่อยๆแม้จะทำงานบริษัทญี่ปุ่น ภาษาไทย และญี่ปุ่นก็ไม่ลงตัว ใช้ภาษาอังกฤษปนไทย ปนญีปุ่น ก็เลยยิ่งเกิดปัญหามากยิ่งขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างเข้าใจภาษาของกันไม่ลึกซึ้ง มีปัญหาอย่างมาก เมื่อนำไปใช้พูดกัน ยิ่งระดับทำงาน ยิ่งมีปัญหามากเข้าไปใหญ่

คำที่เกี่ยวกับ มือ หัวใจ ปาก อะไรพวกนี้ ของเราก็มีมากจริงๆ แต่ไม่ได้ช่วยเรามาก เพราะเราเรียนภาษาญี่ปุ่น เราต้องเรียนของเขาจริงไหมคะ แต่พอเขาเรียนภาษาไทย นักเรียนก็บ่นอุบ เพราะไม่เข้าใจ ปากบอน ปากปลาร้า เป็นต้น 

ยิ่งถ้าเป็นคำที่แสดงถึง ฝน ของญี่ปุ่นละเอียดจริงๆ  จำไม่หวั่นไม่ไหว หรือท้องฟ้าก็เช่นกัน มันสะท้อนสังคมของแต่ละสังคมได้ดี

อาจารย์สอนภาษาไทย และเรียนภาษาญี่ปุ่น และสอนภาษาญี่ปุ่น เป็นภาษาอังกฤษ ก็เลยเห็นของสามประเภท เพราะในภาษาอังกฤษ เช่น หนวด เครา มีหลายคำ

ไปอิตาลี ชื่อพาสต้าเขา มีอย่างน้อยสามสิบกว่าชื่อได้ งง เราเรียกว่า สปาเกตตี้ ไม่ใช่เลย

ผลไม้ที่ไม่มีในบ้านเรา ในต่างประเทศก็มีมาก เหมือนบ้านเรา ทุเรียนมีหลายชนิด สะท้อนให้เห็นสังคมนั้นๆ

ได้ดีจากคำต่างๆที่ใช้ค่ะ

คำด่า คำหยาบบ้านเรา เป็นกระบุง คนญี่ปุ่นมีอยู่ไม่กี่คำ มันสะท้อนอะไรให้เราเห็นเยอะ ภาษาแต่ละภาษาจึงน่าสนใจ และมีเสน่ห์แก่การคิด และการหาคำตอบ

บ้านเรามี กิน รับประทาน ทาน สวาปาม และอีกหลายคำ ญี่ปุ่นก็ให้ความสำคัญกับ การกิน เขาก็มีหลายคำ

นอกจากนั้นยัง อะไรทั้ง ปิ้ง ย่าง ไม่ว่า ภาษาอังกฤษ หรือญี่ปุ่น ไม่ค่อยจะลงตัวกัน เพราะว่า วิธีทำต่างกัน สำหรับอาจารย์คิดว่า น่าสนใจมาก จะใช้ที ไม่ลงตัว เพราะมีอาหารมากแบบที่ใช้วิธีทำแตกต่างกัน จึงเรียกแตกต่างกัน

ดังนั้น การเรียนความหมายของแต่ละคำอย่างลึกซึ้ง จะเห็นและเข้าซึ้งถึงวัฒนธรรมได้อย่างดี

ใครมีความเห็นยังไงเขียนมา คุยแลกเปลี่ยนกันได้

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-10 02:43:08 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ขอเสรืใอกนิดครับเรื่องที่ว่าบางคำไทยมีเยอะ แต่ญี่ปุ่นมีน้อย

คำว่า 飲む ไทยมีทั้ง ดื่ม ซด กินก็ใช้ได้ คิดว่าญี่ปุ่นบางครั้งเค้าก็อาจรู้สึกเหมือนกันว่า คนไทยกินหลายแบบจัง 

โดย : ad วันที่ : 2009-08-10 01:14:39 อีเมล์ : IP : 10.1.0.150

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีครับอาจารย์

เคยคิดอยู่เหมือนกันครับ เกี่ยวกับเรื่องที่ ญี่ปุ่นมีคำใช้หลายำคำ แต่ไทยมีใช้แค่คำเดียว

กรณีแบบนี้ เกิดขึ้นกับตอนเรียนภาษาอังกฤษเหมือนกันด้วยครับ เป็นปัญหาใหญ่เหมือนกัน

คิดว่าที่เป็นแบบนี้เพราะ คำไทยแท้(คำที่ไม่ใช่บาลี สันสกฤตหรือเขมรที่เราต้องมานั่งแปลอีก) มันมีใช้น้อย

แต่ผมว่าจริงๆเราอาจคิดในมุมกลับกันได้อีกครับว่า คำที่ญี่ปุ่นมีใช้คำเดียว แต่เรามีใช้เยอะ ก็มีเหมือนกันเช่น

กราม คาง ขากรรไกร ญี่ปุ่นเหมาเป็น あご ไปหมด หรือจะขาส่วนไหนก็ตามไปจนถึงเท้าเรียก 足 หมด แม้กรณีแบบนี้อาจมีคำที่ใช้เรียกแยกจริงๆ เช่นอาจมีคำว่า ข้อเท้า เท้า น่อง แยกแบบคนไทย แต่โดยรวม ตามการใช้ภาษาทั่วๆไปคิดว่าคนญี่ปุ่นก็เหมาเป็น 足 หมด

อีกคำก็คือ ひげ ไทยมีทั้ง หนวด เครา แถมยังมี เคราแพะ อีกต่างหาก พอมาดูๆแบบนี้เลยคิดว่า ที่เราเห็นว่าญี่ปุ่นมีเยอะแต่เรามีน้อย ก็คงเป็นเพราะ จริงๆคำบางหมวดญี่ปุ่นละเอียด แต่ไทยไม่ละเอียด บางหมวด ไทยละเอียด ญี่ปุ่นไม่ละเอียด ถ้าเราละเอียด แต่ญี่ปุ่นไม่ละเอียด เราก็ไม่เดือดร้อน เลยไม่ได้สังเกต แต่หมวดไหนญี่ปุ่นละเอียด แต่เราไม่ ก็เป็นปัญหา เราเลยเริ่มสังเกตว่า ทำไมเรามีคำใช้น้อยจัง

หรืออีกประเด็นก็คือ คิดว่าญี่ปุ่นประสมคำได้ง่ายกว่าของไทย คือถ้าอยากได้คำใหม่ ก็พอจะเอาคันจิที่มีความหมายแบบที่ต้องการมาชนกันแล้วอ่านตามเสียงจีนได้ แต่ของไทยโดยปกติเวลาเราจะสร้างคำใหม่ เราไม่ค่อยนิยมคำไทย เราชอบคำบาลีสันสกฤตมากกว่า ซึ่งมีแต่คำที่เราไม่ชิน พอเราไม่ชิน ก็เลยกลายเป็นว่าสร้างคำลำบาก จะใช้คำไทยก็ไม่ชอบ สรุปคำใหม่เลยเกิดยาก บางคำเกิดมาคนก็ไม่ใช้ อาจเป็นเพราะความลำบากในการสร้างศัพท์ใหม่ทำให้ไทยเรามีคำใช้น้อยกว่าญี่ปุ่นรึเปล่าครับ

สุดท้าย ถ้าเป็นพวกคำทั่วๆไปแบบสัตว์ สิ่งของ คิดว่าไทยกับญี่ปุ่นสูสีกัน แต่คำที่เห็นค่อนข้างชัดว่าญี่ปุ่นมีเยอะแต่ไทยมีน้อยคือคำที่มีลักษณะเป็นนามธรรม และคำหล่านี้ญี่ปุ่นใช้คำจีนเยอะ หรือถ้าไม่ใช่คำจีน ก็เป็นคำจีนที่ญี่ปุ่นคิดเอง ถ้ากรณีคำที่เป็นนามธรรมแบบนี้ไทยเราก็นิยมคำบาลีอีกเช่น พัฒนาการ วิวัฒนาการ แต่เนื่องจากสภาพสังคมไทยกับญี่ปุ่นต่างกัน คนรู้หนังสือต่างกันมากๆ ดังนั้นญี่ปุ่นใช้คำจีนเยอะ คนก็เข้าใจได้โดยง่ายเพราะเค้าอ่านหนังสือกันเยอะ มีความรู้ดี แต่คนไทย อ่านหนังสือน้อย ยิ่งสมัยก่อน ยิ่งน้อยใหญ่ เวลามีคำบาลียากๆเข้ามาคนก็ไม่ค่อยเข้าใจ คำพวกนั้นก็เลยตกรอบไปหมด

โดย : ad วันที่ : 2009-08-10 01:10:58 อีเมล์ : IP : 10.1.0.150

--------------------------------------------------------------------------------------------------