茶道 ห้องพิธีชงน้ำชา
เพียงเพราะเหตุผลต่างๆ ทำให้หมดความภูมิใจที่เป็นสาวไทยหรือ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัดชิน miki

 

(เด็กวัดชิน) ….แต่ถึงกระนั้นเด็กวัดชินก็คิดเช่นเดียวกับครูว่า  นั่นไม่ใช่ปมด้อยของเรา ที่จะถือพาสปอร์ตไทยแล้วเป็นเป้าจากกองตรวจคนเข้าเมือง หรือการขอวีซ่าที่อาจยุ่งยาก ก็อาจเป็นปัญหาของกระทรวงต่างประเทศในบ้านเราต่างหาก.... แต่ครูคะ  หลายครั้งมักได้ยินเสียงบ่น  ต่อว่าใน ความเป็นผู้หญิงไทย ของผู้หญิงหลายคนเพียงเพราะเดินทางข้ามประเทศลำบาก พาลให้พวกเขาอยาก  เปลี่ยนสัญชาติ   ครูในฐานะที่อาบน้ำร้อนมาก่อนเรา ครูคิดอย่างไรคะ 

เพียงเพราะอดทนไม่ได้เมื่อต้อง พิสูจน์ตัวเองจากการขอวีซ่า เจอปัญหายุ่งยากที่กองตรวจคนเข้าเมือง แค่นี้ทำให้หมดความภูมิใจในตัวเอง ความภูมิใจในสัญชาติไทย แล้วหรือ???

 

(เด็กวัด miki)  ข้อเล่าความรู้สึกหน่อยนะค่ะ ว่าตอนที่นั่งอยู่ในห้องคนเดียว แล้วก็มีแต่คนที่ไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน มาซักไซร้ถามอะไรต่างๆมากมาย มันทั้งกดดันแล้วก็อึดอัด แล้วก็ไม่คิดว่าจะกล้าพูดแบบนั้นออกไป แต่ถึงจะเจอเหตุการณ์แบบนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกนึกอยากจะเปลี่ยนสัญชาติเลย ออกจะภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย หนูคิดว่า ถ้าเรามาแบบถูกต้อง เราบริสุทธิ์ใจก็ไม่เห็นจะต้องกลัวอะไรกับการเดินทางเข้าประเทศนั้นๆ เราเห็นด้วยกับเด็กวัดชินนะค่ะ ผู้หญิงไทยที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศของเรามีตั้งเยอะตั้งเยอะ แต่ทำไมถึงมีคนเอาแต่นำเสนอในด้านเสียของผู้หญิงไทย ทั้งๆที่คนกลุ่มนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นและสำหรับหนู หนูคิดว่า พวกเค้าเหล่านั้นคงไม่ได้จะมีเจตนาที่จะหลบหนีเข้าประเทศแน่ๆ หากไม่มีความจำเป็นจริงๆ

 

(ครูประจำชั้นปรียา) ครูดีใจที่มีเด็กวัีดมีความคิดอ่านที่ีมีเหตุมีผล ครูเองเดินทางมาไม่รู้กี่ประเทศ เจออะไรมาเยอะแยะ แต่ก็คงจะเขียนอะไรมากไม่ได้ เพราะว่า ครูอยู่ในสถานภาพที่ได้เปรียบกว่าคนไทยหน่อยที่ว่า  1. มีความรู้พูดภาษาประเทศนั้นได้ 2. ไม่มีประวัติเรื่องผิดกฏหมายอะไรมาก่อน 3. มีหลักฐานการเงิน และมีสถาบันรองรับ มีที่ทำงานเป็นหลักเป็นแหล่ง

 

 

ครูเองไม่เคยมีปัญหาติดขัดใดๆที่สนามบินญี่ปุ่น เรื่องสงสัยว่าครูจะเอาอะไรผิดกฏหมายเข้าประเทศ แต่มีอยู่ครั้งเดียวที่เขาเห็นครูกลับจากกรุงเทพฯ แวะญี่ปุ่นและต้องบินไปอเมริกาคนเดียว กระเป๋าใหญ่สองใบ คอมฯ และมีกระเป๋าสะพาย กองตรวจคนเข้าเมืองถาม ครูไม่เคยโกหก และไม่มีการนำผลไม้ หรือแอบเอาอะไรที่เขาห้ามเข้าไปด้วย เมื่อเขาถามจำไว้ ห้ามโกหก แล้วก็บอกเขาว่ามีแต่เสื้อผ้า หนังสือ และของฝากนิดหน่อย เชิญเลยนี่คือ คำตอบ เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นก็เปิดดูเพื่อความแน่ใจ มีเพียงครั้งเดียว เท่าที่ีผ่านมาในช่วงยี่สิบปีที่อยู่ที่ญี่ปุ่น กองตรวจคนเข้าเมืองเห็นหน้าครูปรียา หน้านี้ผ่านทุกครั้ง ไม่เคยต้องเปิดกระเป๋าให้ตรวจเลย ยกเว้นเมื่อห้าปีที่แล้วตอนที่ขนของต่างๆจากเมืองไทย จะบินมาที่อเมริกาอีกครั้ง

 

ครูเจอปัญหาที่ว่า เขากลัวพาสปอร์ตไทยมากที่อเมริกา เป็นครั้งแรกเช่นกัน ตอนเมื่อห้าปีที่แล้วเจอต้องเปิดกระเป๋าทั้งญี่ปุ่นและที่อเมริกา เพราะเห็นว่าสาวไทย แต่ไม่ได้เป็นสาวน้อยนะคะ ครูบินเข้าสู่อเมริกาถี่ตอนนั้น ครูจดทะเบียนแต่งงานที่อเมริกากับแฟนเรียบร้อยแล้ว แต่แฟนยังไม่ได้เปลี่ยนสัญชาติ แต่ครูอ่านกฏหมายที่นี่จนเข้าใจว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจะต้องทำยังไง

 

เขาส่งครูเข้าไปห้องพิเศษแบบที่เด็กวัดเจอมา มีแต่พวกแม็กซิกัน แขก หรือชาิติจนๆทั้งนั้น แต่ของคนไทย พอดีเรามีชื่อเสีย(ง) เรื่องการขนยา ของฝิ่น ของดีๆทั้งนั้นข้ามประเทศทำให้กระฉ่อนดังไปทั่วโลกทำให้กองตรวจคนเข้าเมือง พอเห็นสาวไทย พาสปอร์ตไทยมา ต้องเข้มงวดมากยิ่งสาวไทยที่บินเดี่ยวเข้าประเทศพร้อมกระเป๋าเดินทางสองใบอย่างครู ยิ่งน่าสงสัยมาก

 

ครูไม่กลัว แต่ก็ต้องยอมรับว่าเสียความรู้สึก และเซ็งที่ว่าอีกแล้ว เราสาวไทยไปไหนคนไม่ให้เกียรติเลย เพราะเราช่วยกันทำจนเละเทะหมด เพียงเพราะเป็นคนไทย มันไว้ใจเราไม่ได้ เพราะแต่ละคน เข้ามาแล้วก็เตรียมตัวเตรียมใจเป็นโรบินฮู๊ํดเลยก็มีเยอะ หรือไม่ก็ขนฝิ่นขนของเถื่อนอะไรเข้าประเทศเขา เสียชื่อ ครูก็ชินและก็บอกตัวเองเสมอตามที่เด็กวัด miki ‘ถ้าเรามาแบบถูกต้อง เราบริสุทธิ์ใจก็ไม่เห็นจะต้องกลัวอะไรกับการเดินทางเข้าประเทศนั้นๆ ครูเข้ามาประเทศนี้ มาเรียนที่อเมริกา มาประชุม มาเสนอผลงาน บินเข้าบินออกเป็นประจำตลอดไม่เคยมีปัญหาแต่คราวนี้ ครูต้องบินเข้ามาเพื่อที่จะมาอาศัยกับสามี และต้องรอให้ทุกอย่างเรียบร้อย แต่ไม่ได้ทำผิดกฏหมายใดๆ

 

       เมื่อเขาสอบถาม ครูก็ตอบไปตามความจริง ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว แต่ขอให้จำไว้ว่า พวกกองตรวจเข้าเมืองที่อยากใช้อำนาจ และประเภทที่แย่มากๆหรือขอใช้คำหยาบว่า ถ่อยก็มีเยอะ เราต้องแยกแยะให้ออก และเขามีอำนาจที่จะให้เราเข้าหรือไม่ให้เข้า

ครูเตรียมตัวพร้อม เพราะไม่ได้ทำอะไรผิดเพียงเพราะเป็นสาวไทย ก็ต้องพิสูจน์กันหน่อย ไม่ให้อยู่ก็กลับ แต่ผลกระทบก็คงรับไม่ได้เพราะข้าวของเมืองไทยส่งมาทางเรือแล้ว

 

     มีเจ้าหน้าที่หนุ่มชาวแม็กซิกันที่เข้ามาค้นกระเป๋าครูทุกมุม ทุกอย่าง ไม่เป็นไร เพราะบอกเขาแล้วว่า มีแต่เสื้อผ้าและหนังสือ เพราะที่นี่มีขายทุกอย่างไม่ต้องขนอะไรมา ครูรู้ว่าหลักฐานการเข้าเมืองสำคัญเผื่อเขาจะขอดู ครูมีพร้อม และยังมีใบสมรสที่อเมริกาของแฟนในแฟ้มที่ตัวเองเอาติดตัวไป แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะบอกได้ เพราะอ่านกฏหมายมาหมดแล้ว ไม่ถามก็ไม่ต้องบอก ไม่ได้โกหก

 

       เขาตรวจแล้วไม่เจออะไร คราวนี้เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นหัวหน้าผิวดำเข้ามาถามครูว่า เข้ามาคุยสัมภาษณ์ต่อ เห็นอะไรเก่าๆ ก็ยิ่งใจหายคิดว่า แน่แล้ว คงต้องมาอยู่จะเป็นโรบินฮูี๊๊ดแน่

ครูไม่กลัว ก็ตอบตามความจริง ทั้งที่ตามกฎห้ามบอกว่า มีแฟนหรือแต่งงานแล้ว แต่ครูรู้ว่า มันเห็นใบทะเบียนสมรสครู เพราะครูจัดอย่างดี ไม่เห็นต้องกลัวหรือโกหก

      ครูก็บอกว่า มาหาแฟน เขาก็ถามว่า แฟนชื่ออะไร และที่สำคัญที่อเมริกามีการแต่งงานหาเงินเยอะ สาวๆอเมริกัน หรือหนุ่มอเมริกันแต่งงานเพื่อขอใบเขียวกันเยอะ จ่ายกันแบบแพงมากก็น่าเห็นใจ คนทำความชั่วเพราะเงินเยอะค่ะ

 

     เขาถามครูว่า แฟนชื่ออะไร เกิดวันไหน ปีไหน ครูก็บอกตามความเป็นจริง พอไปเช็กที่คอมฯ พอรู้ว่า แฟนทำงานให้รัฐบาลมีสถานะทางสังคม มีการศึกษาสูง และไปเช็กของอาจารย์ในคอมฯของเขา

 

หัวหน้าเรียกครูไปคุยในห้องส่วนตัว ท่าทีเปลี่ยนเป็นคนละคน คงตกใจว่า เข้มงวดผิดคน เดี๋ยวทางนี้เอาเรื่อง เจ้าตัวก็คงจะเดือดร้อน

 

     ครูเตรียมพร้อม ส่งกลับก็จะกลับเลย เพียงแต่ขอให้บอกแฟนที่มารอแค่นั้น สาวแอร์โฮสเตสยืนดูเหตุการณ์หน้าซีด คงคิดว่า ครูคงถูกส่งกลับแน่

 

      หัวหน้ากองตรวจคนเข้าเมือง เปลี่ยนท่าทีทันทีหลังจากไปอ่านในคอมฯมาของครูและของสามีและคงฟังที่พนักงานย่อผลการตรวจให้ฟัง และอธิบายว่า เขาต้องทำตามหน้าที่ และยังบอกว่า ครูเป็นคนที่มีการศึกษาสูงและไม่เคยมีประวัติ ดีมาก เชิญเลยต้องขอโทษที่ทำให้เสียเวลา ครูก็เลยบอกเขาเพื่อศักดิ์ศรีคนไทยว่า คุณพิสูจน์ได้เอง เพราะฉันบอกคุณตั้งแต่แรก และฉันไม่ได้โกหกคุณ

 

      แต่จากเหตุการณ์พวกนี้ ก็ไม่เคยทำให้ครูเป็นปมด้อย คิดว่าจะต้องวิ่งไปเปลี่ยนสัญชาิติแต่อย่างไร แต่ครูต้องใช้กฎหมายที่เขาออกมาให้เป็นประโยชน์ เพราะสำหรับสาวไทยการที่จะไปประเทศไหน ยิ่งยุโรปยิ่งเข้มงวดมาก ต้องไปขอวีซ่า ต้องมีหลักฐานที่พัก เงินทองมีเท่าไร อยู่กี่วัน ทุกอย่างต้องพร้อม อยู่ห้าวันก็ต้องห้าวัน แล้วยังต้องยื่นล่วงหน้าหนึ่งเดือน อะไรมากมาย ครูกำลังยื่นเพื่อเปลี่ยนสัญชาิติเป็นอเมริกาเพราะครูจะได้รับสิทธิ์เท่าเทียม แถมไม่ต้องทิ้งสัญชาิติไทย ไม่เหมือนในญี่ปุ่น ต้องทิ้งสัญชาิติไทย และต้องเปลี่ยนชื่อเป็นญีุ่ปุ่นด้วย ลมหายใจ ความเป็นคนไทยปรียาก็คงแห้งตายตรงนั้นเอง

     แต่ในอเมริกา ครูมีคุณสมบัติทุกประการ ยิ่งตอนทำใบเขียวครูและแฟนทำเอกสารเอง สะดวกและง่ายมาก ถ้าจ้างทนายก็คงจะเกือบสองแสนบาทค่าทำ ครูวิ่งไปห้องสมุดไปยืมหนังสือที่เขาสอนให้เขียน ให้กรอก แต่การที่ครูทำได้เพราะครูเข้าใจระบบ มีความรู้เพียงพอที่จะทำได้ และแฟนก็ยินยอมเสียเวลานั่งทำเอกสาร เพราะว่ามันไม่ได้บ่งชัด แน่นอน

 

         ทำยังไงครูจึงจะส่งแล้วไม่มีการตีกลับมาขอเอกสารเพิ่ม ครูส่งไปเดือนสองเดือนก็เรียกไปพิมพ์ลายนิ้วมือ แล้วจากนั้นก็เรียกไปสัมภาษณ์ คนที่จ้างทนายเพราะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ต้องจ่ายหลายเลย ครูอ่านแล้วทำไมต้องจ้่างด้วย คุยกับแฟนว่า เคสนี้ ลุยเอง แกเห็นด้วย เอาทนายไปเกะกะทำไม

หลังจากที่เข้าไปสัมภาษณ์ คนสัมภาษณ์ทำตามหน้าที่ คุยกับแฟนและครูเพียงไม่ถึงยี่สิบนาที แล้วก็ลุกขึ้นมาจับมือ บอกว่า ขอแสดงความยินดีัด้วย และอเมริกาขอต้อนรับคนที่มีความรู้ ความสามารถอย่างครู

ได้ใบเขียวภายในหกเดือนหลังจากส่งเอกสารต่างๆ

 

    แต่เรื่องที่ครูเขียนเป็นเรื่องของครูโดยเฉพาะ ที่ทุกคนที่เข้่าอเมริกาคงมีน้อยคนที่จะทำแบบนี้เองได้ เพราะปัญหาเรื่องภาษา ปัญหาเรื่องสามีที่แต่งงานด้วย อาจจะมีประวัติหรือไม่ได้มีการงานที่ดีพอที่เขาไว้ใจว่าจะไม่เป็นภาระให้อเมริกา แต่ละคนจะมีปัญหาแตกต่างกัน แต่ครูเตรียมตัวเองได้เพราะครูหาข้อมูลเอง และต้องออกไปสู้ปัญหาเอง แล้วก็ไม่ต้องเสียเงินให้ทนาย แต่เอกสารที่ส่งทั้งหมดเป็นไฟล์หนามาก เพราะเขาเขียนหลวมๆ เราต้องมีข้อมูลมากมายอุดรูเยอะมาก       

 

(เด็กวัด miki) พวกเค้าเหล่านั้นคงไม่ได้จะมีเจตนาที่จะหลบหนีเข้าประเทศแน่ๆ หากไม่มีความจำเป็นจริงๆ

(ครูประจำชั้นปรียา) สำหรับความคิดเห็นนี้ไม่เสมอไปค่ะ เพราะมีประเภทที่พร้อมที่จะตายเอาดาบหน้า พร้อมที่จะอยู่ในคุกใหญ่ในอเมริกา เพราะปัญหาต่างๆมากมายของแต่ละบุคคล แต่เด็กวัดที่ไม่เคยเิดินทางนอกประเทศก็คือ ทันทีที่วีซ่าขาด เช่นได้วีซ่าเดินทางแต่อยากอยู่ต่อ ก็ไปขอต่อได้ แต่บางคนไม่รู้ ปล่อยให้ขาด เพราะไม่เคยรู้ว่ามันสำคัญ หรืออยากจะทำงานและอยู่ต่อ พอวีซ่าขาด คนๆนั้นก็กลายเป็นคนผิดกฎหมาย จะบินหรือเดินทางออกนอกประเทศไม่ได้ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีทางออก ติดต่อสอบถามได้ที่ สถานทูต แต่ละประเทศมีการจัดการปัญหาแตกต่างกัน

 

 

ดีใจที่ร่วมกันแสดงความคิดเห็น เราจึงต้องมีความรู้ อย่าให้ความจนซื้อเราและมองเราไม่ขึ้น

เราต้องภูมิใจในความเป็นไทย ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิดกฏหมายและต้องมีความรู้ด้วย

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-18 02:58:33 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัดชิน

เห็นด้วยค่ะ สิ่งที่เราทำได้ก็คือ ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด และทางกองตรวจคนเข้าเมือง ก็ต้องทำตามหน้าที่ของเขา แต่อาจารย์คิดว่า คงได้รับคำสั่งพิเศษเวลาเจอสาวไทย หรือคนไทย เพราะตามที่เราก็รู้ๆกัน มีหัวสมองแต่ไม่ชอบเอาหัวสมองไปใช้ในสิ่งที่ดี มักจะชอบหาช่องทางอะไร ทางลัด รวยเร็ว แล้วไม่คิดว่า ถ้าถูกจับ มันหนักขนาดไหน ประเทศอื่นเขาไม่ได้มาประนีประนอมกับเรา กฎหมายเขา ถ้าห้าม แล้วยังฝืนทำ จับได้หนักมาก แปลกใจที่ทำไมเรามีคนไทยที่ไม่เคยภูมิใจในความเป็นคนไทย อยู่ต่างประเทศ เขาเรียกมาดาม อยู่เมืองไทยเหมือนหมาข้างถนน แล้วก็ดีใจ มันสะท้อนความฉาบฉวย ไร้เดียงสาของคนไทยที่เขาว่ามาให้ฟังก็เยอะ

ของกิน ของใช้ ถ้าขนาดจะต้องขนผลไม้ถูกๆจากเมืองไทยไปกินทั้งที่ผิดกฎหมาย ที่ผิดเพราะมีแมลง และถ้ามันขยาย มีผลกระทบต่อคนส่วนมาก นั่นคือ ปัญหาใหญ่เขาถึงไม่ยอมให้เข้า ถ้าขนาดอดใจกินผลไม้ถูกๆจากเมืองไทยไม่ได้ ก็น่าจะอยู่เมืองไทย ไม่ต้องเดินทางไปประเทศไหน ไปประเทศไหน ก็ต้องรักษากฏเกณฑ์ ไม่ใช่ไม่รู้ แต่เจตนาจะฝ่าฝืนกฏหมาย คือ นิสัยโดยทั่วไปของคนไทย

ดังนั้น เมื่อเข้าประเทศญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่รู้เลยว่า ขนกันมาเยอะ จะต้องตรวจ ไม่ใช่เขาโง่นะคะ

แล้วอีกอย่าง เจ้าหน้าที่เขาจะถามคำถามเหมือนไม่เอาจริงเอาจัง เอาของที่คนอื่นฝากมาหรือเปล่า มีของผิดกฎหมาย เช่น ผลไม้ ผักสดหรือเปล่า ทำเป็นทีเล่นทีจริง แต่พอตอบไปว่าไม่มี แล้วเขาบอกว่า ขอค้นดูหน่อยนะ นั่นแหละ หนัก ถ้าเขาไม่ให้เข้า ไม่เพียงแต่เสียเงินค่าตั๋วเครื่องบิน แถมได้บันทึกในแฟ้มประวัติอีก

เรื่องพาสปอร์ต เด็กวัดคงจะไม่ได้ใส่แว่นตา ตามที่อาจารย์สงสัย เพราะเราต้องแน่ใจว่า ถ้าไม่ใส่แว่น เวลาเข้าประเทศเขาก็ต้องไม่ใส่ หรือใส่ก็ต้องใส่จะได้ไม่ก่อปัญหา

ช่วยกันสร้างชื่อเสียงให้ประเทศกันหน่อย อย่าให้ความเห็นแก่ตัวทำให้คนไทยอื่นๆ เดือดร้อนไปมากกว่านี้เลยนะคะ ทำให้เขามองเราเป็นบุคคลต้องห้าม มาแล้ว ต้องตรวจ ต้องค้น

ใครเจอเหตุการณ์ต่างๆเขียนมาคุยได้ เว็บที่สอนให้คนทำความผิด แล้วคนที่ท่องเว็บก็ดีใจได้เคล็ดลับหารู้ไม่ว่า ตัวเองกำลังตัดอนาคตตัวเองขนาดไหน คงไม่ต้องเอาใจเพื่อนด้วยการเสี่ยงผิดกฏหมายเอาผลไม้ หรืออะไรต้องห้ามเข้าไปเลยนะคะ มีขาย ไม่มีขายก็อดใจกลับมากินเมืองไทยได้ค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-23 20:09:28 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะครูปรียาที่คิดถึ้งคิดถึง

ประเด็นนี้เด็กวัดชินมองเป็นตัวเราและตัวเขา

ตัวเราอย่างที่ครูบอกเราทำกฎระเบียบของเราไว้หรือปล่าว รูปถ่าย สวยเกินจริงหรือไม่ค่อยเหมือนกับพาส  อย่างเด็กวัดรูปในหนังสือเดินทางไม่ได้ใส่แว่น แต่ตัวจริงใส่แว่น เราก็ถอดโดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องบอก หรือเจ้าหน้าที่ถามอะไร ถ้าไม่เข้าใจก็บอกช่วยพูดช้าๆ อีกสักครั้ง คือ..ตัวเองมีปัญหาทางหูอยู่แล้ว .... ก็ไม่เคยเจออะไรมาก เต็มที่เคยเจอเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองขอเงิน(แอฟริกา)  แต่เด็กวัดชินพยายามเข้าใจในปัญหามาก่อน   บางทีก็เห็นใจเจ้าหน้าที่เสียมากกว่า

เคยถูกตรวจกระเป๋าที่ญี่ปุ่นครั้งหนึ่ง  ตอนตรวจก็ไม่ได้ตกใจ เพราะเราไม่ได้พกของต้องห้าม เจ้าหน้าที่ก็เป็นผู้ชายก็ชวนคุยเจ้าหน้าที่คุยไปด้วยเผื่อว่าเขาจะตื่นเต้น  แถมมีแอบกระซิบเจ้าหน้าที่นะ ว่าตรงนี้มีชุดชั้นในนะคะ กรุณาด้วยนะคะ  ...พอคุยเรื่องอื่นทราบว่า คนไทยเราพกของต้องห้ามเข้าประเทศญี่ปุ่นบ่อย!!  ซึ่งมิขาดคำ ช่องถัดจากเด็กวัดก็ถูกค้นเจอผลไม้จากประเทศไทย  ชินก็เหลือบไปดู เห็นเขาบ่นๆๆ เราเห็นก็ละเหี่ยใจแทน

แต่ตัวเขาทำผิดไม่ได้ผิดที่ตัวเอง  ทำให้คนอื่นๆ ถูกตราหน้า  แม้ว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ  เด็กวัดเคยไปเวบหนึ่ง ซึ่งเขาได้บอกวิธีขนผลไม้ไทยเข้าญี่ปุ่นโดยไม่ถูกตรวจค้น  พร้อมกับโชว์ความภาคภูมิใจที่ตนเอง เก่ง ฉลาด  จนเจ้าหน้าที่จับไม่ได้

บางครั้งก็เข้าใจว่าอยากกินของถูกๆ อร่อยๆ ที่เมืองไทย  แต่เรากินให้พอ หรือเอามาเป็นของแห้งโดยไม่ผิดกฎไม่ได้หรือ(ข้อคิดเห็น)  ก็ได้คำตอบว่า ไม่อร่อย ไม่แซบพอ  นานาจิตตัง

ส่วนตัวเขาที่พอใจอยากทำมาหากินในต่างประเทศโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือรู้แต่อยากทำเพราะได้เงินเยอะ  อย่าว่าแต่ญี่ปุ่นเลยค่ะ แอฟริกาคนไทยก็ไปทำผิดกฎหมาย  เรื่องนี้รู้ลึกๆ บางทีเหนื่อยใจ เพราะหลายคนไม่อยากกลับไทย ดั่งที่เคยบอกมาว่า "อยู่ที่นี่คนเขาเรียกมาดาม อยู่ที่ไทยเหมือนสุนัขข้างถนนตัวหนึ่ง" 

ไม่ว่าคนไทยอยู่ที่ไหน  มันจะมีช่องทางให้ทำตามๆกัน คือ ช่องทางในการทำมาหากินแบบผิดๆ แนะนำกับแบบผิดๆ  เอาเงินไว้ก่อน  เจ้าหน้าที่สถานทูตก็ติดต่อยากแสนยากเสมือนหอคอยงาช้าง 

ส่วนเรื่องวีซ่า เด็กวัดยกให้เป็นปัญหาใหญ่ของกระทรวงการต่างประเทศที่แย่งชิงกับกระทรวงพานิชย์  (พูดประเด็นนี้จะหาว่าเด็กวัดหมิ่นไหมคะ คุณครูหนูขอโอเลี้ยงกับข้าวผัดผักค่ะ) ทั้งๆที่งานหลักของกระทรวงต่างประเทศมิได้เน้นหนักทางการค้า แต่มักแย่งงานกระทรวงพาณิชย์ทำ  น่าจะมาแก้ไขปัญหาหนังสือเดินทางปลอม  ทำสนธิสัญญากฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องวีซ่า  เรื่องคนไทยต่างแดน มากกว่ามาดูงานแล้วเที่ยว จริงไหมคะ

คุณครูปรียาขา ถ้าเนื้อหามันหมิ่นเหม่ ครูช่วยลบให้หน่อยนะคะ  หนูยังไม่อยากได้ข้าวผัดกับโอเลี้ยงจากครูนะคะ 

โดย : เด็กวัดชิน วันที่ : 2009-04-23 17:41:57 อีเมล์ : IP : 222.144.107.35

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด Gee chan

 เรื่องที่เด็กวัด Gee chan เจอ เป็นเรื่องธรรมดา ลูกศิษย์อาจารย์และอาจารย์ที่จุฬา เคยไปแม็กซิโกกับอาจารย์ แต่ลูกศิษย์ถูกกัก เพราะว่า มีใบกรอกเข้าเมือง แล้วไม่ถือเอง ฝากให้อาจารย์อีกคนถือ สูตรไทย เราสนิทกันจนลืมไปว่า เมื่อเข้าด่าน ศุลกากร สามี ภรรยา เขาก็ยังแยก แม้จะเช็กร่วมกันก็ตาม เอกสารตัวใครตัวมัน ต้องมีพร้อมให้เขาตรวจ พักที่ไหน ยิ่งไปธุรกิจต้องมีจดหมาย

ยิ่งคนหนึ่งวีซ่าแบบหนึ่ง อีกคนวีซ่าอีกแบบ มีเฉพาะที่เมืองไทยเท่านั้นที่อะลุ่มอะล่วยให้เช็กพร้อมกันหรือด้วยกันได้

 เรย์ไปเมืองไทย เขาถือวีซ่าต่างชาติ แม้จะเป็นสามีภรรยากัน แต่เราไม่ได้ถือพาสปอร์ตแบบเดียวกัน แกไม่ยอมเข้าแถวเดียวกัน เพราะเราคนไทย เขาต่างชาติ

ยิ่งต่างชาติ สาวไทยทั้งหลาย อย่าปล่อยให้เขาหาเรื่องเราได้ เพราะเห็นสาวไทยมา เขาก็ตาโตแล้ว พร้อมจะหาเรื่องสาวไทย เพราะชื่อเสีย(ง) มาก ต้องมีเอกสารพร้อม แม้แต่ที่อยู่เพื่อน หรือใครที่รู้จักในประเทศนั้น ที่อยู่และโทรศัพท์ เผื่อเขาถาม

ในกรณีของ เด็กวัด Gee chan ถื่อว่าเป็นความเลินเล่อ เป็นบทเรียนที่ดี ที่ปล่อยให้เจ้านายถือใบนั้นไป เราต้องถ่ายเอกสาร และอีกย่างต้องมีที่อยู่ว่าอยู่ที่ไหน อันนี้โดนกันมาเยอะ แบบสบายใจ ไปญี่ปุ่นรู้ว่ามีคนมารับ พักที่ไหนก็ไม่รู้ โดนทั้งนั้นค่ะ เรื่องใหญ่

     อย่าได้ตอบ เยส หรืออะไร ถ้าไม่เข้าใจ บอกว่าไม่เข้าใจภาษา เขาจะมีคนมาช่วย ยิ่งที่สนามบิน นะริตะ ตอนนี้มีภาษาไทยสำหรับคนที่ไม่รู้จักภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นให้อ่าน เห็นเขาใช้กับพ่อแม่ที่ไปเยี่ยมลูก  พวกนี้เขาถือว่า เขามีอำนาจ จะเบ่ง จะทำยังไงก็ได้ แต่จำไว้ ถ้าเรามีเอกสารพร้อม และไม่ตื่นเต้น เวลามันหาอะไรหรือเอาเรื่องไม่ได้ มันไม่ขอโทษหรอกค่ะ แต่ฉลาดจะเปลี่ยนท่าที แล้วก็บอกว่าให้ไปได้ พวกนี้ วันๆทำงานที่แสนน่าเบื่อพวกนี้ คงเครียดมาก มีโอกาสต้องแสดงความใหญ่โตตัวเอง คลายเครียด

เด็กวัดทั้งหลาย ยิ่งไม่ซื้อหาหนังสือเรียนและเอาตัวรอดในญี่ปุ่น หรือเตรียมตัวอ่านกันก่อนไป โดนเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองทั้งนั้น ยิ่งสาวๆ หรือวัยรุ่นไทย หรือคนแก่ก็ตาม กลัวมากคนไทย เพราะจน มาแล้วไม่ยอมกลับ

ถ้าไม่เตรียมตัวหาซื้อติดตัวไป หรือไม่หาอ่านให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร จะมาบอกว่า หนูไม่รู้ไม่ได้

ไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าห้ามเอาของสดเข้าไป เพราะไม่เคยเดินทาง หรือไม่มีที่อยู่เพราเพื่อนมารับไปอยู่ที่บ้านเขา โดนหนัก เขากักไว้จนกว่าจะเคลียร์ได้ เคลี่ยร์ไม่ได้ก็ไม่ให้เข้าประเทศส่งกลับบ้าน

ต้องมีความรู้ว่า อะไรเป็นอะไร ถือว่าจะได้ขึ้นเครื่องบินแล้ว ดีใจจัง ไม่เตรียมตัว โดนแน่ หาสมุดจดเบอร์โทรศัพท์ และหนังสือที่หาซื่อก็ต้องติดตัวไป ในกระเป๋า เพราะยามฉุกเฉินช่วยได้ และเอกสารทุกอย่างต้องมีพร้อม เวลาเขาถามจะได้มีไว้กันเหนียว

พวกนี้เจอมาเยอะ เห็นเบ่งกับคนที่ท่าทางไม่รู้เรื่อง คนที่ไม่เคยออกนอกประเทศจะโดนหนัก เห็นเยอะเลยค่ะ

ดีใจมากที่ได้ข่าวคราวจากเด็กวัด Gee chan ย้ายบ้านเรียบร้อยมาอยู่บ้านนอกฝรั่งแล้วค่ะ :-) เหมือนประเทศใหม่เลยค่ะ ว่างๆเข้ามาร่วมกันแสดงความคิดเห็นและแบ่งปันกันนะคะ สุขภาพดีขึ้นแล้วใช่ไหมคะ คิดถึงเด็กวัดทุกคนที่มีส่วนร่วมทั้งหลายค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-21 22:27:07 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ อาจารย์ปรียา และ เพื่อนๆ

ก่อนอื่นต้องขอโทษอาจารย์นะคะ ที่ไม่ได้เข้ารายงานตัวนานมาก ๆ แต่ก็ได้แวะเข้ามาอ่านบทความและบทเรียนของเพื่อนๆ อยู่บ้างนะคะ อาจารย์หายเหนื่อยกับการย้ายบ้านหรือยังคะ

บทความหลายๆเรื่อง อาจารย์เขียนสนุก เห็นภาพเลยค่ะ ช่วงนี้จีจังพอจะมีเวลาตอนเลิกงานได้เข้ามาเรียนมากขึ้น  ตอนนี้กำลังเข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ ต้องวางแผนงานหลายอย่าง ถ้าผ่านเดือนเมษาไป งานก็จะเบาลงมาก

เรื่องนี้หนูก็พอมีประสบการณ์บ้างตอนที่เดินทางไปแคนาดาเมื่อปีที่แล้ว ก็รู้สึกตกใจนะคะ เพราะก่อนหน้านี้เคยไปแต่ประเทศแถบเอเซียไม่เคยมีปัญหาเลย จีจังเองก็ไม่รอบคอบเรื่องเอกสารด้วยค่ะ เพราะอันที่จริงมีจดหมายเชิญมา หัวหน้าเป็นคนถือจดหมายแต่เดินเข้าไปก่อน ส่วนจีจังถูกเรียกไปอีกช่องนึง ก็เลยถูกซักถามอยู่หลายครั้งว่า มาทำอะไรที่นี่ เราก็ยืนยันว่า มาประชุมเรื่องงานกับบริษัทนี้ ถูกถามอีกว่าจะพักที่ไหน เอาล่ะซี จำชื่อโรงแรมไม่ได้ ก็เลยบอกตามตรงว่าฉันจำชื่อไม่ได้ เพราะเอกสารอยู่ที่เพื่อนฉันที่ผ่านด่านไปแล้ว เจ้าหน้าที่ไม่เชื่อ เลยถูกเชิญไปที่จุดตรวจค้น ถูกรื้อข้าวของออกมากองจนหมดกระเป๋าเลยค่ะ เสื้อผ้า ชุดชั้นใน สารพัด ค้นไปพลางถามไป ว่า คุณแพ็คกระเป๋าเองมั้ย มีอาหาร ผลไม้ และของมีคมหรือเปล่า พอไม่เจอของต้องสงสัย ก็ทำหน้าเฉยเมย แล้วออกคำสั่งว่า เก็บของซะแล้วไปได้  ดีนะคะที่เราพอมีสติ แล้วค่อยๆตอบไปทีละคำถาม เพราะบางคนเวลาตกใจ จะตอบเยส ไปก่อน เคยมีเหมือนกันค่ะ เจ้านายญี่ปุ่นเคยโดนค้น แล้วฝรั่งถามว่าคุณพกของมีคมมาหรือเปล่า แกตกใจบวกกับภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง เลยตอบเยส ก็เลยวุ่นวาย ต้องตามลูกน้องคนไทยที่ผ่านด่านไปแล้วมาช่วยเคลียร์ให้ว่าแกไม่ค่อยเข้าใจภาษาอังกฤษก็เลยออกมาได้

หัวหน้า(เป็นผู้ชาย)ก็บอกว่าแปลก เพราะเค้าเคยมาหลายครั้ง ไม่เคยเจอ อาจเป็นเพราะว่าเราเป็นผู้หญิงไทยด้วยมั้งคะ ยอมรับว่าชื่อเสียงไม่ค่อยดีเรื่องการไปทำมาหากินในต่างแดน หรือหน้าตา บุคคลิคเราไม่น่าเชื่อถือว่าจะมาทำงานกับบริษัทใหญ่ก็เป็นไปได้

ก็ไม่โกรธหรอกนะคะ เพราะถือว่าเค้าทำตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยชอบตรงสายตาที่ดูไม่เป็นมิตร และก็ออกจะยียวนด้วยค่ะ แต่พอค้นจนหมด ไม่เจออะไรก็ยิ้มแล้วก็พูดดี เลยรู้สึกเหมือนโดนตบหัวแล้วลูบหลังยังไงชอบกล และที่สำคัญ อุตส่าห์แพ็คเสื้อผ้ามาอย่างดี ก็เละหมด ต้องรีบโกยเก็บเข้ากระเป๋าอีก เหนื่อยค่ะ

ก็ถือว่าเป็นบทเรียนเลยค่ะ ว่าถ้าจะไปแถบยุโรปหรืออเมริกา ต้องเตรียมเอกสารสำคัญให้ดีจะได้ไม่ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก

โดย : geechan วันที่ : 2009-04-21 20:01:50 อีเมล์ : IP : 127.0.0.1

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด miki

เรื่องที่เขาสงสัยเราเกิดจากอะไร เราถามตัวเราเองคนไทยได้ เพราะเรามีชื่อเสียงเรื่องปลอมหนังสือเดินทาง และมีขบวนการพวกหากินเรื่องนี้เยอะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราคงไม่ได้เอารูปที่ถ่ายเมื่อสิบปีที่แล้ว เหมือนสาวและหนุ่มอเมริกันที่นี่เล่าเป็นเรื่องขำขันที่ว่า หาคู่กันทางอินเตอร์เนต เอารูปสมัยสาวๆ ไม่ลงพุง ไม่อ้วน แต่ตอนนี้รูปจริงส่งไปลงก็คงหาคู่ไม่ได้ทั้งผู้ชายผู้หญิงก็ต้องเอารูปสมัยสาวๆ หนุ่ม พอเจอหน้ากัน เหมือนฝันร้าย กลายเป็นเรืองที่คนเขาเล่ากัน และโกหกอายุกันอีก พอเจอกันแม้จะสารภาพกัน เขาก็ไม่เอา เพราะอายุยังโกหกแล้ว มีอะไรที่เป็นจริงได้บ้าง ได้ข้อคิดเยอะนะคะ

เรื่องของหนู เขาต้องทำแบบนี้เพราะเขาไม่ไว้ใจสาวไทย บ้านเรา ประเทศเราไม่มีน้ำยาเลย ไปไหน ต้องขอวีซ่า เพราะไม่มีอะไรต่อรองกับเขาเลย ส่วนคนญี่ปุ่นก็เห็นใจ เขาก็ลำบากคนละแบบ เขามีเงิน เข้าอเมริกา ประเทศเขาจึงเป็นที่พิศวาทของประเทศต่างๆ เช่น อเมริกา อิตาลี ฝรั่งเศส เป็นต้น ที่อาจารย์เห็นๆ คือ ไปเป็นกลุ่ม ไม่ต้องพูดภาษาอังกฤษสักคำ ไปถึงสนามบิน ลอสแอนเจลิส หรือ ซานฟรานซิสโก ก็จะมีพนักงานญี่ปุ่น อำนวยความสะดวก บอกว่าให้เข้าเส้นไหน คือ เขามีเงินแม้จะไม่ได้รู้เรื่องภาษาแต่เขาก็ไม่ต้องมาทนกับการที่ถูกเรียกตัวไป เพราะกลัวสาวคนนี่ เอายาข้ามประเทศหรือเปล่า เขาไม่ได้เคารพคนบ้านเรา เพราะประเทศเราเขามองไม่ขึ้น ไม่มีอะไรไปต่อรองกับประเทศอื่น ทะเลาะกันอยู่นั่นแหละ จนแล้วรู้ว่าจนพยายามถีบตัวก็ยังดี แต่จนแล้วก็อยากจะรวย อยากได้เงินเร็วๆ ก็เป็นเครื่องมือ ให้พวกฉวยโอกาส เกิดมาในประเทศตัวเอง คนรวยก็รวย แต่ตายเร็วนะคะ เพราะกินแต่ของเร่งตาย ส่วนคนจนตายช้า เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี แต่ตอนหลังต้องเข้ามาใช้ชีวิตในกรุงฯ ก็เลย เข้าข่ายเดียวกัน เครียด และอยากได้เงินไปซื้อของเหมือนคนอื่นๆ

เรื่องเดินทางข้ามประเทศ คนไทยไม่เคยคิดจะหาหนังสืออ่าน ไปแบบไม่ได้รู้เรื่องพอเขาเอาเรื่องเราก็ใจหายหมด เราต้องมีความรู้ เราต้องพูดภาษาต่างประเทศให้ได้ และเราต้องรู้กฏเกณฑ์ ไม่ต้องกลัว แต่ไม่ต้องโกหก และก็ต้องรู้ว่า เราเป็นต่อ ต้องรู้จักคุยและต่อรองให้เขารู้ว่า เราไม่ได้เข้ามาทำอะไรไม่ดี

อาจารย์มีนักเรียนจากอเมริกาใต้ เช่น บราซิล อะเจนตีน่า หลายประเทศ ได้วีซ่า แต่ไปถึงอเมริกา เขาไม่ให้เข้า ทั้งที่มีเอกสารทุกอย่าง แต่เขาบอกว่า ไม่ให้เข้า ไม่มีเหตุผลอื่น เขาทำได้ พวกนี้ เพราะเขาถือว่าเขามีอำนาจ

ดังนั้นการที่มีวีซ่า ไม่ได้หมายความว่า เราจะเข้าประเทศเขาได้ ยังต้องให้กองตรวจคนเข้าเมืองยินยอมอีก พวกนี้จึงมีหลายประเภท แล้วแต่ว่าเจอประเภทไหน แต่ตามกฎ เขาจะปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลไม่ได้ ถ้าโกหก หรือเอาของที่ห้ามเข้า ผลไม้สด ของอันตราย หรืออะไรที่เราจะต้องรู้ แล้วยังโกหกว่าไม่มี ก็หนักค่ะ

ส่งกลับแน่ เสียค่าเครื่องบิน เสียความรู้สึก อาจารย์ผ่านมาเยอะจึงต้องเขียนหนังสือ เรียนและเอาตัวรอดในญี่ปุ่น แถมมี คู่มือเอาตัวรอดในญี่ปุ่น สำหรับคนไทยที่ไม่ค่อยจะมีความรู้จะทำยังไง อาจารย์เข้าใจเห็นตามสนามบินค่ะ

ตอนที่กลับไปเที่ยวเมืองไทยเดือนธันวา เห็นคนแก่เป็นคนมองโกเลียน วาดภาพคนจีนอาม่าเหมือนไทยที่มีจุกผมข้างหลังเหมือนพวกชาวเขาเราแล้วกันนะคะ ลูกชายไปส่งที่สนามบิน คงอยู่นานมาก แต่ดูก็รู้ว่าคงไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรมากมายในอเมริกา แต่ก็คงดีกว่าอยู่ในประเทศตัวเอง แกส่งแม่เข้าไป อาจารย์เห็นก็เลยเดินตามหลัง เผื่อจะได้ช่วยแกได้ เพราะแกคุยกับลูกภาษาของแก แล้วก็รู้ว่า ลูกก็สอนแม่ว่าต้องเดินไปแล้วทำโน่นทำนี่ แต่คงเป็นครั้งแรกของการเดินทางของแม่แน่ เพราะแกถือถุงพลาสติกใหญ่แบบญีปุ่น

แต่ลูกชายคงกลัวแม่ทำของหาย มีเป้ให้ด้วย แถมถือร่มยาวพับไม่ได้ และถุงอีกสองใบ คือ สองข้างบวกร่ม

แต่เขาบังคับห้ามเกินสองชิ้น แกเข้าไปพนักงานก็บอกว่า ได้เพียงแค่สองชิ้น ภาษาอังกฤษแกตกใจไม่รู้เรื่อง

อาจารย์ก็เลยบอกแกว่า เอาร่มเสียบเข้าไปในถุงกลายเป็นสองชิ้นได้ ก็ผ่าน จากนั้นเข้าไป แกก็ไม่รู้จะไปไหน หรือทำยังไง ก็ต้องใช้ภาษาใบ้ให้เอาของใส่ตระกร้า ให้แกทำ และช่วยดู จากนั้น พอผ่านอิมมิเกรชั่น แกก็ไม่รู้จะไปขึ้นเครื่องที่ไหน ก็เลยชี้และบอกแก โชคดีที่เดินไปทางเดียวกัน ก็เลยพาไปส่งที่เบอร์ที่จะขึ้นเครื่อง

ลำบากค่ะ ไม่มีความรู้ มีเงินก็ทรมาน เพราะเขาใช้ภาษาอังกฤษหมด

มาที่นี่นิวยอร์คนี้ก็เหมือนมาประเทศใหม่ ทุกอย่างไม่ได้เหมือนทางฝั่งตะวันตก แต่อาจารย์ชินกับการที่จะต้องเรียนรู้และสังเกต ปรับ ที่นี่เหมือนต่างจังหวัดบ้านเรา ขับรถไม่ได้มีมารยาท ไฟแดงก็ยังฝ่ากันเลย และขับกันเร็วเกินที่เขากำหนด ไม่มีมารยาทในการขับรถเลย ก็ต้องระวังเป็นพิเศษมีแต่คนแก่ วัยรุ่น และพวกทำงาน แรงงานเยอะ ขับรถตู้ รถส่งของกันเยอะ

เรื่องพวกนี้ ถ้าเราเข้าใจ เราก็ต้องเตรียมตัวและศึกษาไม่มีอะไรที่จะต้องเป็นปมด้อยค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-18 20:34:30 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

เข้าใจแล้วค่ะอาจารย์ แล้วก็ขอบคุณมากๆค่ะอาจารย์ที่ให้ข้อคิดและประสบการณ์ต่างๆ
แต่หนูคิดว่าเหตุผลที่เค้าไม่ให้นูเข้าประเทศมันออกจะตลกไปซะหน่อย คือเค้าบอกหนูหน้าไม่เหมือนในหนังสือเดินทางค่ะนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้หนูต้องเข้าไปนั่งในห้องสอบสวน แต่หนูตอบไปอย่างที่เค้าถาม ไม่โกหกเด็ดขาด ถึงแม้เค้าจะดูไม่ค่อยเชื่อก็ตาม แต่ตอนนั้นหนูโมโหจริงๆค่ะเพราะทั้งๆที่เราก็มีทุกอย่างที่เค้าต้องการ บางทีหนูก็เคยคิดว่าการที่จะเข้าประเทศพวกนี้ จะไปญี่ปุ่นไปอเมริกามันลำบากจังเลย อย่างที่โดนก็ที่ญี่ปุ่นกับที่เกาหลีเลยค่ะแล้วหนูก็คิดนะค่ะว่าถ้าเค้าจะส่งเรากลับประเทศทั้งๆที่เราทำทุกอย่างถูกต้อง
ก็โอเค แต่ก็ใช่จริงๆค่ะอาจารย์ ถ้าเรามีความรู้ มีความสามารถ มีทุกอย่างถูกต้อง ก็โอเค

โดย : miki วันที่ : 2009-04-18 18:32:11 อีเมล์ : IP : 168.120.12.93

--------------------------------------------------------------------------------------------------