柔道 ห้องยูโด
เรียนไวยากรณ์แล้วก็แปล เรียนกันตั้งแต่เมื่อไร
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ และเด็กวัดทุกคน

 

 

 

     เรียนไวยากรณ์ญี่ปุ่น

ทั้งผันคำกริยา ทั้งแปล

ทรมานดีจัง

น้ำตาร่วงเลย

ไม่เห็นสนุกเลย

ทำไมสอนเหมือนกัน

ทั้งประเทศ

 

            วันนี้มีคำถามที่อยากถามเด็กวัด และแฟนๆหนังสือทุกคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ หรือภาษาต่างประเทศอื่นๆว่า

         

          การเรียนภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาญี่ปุ่นที่เราเรียนเน้นกันหนักที่ไวยากรณ์ แล้วก็แปลกัน เอาเป็นเอาตาย แต่เอาไปใช้ไม่ได้หรือ หรือที่เรียกว่า Grammar-translation Method เป็นวิธีการสอนที่เริ่มมาตั้งแต่เมื่อไร

 

           ช่วยกันเดา หาคำตอบนะคะ จะได้เข้าใจว่า ทำไม อาจารย์จึงบอกว่าเป็นการเรียนที่ล้าสมัย และไม่ได้ผล เอาไปใช้ไม่ได้ แต่ใช้ได้ในสมัยนั้น แต่สมัยนั้นที่ว่า สมัยไหนคะ เช่น เมื่อยีสิบปีที่แล้ว หรือ กี่ปีที่แล้ว ช่วยกันหาคำตอบนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-03 04:08:12 อีเมล์ : IP : 71.190.43.215

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด ad

       ขอขอบคุณเด็กวัด ad ที่เขียนอธิบายมาอย่างแจ่มชัด และทำให้อาจารย์เห็นได้ชัดว่า ตั้งแต่อาจารย์เกิดในเมืองไทย ออกจากเมืองไทย กลับไปสอนที่เมืองไทย อาจารย์ก็เห็นการสอนแบบนี้ไม่เพียงแต่การสอนภาษาต่างประเทศ เพราะว่าทุกอย่างเป็นการสอนในบ้านเรา เราเรียนแบบป้อนอย่างเดียว คือ ตามที่เด็กวัดแอ๋มเขียนมา ในอีกห้องที่ว่า ครูเข้ามาก็สอน แล้วเราก็จด คำอธิบาย คำบรรยาย โดยที่ไม่เคยมีความสงสัย หรือไม่เคยมีการเรียนแบบให้เราคิด ส่วนภาษาอังกฤษ หรือภาษาต่างประเทศ ก็ไม่ได้สอนแบบที่ทำให้เราเข้าใจ แต่เรียนแบบจดๆๆ แล้วก็ท่องจำ คำศัพท์ ท่องจำวิธีการแต่งประโยค แต่ใช้เมื่อไร กับใครได้บ้าง ไม่มีการเรียนเน้น ให้คิด จึงนำไปใช้ไม่ได้

   อาจารย์คิดว่า ไม่จริงเสมอไปที่ว่า การเรียนภาษาญีปุ่น หรือภาษาอังกฤษในเมืองไทย ซึ่งเราเรียกว่า เป็นการเรียน Foreign Language ซึ่งอาจารย์เคยเขียนโพสให้อ่านกันเป็นเรื่องใหญ่ไปนานแล้ว หาอ่านกันเองได้นะคะ แม้จะไม่เหมือนเรียนภาษาญี่ปุ่น หรือเรียนภาษาอังกฤษในประเทศนั้นๆก็ตาม

     แต่เราก็สามารถสอนให้พูดได้ หรือเรียนแบบเข้าใจอย่างมีเนื้อหา อาจารย์เองเรียนภาษาญี่ปุ่นในไทย และภาษาอังกฤษ อาจารย์เรียนกับอาจารย์ต่างชาติ โชคดีอาจารย์ที่สอนไม่ได้สอนแบบแปลลูกเดียว แบบที่พวกเราเรียนกัน แม้จะพูดไม่ได้คล่อง แต่พูดได้ เขียนได้ และเรียนเรื่องราวเกี่ยวกับญี่ปุ่นอย่างมาก ไม่เหมือนสมัยนี้ เรียนแต่การพูด เรียนแต่ไวยากรณ์เป็นหลัก แต่เรียนทักษะทั้งสี่ควบไปหมดทำให้สนุกและเข้าใจได้ เพราะสมัยอาจารย์ ผู้สอนภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น ผ่านการอบรมด้านการสอนมาแล้ว ที่ไม่ได้รับการอบรมก็สอนไม่เป็น สอนแบบแปลลูกเดียวก็มีเช่นกัน ทำให้เห็นความแตกต่างกันอย่างมาก

       จากการสอนเด็กไทยภาษาอังกฤษ เด็กไทยที่มีศักยภาพสูง จะตั้งคำถามที่อาจารย์ฟังแล้วทึ่งจริงๆ เช่น ภาษาอังกฤษ ทำไม I go, you go, she/he goes ทำไมต้องมี es หรือ ทำไมบางทีเติม s อาจารย์ต้องใช้กลยุทธ์ในการอธิบายเพื่อให้เด็กพอจะเข้าใจได้ ไม่ใช่บอกว่า มันเป็นแบบนี้ก็ท่องจำไป เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเด็กต้องการเหตุผลหรืออะไรที่ทำให้เด็กเรียนแล้วสนุก ไม่ใช่ให้ท่องจำ แล้วก็เอาเรื่องต่างๆที่เด็กฝรั่งเรียนให้เรียน เพื่อจะได้เห็นอีกโลกหนึ่ง ทำให้เด็กตื่นเต้น ไม่ใช่สอนเรียนแต่ไวยากรณ์แบบที่เราเรียนๆกัน

    สำหรับ การเรียนภาษาต่างประเทศ แน่นอนและเห็นด้วยกับเด็กวัดที่ว่า ไม่มีทางที่จะเรียนได้ด้วยการไม่แปล เพราะมันสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่า เรียนโดยการที่ครูแปลให้ฟัง แล้วก็จบหน้าที่ไป

     เพราะยังมีวิธีการสอนอีกมากมาย ที่จะสอนให้นักเรียนรู้ความหมายด้วยวิธีการต่างๆ อาจารย์สอนนักเรียนมา ในแต่ละชั่วโมง จะต้องมีวิธีการสอนมากแบบ ยิ่งเป็นการสอนภาษาต่างประเทศ ไม่ได้สอนแบบสูตรแปลนี้อย่างเดียว

      แต่สิ่งที่ยากที่สุดในชีวิตการสอนนักเรียนและเวลาอบรมคนญี่ปุ่นที่จะไปเป็นอาจารย๋สอนภาษาญี่ปุ่นก็คือ กลยุทธ์ การประยุกต์ใช้สิ่งที่เรียนไปสอน วิธีการสอน ตลอดจน จิตวิทยาของผู้สอน สิ่งเหล่านี้ สอนกันไม่ได้ เพราะไม่มีวิธีการสอนไหนที่ดีที่สุด ในความคิดเห็นของอาจารย์

      แต่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะต้องการคำตอบว่า อาจารย์คะ วิธีการสอนแบบไหนดีที่สุด นี่คือคำถามที่คนญี่ปุ่นที่อาจารย์อบรมวิธีการสอน ต้องการรู้  พอตอบว่า ไม่มีวิธีการสอนไหนดีที่สุด ก็ผิดหวัง เพราะเขาจะติดกับรูปแบบการสอนทีแน่นอนตายตัว คนเรียนก็เบื่อแย่ แต่เขาก็ยังใช้กันเป็นประจำ

      แค่หลับตา อาจารย์ก็รู้ว่า อาจารย์ญี่ปุ่นสอนกันยังไงในห้องเรียน เพราะผ่านการเรียน และเห็นสอนนักเรียนต่างชาติในญี่ปุ่นที่อาจารย์รับผิดชอบมาแล้วทั้งนั้น คนญี่ปุ่นเรียนภาษาอังกฤษและคนไทยเรียนภาษาญี่ปุ่น จึงนำไปใช้ไม่ได้ เพราะเราใช้วิธีการสอนแบบเดียวกัน ในห้องเรียน แต่คนญี่ปุ่นเขาแม้จะพูดไม่ได้ แต่เขาแปลและเข้าใจภาษาต่างประเทศได้ลึกซึ้งกว่าของคนไทย

ของคนไทยแปลก็ไม่เป็นเพราะไม่ได้เรียนแปลอะไรที่ยากๆหรือเรียนเนื้อหา จะ แปลได้แต่ประโยค และพูดก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้เน้น คือ ทุกอย่างเรียนแบบครึ่งๆกลางๆ ทั้งที่เอาวิธีการสอนนี้ไปใช้ แต่ใช้สอนแบบไทยๆ

   ปัญหาใกล้ตัว อ่านแล้ว เห็นด้วย หรือยังไง อย่าลืมเขียนมาแลกเปลี่ยนกัน หรือว่าใครที่ชอบวิธีการสอนแบบนี้มากๆ เพราะเรียนสบาย สะดวก อย่าลืมเขียนมาคุยด้วยนะคะ หลากหลายความคิดจึงจะพัฒนานะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-09 18:12:50 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีครับอาจารย์

วิธีการเรียนแบบที่อาจารย์พูดถึง คิดว่าเป็นวิธีการเรียนที่มีมาตั้งแต่คนไทยเริ่มคิดที่จะเรียนภาษาต่างประเทศ อย่างน้อยๆผมคิดว่าน่าจะไม่น้อยกว่า 40 ปีแล้วครับ และก็ยังทำแบบเดิมจนถึงทุกวันนี้

เคยอ่านหนังสือการใช้ tense ภาษาอังกฤษเล่มหนึ่งเขียนถึงวิธีการใช้ tense ต่างๆเล่มหนึ่ง ในนั้นไม่อธิบายอะไรเลย บอกแต่คำแปล เช่น I'll go ฉันจะไป I went ฉันได้ไป  เป็นอย่างนี้ทั้งเล่มเลยครับ

ลักษณะแบบนี้คงเข้าข่ายการเรียนแบบแปลไวยากรณ์อย่างที่อาจารย์พูดใช่มั้ยครับ เป็นวิธีเรียนที่ไม่ได้ผลอะไรเลยจริงๆครับ อ่านจบเล่มก็ยังนึกภาพอะไรไม่ออกเลย

แต่วิธีการเรีนภาษาต่างประเทศ ผมคิดว่ายังไงๆเราก็หนีคำแปลไปไม่พ้น เพราะการเรีนที่ไทย มีข้อจำกัดที่สำคัญคือ เราไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมของภาษานั้นๆจริงๆ การเรียนภาษาด้วยวิธีธรรมชาติเหมือนอย่างเด็กแรกเกิด จะได้ผลเมื่อเราอยู่ในสิ่งวดล้อมของภาษานั้น แต่ที่ไทย ไม่ได้มีสิ่งแวดล้อมแบบนั้น การเรียนโดยวิธีธรรมชาติน่าจะประสบผลได้ยาก การอธิบายไวยากรณ์ให้ฟังจึงน่าจะได้ผลดีกว่า

แต่การเรียนแบบไทยๆก็ยังมีข้อบกพร่องคือ แปล ยังไงก็คงต้องแปล แต่แปลโดยไม่รู้นัย ไม่รู้sense ย่อมไม่สามารถทำให้ผู้เรียนเอาไปใช้ได้จริง

วิธีการเรียนอย่างที่อาจารย์บอกมา ทุกวันนี้ก็ยังใช้กันอยู่ อาจารย์ป้อนฝ่ายเดียว บางครั้งถามในห้องก็ยังไม่มีใครยอมตอบด้วยซ้ำ เรื่องนี้คงไม่ได้เป็นแค่กับการเรียนภาษา แต่เป็นการเรียนทุกอย่างในประเทศไทย อาจเป็นเพราะลักษณะสังคมไทยที่ไม่ชอบเห็นเด็กตั้งข้อสงสัยหรือทักท้วงผู้ใหญ่

จริงๆเมื่ออาจารย์อธิบายมา และบอกคำแปล คิดว่าผู้เรียนต้องจำไว้ว่า คำแปลนั้นเป็นเพียงตัวอย่างของวิธีการแปล ไม่ใช่คำแปลที่ติดอยู่กับตัวไวยากรณ์นั้นจริงๆ แต่สิ่งสำคัญที่เด็กต้องเข้าใจคือวิธีการใช้และความหมายจริงๆ เด็กควรได้เห็นตัวอย่างมากพอ เพื่อใฟ้เห็นภาพรวมและความหมายของไวยากรณ์นั้น และหากจะแปลก็ค่อยมาดูว่าประโยคที่ใช้ไวยากรณ์เหล่านั้นจะแปลเป็นไทยได้ว่ายังไงบ้าง และคิดเปรียบเทียบระหว่างคำแปลไทยกับความหมายของไวยากรณ์ที่เรียนอยู่ว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

โดย : ad วันที่ : 2009-08-05 09:44:33 อีเมล์ : IP : 125.27.205.171

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัดป๊อป

     ต้องขอโทษเด็กวัดป๊อป ทำไมคำถามที่เด็กวัดป๊อปถามหายไปไหน คงเผลอไปลบออกหรือยังไงต้องขอโทษด้วย ถ้าจำได้ เด็กวัดป๊ํอปสงสัยว่า ถ้าไม่เรียนแปล แล้วจะเรียนภาษาต่างประเทศ หรือภาษาญี่ปุ่นได้ยังไง จะรู้คำศัพท์ได้ยังไง แล้วเด็กวัดป๊อปถามว่า อยากเรียนภาษาญี่ปุ่น แล้วเขาเรียนกันยังไง ถ้าไม่เรียนแบบนี้ อาจารย์จำได้คร่าวๆ ถ้าไม่ถูกต้องเด็กวัดป๊ํอปช่วยเข้ามาโพสใหม่นะคะ ต้องขอโทษ จะลบที่เขียนผิด แต่คงลบผิดอันนะคะ

(ครูประจำชั้นปรียา)  เป็นคำถามที่ดีมากค่ะ ทำไมมันล้าสมัย การเรียนภาษาญี่ปุ่น ที่อาจารย์แนะนำให้เด็กวัดป๊อป ไปหาซื้อหนังสือ ภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้น ที่มีซีดี  แล้วมาฟัง เอามาเรียนเอง ด้วยการฟังเทป

        อาจารย์จำได้ว่าเป็น วิธีที่อาจารย์แนะนำให้เด็กวัดป๊อป เริ่มเรียน ตอนที่เขียนมาถามอาจารย์ว่า ควรจะเริ่มต้นเรียนยังไง  อาจารย์อยากทราบว่า วิธีการเรียนที่อาจารย์แนะนำให้เด็กวัดป๊อปไปเรียนจากการฟังซีดีนั้น เหมือนกับการที่เราเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยการนั่งในห้องเรียนแล้วครูก็ให้อ่านภาษาญี่ปุ่นในมินนะ โนะ นิฮงโงะ หรือให้นักเรียนอ่านพร้อมกัน หรือไม่ก็อ่านทีละคน พออ่านเสร็จครูก็แปลให้ฟังว่า

           วะตะชิ แปลว่า ฉัน หรือ ผม เป็นภาษาไทย

           ทะเบะรุ แปลว่า กิน

           เทมปุระ แปลว่า เทมปุระ กุ้งทอดแบบญี่ปุ่น

           แล้วทั้งประโยคก็คือ ฉันกินเทมปุระ

           วิธีเรียนสองวิธีนี้เหมือนกันไหมคะ

           ช่วยกันคิดนะคะ เพราะการเรียนภาษาต่างประเทศมีวิธีการเรียนและ การสอนมากมายหลายแบบ แต่ที่เราเรียน ที่เราสอนกันก้คือ แบบที่อ่านแล้วก็แปล จดคำแปลที่ครูให้มา แล้วเราก็ท่องจำ จริงไหมคะ เรียนๆไป ไม่รู้ใครเก่งกันแน่ เพราะครูจะป้อนให้ตลอด ครูจะ active ส่วนนักเรียนจะนั่งจด นั่งแปล นั่งฟังอย่างเรียบร้อยแบบที่ครูชอบนักเรียนเรียบร้อยแบบนี้ เขาเรียกว่า passive รับลูกเดียว

             ที่อาจารย์ฺว่าล้าสมัย ก็เพราะวิธีนี้เป็นวิธีเรียนที่คนสมัยก่อนเริ่มใช้เมื่อคนเริ่มเรียนภาษาต่างประเทศ

            ช่วยกันคิดนะคะ ว่าวิธีที่อาจารย์ยกตัวอย่างมา เรายังใช้ในการสอนในห้องเรียนจริงหรือไม่ ถ้าเราไม่ได้ใช้วิธีนี้ นักเรียนทำไมจึงไม่มีคำถาม แต่ที่ไม่มี คำถาม เพราะครูสอนป้อนฝ่ายเดียว แล้วนักเรียนก็ตั้งหน้าตั้งตาจดคำอธิบาย เพื่อจะเอาคำแปล และคำอธิบายไปท่องจำ จริงหรือไม่

            แสดงความคิดเห็นมาได้นะคะ ตกลงวิธีการสอนแบบนี้เิริ่มมาตั้งแต่เมื่อไร ช่วยกันคิด ช่วยกันเดา ไม่ต้องกลัวผิดนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-04 19:55:34 อีเมล์ : IP : 71.190.43.215

--------------------------------------------------------------------------------------------------