一人の空間 มุมหลังห้อง
ระดมความคิด หาคำตอบร่วมกับเด็กวัด imm นะคะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด imm

        คงจะถึงเวลาที่ครูจะต้องรวบรวมความคิดของครูให้เด็กวัดทุกคนที่ไม่ว่าเรียนภาษาญี่ปุ่น หรือต่างประเทศ ได้อ่าน และเข้าใจ ว่าการเรียนภาษาต่างประเทศเป็นยังไง

        ครูจะเขียนถ่ายทอดจากประสบการณ์ซึ่งคงราคาแพง เพราะส่วนใหญ่ บ้านเราจะเอาไปทำมาหากิน เขียนหนังสือเอาเงิน เช่น เรียนยังไงจึงจะเก่ง แต่ไม่เห็นมีหนังสือ เรียนยังไงจึงจะได้ไม่โง่ เสียเวลา เปลืองหัวสมอง หนังสือหัวข้อของครูปรียาที่ำกำลังจะเขียนให้อ่านนะคะ J

 

การเรียนแบบระยะสั้น หวังผลเร็ว อัดฉีด ก็คือ การเรียนเพื่อไปสอบแข่งขัน

ถ้าจะเปรียบ การสอบ หรือการไปสอบแข่งขัน คืออะไร ครูพยายามถามตัวเองว่า คำตอบคืออะไร เพื่อจะได้ช่วยนักเรียนที่กำลังมุ่งมานะ เรียนหนังสือเพื่อเตรียมตัวไปสอบแข่งขันกับคนอื่นๆ

หลังจากที่อ่านที่เด็กวัด imm เขียนมาแล้ว ครูก็ไปนั่งคิด นอนคิด อ่านหนังสือไป สมองอีกซีกของครูก็พยายามหาคำตอบให้กับปัญหาที่เด็กวัดอยากรู้

       

      ครูคงต้องสงวนลิขสิทธิ์แล้วกระมัง เพราะความคิดไม่เหมือนใคร คนที่อ่านคงไม่คิดว่า ครูมาจากดาวอังคาร หรือดาวศุกร์ ลิขสิทธิ์ความคิดนอกจักรวาลไงล่ะคะ เพราะความคิดนี้เกิดขึ้นมาทันที โดยไม่รู้ตัว ตอนที่ออกกำลังกายไป ความคิดก็ยิ่งเด่นชัดออกมา แทนที่จะเป็นคำตอบ ครูอยากให้เด็กวัดทุกคน ไปช่วยหาคำตอบที่ครูอยากให้ดีกว่านะคะ

 

ถ้าครูจะเทียบ การไปสอบแข่งขัน

ข้อสอบ ก็คือ  ต้นไม้เล็กๆในกระถางพันธุ์ต่างๆที่เราอาจจะเคยเห็นหรือไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วแต่เขาจะหามาให้ปลูก

การเตรียมตัวสอบ ก็คือ  ขบวนการปลูกต้นไม้เล็กๆในกระถางที่เขาจัดให้เติบโตได้อย่่างไร

ทำข้อสอบให้ผ่าน ก็คือ  การปลูกกระถางต้นไม้ให้เิิติบโต ภายในเวลา และตามที่แผนกจัดสอบกำหนดไว้(โดยไม่เหี่ยวเฉาตายเสียก่อน)

 

      ครูไม่แน่ใจว่า เด็กวัดจะเข้าใจความนึกคิดของครูหรือไม่ คงต้องขอให้จินตนาการตามครูนะคะ

ถ้าหลงทาง คงต้องหาทางออก ด้วยการเริ่มอ่านใหม่นะคะ

 

ข้อสอบ ในที่นี้ การที่คนที่เข้าสอบทุกคนจะได้รับ ข้อสอบ ซึ่งก็คือ

1. กระถางต้นไม้เล็กๆที่มีพันธุ์ต่างๆให้เลือก ซึ่งก็เหมือนข้อสอบหลากหลาย ระดับ 4 ,3, 2, 1 GAT, PAT อะไรมากมาย เป็นต้น

ทุกคนที่จะสอบระดับ 4 ก็จะได้กระถางต้นไม้เล็กๆพันธุ์ต่างๆที่ทางคนที่จัดสอบจัดไว้ให้แต่ละคน

และทุกคนที่เข้าสอบก็ต้องหาทาง ปลูกต้นไม้นี้ให้เติบโตตามที่เขากำหนด และตามเวลาที่ให้มา จะได้ไม่ให้เหี่ยวเฉาตายก่อน ถูกไหมคะ

 

2. ทุกคนจะมีเวลาเท่าๆกันในการเตรียมตัวเข้าสอบแข่งขัน เพื่อปลูกกระถางต้นไม้เล็กๆนี้

 

3. ทุกคนรู้ว่า เขาจะต้องเอากระถางต้นไม้สักพันธุ์หนึ่ง มาให้ทุกคนปลูก และทุกคนต้องพยายามปลูกให้ได้ตามที่เขาต้องการและกำหนดไว้ ในเวลาที่เขาจำกัด

 

4. ทุกคนรู้เพียงแค่นั้น พอถึงเวลา ก็มาดูกันว่า กระถางต้นไม้ของใคร เติบโตแค่ไหน หรือเหี่ยวเฉาตายเสียก่อน

การเตรียมตัวสอบ ก็คือ ขบวนการปลูกต้นไม้เล็กๆในกระถางให้เติบโตให้ได้ คือเป้าหมาย

1. ทุกคนก็ต้องไปเตรียมตัว ศึกษา หาหนังสืออ่าน หากลยุทธ์ต่างๆว่าทำยังไง จึงจะปลูกต้นไม้ที่เขา

ให้มาให้เติบโต และไม่เหี่ยวเฉาตายเสียก่อน

2. วิธีการเตรียมตัวสอบ หรือขบวนการ การปลูกต้นไม้ในกระถางที่ให้มาให้เติบโต มีหลากหลายวิธี เช่น

     a. ซุ่มอ่านหนังสือเอง เรียนเอง จัดเวลาเอง ค้นหาคำตอบเอง เพื่อหาคำตอบว่าปลูกต้นไม้ยังไงจึงไม่เหี่ยวเฉา

     b. เรียนกับเพื่อนๆ ช่วยกันคิด ช่วยกันตอบ เพื่อหาคำตอบว่าปลูกต้นไม้ยังไงจึงไม่เหี่ยวเฉา

 

     c. ให้รุ่นพี่ ให้คุณพ่อ คุณแม่ ให้คนที่เคยปลูกมาก่อนช่วยสอน เพื่อหาคำตอบว่าปลูกต้นไม้ยังไงจึงไม่เหี่ยวเฉา

 

     d.  วิ่งไปเรียนตามโรงเรียนกวดวิชาพิเศษ หรือไม่ก็ ห้ครูพิเศษสอน เพื่อหาคำตอบว่าปลูกต้นไม้ยังไงจึงไม่เหี่ยวเฉา

 

      e. เรียนอัดท่องจำก่อนสอบสักอาทิตย์สองอาทิตย์ ใช้ดวงดีกว่่า ไม่ต้องเครียด และลำบากมาก เหี่ยวเฉา หรือไม่เหี่ยวเฉา แล้วแต่ดวง เพราะเก่งเดา

กลยุทธ์ของแต่ละคนที่ได้มา

 

คนที่เลือกวิธีที่หนึ่ง a. จะมีวิธีการของตัวเองว่า ถ้าได้กระถางต้นไม้มา ถ้าเป็นแบบนี้ จะเอาไปตั้งไว้ตรงไหน รดน้ำ วันละครั้ง หรือกี่วันครั้ง แดดควรจะอ่อน กลาง หรือเปรี้ยง เพราะตัวเองทดลองและดูแลมาตลอดด้วยตัวเองทุกวัน และเห็นชัดว่า ถ้าวางไว้ตรงที่แดดมากไป ใบจะเริ่มเหลือง ต้องย้าย หรือใส่น้ำเข้าไป วันรุ่งขึ้นก็แห้งแล้ว

 

คนที่เลือกวิธีที่สอง b. มีเพื่อนช่วยกันคิดว่า น่าจะตั้งกระถางไว้ข้างนอก ไว้ตรงหน้าต่าง ใส่น้ำนิดหน่อย อีกคนก็บอกว่า อย่าให้น้ำมากไปดีกว่า เดี๋ยวเหี่ยว อีกคนก็บอกว่าไม่ได้ เดี๋ยวตายเสียก่อน ไม่ควรวางไว้ที่ตรงที่มีแดด บางคนก็บอกว่า ต้องแดดเปรี้ยง เพราะไม่ใช่ต้นไม้ปลูกในที่ร่ม เดี๋ยวเหี่ยวตายเสียก่อน ตกลงจะทำยังไงดี หลากหลายความคิด

 

คนที่เลือกวิธีที่สาม c ขอคำแนะนำจากพ่อแม่ พี่น้องเป็นประสบการณ์ส่วนตัว และผู้ช่วยทางด้านจิตใจ ปลอบใจมากกว่า เช่น ให้พยายามท่องจำเข้าไป ทำความเข้าใจเข้าไป เป็นต้น อาจจะไม่มีรูปธรรมอะไรที่สอนได้ หรือบางคนก็จับสอนก็ยังเป็นการถ่ายทอดแบบ ใช้ความรู้ที่ตัวเองพอจะมี

 

 คนที่เลือกวิธีที่สี หรือ D ก็คือ การออกเงินจากกระเป๋า เพื่อแลกกับความรู้จากกูรูด้วยการวิ่งไปแสวงหากูรู เช่น ให้ครูตามสถาบันสอนกวดวิชา และ ครูพิเศษสอนภาษาต่างประเทศส่วนตัว ให้ช่วยแนะนำว่า จะต้องใช้สูตรอะไรจึงจะทำให้กระถางต้นไม้ที่จะปลูกไม่เหี่ยวเฉาตายเสียก่อน  กูีรู ตามโรงเรียนกวดวิชาต่างๆก็จะห้สูตรมาเลยว่า ถ้าเจอต้นไม้แบบนี้ ก็ขอให้ใส่น้ำเข้าไปเยอะหน่อย เอาไปตั้งแดด แล้วมันก็จะเติบโต

 

ครูที่สอนพิเศษส่วนตัวก็สอนเคล็ดลับที่ไม่ลับมาว่า ถ้าเห็นต้นไม้แบบนี้ อย่าไปให้น้ำมาก สามสี่วันค่อยให้น้ำ อย่าถูกแดด แต่ต้องวางในที่ร่ม

 

 ทำข้อสอบให้ผ่าน ก็คือ  การปลูกต้นไม้ให้เิิติบโต ตามที่แผนกจัดสอบกำหนดไว้

ถึงเวลาทุกคนต้องเข้าไปในห้องสอบเอง ปลูกต้นไม้เอง

นักเรียนที่มีเรียนกลยุทธ์มาหลายรูปแบบ เห็นกระุถางต้นไม้ คล้ายๆประเภทที่ตัวเองค้นคว้่า ศึกษามา แต่ไม่มีกระุถางไหนที่เหมือนกับที่เตรียมมาเลยร้อยเปอร์เซ็นต์

 

เช่น ใบอาจจะคล้ายกับต้นไม้ที่ตัวเองไปศึกษามา แต่กิ่งและก้านคล้ายกับที่ครู และเพื่อนๆถกเถียงกันมา เพื่อนๆบอกว่าถ้าเจอแบบนี้ ต้องไม่ใส่น้ำ

 

ครูที่โรงเรียนกวดวิชาสอนมาว่า ถ้าเห็นต้นไม้คล้ายๆแบบนี้ ไม่ต้องลังเลใจ ใส่น้ำให้เยอะๆเพราะไม่งั้นต้นไม้ เิติบโตไม่ทันคนอื่น

 

ส่วนครูที่สอนพิเศษบอกว่า ทำอย่างนั้นไม่ได้คล็ดลับสำคัญที่จะต้องท่องจำให้ได้ก็คือ ต้องดูว่าใบเป็นยังไง และต้องจำว่าใบสีเขีัยวแก่ หรืออ่อน ถ้าสีแก่ก็ต้องใส่น้ำเข้าไปเยอะๆ ถ้าใบอ่อนก็ใส่เยอะหน่อย

 

แต่นักเรียนที่ดูแลกระถางต้นไม้มาตลอดดูกระถางแล้วไม่ค่อยจะเข้าข่ายที่ครูบอกมา จะทำยังไงดี เพราะใบที่เห็นเหมือนแบบที่ตัวเองศึกษามาเลย และหนังสือเขียนมาว่า ไม่ให้ใส่น้ำโดยตรงแต่ต้องเอาผ้าชุบน้ำเช็ดใบให้ชุ่มก็พอ และทดลองมาแล้ว กระถางที่ปลูกก็โตและใบแข็งแรง ทำยังไงดี สับสนจัง

 

       แล้วผลสอบการปลูกกระถางต้นไม้ก็ออกมา มีบางคนปลูกต้นไม้ในกระถางที่เขากำหนดได้ อย่างสวยงาม บางคน ทำตามสูตรกลยุทธ์ที่เรียนมาหลายสำนัก แต่ต้นไม้เหี่ยวเฉาหมด เสียใจ ถ้ารู้ไม่ไปเรียนให้เสียเวลาดีกว่า

 

       บางคนที่เตรียมตัวสอบ มาอย่างดี ทั้ง 4 แบบคือ a-d พอเข้าสอบจริงๆ ไม่รู้จะใช้แบบไหนจึงจะปลูกต้นไม้ให้เติบโตได้จริงๆ เพราะสาเหตุอะไร

 

ตกลงคำถามของเด็กวัด imm การเรียนยังไงจึงจะอ่านหนังสือเป็นช่วง และทำยังไงจึงไม่สับสน และเตรียมสอบแข่งขันโดยไม่ท่องจำคำศัพท์ที่มีเยอะแยะอย่างไรดี

 

      ช่วยกันระดมความคิด ตอบคำถามที่เด็กวัด imm อยากรู้ หลังจากอ่านเรื่องปลูกต้นไม้ในกระถางของครูกันนะคะ

 

      ครูจะรอคำตอบว่า ใครคิดยังไงกันนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-15 00:44:58 อีเมล์ : IP : 96.232.66.224

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดบุ๊ค

ไม่มีคำว่าสายเกินไปค่ะ ดีมากค่ะที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น มีจุดที่น่าสนใจ ที่เขียนมา ขอบคุณมากค่ะ

 การแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องสำคัญ เรามีความคิดเห็นยังไง เก็บไว้ทำไม เอามาแบ่งปัน โรงเรียนเด็กวัดปรียา ต้องการฟังความคิดเห็นของเด็กวัดทุกคนค่ะ

เด็กวัดคนอื่นคิดเห็นยังไงคะ อย่านอนหลับทับสิทธินะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-06 01:58:02 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : อาจจะช้าไปบ้างแต่ก็อยากจะตอบคำถามข้อนี้ค่ะ

ส่วนตัวแล้วคิดเหมือนเด็กวัดRika คือขอเหมาทุุกข้อค่ะ โดยเอาส่วนดีๆของแต่ละข้อมาผสมๆกัน(ยกเว้นข้อ e.ค่ะ)

เริ่มจากข้อแรกคือ ศึกษาด้วยตัวเอง คิดว่าส่วนใหญ่แล้วคนเราควรเริ่มจากพึ่งพาตัวเองก่อนค่ะ ลองผิดลองถูกลองไปหลายๆวิธีจนกว่าจะรู้ค่ะ แต่ข้อเสียของการพึ่งพาตัวเองที่เคยเจอมาก็คือ พอล้มเหลว(ปลูกแล้วต้นไม้ตาย=อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง)แล้วล่ะก็จะเริ่มหมดความอดทนค่ะ เพราะการอ่านด้วยตัวเองพอมีคำถามข้อสงสัยก็ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร เผลอๆอาจจะเข้าใจผิดพลาดหนักกว่าเดิมก็เป็นได้ค่ะ

b.ปรึกษากับเพื่อนๆ เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ดีค่ะ เพราะบางอย่างเราเองก็อาจจะไม่รู้เหมือนกัน เช่น ปลูกต้นไม้ก็ต้องมีการใส่ปุ๋ยใช่ไหมคะ เพื่อนบางคนอาจจะแนะนำได้ว่าปุ๋ยยี่ห้อไหนใส่แล้วดี(ถึงแม้ว่าเอามาลองใส่แล้วต้นไม้อาจจะตายได้....) เวลาเรียนก็เหมือนกันความรู้บางอย่างเราไม่รู้เพื่อนอาจจะรู้ พูดคุยแลกเปลี่ยนกันก็จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นค่ะ

c.ขอคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ ในข้อนี้ตีความว่าน่าจะเป็นชาวญี่ปุ่นหรือคนที่เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นค่ะ คือคนกลุ่มนี้อาจจะแนะนำหลักการที่ถูกต้องเลยไม่ได้ แต่คำแนะนำของพวกเขาน่าจะมีประโยชน์ค่ะ เช่น ทำไมคนญี่ปุ่นถึงใช้ศัพท์ตัวนี้นะ มีที่มามาจากอะไร ในส่วนนี้คือจะทำให้เราเข้าใจความเป็นมาได้ดีขึ้นค่ะ แล้วก็ทำให้ท่องจำศัพท์ได้ง่ายขึ้นด้วย

d.ไปเรียนกวดวิชา คิดว่าน่าจะได้เทคนิคค่ะ แต่อาจใช้จริืงไม่ค่อยได้ ส่วนตัวเคยมีประสบการณ์ไปเรียนกวดวิชาช่วงไล่ๆสอบค่ะ ผลสอบออกมาผ่านค่ะ แต่หลังจากนั้น ถ้าต้องใช้ความรู้ที่เคยเรียนจากกวดวิชามาจะใช้ได้ไม่ค่อยคล่องค่ะ อาจเป็นเพราะไม่ได้ฝึกฝนใช้จริงๆด้วย ถ้าใช้วิธีนี้กับการปลูกต้นไม้ พอไปลองปลูกดูจริงในห้องสอบ ไม่น่าจะปลูกรอดนะคะ เพราะไม่เคยฝึกพรวนดินเลยพรวนไม่เป็นค่ะ...

อาจจะตอบไม่ตรงคำถามอาจารย์ไปบ้างนะคะ

โดย : บุ๊ค วันที่ : 2009-08-05 23:43:54 อีเมล์ : IP : 124.122.217.155

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด imm

สบายดีหรือคะ เด็กวัด imm กระถางต้นไม้ปลูกได้งดงามแค่ไหน หลังจากนั่งทำการบ้านให้ครู

หรือว่ายังเหี่ยวๆอยู่คะ ไหนเข้ามาเล่าให้ครูฟังหน่อยนะคะ

ครูคิดถึงเด็กวัด imm

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-20 21:36:11 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ แฟนๆหนังสือ เด็กวัด Rika

ขอบคุณมากนะคะที่เข้ามาช่วยกันออกความคิดเห็นเรื่องการเรียนที่เด็กวัดกำลังเครียดๆกันอยู่

ขอบคุณมากที่ช่วยแจงมา อาจารย์เขียนกระทู้มาหลายครั้ง และต้องใช้ความคิดอย่างมาก ในที่สุดก็ได้คำตอบให้เด็กวัดไปคิด

แต่วิธีสามและสี่ เกิดการผิดพลาด ขอบคุณมาก อาจารย์เข้าไปแก้แล้ว ทั้งหมดมีหลายวิธี แต่แบบe อาจารย์ไม่นิยม เลยไม่คิดว่า เข้าข่ายการพิจารณาค่ะ

ถือว่า เป็นสี่วิธีแล้วกันนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-15 00:51:48 อีเมล์ : IP : 96.232.66.224

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ และเด็กวัด imm ค่ะ

กลับมาร่วมแจมกระทู้แล้วนะคะอาจารย์

จากคำถามของเด็กวัด imm เป็นคำถามที่ดีมากนะคะ เพราะมีหลายคนที่พยายามเรียนแล้วก็สับสน ไม่รู้จะจัดเวลายังไง แถมไม่แน่ใจอีกว่าจริงๆ แล้วตัวเองชอบอะไรกันแน่ และมีอีกหลายคนอุตส่าห์ร่ำเรียนมา สุดท้ายก็ทิ้งไปไม่ได้ใช้ (และไม่คิดจะรักษาไว้)

โดยส่วนตัวโลภมากเลยค่ะอาจารย์ หนูขอตอบทั้ง a, b, c, d ค่ะ แต่ e ไม่เอานะคะ ไม่ชอบวัดดวง เพราะทุกอย่างมีประโยชน์ สอดคล้องกันค่ะ

a. ซุ่มอ่านหนังสือเอง เรียนเอง จัดเวลาเอง ค้นหาคำตอบเอง เพื่อหาคำตอบว่าปลูกต้นไม้ยังไงจึงไม่เหี่ยวเฉา

คนที่เลือกวิธีที่หนึ่ง a. จะมีวิธีการของตัวเองว่า ถ้าได้กระถางต้นไม้มา ถ้าเป็นแบบนี้ จะเอาไปตั้งไว้ตรงไหน รดน้ำ วันละครั้ง หรือกี่วันครั้ง แดดควรจะอ่อน กลาง หรือเปรี้ยง เพราะตัวเองทดลองและดูแลมาตลอดด้วยตัวเองทุกวัน และเห็นชัดว่า ถ้าวางไว้ตรงที่แดดมากไป ใบจะเริ่มเหลือง ต้องย้าย หรือใส่น้ำเข้าไป วันรุ่งขึ้นก็แห้งแล้ว

- จริงอยู่ว่าถ้าตัวเองได้กระถางมา ก็ต้องคิด ต้องทำ ว่าจะจัดการยังไง ได้ลองผิด ลองถูก ทำให้รู้ได้ แต่ก็ยังคงเป็นทฤษฏี เพราะในการสอบจริงเราก็ยังไม่รู้ว่า จะเป็นยังไง แล้วเราก็ไม่มีเวลาให้ลองผิด ลองถูกในสนามสอบ

 b. เรียนกับเพื่อนๆ ช่วยกันคิด ช่วยกันตอบ เพื่อหาคำตอบว่าปลูกต้นไม้ยังไงจึงไม่เหี่ยวเฉา

คนที่เลือกวิธีที่สอง b. มีเพื่อนช่วยกันคิดว่า น่าจะตั้งกระถางไว้ข้างนอก ไว้ตรงหน้าต่าง ใส่น้ำนิดหน่อย อีกคนก็บอกว่า อย่าให้น้ำมากไปดีกว่า เดี๋ยวเหี่ยว อีกคนก็บอกว่าไม่ได้ เดี๋ยวตายเสียก่อน ไม่ควรวางไว้ที่ตรงที่มีแดด บางคนก็บอกว่า ต้องแดดเปรี้ยง เพราะไม่ใช่ต้นไม้ปลูกในที่ร่ม เดี๋ยวเหี่ยวตายเสียก่อน ตกลงจะทำยังไงดี หลากหลายความคิด

- การได้คุยแลกเปลี่ยนความคิด ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ จะทำให้เราได้เห็นความคิด เห็นประเด็นที่เราไม่เคยเห็น ไม่เคยมอง ในเมื่อเราเจอประเด็นที่เราได้จากเพื่อนแล้ว เราก็ต้องนำประเด็นนั้นมาพิสูจน์ว่าจริงมั้ย ใช่มั้ย ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์ให้เราได้จำจากสถานการณ์นั้น ด้วยการค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง

c. ให้รุ่นพี่ ให้คุณพ่อ คุณแม่ ให้คนที่เคยปลูกมาก่อนช่วยสอน เพื่อหาคำตอบว่าปลูกต้นไม้ยังไงจึงไม่เหี่ยวเฉา

- อาจารย์ซ้อนข้อนี้กับข้อ d อะค่ะ ไม่เป็นไร การที่เราได้เรียน ได้คิด แล้วนั้น เราก็จะมีข้อสงสัยใช่มั้ยคะ และได้ข้อสงสัยมาจากมุมมองของเพื่อน เราก็ต้องมาหาคำตอบแก้ข้อสงสัยกันค่ะ และหนึ่งในนั้นก็ต้องถามผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ แต่อย่าลืมว่าประสบการณ์ของแต่ละคนได้รับมาไม่เหมือนกันนะคะ รับฟัง แล้วนำมากลั่นกรองอีกที เพราะโดยเนื้อหาที่ได้รับจะเหมือนๆ กัน เช่นวิธีการปลูก วิธีดูแล แต่จะมีปลีกย่อยในรายละเอียดของสิ่งเหล่านั้น ที่มีประโยชน์ค่ะ เก็บรวบรวม ตักตวงไว้เป็นความรู้ เพื่อหาเทคนิคของเราเองได้ค่ะ

d.  วิ่งไปเรียนตามโรงเรียนกวดวิชาพิเศษ หรือไม่ก็ ห้ครูพิเศษสอน เพื่อหาคำตอบว่าปลูกต้นไม้ยังไงจึงไม่เหี่ยวเฉา

คนที่เลือกวิธีที่สอง c. ไปแสวงหากูรูให้ช่วยแนะนำว่า จะต้องใช้สูตรอะไรจึงจะทำให้กระถางต้นไม้ที่จะปลูกไม่เหี่ยวเฉาตายเสียก่อน  กูีรู ตามโรงเรียนกวดวิชาต่างๆก็จะห้สูตรมาเลยว่า ถ้าเจอต้นไม้แบบนี้ ก็ขอให้ใส่น้ำเข้าไปเยอะหน่อย เอาไปตั้งแดด แล้วมันก็จะเติบโต

- การที่ได้คุยกับกูรูผู้รู้ ตามสถาบันกวดวิชา ก็จะได้สูตรความรู้มา ก็จริง เป็นสูตรจริงๆ ค่ะ (ไม่มีของปลอม) อาจจะเป็นพวกจำทางลัด อะไรพวกนี้อะค่ะ ก็จะได้พวกเทคนิคมาค่ะ

เห็นมั้ยคะว่า ทุกข้อเกี่ยวพันกันได้ เราต้องรู้จักสังเกต รู้จักคิด รู้จักถามด้วยค่ะ ไม่ใช่รับอะไรมาแล้ว ก็คิดแต่ว่าต้องทำแบบนั้นเหมือนหุ่นยนต์ เราต้องมาสงสัยกันสักนิด แล้วหาคำตอบกันสักหน่อย มันจะทำให้เราจำได้ดียิ่งขึ้นค่ะ ยิ่งผิดพลาดยิ่งจำได้ เพื่อจะได้ไม่พลาดอีก หากเจอคำตอบที่ถูกก็จะยิ่งดีว่าเราทำถูกวิธีแล้ว วิธีแบบนี้ดีกว่าการท่องจำ หรือสูตรไหนแน่นอนค่ะ

ว่าแต่อาจารย์คะ อาจารย์เขียนไว้สำหรับข้อ a ว่า "คนที่เลือกวิธีที่หนึ่ง a" แต่ ข้อ b กับ c อาจารย์กลับเขียนว่า "คนที่เลือกวิธีที่สอง b" กับ "คนที่เลือกวิธีที่สอง c" อันนี้อาจารย์จำกัดมาให้แล้วหรือเปล่าคะว่าวิธีที่หนึ่งต้องเป็น a แล้วให้เลือกวิธีที่สองเป็น b หรือ

โดย : Rika วันที่ : 2009-04-15 00:48:07 อีเมล์ : IP : 96.232.66.224

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ขอย้ายมาโพสใหม่ค่ะ

ข้อความ : พอได้ลองอ่านดูแล
ขอหนูลองตอบด้วยอีกคน
เหมือนได้อ่านนิทานเลย แต่ได้คิดไปตามเรื่องด้วย

คนที่เลือกวิธีที่สอง c. ไปแสวงหากูรูให้ช่วยแนะนำว่า จะต้องใช้สูตรอะไรจึงจะทำให้กระถางต้นไม้ที่จะปลูกไม่เหี่ยวเฉาตายเสียก่อน  กูีรู ตามโรงเรียนกวดวิชาต่างๆก็จะห้สูตรมาเลยว่า ถ้าเจอต้นไม้แบบนี้ ก็ขอให้ใส่น้ำเข้าไปเยอะหน่อย เอาไปตั้งแดด แล้วมันก็จะเติบโต

 

ครูที่สอนพิเศษส่วนตัวก็สอนเคล็ดลับที่ไม่ลับมาว่า ถ้าเห็นต้นไม้แบบนี้ อย่าไปให้น้ำมาก สามสี่วันค่อยให้น้ำ อย่าถูกแดด แต่ต้องวางในที่ร่ม

* ในข้อนี้คงจะมีคนเจอมาเยอะเลยล่ะค่ะ

คงจะปวดหัวที่ต้องฟังหรือทำตามกลับไปกลับมา
โดยไม่ได้ใช้ความพยายามของตนที่มีอยู่
เหมือนต้องคอยพึ่ง คอยฟังคนอื่นตลอดเวลา
ทำให้คิดไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรดี

บางทีผลออกมาก็ไม่เหมือนที่ครูหรือที่กวดวิชาบอกมา

ในความคิดหนูถ้าเป็นแบบนั้นคงปวดหัวตาย
เหมือนกับอ่านหนังสือเรื่องเดียวกัน
แต่หนังสือแต่ละเล่มนั้นสอนไม่เหมือนกัน
เมื่อมาทำข้อสอบก็จะสับสน ความรู้สลับกลับกันไปหมด
หรือที่โรงเรียนสอนอีกแบบ
ครูที่สอนพิเศษสอนอีกแบบ
จนบางครั้งก็สับสนไปหมด


สิ่งที่เราต้องการให้เป็นผลดีกับเรานั้น
เราน่าจะทำความเข้าใจด้วยตนเอง
หรือว่ารู้จักตนเองมาเป็นอันดับหนึ่ง
พยายามพึ่งพาตนเองหรือปรับสิ่งที่ต้องการมาใช้ให้เหมาะสม
ไม่ใช่ว่าใครบอกอะไรพูดอะไรก็ทำตามเสียหมด
จนไม่รู้ว่าที่ตนต้องการจริงๆคืออะไร

อันนี้เป็นความคิดหนูหลังจากที่ได้อ่านเรื่องที่คุรครูเขียนมา

เวลาอ่านทำให้ได้คิดตามไปด้วยเลยค่ะ
ว่าเราเป็นอย่างไร
แล้วใครจะมีความคิคดเห็นอีกบ้าง
ช่วยกันแนะนำนะคะ

โดย : เด็กวัด imm วันที่ : 2009-04-15 00:46:56 อีเมล์ : IP : 96.232.66.224

--------------------------------------------------------------------------------------------------