生け花 ห้องอิเคะบะนะ
เกรงใจไทย และเกรงใจญีปุ่น ごえんりょをください (2) อ่านกันได้เลยค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

สวัสดีแฟนๆหนังสือ และเด็กวัดทุกคน

            หลังจากเรื่องสำนวน enryo kudasai 遠慮ください。ที่่อาจารย์เขียนให้อ่านกันไปแล้ว เวลาอาจารย์ไปตามโรงพยาบาล ตามคลินิก หรือตามร้านหมอฟันก็ตาม บางแห่งจะติดป้าย หรือเขียนป้ายวางไว้ที่โต๊ะว่า koko de no otabako wa goenryo kudasai ここでのおタバコはご遠慮(えんりょ)ください。แปลตามตัวอักษรก็คือ บุหรี่ที่ตรงนี้ กรุณาเกรงใจ

ห้ามสูบบุหรี่

      จากสำนวน goenryo kudasai 遠慮(えんりょ)ください。กรุณาเกรงใจในภาษาญี่ปุ่นนี้ แต่ดั้งเดิม แล้ว enryo suru 遠慮する。คือ การที่ีใครคนใดคนหนึ่งคิดถึงความรู้สึก และสถานภาพของอีกฝ่าย ดังนั้น การที่จะทำอะไรลงไป เราก็ต้องระงับ ชั่งใจ และกดความรู้สึกเอาไว้ ทั้งๆที่จริงๆแล้ว อยากจะทำอย่างมาก แต่ก็ต้องทน และเก็บความรู้สึกตัวเองไม่ให้ใครเห็น และจะทำตามอำเภอใจตัวเองไม่ได้ เพราะไม่อยากไปก่อความรำคาญ หรือความเดือดร้อน ลำบากให้แก่อีกฝ่าย ความรู้สึกที่ว่านี้แหละ คือ ความเกรงใจ

       แต่ถ้าเรามาดูความหมายของคำว่า goenryo kudasai 遠慮(えんりょ)くださいกรุณาเกรงใจ ที่ว่านี้ คนญี่ปุ่นในปัจจุบ้ัน กลับนำมาใช้ กล่าวเตือน กล่าวขอร้องให้อีกฝ่ายเกรงใจ อย่าได้ทำการกระทำบางอย่างที่จะก่อให้เกิดความรำคาญแก่คนอื่น เป็นต้น ซึ่งคิดว่าเป็นวิธีการการใช้ที่ไม่ถูกต้องนัก และถูกนำมาใช้ในความหมายที่เปลี่ยนไปจากความหมายดั้งเดิม

         ดั้งนั้น พอเราดูตามความหมายของสำนวน หรือประกาศที่คนใช้กันทั่วไป ในฐานะคนที่ฟัง หรือเวลาที่อ่านป้ายที่เขียนทั่วไป คนฟัง หรือผู้อ่าน คงอดสงสัยไม่ได้ว่า คนที่ประกาศสำนวนนั้น ต้องการให้อีกฝ่าย เกรงใจอะไร เป็นต้น เพราะว่าจริงๆแล้ว  ความเกรงใจ ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องให้คนมาบอก หรือสอนว่าจะต้องทำอย่างนี้อย่างนั้น เพราะเมื่อไรที่มีคนมาบอก หรือเตือนเรา นั่นก็แสดงว่า คนๆนั้นไม่มี ซึ่งความเกรงใจอีกฝ่ายนั่นเอง

         ยกตัวอย่างเช่น เครื่องเหยียบนำ้ที่ว่าข้างต้นนี้ คนญี่ปุ่นทั่วไปที่ใช้ อาจจะตีความ โดยการที่ เอาขวดพลาสติกมาใส่น้ำเย็นจากเครื่องเหยียบน้ำเย็นเพื่อเอาไปดื่มในห้องแอโรบิก หรือไม่ก็เอากะละมังพลาสติกที่ใช้ในห้องอาบน้ำร้อนญี่ปุ่นมาใส่น้ำเย็นให้เต็มกะละมังเพื่อเอาไปล้างหน้าให้ชื่นใจ เพราะเย็นสดชื่นดีก็ได้

         อาจารย์เห็นคนญี่ปุ่นทำแบบนี้หน้าตาเฉยหลายคน การที่เป็นเช่นนี้ อาจารย์คิดว่า คนที่ทำพฤติกรรมที่ว่านี้ คงจะตีความว่า ในเมื่อประกาศเขียนว่า koko wa mizu o nomu tokoro desu sore igai no kooi o goenryo kudasai ここは水を飲むところです。それ以外の行為をご遠慮(えんりょ)ください แปลความหมายตามตัวอักษร ก็คือ  ที่นี่เป็นที่สำหรับดื่มน้ำ การกระทำใดๆที่นอกเหนือจากที่ว่านี้ กรุณาเกรงใจ มีความหมายว่า ห้ามใช้เครื่องเหยียบน้ำเย็นนี้เป็นที่บ้วนปาก หรือบ้วนน้ำลาย นอกเหนือจากนี้ จะดื่มหรือเอาน้ำไปใช้ที่อื่น หรือเอาน้ำใส่ขวดกลับไปบ้านกินเย็นๆก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรไม่ใช่หรือ

        สำนวนภาษาญี่ปุ่นนี้ จึงสะท้อนให้เห็นสามัญสำนึกของคนญี่ปุ่น jooshiki 常識(じょうしき) หรือ common sense ที่คนญี่ปุ่นรู้กันเอง ไม่ต้องพูด สาธยาย หรืออธิบายก็ได้ เช่นเดียวกับ สำนวนที่รู้จักกันดี เวลาคนเกียวโตใช้กับแขกที่จะกลับบ้านว่า ochazuke demo… お茶漬けでもแปลความหมายตามตัวอักษรก็คือ หรือว่าน้ำชาใส่ข้าว..’ ซึ่งก็คือ รับข้าวที่ใส่น้ำชาร้อนๆก่อนกลับบ้านก่อนไหมคะ ซึ่งสำนวนนี้เป็นเพียงคำทักทาย ก่อนแขกจะลากลับบ้าน ผู้พูดไม่ได้มีความต้องการที่จะเชิญให้อยู่กินข้าวด้วยแต่อย่างไร หรือจริงๆแล้ว ผู้พูดอาจจะอยากให้แขกอยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนก็ได้

         สำนวน ochazuke demo… お茶漬けでもนี้ แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็จนใจไม่รู้เหมือนกันว่า ผู้พูดพูดเป็นเพียงคำทักทาย หรือเป็นการพูดเชื้อเชิญให้อยู่ทานข้าวกันก่อน ดังนั้น jooshiki 常識(じょうしき) หรือ common sense ที่คนญี่ปุ่นรู้กันเองนี้จึงไม่ถือว่าเป็นสามัญสำนึกสากล

        อาจารย์มีเพื่อนอเมริกันคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ที่บ้านของเขาตั้งแต่เด็ก เวลาที่แม่ของเขาไม่พอใจจะขึ้นเสียงดังกับลูกประจำ และจะบังคับให้ลูกต้องทำโน่นทำนี่ ทั้งที่ตัวเขาเองไม่อยากทำที่แม่บอก แต่ก็ต้องจำใจทำและต้องเชื่อฟังแม่ของเขา

        พอเขาไปบ้านเพื่อนที่คุณแม่เพื่อนมีการศึกษาและมีมารยาท เวลาที่คุณแม่เพื่อนคุยกับเขา จะพูดจากับเขาอย่างสุภาพ และเวลาที่เพื่อนไม่เห็นด้วยกับคุณแม่ของเขา เพื่อนก็มีสิทธิที่จะออกความคิดเห็นตัวเองกับคุณแม่ของเขาได้ และที่น่้าแปลกใจก็คือ คุณแม่ของเพื่อนก็จะรับฟัง ไม่เหมือนแม่ของตัวเองที่ไม่เคยรับฟัง แถมขึ้นเสียง และใช้การบังคับเป็นประจำ

         เพื่อนอเมริกันเล่าว่า เขาอายมาก เพราะเท่าที่ผ่านมา เขาคิดว่าทุกบ้าน คงจะมีการอบรมเหมือนแบบที่บ้านของเขาที่ว่า การที่แม่ขึ้นเสียงดัง บังคับลูก ไม่เคยรับฟังความคิดเห็นด้วย และลูกก็ต้องเชื่อฟัง ไม่มีการโต้แย้งใดๆ นั้น สิ่งที่ว่าเหล่านี้ คือ สามัญสำนึกของคนทั่วไป ที่เราสุ่มเดาว่าคงจะเหมือนกัน ทุกบ้าน แต่ที่แท้จริงแล้ว แต่ละบ้าน แต่ละคน ก็ยังมีสามัญสำนึกที่แตกต่างกัน แต่ถ้าเป็นสามัญสำนึกของสังคมจะคล้ายกัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังแตกต่างกัน แล้วแต่ว่าคนๆนั้นจะได้รับการอบรมให้เป็นคนประเภทไหนอีกด้วย

อ่านแล้วมีความคิดเห็นยังไง เขียนมาคุยให้ฟังด้วยค่ะ

(มีต่อ)

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-06-29 10:45:57 อีเมล์ : IP : 71.190.33.34

ตอบกระทู้

--------------------------------------------------------------------------------------------------