生け花 ห้องอิเคะบะนะ
ตอบข้อสงสัยเด็กวัด maya คำศัพท์หมอ ป่วยจะทำยังไง
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

 

(เด็กวัด maya) พยายามหลายครั้งมากที่จะเข้ามาคุยกับอาจารย์แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ก็คงจะเป็นบททดสอบที่อาจจะทำให้เราเป็นคนที่มีความพยายามต่อความล้มเหลวในครั้งแรกๆนะคะ เหมือนกันกับความพยายามที่จะไม่ลดละในการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นที่ได้ตั้งใจไว้ การทำงานต้องเกี่ยวข้องกับชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะคนที่เจ็บป่วยบางครั้งศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยเป็นอะไรที่ยากกับตัวเองที่จะสื่อสารธรรมดาความรู้เบื้องต้นก็จะแย่อยู่แล้วค่ะ ไม่ทราบว่าถ้ามีปัญหาแบบนี้จะรบกวนอจ.ช่วยด้วยได้มั้ยคะ เพราะนักเรียนคนอื่นอาจจะไม่ต้องใช้คำศัพท์ที่เป็นศัพท์เฉพาะน่ะค่ะ ค้นคว้าหาตำรามาอ่านเอง เรื่องเรียนกับเซนเซ ทางรพ.เคยจัดให้แต่มีปัญหาทางการเมืองก็เลยไม่ได้มีการจัดเซนเซให้อีกก็พึ่งตัวเอง แล้วก็ขอมาพึ่งพิงรร.ของอจ.ด้วยคนนะคะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยคนค่ะ  

 

(ครูประจำชั้นปรียา)    การทำงานต้องเกี่ยวข้องกับชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะคนที่เจ็บป่วยบางครั้งศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยเป็นอะไรที่ยากกับตัวเองที่จะสื่อสารธรรมดาความรู้เบื้องต้นก็จะแย่อยู่แล้วค่ะ ไม่ทราบว่าถ้ามีปัญหาแบบนี้จะรบกวนอจ.ช่วยด้วยได้มั้ยคะ

 

ได้ค่ะ เพราะต้องไปหาหมอเองตลอดเวลาตั้งแต่สมัยไปญี่ปุ่น และสมัยไปใหม่ๆ ป่วยต้องไปหาหมอทุกๆสองอาทิตย์ เลยรู้ว่าเขาจะใช้ศัพท์สำคัญๆอะไรบ้่าง ไม่เคยหาหมอไทยในญี่ปุ่น หามาหลายที่ เข้าใจว่า ยากแค่ไหน ทั้งคนป่วยและคนที่ดูแล ขอเวลาหน่อย ตอนนี้เด็กวัดวิ่งเข้ามาถามเยอะมากทั้งรร และส่วนตัว ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ ได้ก็จะบอกว่าได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้

 

ในหนังสือคู่มือ เอาตัวรอดในญี่ปุ่น อาจารย์มีเขียนไว้เพราะแต่ละคน ไม่รู้ศัพท์ แต่ดูซิคะ เราไม่มีโอกาสซื้อ

บางทีคิดแล้วก็เศร้าใจ ขายแต่หนังสือเอาเงินอย่างเดียว หนังสือที่คนอยากได้ แต่ไม่ใช่กลุ่มใหญ่ ไม่มีสิทธิ์ได้ใช้กัน รอกันหน่อยนะคะ ขอให้ชุมชนของโรงเรียนเด็กวัด มีเยอะและขยายมากกว่านี้ หนังสือที่อาจารย์พิมพ์ใหม่ ถ้าขายได้เรื่อยๆ และขายได้ดี ก็คงไปต่อรองกับเขาได้ เพราะเขาเห็นว่า พวกเราไม่ขวนขวาย ไม่ซื้อหนังสือ ไม่จำเป็นต้องพิมพ์ออกมา สู้ขายหนังสือตำราเรียนภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ ขายดี เพราะนักเรียนเรียนแต่หนังสือตำราเรียน

   

       หนังสือต่างๆที่อาจารย์พิมพ์ออกมาใหม่ ตอนนี้นักเรียนไทยที่เรียนที่อเมริกาก็ยังหาซื้อได้ที่ ร้านดอกหญ้า dokyausa.com  เห็นมีวางขายออนไลน์ และที่ประเทศอังกฤษก็มีขาย คงจะช่วยทำให้พวกเราเรียนกันได้เก่งๆ แม้แต่ที่ออสเตรเลีย  อเมริกา และประเทศต่างๆ วันๆเข้ามาเรียนรรเด็กวัดปรียาเยอะค่ะ

 

 

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-05 23:20:41 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัด maya

ถ้างั้น ก็ถูกต้องตามที่อาจารย์คิด คือเขาไล่ให้ไป ไม่ต้องเป็นห่วงเขา เพราะเกรงใจ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-09-06 20:09:35 อีเมล์ : IP : 96.232.65.225

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

อาจารย์คะ  

หนูต้องขอโทษอาจารย์ด้วยค่ะ อาจจะต้องไปโพสในหัวข้อใหม่ครั้งต่อไปค่ะ 

 คือ ตอนนั้นทำงานค่ะวิ่งไปวิ่งมาหลังจากทักทายเค้ากับคุณแม่ค่ะ  ก็วนไปวนมาแถวๆนั้น แล้วช่วยดูเอกสารของเค้าที่จะต้องผ่านการประทับตรา โรงพยาบาลก่อนนำออกไปค่ะ  (เป็นห่วงเค้าด้วยค่ะ) 

                    

โดย : maya วันที่ : 2009-09-06 19:57:31 อีเมล์ : IP : 112.142.115.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

  อาจารย์คิดว่า หัวข้อนี้ตอบยาวมาก และหนักกว่าจะเปิดได้ ขอให้คราวหน้า เด็กวัด ไปโพสหัวข้อใหม่ คนจะได้อ่านง่าย และเข้าง่ายขึ้น เพราะมันเยอะต้องรอกว่าจะเปิดได้ค่ะ

โยะโระชิคุ

  เท่าที่เล่ามาปะติดปะต่อไม่ได้ ถ้าเป็นฉากที่ว่า เด็กวัดร่ำลากับเขาในขณะที่ยังทำงาน แล้วต้องเสียเวลามาต้อนรับเขา ในกรณีนี้ แสดงว่า เราต้อนรับทำหน้าที่เสร็จแล้วต้องวิ่งกลับไปทำงาน ก็คงใช้ได้คือ เหมือนกับไล่ให้ไปทำงาน ไม่ต้องมาเสียเวลา คือรู้ว่าเรายุ่ง ทำงานอยู่ ถ้าเป็นกรณีนั้น เป็นการบอกทำนองว่า ไปทำงานต่อ ไม่ต้องเป็นห่วง หรือเสียเวลาด้วยค่ะ เขาช่วยตัวเองได้

แต่ในกรณีถ้าลากัน คิดว่าไม่ค่อยเข้าเรื่องที่เล่า เพราะเขาไม่ได้ใช้ในกรณีที่เล่าค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-09-06 18:54:14 อีเมล์ : IP : 96.232.65.225

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์และเพื่อนเด็กวัดทุกคนค่ะ

           เมื่อวันก่อน ลูกสาวและคุณแม่ที่เป็นคนไข้(คนญี่ปุ่น)มาพบคุณหมอตามนัดค่ะ

(เค้ามาตรงตามที่หมอนัดดีมากค่ะ) ก็เข้าไปทักทายและรู้สึกว่าคุณแม่เค้าหน้าตา

สดชื่นขึ้นมากค่ะ เค้ายิ้มแล้วก็เล่าหลายเรื่องค่ะ ส่วนใหญ่เกี่ยวกับอาการของคุณแม่ที่ดีขึ้นอย่างมากค่ะ ว่าทานอาหารได้เยอะขึ้น นั่งรถนานๆได้ ( หนูก็ฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้างค่ะ นี่เป็นปัญหาด้วยอันหนึ่งค่ะ)  พอพบคุณหมอแล้วเค้าก็จะรับยาและกลับบ้าน ช่วงนี้ก็ร่ำลากันค่ะ และเค้าขอเบอร์โทรฯ หนูก็สงสัยว่าเบอร์โทรฯ(ของรพ.หรือเค้าก็บอกว่าเบอร์ของหนู  แปลกใจว่าคงขอไปอย่างนั้น  น่าจะเป็นลักษณะการนำเรื่องอื่นๆมาสนทนาด้วยมากกว่า) 

 แล้ว เค้าก็พูดว่า いらっしゃい。 ซึ่งคำนี้ส่วนใหญ่ความหมาย ว่า มา  ไป  อยู่  ก็จริงนะคะอาจารย์ แต่ ว่า การนำ いらっしゃい。มาใช้ส่วนใหญ่หนูมักจะเห็นในการพูดเมื่อ บอกกล่าวการมา  การต้อนรับแขกที่มาบ้าน แต่ มักจะไม่ค่อยเห็นการใช้สำนวนนี้เมื่อบอกว่าจะกลับ ก็เลยสงสัยค่ะ

 อยากเรียนถามอาจารย์ว่า

 いらっしゃい。1.ใช้ได้เหมือนการมา

                          2.และใช้ได้ตอนจะกลับ

                           3.และใช้ได้เป็นสำนวนการบอกลากันด้วยหรือปล่าวค่ะ

                            รบกวนถามอาจารย์ค่ะ ขอบคุณค่ะ

โดย : maya วันที่ : 2009-09-06 14:24:47 อีเมล์ : IP : 114.128.181.75

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดึค่ะ

お休みなさい。

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-30 00:42:07 อีเมล์ : IP : 71.190.46.165

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

どうもありがとうござます。

おやすみなさいせんせい。

โดย : maya วันที่ : 2009-08-30 00:19:39 อีเมล์ : IP : 112.142.60.223

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัด maya

ที่ถามให้ไปเช็ก เพราะเด็กวัดเขียนผิดๆมาค่ะ

ไม่ได้มีคำถามอะไร

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-30 00:09:13 อีเมล์ : IP : 71.190.46.165

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ว้าว!!!!! 

            อาจารย์คะ   ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ 

ได้รับความรู้มากมายจริงๆค่ะ เพราะประโยคหรือสำนวนบางอย่างก็ไม่เคยได้เรียนเลย

 กลัวว่าจะนำไปใช้อย่างผิดๆค่ะ 

ตอนนี้ได้อีกขั้นตอนแล้วค่ะ

 แต่...... อาจารย์คะ แล้วสักครู่ที่อาจารย์ถามนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องใช้แล้วใช่มั้ยคะ

โดย : maya วันที่ : 2009-08-29 23:42:49 อีเมล์ : IP : 112.142.60.223

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัด maya

    เรียนภาษาญี่ปุ่นต้องเป็นคนละเอียด คนที่รีบร้อน ผลีผลาม ไม่ละเอียด เรียนภาษาญี่ปุ่นคงไปไม่ไกล เพราะไม่เข้ากับ ลักษณะของภาษาญี่ปุ่นนะคะ ดีมากที่แก้จนถูกต้อง ท ทหาร อดทน นะคะ :-)

   ทำคำตอบเตรียมไว้ แต่ต้องให้เด็กวัด เขียนให้ถูก และไม่เลินเล่อ

เวลาไปตรวจร่างกาย เช่น เวลาจะเข้าเครื่องซีทีแสกน หรือ ทำสแกนจากเครื่องบนจอ พร้อมก้บเอาของเหลวอุ่นๆมาพ่นที่หน้าท้อง หงายข้าง เจ้าหน้าที่จะบอกให้รู้ว่า

1. shinkokyuu shite kudasai

深呼吸(しんこきゅう)してください。ขอให้หายใจลึกๆ พูดสุภาพเพราะพูดเป็นครั้งแรกให้ คนไข้รู้ว่าจะต้องหายใจลึก

แล้วก็จะบอกว่า

2. hai iki o tomete

 はい、(いき)()めて เอ้า กลั้นหายใจ(หน่อย)

3. แล้วก็ไม่ลืมบอกคนไข้ว่า หายใจออก เพราะไม่งั้น คงแย่แน่ะ

hai iki o dashite

 はい、息を出して เอ้า หายใจออก

4. แล้วคราวนี้ก็ใช้คำง่ายๆ เพราะรู้กันแล้วว่า อ้าว

หายใจเข้า

  hai, iki o sutte

  はい、息を吸って、เอ้า

หายใจเข้า

ซ้ำไปซ้ำมา อย่างเป็นระบบ เพื่อให้คนไข้ทำตามได้ถูกต้อง

สำนวนเต็มๆก็คือ

(いき)()() หายใจออก

 

(いき)()う หรือ (いき)()()む หายใจเข้า

(いき)()めて กลั้นหายใจ

เห็นภาพในห้องสแกนมั้ยคะ

เพราะอาจารย์ชอบสังเกต เวลาพนักงานทำหน้าที่ ไม่ว่า ภาษาญี่ปุ่น หรืออังกฤษสนุกค่ะ

ได้ความรู้เลยเอามาเล่าต่อได้ค่ะ เพราะไปหาหมอต้องรู้เรื่องพวกนี้ไม่งั้น แย่ค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-29 23:26:19 อีเมล์ : IP : 71.190.46.165

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

oops!!!!!!

                 ขอไม้หน้าสามตีหัวสักทีค่ะอาจารย์ 555

                  いきをちょっと とぬてください

                いきをちょっと とめてください ถ้าเป็นภาษาไทยสมัยก่อนที่เรียนน่าจะโดนสักหน้ากระดาษ A 4 แน่ๆเลยค่ะอาจารย์ 

โดย : maya วันที่ : 2009-08-29 23:04:55 อีเมล์ : IP : 112.142.60.223

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์  

                           หนูขอใช้ ちょっと ในประโยคนี้นะคะ

   いきをちょっと とぬてください ไม่ทราบว่าจะเหมาะสมหรือปล่าวเพราะ ก็คงจะเป็นระยะเวลาสั้นๆจริงๆ ค่ะ มันน่าจะเป็นความหมายว่านิดหน่อย เดี๋ยวเดียวกว่าしばらく

ตอนแรกหนูก็คิดว่า しばらく จะได้หรือปล่าวแต่ ระยะเวลาไม่ได้บ่งบอกว่าสักครู่นั้นจะเป็นระยะเวลาที่แตกต่างกันหรือใช้แทนกันได้ しばらく เวลาน่าจะยาวกว่า

 

โดย : maya วันที่ : 2009-08-29 22:59:32 อีเมล์ : IP : 112.142.60.223

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ เด็กวัด maya

ช่วยไปเช็กมาใหม่ว่า ผิดอะไร

 いきを とぬてください และกรณีที่ต้องการให้คนไข้กลั้นหรือหยุดหายใจชั่วครู่  

よろしく。

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-29 21:12:28 อีเมล์ : IP : 71.190.46.165

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ค่ะ  อาจารย์ เกิดความผิดพลาดในการสลับความหมายของประโยค

ขอแก้ไขดังนี้ค่ะ

いきをすってください  กรณีที่จะบอกให้คนไข้ว่า สูดลมหายใจเข้าปอดให้เต็มที่

いきをとぬてください และกรณีที่ต้องการให้คนไข้กลั้นหรือหยุดหายใจชั่วครู่  

いきをはいてください  ต่อไปก็หายใจออกค่ะ 

โดย : maya วันที่ : 2009-08-29 21:06:07 อีเมล์ : IP : 112.142.60.223

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และ เด็กวัด maya

ได้ค่ะ เพราะเวลาอาจารย์ไปตรวจร่างกาย เช่น สแกน คนตรวจจะบอกว่า

       いきをすってください กรณีที่บอกให้คนไข้สูดลมหายใจเข้าปอดให้เต็มที่

เขาจะบอกสั้นๆ ว่า  いきをすって

แต่อยากให้เด็กวัดไปเช็กมาใหม่ว่า ถูกต้องดีแล้วหรือยังอีกทีนะคะ

     いきをはいてください   แล้วกรณีที่บอกให้คนไข้ กลั้นหรือหยุดหายใจชั่วครู่ค่ะ

    いきをとぬてください    หลังจากนั้นก็หายใจออกค่ะ

หายใจเข้า หายใจออก กลั้นหายใจ  พูดยังไงดี

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-29 18:36:53 อีเมล์ : IP : 71.190.46.165

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ขอโทษค่ะอาจารย์มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นค่ะ

いきをとぬてください    หลังจากนั้นก็หายใจออกค่ะ ให้กลั้นหายใจไว้ชั่วครู่

いきをはいてください      หลังจากนั้นก็หายใจออกค่ะ

                                      ขอแก้ไขค่ะอาจารย์เพราะสลับกันกับคำแปลค่ะ

    

โดย : maya วันที่ : 2009-08-29 18:30:08 อีเมล์ : IP : 112.142.60.165

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์

                           หนูอยากเรียนถามอาจารย์ว่าเมื่อต้องบอกให้คนไข้ไปห้องเอกซเรย์แล้วเวลาเอกซเรย์ปอดต้องสูดลมหายใจเข้าและกลั้นหายใจไว้ พอเสร็จแล้วก็ให้หายใจออก เป็นการเสร็จสิ้นกระบวนการเราสามารถใช้ทั้งสามประโยคนี้ได้หรือปล่าวคะ

               いきをすってください กรณีที่บอกให้คนไข้สูดลมหายใจเข้า

    いきをはいてください   แล้วกรณีที่บอกให้คนไข้กลั้นหรือหยุดหายใจชั่วครู่ค่ะ

    いきをとぬてください    หลังจากนั้นก็หายใจออกค่ะ

           อยากเรียนถามอาจารย์ค่ะว่าถูกต้อง หรือ ไม่น่าใช้อย่างไรบ้างคะ  ขอบคุณค่ะ

โดย : maya วันที่ : 2009-08-29 18:19:59 อีเมล์ : IP : 112.142.60.165

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์และเพื่อนเด็กวัดทุกคน

                ขอบคุณอาจารย์มากค่ะสำหรับคำอธิบาย และ ความเหมาะสมในการใช้ประโยคการสนทนาแต่ละครั้งได้รับความรู้มากมาย และ สิ่งที่สำคัญคือ อย่างถูกต้อง จะได้ไม่นำไปใช้ผิดๆ

                ต้องขอโทษอาจารย์ที่ช่วงนี้งานยุ่งมากค่ะ  เข้าห้องเรียนก็ดึกมากแล้ว แต่ยังไงๆก็จะมาเรียนค่ะ 

 

โดย : maya วันที่ : 2009-08-18 20:11:54 อีเมล์ : IP : 114.128.10.128

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ และเด็กวัดทุกคน

จุดมุ่งหมายของชีวิตคือ อยากทำงานที่เป็นประโยชน์แก่คนทั่วไป

ikigai wa hito ni yakuni tachitai shigoto o shitai.

生きがいは人に役に立ちたい仕事をしたい。

ไม่ต้องเล่าสรรพคุณ เขาจะคิดว่า ยกตัวเอง

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-17 00:12:04 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์และเพือนเด็กวัดทุกคน

あなたのいきがいはなんですか。

ประโยคนี้หนูคิดคำตอบอยู่นาน ถ้าจะตอบว่า 仕事 が私のいきがいです。

ก็รู้สึกว่ามันเป็นการพูดหรืออ้างสำหรับคนทั่วๆไปเพื่อใช้ในการพูดคุยกัน แต่ อยากจะบอกว่าการได้ช่วยเหลือ หรือ ดูแล ทุกคนอย่างดี เป็นเป้าหมายหรือความตั้งใจของเรา  เราจะแต่งเติมประโยคนี้อย่างไรคะอาจารย์   อยากขอคำปรึกษาค่ะ

โดย : maya วันที่ : 2009-08-16 22:03:46 อีเมล์ : IP : 114.128.211.74

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

  ดีใจค่ะ ที่ไม่เพียงแต่เด็กวัด mayaทำหน้าที่ช่วยคนไข้ แต่ยังมีน้ำใจช่วยคุณลุง ซึ่งมีปัญหาเรื่องภาษา ทำให้ทุกอย่างสะดวกมากขึ้น ทำให้อดคิดถึง สมัยไปญี่ปุ่น หรือแม้แต่ที่อเมริกาตอนนี้ เวลาที่ไม่ได้อยู่ประเทศเรา ใครที่ดี หรือมีน้ำใจกับเรา มันเป็นความรู้สึกที่ประทับใจ และไม่ลืม

   ขอถือโอกาสเล่าให้เด็กวัดฟัง เรื่องเกี่ยวกับการไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพ ซึ่งที่นี่จะต้องมีประวัติคนไข้ให้หมอที่ไปหา อาจารย์ต้องติดต่อทางคาลิฟอร์เนียร์ ก่อนจะติดต่อก็ต้องสู้กับปัญหา เรื่องการรักษา ซึ่งต้องวิ่งไปตามคลีนิคต่างๆ เช่น วิ่งไปสีลม วิ่งไปราชดำเนิน วิ่งไปฝั่งธนบุรี หมอแต่ละคนก็อยู่กันคนละมุมเลย

    แล้วยังมีกฎเกณฑ์ต่างๆของแต่ละหมอ และคลีนิก ว่าประกันสุขภาพเราใช้ได้กับหมอคนนี้ไหม หมอรับประกันแบบที่เรามีหรือไม่ เพราะมีเยอะแยะเต็มไปหมด แถมยังโลเทค คอมฯก็ไม่ใช้ มีแต่พนักงานทำงานจดชื่อ อะไร ไม่มีระบบ ไม่มีประสิทธิภาพ เหนื่อย นัดไปคลีนิคไปก่อนเวลา ก็ยังต้องรอ สองชั่วโมง ไม่ก็ชั่วโมงกว่า เพียงเพื่อหาหมอ ให้ตรวจเพียงไม่ถึงสิบนาที เหนื่อย

    พอติดต่อไปทางรพ ที่คาลิฟอร์เนียร์ที่มีชื่อเป็นคนไข้ประจำอยู่ โทรไปขอประวัติคนไข้จากรพทางคาลิฟอร์เนียร์ เจอพนักงานที่อาจารย์ไม่เคยเห็นหน้า แต่ท่าทางการตอบ ทำให้รู้ว่า เอางาน กระฉับกระเฉง คุยด้วยก็รู้ว่า เขาเอาใจใส่ เขารับปากว่า จะจัดการให้ และจะรีบส่งให้ แล้วยังอำนวยความสะดวก บอกว่าจะต้องทำยังไง ส่งแบบฟอร์มมาทางอีเมล์ แล้วก็ยังเขียนมาบอกเมื่อส่งให้แล้ว แต่ทางนั้นส่งไปผิดที่ ยุ่งอีก ก็ต้องโทรไปถาม เขาก็บอกว่า เป็นความผิดพลาดของคนส่งเขียนที่อยู่ผิด ติดต่อจัดการให้อีก

    ความประทับใจเหล่านี้ สำหรับคนที่วิ่งมาอยู่อีกฟากเหมือนอยู่คนละโลก ที่ไม่ได้มีระบบ คนยังหัวเก่า ไม่ได้รู้เรื่องว่าทางฝั่งตะวันตกเป็นยังไง ส่วนใหญ่ไม่เคยเดินทางไปคาลิฟอร์เนียร์ แทบทั้งนั้น แม้แต่หมอที่รักษาแทบทุกคน เพราะคุยด้วย

    อาจารย์ขอบคุณพนักงานที่จัดการเรื่องให้ไม่รู้จะขอบคุณยังไง และคิดว่า คำขอบคุณ คงไม่เพียงพอที่จะแสดงความรู้สึกให้เขารู้ว่า สิ่งที่เขาทำอาจจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาสำหรับอาจารย์ 

  อาจารย์ก็เลยขอชื่อผู้อำนวยการกับเขา แล้วก็เขียนไปเล่าว่า ซาบซึ้งในระบบการทำงานของรพ ที่มีประสิทธิภาพ ค่าประกันสุขภาพถูกกว่าครึ่ง มีหมอที่มีคุณภาพ และมีพนักงานที่ให้บริการอย่างดี คิดถึงบริการดีๆของรพ

    เมื่อวานนี้ ผู้อำนวยการเขียนจดหมายตอบเขียนมาขอบคุณอาจารย์ที่ทำให้เขารู้ว่า เราซาบซึ้ง เป็นจดหมายที่อ่านแล้วดีใจที่เขียน เพราะจะมีแต่คนบ่น พวกเขาทำงานอย่างเต็มที่ ไม่มีใครมีน้ำใจเขียนไปขอบคุณ ผอบอกว่าทีมงานภูมิใจและดีใจว่าสิ่งที่ทุ่มเท อย่างน้อยมีคนเห็นคุณค่า

   นี่คือ สิ่งเล็กๆน้อยที่โลกเรา ไม่เห็นคุณค่า หรือไม่ก็มองข้ามนึกว่าไม่สำคัญ น้ำใจค่ะ เป็นสิ่งที่ดีงามของประเทศเรา

  พอเด็กวัดบอกว่าช่วยโทรไปเช็กให้คุณลุง เด็กวัด maya คงไม่รู้ว่า ทำให้คุณลุงแอบปลื้ม และดีใจที่เลือกไปอยู่ประเทศเรา ยิ่งคนที่มีอายุแล้ว อยู่ในต่างประเทศ เด็กวัด mayaคือ ตัวแทนของประเทศไทย เราทำดี คุณลุงก็เล่าให้คนฟังต่อ ขอขอบคุณแทนคุณลุง เพราะอาจารย์อยู่เมืองนอกมาตลอด ความรู้สึกประทับใจที่ดี ไม่เคยลืม และสิ่งที่ไม่ดี ก็พยายามลืม แต่ก็สอนให้เรา อย่าได้ทำเหมือนเขาเหล่านั้น

   ใครเคยเจออะไรที่ประทับใจมากๆมั้ยคะ ความรู้สึกเป็นยังไง เขียนมาคุยให้ฟังนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-15 19:49:36 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์และเพื่อนเด็กวัดทุกคน

                ถ้าพบคุณลุงอีกจะบอกโยะโระชิคุค่ะอาจารย์  แต่ ตอนนี้คงยุ่งกับการติดต่อสถานทูตอินเดีย เพราะ เล่าว่าจะเดินทางไปอินเดียค่ะ  วันนั้นเล่าให้ฟังค่ะ ว่าจะไปสถานทูตอินเดีย แล้วก็เปิดสมุดโทรศัพท์ ค้นหาเบอร์โทรฯ แล้วก็ยื่นโทรศัพท์ให้     หนูก็ช่วยโทรถามสถานทูตว่า วันนี้วันที่12 สิงหาคมวันแม่ เค้าเปิดทำการมั้ย ปรากฏว่า เปิดครึ่งวันเช้าค่ะ ก็เลยบอกว่า ไปติดต่อธุระที่สถานทูตก่อนนะคะ เดี๋ยวค่อยกลับมาเอาผลการตรวจ เพราะเดี๋ยวจะติดต่อไม่ทันค่ะ   พอเสร็จธุระ ก็กลับมาเอาผลการตรวจ ที่เตรียมไว้ให้ เห็นบ่นพึมพำว่า ผลการตรวจไขมันในเลือด ผิดปกตินิดนึง (คงสูงกว่าเดิม)  หงุดหงิดนิดหน่อยค่ะ  ส่วนใหญ่คนสูงอายุญี่ปุ่นที่พบเห็นถ้าไม่ใช่ผู้หญิงมักจะ มาคนเดียวค่ะ  

                 ถ้าพบคุณลุงอีกก็จะ ถามคำถามนี้แน่นอนค่ะอาจารย์  อยากรู้คำตอบเหมือนกันค่ะ

โดย : maya วันที่ : 2009-08-14 21:41:07 อีเมล์ : IP : 114.128.178.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ และเด็กวัดทุกคน

ดีค่ะ คนญี่ปุ่นที่มีอายุมากและเลือกจะอยู่บ้านเราถือเป็นแขกที่มีเกียรติอย่างยิ่งสำหรับเรา และคุณลุงคงต้องช่วยตัวเองในประเทศไทยเราซึ่งไม่ใช่บ้านเกิดตัวเอง มีน้อยคนโดยเฉพาะคนญีปุ่นที่จะทำอย่างนั้นได้ ฝากโยะโระชิคุ ด้วยค่ะ

ที่คุณลุงถามเป็นคำถามที่คนญี่ปุ่นชอบถาม และสำหรับพวกเขา เป็นเรื่องใหญ่ ชีวิตที่อยู่ไปโดยไม่มี

ikigai 生きがい นั้น เป็นชีวิตที่แย่มาก

 สำนวนนี้เป็นสำนวนที่อาจารย์ชอบมากอีกสำนวนหนึ่งในภาษาญี่ปุ่น

 คงถือได้ว่า เป็นของขวัญชิ้นสำคัญจากการเรียนรู้วัฒนธรรม ภาษา ความนึกคิดคนญีปุ่นตั้งแต่ตอนยังเป็นนักศึกษาแล้วก็ไปเรียน ไปทำงาน ทำให้เข้าซึ้งถึงคำนี้ก็ได้ แปลเป็นภาษาไทยคงลำบาก เพราะบ้านเรา สบายๆ แห้งชามน้ำชาม ไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่ของคนญี่ปุ่น การมีชีวิตอยู่ของเขามีความสำคัญต่อพวกเขาในแง่ต่างๆ แล้วแต่บุคคล

คำนี้เปิดดิกฯคำศัพท์ญี่ปุ่นไทย คงไม่มีแน่ ดังนั้นการที่ไม่มีจึงไม่ใช่เรื่องที่แปลก เพราะไม่รู้จะแปลว่าไง มันครอบคลุมหมายความหมาย แต่ความหมายของคำนี้ ที่คุณลุงถามเด็กวัด อาจจะสรุปได้ว่า ความหมายก็คือ

1. อะไรคือ ความหมาย ของการมีชีวิตอยู่สำหรับเด็กวัด maya

2. อะไรที่ทำให้เด็กวัด maya รู้สึกว่า ชีวิตนี้ มีความหมายในการมีชีวิตอยู่ คือ ทางด้านจิตใจ อะไรคือแรงสนับสนุนทำให้อยากมีชีวิตอยู่

3. อะไรคือ จุดมุ่งหมายในชีวิต ทำให้ชีวิตมีค่าควรแก่การใช้ชีวิต หรือมีกำลังใจในการต่อสู้กับชีวิต

 4. อะไรที่ทำให้เด็กวัด maya อยากมีชีวิตอยู่ไปนานๆ หรือ มีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย เช่น อยู่เพื่อลูก อยู่เพราะอยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้แก่สังคม เป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นสมัยก่อนเห็นว่าสำคัญมาก หรือการทำอะไรอุทิศให้แก่สังคม

ไม่เหมือนบางคน ไม่มีคำตอบให้ตัวเองว่า อยู่ไปทำไม หรือไม่ก็ทำงานไปวันๆ เพื่ออะไร คือ ตัวเองจะต้องมีคำตอบ

เท่าที่พอคิดออกในความหมายของสำนวนนี้ ก็คงมีตามที่พอจะรวบรวมจากความรู้สึกที่ได้จากสำนวนนี้

   สำนวนนี้เป็นเหมือน พลัง เป็นเหมือน เทียน ดวงน้อยๆที่ส่องทางให้อาจารย์ทำงาน มีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไรก็ยังไม่ย่อท้อ เพราะมีคำตอบให้ตัวเองว่า 'จุดมุ่งหมายของการมีชีวิตอยู่ของอาจารย์เอง คือ อะไร' ไม่เหมือนกับการมีชีวิตอยู่ไปวันๆ

คราวหน้าบอกว่า อาจารย์ฝากถามคุณลุงนะคะว่า

おじいさんの生きがいは何でしょうか。

ขอบคุณสำหรับสำนวนดีๆ เพียงแค่นี้ เด็กวัด maya ก็คงดีใจ และคุ้มกับเวลาที่แบ่งเวลามาเรียนภาษาญี่ปุ่นทั้งที่ทำงานหนักทุกวันนะคะ เพราะคุณลุงคงสนใจ อยากรู้ว่าเด็กวัด maya มองชีวิตอย่างไร คงเห็นเด็กวัดแตกต่างจากคนอื่นจึงถาม ดีมากค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-14 13:45:25 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์และเพื่อนเด็กวัดทุกคน

               ขอเล่าต่อนะคะอาจารย์ จากการที่ได้พูดคุยกับคุณลุง(คนไข้)ที่รพ. ก็ทราบว่าท่านก็บอกว่าเรียนภาษาไทยด้วยดัวเองเหมือนกัน แล้วก็หยิบเอาหนังสือนิทานสอนใจของไทยเล่มเล็กๆ  ให้ดูว่า อ่านแล้วก็ทำความเข้าใจไปด้วย รู้เรื่องบ้างแต่ส่วนมากไม่ค่อยรู้เรื่อง  ยากนะ ( ภาษาใครยากกว่ากัน กันแน่  หึ หึ แอบหัวเราะคนเดียวค่ะ)  ก็ถามว่า พอจะมีเวลาว่างมั้ย หยุดเมื่อไร  ฉันอยากจะให้เธอสอนภาษาไทย แล้ว  ไม่เห็นจะบอกว่าแล้วฉันจะสอนภาษาญี่ปุ่นให้เธอ (รอฟัง) ก็บอกคุณลุงว่า ไม่ค่อยว่างค่ะ 55  มีคำถามหนึ่ง ถามมาว่า

 あなたのいきがいはなんですか。ตอนแรกที่ได้ยินก็คิดว่าเป็น ikitai  เค้าคงเห็นขมวดคิ้ว ก็เลยเขียนให้ค่ะ พอดีกับมีงานเข้ามาก็เลยไม่ได้พูดคุยกันต่อ ก็ต้องขอโทษแล้วขอตัวไปทำงาน  มาหาคำศัพท์ (อีกแล้ว) ก็พบกับคำว่า  iki  ikiru  แล้ว gai  ความหมายที่ หมายถึง เป็นผลร้าย แล้ว คำนี้มาจากการประสมคำหรือปล่าวค่ะ

               แล้ว คำว่า いきがい  นำมาใช้ในประโยคนี้ ความหมาย คือ อะไรคะ เค้าต้องการจะถามว่าอะไรคะ เพราะ เค้าบอกว่า เห็นทำงานยุ่งๆๆๆ  ไม่ได้หยุดหรือยังไง  แล้ว ก็เขียนประโยคนี้ให้อ่าน เพราะ คงเห็นหนูเงียบ ไม่ตอบ ( ก็ ตอบไม่ได้ จะตอบยังไง เนี่ย )

                ก็เลยอยากเรียนถามอาจารย์คะ  ขอบคุณค่ะ

โดย : maya วันที่ : 2009-08-14 12:01:48 อีเมล์ : IP : 112.142.58.15

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

เห็นด้วยค่ะ และขอเสริมว่า อาจารย์โชคดีที่ได้นิสัยที่ดีจากญี่ปุ่นคือ การดูแลรักษาตัวเอง รายการทีวีที่มีหมอออกมาให้ความรู้ มีทุกวัน แต่ก็อยู่ที่ใครจะดูช่องไหนอีกนะคะ

ที่อเมริกาขอให้ข้อมูลต่อ คือ คนอเมริกันที่จะดูแลสุขภาพตัวเองน้อยมาก เมื่อเทียบกับคนญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ไม่รับรองนะคะ แต่อย่างน้อย เขาจะถือเป็น 'หน้าที่และความรับผิดชอบ' ที่จะต้องรับผิดชอบเรื่องสุขภาพตัวเอง

มาที่นี่ยังตกใจ เวลาบอกพนักงานรพ ว่าจะมาตรวจร่างกาย ก่อนอื่นจะตกใจว่า เป็นอะไรหรือ ถึงมาตรวจ บอกว่าเปล่า ตรวจประจำปี

ตอนนี้ เรื่องประกันสุขภาพในอเมริกา กำลังร้อนระอุเหมือนไฟป่าที่ลาม

   น่าสนใจ ติดตามอยู่ เพราะเห็นถึงความเน่าเฟะ ไม่ได้เรื่องของประกันสุขภาพของที่นี่ แล้วคนไทยที่มาเรียนที่นี่ และหมอไทย ก็เอาระบบอเมริกาไปใช้ในเมืองไทย คนรวยเท่านั้นที่ สามารถมีเงินไปแลกกับการรักษา เหมือนที่อเมริกา ก่อนจะให้หมอรักษาจ่ายเงินค่าหมอก่อน ไม่งั้น ไม่ต้องมาพูดกัน

    สี่สิบสองล้านคนในอเมริกาไม่มีประกันสุขภาพ คนป่วยเป็นโรคต่างๆ ก็มีกันเต็มบ้านเต็มเมือง คนไม่ป่วยต้องจ่ายค่าประกันสุขภาพที่แสนจะแพง และไม่มีประสิทธิ์ภาพเพื่อไปสมทบทุนคนป่วย ระบบนี้จะอยู่ต่อไปได้ยังไง

       จากนี้ไปคนที่เป็นโรคอ้วน เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ มะเร็ง เป็นโรคที่คนในประเทศอเมริกาเผชิญอย่างหนัก เพราะกลายเป็นประชากรที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างมากและค่ายาแพงมากสำหรับโรคเหล่านี้

       แต่คนอเมริกัน ที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงก็คิอ คนรวย เขาพอใจกับการบริการและได้ผลประโยชน์จากระบบ เขาจะเปลียนทำไม และคนอเมริกันที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย เป็นประชากรจำนวนมากเสียแล้ว ก็กลัวระบบใหม่จะทำให้ตัวเองรับการรักษาไม่ได้ ออกมาสู้ ออกมาร้องกันเสียงดังไปทั่ว ไม่ยอมฟังเหตุผลอะไรทั้งสิ้น นักการเมืองฝ่ายที่เสียอำนาจ ไม่ได้เสพย์เหมือนเมื่อแปดปีที่แล้ว ออกมารณรงค์ ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง เพราะตัวเองต้องเสียผลประโยชน์

       โอบะมะ จะมีทางออก หรือจะแก้ปัญหา หรือเปลี่ยนปรับความคิดคนได้หรือไม่ เพราะเป็นแบบนี้มานาน เห็นปัญหากันนาน แต่กำแพงหนาเหลือเกิน ทั้งบริษัทประกัน ทั้งหมอ และบริษัทยา จับมือกันแน่น พวกเขาเหล่านี้จะยอมให้เนื้อชิ้นใหญ่และอร่อยที่พวกเขาแบ่งกันกินมาตลอด หลุดลอย หรือกลายเป็นเพียงชิ้นเล็กน้อยลงได้หรือ

   มีสักกี่คนในอเมริกาหรือในเมืองไทย อยากเป็นหมอมารักษาคน แต่เรียนหมอจะได้หาเงินและรวยๆ กลายเป็นค่านิยมมากกว่า จะมีหมอสักกี่คนที่ยังมีจรรยาบรรณว่า หมอเรียนมาเพื่อรักษาคนไข้ที่เป็นโรค

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-13 22:01:11 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์

                          ต้องขอโทษอาจารย์ที่ไม่ได้บอกไว้ก่อนค่ะว่า ตัวย่อนั้นก็เป็นการใช้กันกับบุคลากรในการทำงานค่ะ  แต่กับคนไข้เราก็จะไม่พูดคำย่อค่ะ  แต่ ถ้าสามารถสื่อสารกันได้ในบางกรณีก็จะรู้ค่ะ  เพราะบางทีเค้าก็จะไปอ่านหนังสือเจอก็จะมาถาม หรือสงสัยเราก็อธิบายว่ามันคือคำย่อค่ะ แต่ น้อยค่ะ   คงไม่มีใครอยากรู้หรือสนใจหรอกค่ะอาจารย์

(ครูประจำชั้นปรียา) คิดว่า อาจจะต้องคุยกันให้เข้าใจ จะมองว่ารวมก็ได้ แต่จริงๆ ไม่ได้รวม เพราะโรคความดันโลหิตสูง เกิดจาก life style ของคนๆนั้นก็ได้ ก่อนหน้าที่จะเป็นอาจจะไม่ได้เป็น แต่เป็นเพราะปัญหาเรื่องอาหารการกิน เช่น ชอบเค็มจัด อะไรจัดๆ ส่วนโรคเบาหวาน ก็มีประเภทที่เกิดจากโรคประจำตัว และคนสร้างเองไม่ใช่หรือคะ และโรคหัวใจ ก็เช่นกัน กินอาหารประเภทมีัไขมันมากๆ คลอเรสเตอร์สูง อะไรพวกนี้ ไม่จำเป็นว่าเป็นโรคประจำตัวมาก่อนถูกไหมคะ พอเป็นที คราวนี้ก็เลยรักษาไม่หาย การเป็นโรคประจำตัวที่กลายเป็นเรื้อรัง ไม่ทราบพอจะเข้าใจที่อยากอธิบาย หรือไม่

ใช่ค่ะอาจารย์  (ที่ขีดเส้นใต้) เพราะตอนนี้เราขยับมาถึงเมื่อเป็นแล้ว ก็ เลยคิดเป็นกรณีนั้นไปค่ะ 

เมื่อวานก็พบกับคนไข้ชาวญี่ปุ่น  มารพ.แล้วขอเจาะเลือด(ทำเป็นเรื่องประจำที่ต้องติดตาม) เมื่อได้ผลก็ดูเอง  ถามว่ามียาแล้วใช่มั้ย ก็บอกว่ามีแล้ว  คราวนี้หัวเสีย  บ่นพึมพำฟังไม่ค่อยรู้เรื่องค่ะ อายุมากแล้วประมาณ 70 ปีค่ะ 

ราวๆกับว่า  ทำไมผลเลือดในไขมันสูงขึ้นกว่าเดิม  ไม่เคยเป็นเลย  บางทีก็ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างค่ะ  ไม่ต้องให้ใครมาบังคับเค้าก็ดูแล และติดตามปัญหาสุขภาพเค้าอย่างสม่ำ-เสมอดีค่ะ   คนไทยเรามักจะคอยให้คนมาจ้ำจี้จ้ำไช  พอบอก หรือแนะนำอะไรไปเพราะพบปัญหาว่ายังไม่ดีพอในการดูแลตัวเอง ก็ให้รำคาญเรา ไม่ค่อยฟังค่ะ พอมีปัญหาก็มาให้เราแก้ไข  สิ่งที่อยากเปลี่ยนแต่คงเปลี่ยนได้ยากและช้า หรืออาจไม่มีการเปลี่ยนเลยเพราะวัฒนธรรมการเชื่อในสิ่งที่ยืนยันไม่ได้ แต่ก็อยากเชื่อใครอย่ามายุ่ง มีอยู่ให้เห็นกันทุกวันค่ะ อาจารย์   

โดย : maya วันที่ : 2009-08-13 20:28:28 อีเมล์ : IP : 114.128.10.175

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

(เด็กวัด maya) หนูขอถามเพิ่มเติมนะคะ ว่า กรณีโรคเบาหวาน ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็จะมีคำศัพท์เฉพาะไปเลยเช่น  Diabetes  mellitus  หรือย่อว่า  DM ค่ะ ถ้าเป็นกรณีภาษาญี่ปุ่นอย่างที่หนูยกตัวอย่างมาให้อาจารย์ดูคือ too-nyoo-byoo นี้เราก็สามารถพูดทับศัพท์คำนี้ในภาษาญี่ปุ่นกับคนไข้ได้เลยใช่ไหมคะ

(ครูประจำชั้นปรียา) ถามได้เลยถ้าตอบให้ได้ ถือว่าเรียนสามภาษาไปเลยนะคะ เท่าที่อ่านจากบทความเกี่ยวกับสุขภาพ สำหรับโรคเบาหวาน เขาจะใช้ Diabetes เฉยๆ และไม่เรียกชือย่อโดยไม่จำเป็นเพราะว่า การที่พยาบาล หรือหมอย่อคำศัพท์โรค ด้วยการสุ่มเดาว่า คนไข้คงจะเข้าใจ คงเป็นการเสี่ยง จะต้องบอกชื่อโรคเต็มยศค่ะ

ในภาษาญี่ปุ่น โรคเบาหวาน Diabetes  ก็จะใช้ว่า too-nyoo-byoo糖尿病 ใช้ได้เลยค่ะ คำนี้ ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเพราะเขาไม่ทับศัพท์เป็นภาษาอังกฤษในญี่ปุ่นสำหรับชื่อโีรค โดยทั่วไปจะมีเฉพาะค่ะ

 (เด็กวัด maya) แต่ที่อาจารย์อธิบายมา นั้น คือการพูดถึงโรคเหล่านี้โดยรวมใช่ไหมคะ  เช่น ถ้าเป็นภาษาไทย โรคเบาหวาน  โรคความดันโลหิตสูง  โรคหัวใจ  คือ เรียกว่าโรคประจำตัว และ เป็นกรณีเรื้อรังต้องติดตามการรักษา จากแพทย์อยู่อย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้ขาดยานานๆจะมีผลเสียต่อร่างกายและอวัยวะส่วนต่างๆที่ได้รับผลกระทบค่ะ ถ้าอยู่ในภาคภาษาอังกฤษก็คือ Chronic  disease

(ครูประจำชั้นปรียา) คิดว่า อาจจะต้องคุยกันให้เข้าใจ จะมองว่ารวมก็ได้ แต่จริงๆ ไม่ได้รวม เพราะโรคความดันโลหิตสูง เกิดจาก life style ของคนๆนั้นก็ได้ ก่อนหน้าที่จะเป็นอาจจะไม่ได้เป็น แต่เป็นเพราะปัญหาเรื่องอาหารการกิน เช่น ชอบเค็มจัด อะไรจัดๆ ส่วนโรคเบาหวาน ก็มีประเภทที่เกิดจากโรคประจำตัว และคนสร้างเองไม่ใช่หรือคะ และโรคหัวใจ ก็เช่นกัน กินอาหารประเภทมีัไขมันมากๆ คลอเรสเตอร์สูง อะไรพวกนี้ ไม่จำเป็นว่าเป็นโรคประจำตัวมาก่อนถูกไหมคะ พอเป็นที คราวนี้ก็เลยรักษาไม่หาย การเป็นโรคประจำตัวที่กลายเป็นเรื้อรัง ไม่ทราบพอจะเข้าใจที่อยากอธิบาย หรือไม่

 (เด็กวัด maya)  โรคเรื้อรังหมายถึง โรคที่รักษาไม่หาย การรักษาเป็นเพียงการพยุงไม่ให้มีการสูญเสียการทำงานของร่างกายมากขึ้น โรคเรื้อรังมีหลายประเภท เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจวาย โรคไตวาย โรคข้อเสื่อม เป็นต้นค่ะ ที่นี้มาถึงภาษาญี่ปุ่น เราก็จัดให้โรคเหล่านี้อยู่ในกลุ่มการเรียกชื่อแบบ ไทย อังกฤษ   เรียกว่า jibyoo 持病(じびょう)  ใช่ไหมคะ 

(ครูประจำชั้นปรียา) ที่จริงคำว่า jibyoo 持病(じびょう)  ไม่ค่อยใช้เรียกกัน เพราะจะบอกชัดลงไปว่า เป็นโรคอะไร เช่น โรคความดันโลหิตสูง พอคุยไปคุยมา ถามว่าเป็นมานานหรือยัง เจ้าของโรคก็อาจจะบอกว่า เป็นมาตั้งแต่สาวๆ หรือเป็นโรคประจำตัว jibyoo 持病(じびょう)  เป็นมานานปี

แต่ถ้าคนพูดถึง เขาก็จะเจาะจงชื่อลงไปค่ะ เช่น โรคอ้วน จากการที่พ่อแม่เป็น หรือพอตัวเองเป็นก็หายยากเพราะสายเกินไป รักษาไม่หาย เป็นต้น

 (เด็กวัด maya)  แต่ละโรคถ้าไม่เข้าเป็นกลุ่มก็ เรียกตามชื่อได้เลย เช่น too-nyoo-byoo

คุยกับคนไข้ว่า เป็น too-nyoo-byoo คนไข้ก็จะเข้าใจได้ใช่ไหมคะ อาจารย์ อยากทราบว่าที่ถามอาจารย์ นี้ หนูเข้าใจถูกต้องหรือปล่าวค่ะ  เพราะ แต่ละโรคก็มีชื่อค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) ถูกต้องเราจะไม่ไปถามเขาว่าเป็น jibyoo 持病(じびょう)  ใช่ไหม แต่จะถามเขาว่า เ็ป็นโรคความดันสูงหรือเปล่า เป็นมานานหรือยัง พอคุยไปมา คนไข้ก็อาจจะบอก ว่าเป็นโรคประจำตัว เพราะอะไร เล่าให้ฟังค่ะ ต้องเจาะจงชื่อโรคค่ะ และโรคเรื่องรัง ก็ไม่ใช่คำศัพท์ที่ไปใช้กับคนไข้ เพราะมีผลกระทบทางด้านจิตวิทยา อย่่างวันก่อน หมอจะฉีดยา จะต้องถามว่า แพ้ยาหรือเปล่า เป็นโรคโน้น โรคนี้หรือเปล่าเพื่อความแน่ใจ

หมายเหตุ: โรคอ้วน เพิ่งจะถือว่า เป็นโรค หรือ desease เพราะตอนนี้ระบาดไปทั่ว ตอนนี้ในอเมริกาเรื่องประกันสุขภาพเหมือนภูเขาไฟที่กำลังจะระอุ และกำลังรอเวลาระเบิด แต่ก็เริ่มระเบิดไปบ้างแล้ว จากนี้ไปคงระเบิดเป็นระลอกแน่นอนค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-12 08:08:18 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์และเพื่อนเด็กวัดทุกคน

หนูขอถามเพิ่มเติมนะคะ ว่า กรณีโรคเบาหวาน ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็จะมีคำศัพท์เฉพาะไปเลยเช่น  Diabetes  mellitus  หรือย่อว่า  DM ค่ะ ถ้าเป็นกรณีภาษาญี่ปุ่นอย่างที่หนูยกตัวอย่างมาให้อาจารย์ดูคือ too-nyoo-byoo นี้เราก็สามารถพูดทับศัพท์คำนี้ในภาษาญี่ปุ่นกับคนไข้ได้เลยใช่ไหมคะ

 แต่ ที่อาจารย์อธิบายมา นั้น คือการพูดถึงโรคเหล่านี้โดยรวมใช่ไหมคะ  เช่น ถ้าเป็นภาษาไทยโรคเบาหวาน  โรคความดันโลหิตสูง  โรคหัวใจ  คือ เรียกว่าโรคประจำตัว และ เป็นกรณีเรื้อรังต้องติดตามการรักษา จากแพทย์อยู่อย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้ขาดยานานๆจะมีผลเสียต่อร่างกายและอวัยวะส่วนต่างๆที่ได้รับผลกระทบค่ะ

ถ้าอยู่ในภาคภาษาอังกฤษก็คือ Chronic  disease

โรคเรื้อรังหมายถึงโรคที่รักษาไม่หาย การรักษาเป็นเพียงการพยุงไม่ให้มีการสูญเสียการทำงานของร่างกายมากขึ้น โรคเรื้อรังมีหลายประเภท เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจวาย โรคไตวาย โรคข้อเสื่อม เป็นต้นค่ะ

ที่นี้มาถึงภาษาญี่ปุ่น เราก็จัดให้โรคเหล่านี้อยู่ในกลุ่มการเรียกชื่อแบบ ไทย อังกฤษ  

  เรียกว่า jibyoo 持病(じびょう)  ใช่ไหมคะ 

แล้ว แต่ละโรคถ้าไม่เข้าเป็นกลุ่มก็ เรียกตามชื่อได้เลย เช่น too-nyoo-byoo

คุยกับคนไข้ว่า เป็น too-nyoo-byoo คนไข้ก็จะเข้าใจได้ใช่ไหมคะ อาจารย์ อยากทราบว่าที่ถามอาจารย์ นี้ หนูเข้าใจถูกต้องหรือปล่าวค่ะ  เพราะ แต่ละโรคก็มีชื่อค่ะ

โดย : maya วันที่ : 2009-08-12 01:06:32 อีเมล์ : IP : 112.142.133.78

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ และเด็กวัด maya

   สมัยนี้ไม่ต้องนั่งโชว์ให้เสียเวลา เพราะว่า ที่นี่จะมีเว็บฯสาวญี่ปุ่นขายตัวโดยเฉพาะ และสาวชาติเอเชีย ฮิสแปนิค เป็นเรื่องธรรมดา ส่วนในเมืองไทย ก็ยิ่งง่ายกว่าสมัยก่อนค่ะ และถูกต้อง ยิ่งในสังคมญี่ปุ่น ตอนที่อยู่ สาวญี่ปุ่นเอาโรคจากการไปเที่ยวต่างประเทศไปยังประเทศตัวเองเยอะ ตอนแรกก็ตกใจ แต่อยู่ญี่ปุ่นนานๆ หายตกใจ เพราะว่า สาวญี่ปุ่นบางคน ไม่ถือค่ะ ผิวดำ ผิวขาว ผิวอะไร แล้วก็ไม่กล้าไปหาหมอ มีเพื่อนที่เป็นหมอ ก็ตกใจว่า กล้าเที่ยวแต่พอเป็นกลับไม่กล้าไปหาหมอ เรื่องทำแท้งอีก ตั้งแต่เมื่อสมัยไปใหม่ๆ สาวญี่ปุ่นทำแท้งกันเรื่องธรรมดา เหมือนทำตาสองชั้นค่ะ ในความหงิมๆที่เราเห็นของสาวญี่ปุ่น มีอะไรที่ก้าวหน้าโลดโผนมากกว่าสาวตะวันตกอีกเยอะ มันขัดแย้งกันทีเดียว แต่สังคมกดดัน ไม่มีทางออกค่ะ บ้านเราต่างกัน จน อยากได้เงิน ก็เที่ยวกันได้ง่ายหน่อย

   โรคพวกนี้ ที่อเมริกา เห็นอ่านสาวๆที่ติดจากแฟนก็เยอะ และสาวไปติดแฟนก็เยอะ

   เห็นด้วยค่ะ ต้องระวังรักษาตัวเอง ยิ่งในญี่ปุ่นไม่ใช้ถุงคุมด้วย พอถามบอกว่า เชื่อใจแฟนค่ะ :-)

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-09 23:50:05 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์และเพือนเด็กวัดทุกคน

                            ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ สำหรับข้อมูล ได้รับความรู้เพิ่มเติมมากมายเลยทีเดียวค่ะ   เมื่อก่อนเรามักจะไม่คำนึงถึงโรคแอบแฝงซ่อนเร้น

เช่น ที่เดี๋ยวนี้เวลาซักประวัติก็จะถามว่า มีโรคประจำตัวไหมคะ  หรือ ถ้าทำหน้า งง  ก็จะเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า มีใครในครอบครัวเป็นโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง  โรคหัวใจ ทราบไหมคะ  มีประวัติแพ้ยาไหมคะ  คือ บางทีก็ลำบากใจว่า เขายังแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือแพ้ยา(จริงๆนะคะ)  กับอะไรคือผลข้างเคียงที่เกิดจากยา ซึ่งมันต่างกันแต่ ก็ต้องพยายามที่จะบอกจะอธิบาย เพื่อต่อไปจะได้รู้และดูแลตัวเองได้ (เข้าใจก็คงจะดีและ จะดีกับตัวเขาเองนั่นแหล่ะค่ะ) บางทีเจอประเภทไม่รู้แต่อย่ามาบอกเลยรำคาญจะรีบหาหมอ เร็วๆ (เราก็บอกตัวเองว่าอดทนๆ)

                         สำหรับเรื่องการนำของฝากไปให้คนที่บ้าน ก็ยังคงมีให้เห็นกันอยู่เรื่อยค่ะ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นเสมอกันคือ เท่าเทียมกัน พอรู้ตัวก็ อืม  เอาล่ะสิต้องไปตรวจคือ มีความกังวลใจ บางทีเจอฝ่ายชาย บางทีก็มีผู้หญิง มาขอรับการตรวจเลือด

อยู่บ่อยๆค่ะ  ตอนนี้รัฐมีกฏหมายห้ามการมานั่งโชว์หน้าร้าน เพราะเมื่อก่อนเวลาขับรถผ่านร้านเหล่านี้ตอนหัวค่ำหรือ บางทียังไม่ดึกซักเท่าไรค่ะ ก็จะมีมานั่ง หน้าร้านนุ่งน้อยห่มน้อย โป๊ะ หน้า เสริมสวยกัน เสื้อผ้าก็น้อยชิ้นดีค่ะ  แต่ ก็คงไม่ค่อยได้ผลซักเท่าไรค่ะ เพราะ ยังมีนักเที่ยวย่ำราตรี  ทั้งที่มีเงินเดือนใช้เอง กับที่ยังแบมือขอเงิน ทางบ้านเยอะแยะค่ะ  ที่สำคัญคือ ให้ระมัดระวังตัวกันด้วย ไม่งั้นก็เดือดร้อนอีกค่ะ

โดย : maya วันที่ : 2009-08-09 22:59:37 อีเมล์ : IP : 114.128.8.14

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดี่ค่ะ แฟนๆหนังสือ และเด็กวัด maya

 (เด็กวัด maya) สวัสดีค่ะอาจารย์  มีความสงสัย ในการใช้  ที่ตามหลังคันจิตัวอื่นแล้วมารวมกันเป็นคนละความหมายตามความแตกต่าง ของคันจิที่อยู่ข้างหน้ามันค่ะ เช่น kyokuchoo

buchoo// kachoo // shachoo //ซึ่งความหมายคือหัวหน้าอะไรก็ว่ากันไปตามตำแหน่ง(เท่าที่เข้าใจนะคะ)  พอมาถึง ความหมาย ของ 長 อีกอันหนึ่งคือ ยาว//นาน

 (ครูประจำชั้นปรียา) ที่เข้าใจว่า   ที่ตามหลังคันจิตัวอื่นแล้วมารวมกันเป็นคนละความหมายตามความแตกต่าง ก็ฺเพราะมีหลายความหมายค่ะ ไม่ได้หมายความว่าคนละความหมายไปเลยค่ะ

 (เด็กวัด maya) 長患い พอมาถึงคำนี้ ความหมายคือ การป่วยเรื้อรัง ถ้าเป็นการพูดถึงโรคที่เป็นเรื้อรังเช่นคนที่เป็นโรคเบาหวาน toonyoobyoo(หาในพจนานุกรมค่ะ) หนูคิดว่าคำศัพท์เฉพาะของโรคทุกภาษาน่าจะมีจำเพาะลงไปแล้ว  

 (ครูประจำชั้นปรียา) โรคเริ้อรัง เขาไม่ใช้คำว่า長患い เรียกว่า mansei byoo 慢性病(まんせいびょう)

 (เด็กวัด maya) แต่ การที่จะอธิบายว่า โรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง เราใช้คำศัพท์ที่ว่า 病気 ได้หรือไม่คะ  แล้วสองคำนี้ต่างกัน หรือ ใช้คนละอย่างเลยคะ  ขอรบกวนถามอาจารย์ค่ะ เพราะส่วนใหญ่มักจะเห็นคำนี้บ่อยกว่าค่ะ 

 (ครูประจำชั้นปรียา) ง่ายมากค่ะ mansei byoo 慢性病(まんせいびょう) คือ โรคที่เรื้อรัง ที่ยืดเยื้อ รักษาหายยาก พอเป็นแล้ว เช่น บางคนเป็นหวัดทีเรื้อรัง กว่าจะหายเป็นเดือน

ส่วนโรคทั่วๆไป หรือ byooki 病気(びょうき) ในภาษาอังกฤษก็คือ illness, sickness, disease  ไม่ได้เจาะจงว่าโรคอะไร เราก็จะใช้ byooki 病気

    เมื่อไรจะใช้คำนี้กัน ใช้เมื่อผู้ป่วยอาการค่อนข้างหนัก กินยาก็ไม่หาย ท่าทางไม่ดี  ผู้พูดก็อาจจะบอกว่าัตัวเองป่วย ต้องนอนพักรักษาตัวที่บ้านเป็นอาทิตย์ หรือขนาดเข้าโรงพยาบาล จะนิยมใช้คำนี้

 

      แต่ถ้าอาการไม่หนัก หรือเบาๆ จะใช้คำอื่น เช่้น อาการไม่ค่อยดี ทำท่าจะเป็นหวัดก็ว่ากันไป

  

     ส่วน長患い ไม่ใช่ชื่อโรคเรื้อรังที่เขานิยมใช้กัน ถูกต้องตามที่เข้าใจค่ะ เพราะไม่มีคำว่า โรคต่อท้ายในคำนี้

แต่ใช้เวลาเล่าว่า อาการของโรคที่เป็นเรื้อรังไม่ยอมหายสักทีมากกว่า ไม่ค่อยได้ยินคนใชักัน

    ดังนั้น โรคทั่วไป และโรคเรื้อรัง ต้องแยกใช้ค่ะ จะใช้ว่า byooki 病気 ไม่ได้ เพราะไม่เหมือนกัน

  ทุกคนจะต้องมีโรคประจำตัว หรือ jibyoo 持病(じびょう)  (โรคที่แต่ละคนพกติดตัว จำง่ายดี) ขอให้จำไปใช้ เพราะว่าที่อเมริกา เรื่องใหญ่มาก จะต้องเช็กคนไข้หนัก เช่น พ่อแม่เป็นโรคเบาหวาน แล้วคนไข้ก็มักจะมีแนวโน้มเป็นมากทีเดียว จนกลายเป็นโรคประจำตัว ที่รับมาจากพ่อแม่ หรือกรรมพันธ์ iden 遺伝 เขาจะตรวจหนัก และระวังเป็นพิเศษ ใครที่เป็นโรคความดันสูง พ่อแม่เป็นหรือเปล่า เขาจะสอบประวัติค่ะ

      ขอถามหน่อยนะคะ ในเมืองไทย หมอ หรือพยาบาล จะสอบประวัติ ครอบครัวคนไข้ เช่น ถ้าพ่อแม่เป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร หรือโรคหัวใจ

   ที่นี่จะตรวจและส่งไปตรวจพิเศษ เพราะโอกาสที่พ่อแม่จะให้เป็นมรดกตกทอดมีสูง ต้องระวังรักษาเป็นพิเศษ ไม่ทราบบ้านเราเน้นเรื่องพวกนี้ เวลาสอบถามประวัติคนไข้หรือเปล่าคะ

      โรคประจำตัวอาจจะไม่อันตรายมาก แต่รักษาไม่หาย เรียกว่า jibyoo 持病(じびょう)

     

       โรคที่ผู้ชายไปเที่ยวแล้วติดเชื้อมาแพร่ให้ภรรยา นำความเดือดร้อนให้ภรรยา เรียกว่า โรคผู้หญิง กามโรค หรือ โรคบุรุษ seibyoo 性病(せいびょう)

    มีแม่บ้านญี่ปุ่นไปหาหมอเพราะสามีชอบเที่ยวกลางคืน แล้วใจดีเอาโรคมาแพร่ให้ภรรยา ทำให้ภรรยาต้องโชคร้ายติดเชื้อไปด้วย บางคน ทนไม่ไหวบินกลับไปญี่ปุ่น หรือไม่ก็อายต้องไปรักษาตัวที่ญี่ปุ่นเยอะ

 

      หนุ่มไทยก็เยอะแยะที่เป็นโรคผู้หญิง เพราะมีเพื่อนเป็นหมอ บ้านเราเที่ยวผู้หญิงราคาถูก แล้วก็ติดเชื้อกันเยอะ ดีขึ้นหรือยังคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-09 22:10:39 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์    

                            มีความสงสัยในการใช้  長 ที่ตามหลังคันจิตัวอื่นแล้วมารวมกันเป็นคนละความหมายตามความแตกต่างของคันจิที่อยู่ข้างหน้ามันค่ะ เช่น kyokuchoo

buchoo// kachoo // shachoo //ซึ่งความหมายคือหัวหน้าอะไรก็ว่ากันไปตามตำแหน่ง(เท่าที่เข้าใจนะคะ)

พอมาถึง ความหมาย ของ 長 อีกอันหนึ่งคือ ยาว//นาน

長患い พอมาถึงคำนี้ ความหมายคือ การป่วยเรื้อรัง ถ้าเป็นการพูดถึงโรคที่เป็นเรื้อรังเช่นคนที่เป็นโรคเบาหวาน toonyoobyoo(หาในพจนานุกรมค่ะ) หนูคิดว่าคำศัพท์เฉพาะของโรคทุกภาษาน่าจะมีจำเพาะลงไปแล้ว  

แต่ การที่จะอธิบายว่า โรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง เราใช้คำศัพท์ที่ว่า 病気 ได้หรือไม่คะ  แล้วสองคำนี้ต่างกัน หรือ ใช้คนละอย่างเลยคะ  ขอรบกวนถามอาจารย์ค่ะ เพราะส่วนใหญ่มักจะเห็นคำนี้บ่อยกว่าค่ะ 

ขอบคุณค่ะ

โดย : maya วันที่ : 2009-08-09 21:08:52 อีเมล์ : IP : 114.128.8.14

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ฟังแล้วใจไม่ดีเลย ถ้าเป็นหมัดหนูละก็ ตายเป็นเบือแน่ แต่เก่งนะคะ ปิดข่าวมิดเลย ไม่มีโผล่ออกมายังข่าวต่างประเทศ

แต่ข่าวที่ไม่สบายใจอีกเรื่อง ไม่ทราบเมืองไทย มีคนวิพากวิจารณ์หรือไม่ ก็คือ ที่สนามบินสุวรรณภูมิมีเจ้าหน้าที่หาเงิน หากำไร กับนักท่องเที่ยวที่ไปเมืองไทย วางกับดัก เป็นข่าว เขาเขียนเรื่องราวจริงๆ ให้อ่าน คนที่ไปโดนไปห้าร้อยกว่าปอนด์ บางคนถูกหาว่าขโมยของในร้าน duty free กล้องที่สร้างขึ้นมา ภาษาก็คุยกันไม่รู้เรื่องมีคนหวังดีจะจัดการเรื่องให้ เรารู้ๆกันใช่ไหมคะ เรื่องพวกนี้ อ่านแล้ววาดภาพออก เอาเงิน จะจับเขาไปขัง ถ้าไม่จ่ายเงิน มีคนเขียนด่าว่าประเทศไทย เรา กลัวไม่กล้าไปประเทศไทยมาก

ทำไมบ้านเราทำอะไรไม่นึกถึงประเทศ ยามเศรษฐกิจไม่ดี เงินๆๆ หากินไม่ได้ หากับนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวเมืองไทย ข่าวชั่วๆของบ้านเรา อับอายขายหน้าจริงๆ

ยามนี้ ก็ยังไม่มียางอาย มีคนเอาบ่อนคาสิโนเข้ามาใส่ในโรงเรียนเด็กวัดปรียา ทุกวัน วันละสองรอบอย่างน้อย

ทำไมไม่มีศีลธรรม จรรยา เขียนฟุตบอลล์โลกอะไร ที่แท้เอาหน้าสาวฝรั่ง หน้าใครมาแปะ แต่เป็นบ่อนคาสิโน เด็กวัดอย่าไปสนใจ อาจารย์เห็นจะดีดทิ้งค่ะ ต้องร่วมมือกันหน่อย

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-08 00:25:45 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ 

ปัญหาที่เกิดในเมืองจีน จื่อเคอทัน มณฑลชิงไห่ เรื่องจริง แต่ความชัดเจนของโรคก็ไม่ได้ระบุให้ชัดเจน อย่างที่อาจารย์ว่าค่ะ แต่ เวลาออกข่าวก็บอกว่าเกิดจากหมัดหนู (หนูตายหรือหนูไม่ตายก็ไม่เห็นบอกค่ะ) แล้วยังบอกว่าไม่ต้องห่วงนะ เพราะคนที่ป่่วยน่ะไม่มีปัญญาลุกเดินไหวหรอก ดังนั้นก็ไม่สามารถแพร่เชื้อมาบ้านเราหรอก(น่าคิดนะคะ เตือนภัยกันแบบนี้) แต่ ข่าวก็เล็ดลอดออกมาว่า คนจีนที่อยู่เมืองนี้บางส่วนเดินเท้าหนีออกมาค่ะ เพราะกลัว ก็คงต้องจับตามองนะคะอาจารย์ บางทีคำว่า ไม่เป็นไรของเราจะรับมือกับโรคไม่ไหว ถ้ายังไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วงอยู่ร่ำไปค่ะ  

โดย : maya วันที่ : 2009-08-07 23:57:07 อีเมล์ : IP : 112.142.3.217

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ เด็กวัด maya

อาจารย์คิดว่าที่เอาข้อมูลมา อาจารย์อ่านจากข่าวในเมืองไทยยังสับสน เพราะนักวิทยาศาสตร์ที่บ้าน เราอ่านเรื่องพวกนี้กัน อาจเป็นเพราะเราแปลว่า กาฬโรคปอด ก็เลย ทำให้สับสน เพราะว่า ถ้าไปลงปอดจะเป็น pheunomic plague ไม่ใช่  bubonic plague ซึ่งเป็นแบคทีเรียเดียวกัน แต่เกิดจากหมัดหนูที่ตายแล้วหมัดไปกัดคน ก็จะเกิดโรค โรคที่ว่านี้ เกิดน้อยมาก เพราะในอดีต เจ้าของประเทศที่โดนมาแล้วอย่างมาก คนตายเป็นเมือง หรือที่เขียนไปคือ Black Death คร่าชีวิตคนในยุโรปมากมาย

แต่ที่น่าเป็นห่วง ก็คือ คิดว่า ถ้าเป็น pheunomic plague กาฬโรคปอด นี้จะอันตรายมากๆๆๆ เพราะว่า ตัวนำคือ คนที่ไอมีเชื้อแบคทีเรียนี้ แล้วติดต่อไปให้คนอื่น จะตายกันนับไม่หวั่นไม่ไหว จึงพยายามอยากรู้ว่า อันไหนกันแน่ที่เกิดในเมืองจีนค่ะ คำศัพท์ที่ใช้คงต้องเปลี่ยน เพราะสับสน แม้จะเกิดจากแบคทีเรียเดียวกัน

เพราะจะมีอาการตามที่เด็กวัด maya เขียนมา โรคที่ไม่น่าจะเกิด เช่น หมัดหนูที่ตาย หรือมีโรคไปกิดคนเข้า ก็จะเป็นโรค bubonic plague  หรือ  Black Death ที่คร่าชีวิตคนในยุโรปมากมาย แต่เราคงไม่ปฎิเสธนะคะว่า ในเมืองจีน เรื่องความสะอาด เป็นยังไง หรือแม้แต่บ้านเรา เรื่องหนู อะไรที่ไม่คิดว่าน่าจะเกิดเพราะหายไปแล้วก็ว่าได้ แต่ปัจจุบัน มันเกิดขึ้นได้เสมอ

ดังนั้น ถ้าลงปอด หรือ pheunomic plague  ก็เป็นห่วงจริงๆ เพราะอันตรายมากๆ โอกาสถึงชีวิตสูงมาก

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-07 23:06:05 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดึค่ะอาจารย์และเพื่อนเด็กวัดทุกคน  วันนี้เอาความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคกาฬโรคมาฝากเป็นความรู้แบ่งปันกันนะคะ  สำหรับใครมีข่าวupdate ก็มาเล่าสู่กันฟังได้นะคะ ขอบคุณสำหรับบทความนี้จากok nation ค่ะ

กาฬโรค มีลักษณะอาการแบ่งได้ใหญ่ๆ 3 ลักษณะ

คือ กาฬโรคของต่อมน้ำเหลือง (Bubonic Plague),

กาฬโรคชนิดโลหิตเป็นพิษ  (Septicemic Plague)

 และ กาฬโรคปอด (Pneumonic Plague) ซึ่ง กาฬโรคปอด เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบซิลไล Yersinia pestis อาจเป็นอาการแทรกซ้อนของกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง หรืออาจจะเป็นการติดเชื้อครั้งแรก
อาการของ กาฬโรคปอด 

ผู้ป่วย กาฬโรคปอด จะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยตัว หอบ เหนื่อยง่าย จากนั้นประมาณ 20-24 ชั่วโมง จะมีอาการทางปอดเริ่มขึ้น คือ ไอถี่ขึ้น เสมหะที่ตอนแรกจะมีลักษณะเหนียวใส จากนั้นจะกลายเป็นสีสนิม หรือแดงสด หากไม่รักษาจะเสียชีวิตภายใน 24-48 ชั่วโมง มักไม่มีปื้นแผลในปอด


กาฬโรคปอด ถือเป็นกาฬโรคที่อันตรายที่สุด มีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 วัน สามารถติดต่อได้ โดยมีหนูหรือหมัดหนูเป็นพาหะ หรือสัมผัสสิ่งของที่เพิ่งปนเปื้อนเชื้อโรคใหม่ๆ โดยเชื้อ กาฬโรคปอด สามารถแพร่กระจายทางอากาศ และสามารถติดต่อระหว่างคนได้ง่ายผ่านการไอ ซึ่งผู้ป่วยที่เป็น กาฬโรคปอด มีอัตราการเสียชีวิตถึงร้อยละ 60 หากไม่รีบรักษา สามารถเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังติดเชื้อ แต่หากวินิจฉัยโรคได้เร็ว และได้รับยารักษาอย่างถูกต้อง จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้เกือบร้อยละ 15 แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละคน และปริมาณเชื้อที่ได้รับด้วย

การรักษา กาฬโรคปอด

          กาฬโรคปอด สามารถรักษาได้ด้วยการทานยาปฏิชีวนะ เช่น สเตรปโตมัยซิน ( streptomycin), เตตระซัยคลิน (tetracycline) หรือ คลอแรมเฟนิคอล (chloramphenicol) เป็นเวลา 7 วัน

การป้องกันการแพร่ระบาดของ กาฬโรคปอด

          1.สำรวจหนูและหมัดหนู โดยการควบคุมและกำจัดหนูในโรงเรือน และเรือสินค้ากำจัดหมัดหนูโดยใช้ยาฆ่าแมลง และป้องกันไม่ให้มีหนูมากัด

          2.อย่าไปสัมผัสกับสัตว์กัดแทะที่ป่วยตาย เช่น หนู กระรอก ถ้าจะจับไปทิ้งต้องสวมถุงมือ 

          3.ให้คำแนะนำเรื่องสุขศึกษาให้กับประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้รู้วิธีป้องกันโรค กาฬโรคปอด และหากมีอาการสงสัยว่า ป่วยเป็น กาฬโรคปอด ให้เข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็ว

          4.มีมาตรการควบคุมระหว่างประเทศ

          5.ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนแออัด และทำความสะอาดชุมชนแออัดให้ดีขึ้น

          6.ผู้ที่ต้องสัมผัสกับผู้ป่วย กาฬโรคปอด ควรกินยาเตตระซัยคลินสำหรับป้องกัน และใช้ถุงมือ  ผ้าปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ กาฬโรคปอด

          7.ให้วัคซีนแก่ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรค ซึ่งจะช่วยลดอัตราป่วยด้วยโรคนี้ได้มาก

โรคดังกล่าวเกิดในทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ใกล้ทิเบต ซึ่งอยู่ไกลจากประเทศไทย และพบในไทยครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2495 และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เคยเห็นคนไข้แม้แต่รายเดียว ซึ่งโรคนี้เกิดจากหมัดของหนูที่มากัดคน โดยสามารถป้องกันได้โดยไม่ให้มีหนูมากัด สำหรับอาการไข้มี 3 แบบ คือ 1.ตามต่อมน้ำเหลืองที่ถูกกัดจะโต บริเวณขาหนีบ โลหิตเป็นพิษ 2.หากลงไปที่ปอด อาจเรียกว่า กาฬโรคปอดได้ และ 3.หมัดกัดที่ขา บริเวณขาก็จะอักเสบ บวม เนื้อจะเน่า ทำให้เกิดโลหิตเป็นพิษ และเสียชีวิตได้ ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดคือ อย่าให้หมัดของหนูมากัดเรา อย่าไปสัมผัสกับสัตว์ที่กัดแทะที่ป่วยตาย เช่น หนู กระรอก ถ้าจะจับไปทิ้งต้องสวมถุงมือ สำหรับเห็บหมานั้น ก็เช่นเดียวกัน แต่ถ้าให้มีหมัดล้านตัว แต่ถ้าไม่มีเชื้อกาฬโรคก็ไม่เป็นไร ส่วนการติดต่อนั้น เกิดจากสารคัดหลั่ง ไอ จาม ระยะฟักตัวของเชื้อ ประมาณ 1 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันแต่ละคน และปริมาณเชื้อที่ได้รับ

 ขอบคุณสำหรับบทความนี้จากok nation ค่ะ และกระทรวงสาธารณสุขค่ะ

โดย : maya วันที่ : 2009-08-07 22:38:09 อีเมล์ : IP : 112.142.3.217

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

อาจารย์อ่านข่าวจำนวนคนที่ติดไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ในประเทศไทย เป็นจำนวนที่สูงมาก และท่าทางจะกระจายมาก เพราะเท่าที่อ่าน เห็นบอกว่า คนไทยไม่อ่านคู่มือ ไม่สนใจกัน ก็เลยระบาดไปกันใหญ่ จริงแท้แค่ไหน

และอีกเรื่อง โรคกาฬโรคปอด ตามที่เขียน มีสองประเภท ที่ระบาดในจีนประเภทไหนกันแน่ และบ้านเรารู้ไหมว่า ทั้งสองแม้จะต่างกัน แต่ก็เกิดจากไวรัส เพียงแต่ตัวนำต่างกัน ที่เป็นห่วงมากก็คือ ถ้าเป็นประเภทที่ติดจาก การไอ แทนที่จะเกิดจากหมัดหนู 

โรคกาฬโรคปอด pheumonic plague ที่เกิดจากการไอนี้ ถ้าคนไทยไม่สนใจ ตายเยอะแยะแน่ เพราะอันตราย และเร็วมาก เพียงแค่สี่สิบแปดชั่วโมง ถ้าไม่รักษาให้ถูกต้อง และ bubonic plague

ที่เกิดจากหมัดหนูที่ตาย บ้านเราในตลาดสดก็ยังมีหนู และหนูที่ถูกจับเต็มไปหมด น่ากลัวมาก เพราะไม่ว่าแบบไหน โรคที่ว่านี้ ระบาดที ไม่รู้จะทำยังไง ตายเป็นเมืองเลยในอดีต

บ้านเรา ไม่ทราบพอจะหาสาเหตุได้หรือยัง ถ้าคนไทยยังไม่สนใจ ไม่แยก และไม่เข้าใจว่า โรคพวกนี้ เวลาระบาดที เร็วและอันตรายขนาดไหนก็คงน่าเป็นห่วงมาก

ไม่ทราบเด็กวัด maya พอจะเขียนเล่าให้ฟังได้ ว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง จะขอบคุณมาก

โรคไข้หวัดที่นีในอเมริกา ตอนนี้ ไม่ได้ระบาดเหมือนบ้านเรา คนไทยทุกคน คงต้องช่วยกันและให้ความร่วมมือ เพราะเป็นไข้หวัดกันจำนวนมากทีเดียว น่าเป็นห่วง ในแต่ละเขต ถ้าร่วมมือกันอย่างดี ไม่น่าจะเป็นแบบนี้

เด็กวัดคนอื่นพอจะเล่าให้ฟังว่าเป็นยังไงบ้างจะดีมากค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-07 12:48:07 อีเมล์ : IP : 96.232.68.228

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ขอบคุณมากค่ะ พอได้รับข่าว อาจารย์ไปอ่านเรื่องนี้ เป็นโรคที่น่ากลัวมาก เพราะว่า คนไข้ส่วนจะตายภายในสี่สิบแปดชม ในอเมริกาเท่าที่อ่านดูมีสองประเภทนะคะ

ประเภทแรกเรียกว่า pheunomic plague, and bubonic plague

 pheunomic plague เคยเกิดในอเมริกา ครั้งล่าสุด เมื่อปี ค. ศ. 1924 เป็นกับสัตว์แพทย์ อายุ 35 ปี ที่แคลร์มอนต์ในคาลิฟอร์เนียร์ วันที่ 30 มีนาคม ในปี ค. ศ. 1980 อาการที่เป็นก็คือรู้สึก อ่อนเพลีย ปวดหัว มีไข้สูง ไอ คนไข้รีบไปหาหมอ เพราะดูเหมือนจะมีอาการควบระหว่าง pheunomic plagueซึ่งเกิดจากเชื่อแบคทีเรีย, และ bubonic plague ซึ่งก็คือแบคทีเรียเหมือนกัน เพียงแต่ตัวนำคือ หมัดของ หนู ไปกัดใครเข้า คนนั้นก็จะเป็น และระยะห่างจากที่สัตว์แพทย์อยู่ไปสิบไมล์เมือปี  ค. ศ. 1979 เคยเกิดโรค bubonic plague ขึ้น

         ดังนั้น คนไข้รีบไปรับการรักษาทันที และหลังจากการวินิจฉัย และการรักษาของหมอที่สันนิษฐานว่าคงจะเป็นโรคดังกล่าว ทำให้รักษาได้ทัน หลังจากนั้น คนไข้หายเป็นปกติภายในสิบวัน

ถ้าไม่ไปรับการรักษาทันเวลาก็คงตายภายในสี่สิบแปดชั่วโมง เพราะไอ และเชื้อแบคทีเรีย เข้าปอด

       ดังนั้น ในจีน ถ้าเป็น pheunomic plague ก็คงระบาดและป้องกันลำบากมาก เพราะเวลาใครไอ ถ้าใครไปอยู่ใกล้ ก็ติด และคนจีนยังนิยมการขากเสมหะ บ้วนหรือขากน้ำลายตามถนนหนทาง

จากที่อ่าน เป็นโรคที่น่ากลัวมาก ใครที่ไปยืนกับใครที่ไอ โอกาสที่ติดเชื้อสูงมาก และติดทันที

เพราะแม้แต่พยาบาล หรือคนที่ใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรคนี้ ห้าสิบกว่าคนในตอนนั้น ก็ติดไอ และต้องรีบรักษา

ดังนั้น ในประเทศจีนที่เป็น pheunomic plague เป็นการติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งอย่างรวดเร็ว

เมื่อได้รับเชื้อจะเข้าสู่ปอด เป็นโรคนี้ทันที

 ถ้ารับการรักษาไม่ถูกต้องและไม่ทัน คนไข้ก็จะเสียชีวิต ภายในสี่สิบแปดชั่วโมง

แต่สำหรับ bubonic plague นั้นก็เป็นแบคทีเรียเหมือนกัน เพียงแต่เป็นโรคที่ตัวนำคือ ตัวหมัดในหนูที่ตายไปกัดใครเข้า ร่างกายจะมีปฎิกริยาแตกต่างกัน แทนที่จะไปที่ปอด จะเข้าสู้เส้นเลือด ตายหลังจากนั้นสามสี่วัน

     แต่จริงๆแล้วสองโรคนี้เป็นโรคเดียวกัน แต่โรค bubonic plague นี้จะ เข้าสู่เส้นเลือด ใครๆก็รู้จักโรคนี้ดี ในสมัยกลางในประเทศยุโรป มีคนตายประมาณ 25,000,000 ล้านคน และคนยุโรปตายที ทั้งเมือง โรคนี้เริ่มระบาดในสมัยศตวรรษที่ 14-16 แต่สมัยศตวรรษที่ 16  จะรุนแรงมาก โดยที่แรกเริ่มเดิมที ได้รับโรคนี้ จากทางเอเชีย แล้วผ่านตุรกี เข้าสู่ยุโรป

        คนสมัยก่อนในยุโรปเรียก bubonic plague ว่า Black Death เป็นโรคที่น่ากลัวมาก เมื่อเกิดโรคนี้ในยุโรป คนรวยในสมัยนั้น ขนาดต้องอพยพหนีทิ้งบ้านช่อง ไปเมืองอื่น เพื่อหนีโรคนี้ แต่ก็ได้ผล ทำให้คนรอดตายได้มากทีเดียว คือ คนหนีจากที่ๆมีหมัดหนูซึ่งกัดคน ไปอยู่ตามต่างจังหวัด แต่ ปัจจุบันในยุโรป โรคนี้เป็นโรคที่รักษาหายได้

แต่ในสมัยก่อนใครที่เป็น Black Death จะมีอาการสามสี่วันแล้วก็ตาย

สำหรับโรคที่ระบาดในจีนที่เด็กวัดเขียนมา ต้องระวังอย่างมาก เพราะใครไปโดนไอ หรือเสมหะของคนที่เป็น ก็มีโอกาสติดโรค จะเกิด อาการอ่อนเพลีย มีไข้สูง ปวดหัว แล้วจากนั้นก็ตาย เพราะแบคทีเรียเข้าสู่ปอด

ตอนนี้ก็คงต้องระวัง เวลาอยู่ในที่ชุมชน ในรถไฟ หรือในโรงหนัง หรือตามงานต่างๆ

เป็นโรคที่น่ากลัว และทันตาเห็นคือ ติดโรค รักษาไม่ทันและไม่ถูกต้องก็ตายทันที คนที่อยู่ใกล้กับคนที่ไอก็มีความเสี่ยงสูงมาก

ขอบคุณที่เขียนให้เด็กวัดและทุกคนได้รู้ตัวกันก่อนนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-05 00:42:04 อีเมล์ : IP : 71.190.43.215

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์และเพื่อนเด็กวัดทุกคน 

อาจารย์คะ วันนี้คงจะมึเพื่อนๆได้ดูข่าวการระบาดของโรคที่หายไปจากประเทศเรานานมากแล้วค่ะ

คือ กาฬโรคปอด (Pneumonic Plague) กำลังระบาดอยู่ในประเทศจีน อันตรายคือ ผู้ที่เป็นสามารถเสียชีวิตเร็วมากค่ะ อาการทันใด ไข้สูง หนาวสั่น ปวดหัวรุนแรง อาการไอเกิดขึ้นใน 24 ชั่วโมง เสมหะตอนแรกเหนียวใสแล้วกลายเป็นสีสนิมหรือแดงสด มักไม่มีปื้นแผลในปอด ถ้าไม่รักษา : ตายภายใน 48 ชั่วโมง   ก็ภาวนาว่า อย่าให้มาระบาดในบ้านเราอีกระลอกเลย เพราะแค่หวัด 2009 ก็จะแย่กันอยู่แล้วค่ะ รวมทั้งโรคที่กลับมาเป็นและรุนแรง เรื้อรัง คือ วัณโรคอีกโรคหนึ่งค่ะ

อย่าลืมดูแลสุขภาพกันนะคะเพื่อนๆเด็กวัดทุกคน

โดย : maya วันที่ : 2009-08-04 23:12:42 อีเมล์ : IP : 112.142.62.7

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ที่อเมริกา คนที่นี่ทำงานสะเพร่า เลินเล่อ ไม่เรียบร้อย สู้กับคนไทยได้เลยค่ะ

มาที่นี่ นักวิทยาศาสตร์ที่บ้าน โทรบอกชื่อ นามสกุล นั่งทำงานอยู่ข้างๆ ได้ยิน และเน้นย้ำ

พอส่งการ์ดประกันสุขภาพมา ชื่อ ปรียา กลายเป็นนามสกุล อิงคาภิรมย์ กลายเป็นชื่อ

คิดดูว่า ค่าการ์ดดีๆ และค่าส่ง แล้วเสียเปล่า เพราะอาจารย์เอาไปใช้ไม่ได้ ต้องรออีกสองอาทิตย์ทั้งที่โทรไปบอก ที่นี่ทำงานอืดอาด ชักช้า ผิดๆถูกๆประจำค่ะ

ส่วนนักวิทยาศาสตร์ เขาไม่ได้ส่งบัตรมาให้ ร้องเพลงรอ เข้าไปอัพเดท ในคอมฯ ก็ไม่ดูคอมฯอีก

รอเป็นเดือน โทรไปเพิ่งจะรู้ว่า คนที่รับเรื่องไม่ได้ส่งมาให้ ส่งให้อาจารย์คนเดียว

ดังนั้น เอกสารสำคัญๆ เขาจะมีเขียนไว้ว่า ขอให้ผู้รับตรวจสอบว่าชื่อ ที่อยู่ ทุกอย่างถูกต้องหรือไม่

ถ้าไม่ตรวจให้ถูกต้อง ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้รับ

น่าจะเขียนกำกับ และในขณะเดียวกัน คนที่พิมพ์ชื่อ คนไข้เข้าไป จะต้องตรวจข้อมูลกับคนไข้ ให้เขาดูว่า ข้อมูลที่ใส่ถูกต้องหรือไม่ สะกดถูกหรือผิด ยิ่ง นาย นาง นางสาว บางคนชื่อเหมือนผู้ชาย แต่จริงๆ เป็นผู้หญิง

เราต้องทำงานให้ละเอียดกว่านี้ ไม่งั้น ได้ข้อมูลไปก็ใช่ไม่ได้ เพราะผิดๆถูกๆ

ปรียา จะกลายเป็น ปรีชา เรื่อย เพราะมั่วเขียน ไม่ดูเลยค่ะ นามสกุลก็ตกๆหล่นๆ สะกดผิดถูกประจำ ต้องติง เขาก็ไม่ขอโทษ แล้วก็แก้ใหม่ เสียเวลาจริงๆค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-03 00:58:52 อีเมล์ : IP : 71.190.43.215

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ขอบพระคุณอาจารย์มากเลยค่ะ

  เพราะบางทีพวกเรามักจะมองข้ามความสำคัญเล็กๆน้อยนี้ไป แล้ว เป็นปัญหาให้เรามาแก้ปม หรือ ต้องมาเสียเวลาในเรื่องที่ไม่น่าเสียเวลาบ้านเราเป็นอย่างนั้นจริงๆค่ะอาจารย์ บางคนมีชื่อ สะกดด้วยไม่เอก หรือ สระ อุ ก็ พิมพ์ผิดๆถูกๆแก้ไขก็เสียทรัพยากรและทั้งเวลา พอ ต้องการเอกสารในการเบิกจ่ายจากบริษัทประกันแล้วลำบากค่ะ เสียเวลาทั้งเขาทั้งเรา(ผู้ตรวจสอบและรับเรื่องและต้องแก้ไขอีกต่างหากค่ะ)ไม่ต้องทำงานอย่างอื่นกันแล้ว   

โดย : maya วันที่ : 2009-08-02 23:07:36 อีเมล์ : IP : 114.128.40.118

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

(เด็กวัด maya)  วันนี้มีข้อสงสัยที่อาจจะมีบางคนบอกว่าไม่น่าสงสัยมาถามอาจารย์ค่ะว่า

1. การทำบัตรคนไข้  ถ้าเป็นคนไทยจะง่าย คือ ชื่อ-นามสกุล และเวลาเรียกชื่อ ก็นำหน้าด้วยคำสรรพนามที่สุภาพเป็นกลาง เช่น คุณ.......ตามด้วยการเรียกนามสกุลต่อค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) ถูกต้อง เห็นด้วยค่ะ ง่ายเพราะเป็นภาษาของเราเอง

(เด็กวัด maya)  2. ชาวต่างชาติ เช่น อเมริกัน หรือ ยุโรป ก็ขอพาสปอร์ตแล้วก็สะกดให้ถูกต้องแต่พาสปอร์ตส่วนใหญ่จะใช้ surname........และ ตามด้วย Firstname........ค่ะ พอให้เจ้าหน้าที่ทำบัตร เค้าก็จะเข้าใจว่า เขียนเหมือนทำบัตรคนไทย คือ เอาsurname........และ ตามด้วย Firstname........ค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา)  อันนี้เป็นปัญหาของเจ้าหน้าที่ ที่จะต้องได้รับการอบรม ว่า ไม่ว่าเสมอไปว่าจะต้อง เป็น ชื่อ แล้ว นามสกุลนะคะ

(เด็กวัด maya) ในทางกลับกันเราต้องใช้ Firstname........และตามด้วยsurname........ถึงจะถูกต้องใช่หรือปล่าวคะอาจารย์เพราะ พบปัญหาว่าเมื่อมีการมารพ.หลายๆครั้งแล้วพบปัญหาว่า มีการทำบัตรด้วยชื่อและสกุลที่กลับไปมา ทั้งๆที่เป็นคนๆเดียวกัน เล่มหนึ่งมี middle name ด้วยค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา)  ไม่จำเป็นเสมอไป แบบฟอร์มในอเมริกา บางที่ก็ให้เขียน Last name/ Family name/ Surname ที่อเมริกาจะใช้คำว่า Last name เป็นส่วนใหญ่  แล้วตามด้วย First name/ Name หรือชือ แล้ว นามสกุล ก็ได้ แล้วแต่แบบฟอร์มที่เขาต้องการค่ะ

ถ้า คอมฯของรพ ต้องการใส่ข้อมูลจาก นามสกุลก่อน ก็น่าจะ ใช้ นามสกุลขึ้นต้น แต่คิดว่า เมืองไทย เราต้องการชื่อ และ นามสกุล  

(เด็กวัด maya) แล้วทำไมเค้าไม่ชอบเขียนให้เราให้ครบ แล้วเวลามาไม่เคยถือพาสปอร์ตมาด้วยเหมือนคนไทยไม่พกบัตรประชาชนติดตัวทุกครั้ง พอมีปัญหาทางธุรกรรมอะไรก็ลำบากมากค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) อันนี้ขอบอกว่า ชาติไหนก็ไม่ต่างกัน ยิ่งคนอเมริกันที่นี่ เรื่องเขียนแบบฟอร์ม โทษทีนะคะ ไม่ได้รู้เรื่องเลย สู้กับคนไทยได้เลยค่ะ ขนาดไปทำบัตรประจำตัว ยังไม่รู้ว่าต้องเอาอะไรไปเลย เห็นถูกส่งกลับไปเอากันทั้งนั้น เคยเห็นสาวไทยที่ไปทำวีซ่าที่แอลเอกับหนุ่ม ถือกระเป๋าหลุยวิตองส์ ยังวัยรุ่น เขาขอบัตรประชาชนก็ไม่ได้เอามา มีแต่พาสปอร์ต รูปก็ไม่มี สามีอเมริกันที่ยังหนุ่ม เห็นสา่วไทย ก็หมดแรง มีเรื่องกันเลย เพราะหนุ่มทนไม่ได้

ดังนั้น เรื่องทำไมไม่เอามา เป็นความหละหลวมของบุคคลนะคะ

ส่วนทำไมไม่เคยถือพาสปอร์ตมา เพราะไม่สำคัญ เขาพก ID หรือใบขับขี่ ใช้ได้ทุกงาน เพราะจะต้องมีที่อยู่ หน้าตาเจ้าของบัตร และวันหมดอายุ พาสปอร์ต อาจารย์เอาติดตัวไปที่ธนาคาร เขาต้องการ ID หรือใบขับขี่ หรือใบที่ทางเจ้าหน้าที่ออกใบขับขี่ออกให้นะคะ แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน  ที่ยุโรปก็เช่นกัน จะมี ID หรือใบขับขี่ และพาสปอร์ต ยิ่งในยุโรป เขารักษาฟรี เห็นเพื่อนร่วมชายคาบ้านบอกว่า ไม่มีเขาก็ตรวจให้ เพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รักการรักษาฟรีจากรัฐบาลค่ะ

อันนี้ก็ต้องให้เขาเอามากฎเกณฑ์ต้องเป็นกฎเำกณฑ์ไม่งั้นเกิดอะไรขึ้นแย่ เช็กกันไม่ได้ว่า เขาเป็นใคร เกิดอะไรขึ้นมา สำคัญค่ะ

(เด็กวัด maya)  3. แล้วประเด็นสุดท้ายคือ สำหรับคนญี่ปุ่นก็จะทำบัตรแบบเดียวกับคนไทย คือ ชื่อ....และตามด้วยสกุล.......แล้วพอบัตรออกมาแล้วต้องขานชื่อเค้า ก็ต้องขานชื่อ โดยเรียกจากนามสกุลเค้ามาตามด้วยซัง ถูกต้องหรือปล่าวคะ

(ครูประจำชั้นปรียา)  ถูกต้องค่ะ

(เด็กวัด maya)  อาจารย์หรือต้องกลับชื่อสกุล ให้เวลาเรียกก็จะเรียกจากนามสกุล มา ชื่อ และ ตอนที่เรียกนามสกุลก็ตามด้วยซังคะ

(ครูประจำชั้นปรียา)  ใช่้แล้วค่ะ ต้องเรียกเขาจากนามสกุล  เช่น yamada san เป็นเรื่องปกติ ไม่มีการเรียกชื่อเขา ในเมืองไทย คงมีคนไข้เพียงคนสองคน เรียกนามสกุลก็พอแล้วค่ะ

 แต่ในญี่ปุ่น ถ้าเรียกแล้วไม่มีใครขาน อาจจะชื่อซ้ำ เขาก็จะเรียกเต็มยศ เช่น Yamada akiko san อย่าได้เรียกชื่อเขาเด็ดขาด ไม่สุภาพ และเขาจะไม่ชิน เหมือนใครเรียกนามสกุลเราแทนที่จะเรียกชื่อ

(เด็กวัด maya) ที่เอาปัญหานี้มาเรียนถามอาจารย์เพราะ เห็นปัญหาในการที่มีการมาขอประวัติแล้วบอกว่าเคยมาตั้งสองสามครั้งแล้ว พอค้นบัตรไปๆมาๆ พบว่า เค้าทำบัตรแต่ละครั้งเขียนไม่เหมือนกันเลยค่ะ ทำให้ลำบากมากและเสียเวลามากค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา)  คิดว่าน่าจะถามคนไข้ และเอาของเก่ามาให้เขาดู เช็กให้แน่นอน เพราะเขาอาจจะมั่วให้ข้อมูลก็ได้ ต้องเช็กนะคะ

 หวังว่าคงตอบคำถามที่ข้องใจ และต้องไปพัฒนาบุคคลากรบ้านเราให้หัวยืดหยุ่น ถ้าจะรับคนไข้ต่างชาติ ต้องรู้เขารู้เรา

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-08-02 22:24:59 อีเมล์ : IP : 71.190.43.215

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์และเพื่อนเด็กวัดทุกคน

        วันนี้มีข้อสงสัยที่อาจจะมีบางคนบอกว่าไม่น่าสงสัยมาถามอาจารย์ค่ะว่า

1. การทำบัตรคนไข้  ถ้าเป็นคนไทยจะง่าย คือ ชื่อ-นามสกุล และเวลาเรียกชื่อ ก็นำหน้าด้วยคำสรรพนามที่สุภาพเป็นกลาง เช่น คุณ.......ตามด้วยการเรียกนามสกุลต่อค่ะ

2. ชาวต่างชาติ เช่น อเมริกัน หรือ ยุโรป ก็ขอพาสปอร์ตแล้วก็สะกดให้ถูกต้องแต่พาสปอร์ตส่วนใหญ่จะใช้ surname........และ ตามด้วย Firstname........ค่ะ พอให้เจ้าหน้าที่ทำบัตร เค้าก็จะเข้าใจว่า เขียนเหมือนทำบัตรคนไทย คือ เอาsurname........และ ตามด้วย Firstname........ค่ะ ในทางกลับกันเราต้องใช้

Firstname........และตามด้วยsurname........ถึงจะถูกต้องใช่หรือปล่าวคะอาจารย์เพราะ พบปัญหาว่าเมื่อมีการมารพ.หลายๆครั้งแล้วพบปัญหาว่า มีการทำบัตรด้วยชื่อและสกุลที่กลับไปมา ทั้งๆที่เป็นคนๆเดียวกัน เล่มหนึ่งมี middle name ด้วยค่ะ แล้วทำไมเค้าไม่ชอบเขียนให้เราให้ครบ แล้วเวลามาไม่เคยถือพาสปอร์ตมาด้วยเหมือนคนไทยไม่พกบัตรประชาชนติดตัวทุกครั้ง พอมีปัญหาทางธุรกรรมอะไรก็ลำบากมากค่ะ

3. แล้วประเด็นสุดท้ายคือ สำหรับคนญี่ปุ่นก็จะทำบัตรแบบเดียวกับคนไทย คือ ชื่อ....และตามด้วยสกุล.......แล้วพอบัตรออกมาแล้วต้องขานชื่อเค้า ก็ต้องขานชื่อ โดยเรียกจากนามสกุลเค้ามาตามด้วยซัง ถูกต้องหรือปล่าวคะอาจารย์หรือต้องกลับชื่อสกุล ให้เวลาเรียกก็จะเรียกจากนามสกุล มา ชื่อ และ ตอนที่เรียกนามสกุลก็ตามด้วยซังคะ

ที่เอาปัญหานี้มาเรียนถามอาจารย์เพราะ เห็นปัญหาในการที่มีการมาขอประวัติแล้วบอกว่าเคยมาตั้งสองสามครั้งแล้ว พอค้นบัตรไปๆมาๆ พบว่า เค้าทำบัตรแต่ละครั้งเขียนไม่เหมือนกันเลยค่ะ ทำให้ลำบากมากและเสียเวลามากค่ะ

ขอบคุณค่ะอาจารย์ 

โดย : maya วันที่ : 2009-08-02 17:45:53 อีเมล์ : IP : 114.128.104.230

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ดีค่ะ การให้กำลังใจเมื่อได้ยินเรื่องราวที่ดีหรือไม่ดี แม้จะเป็นมารยาท แต่ก็มีการผสมผสานความรู้สึกที่เห็นใจของแบบญี่ปุ่นก็ตาม ก็ยังดีกว่า ฟังแล้ว ไม่มีมารยาท หรือแม้แต่น้ำใจจะแสดงความรู้สึกกับคนที่บอกเรา

ใช้ได้ค่ะ แต่ก็คงจะต้องพูดใส่ความรู้สึกเข้าไปด้วยนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-07-30 07:40:10 อีเมล์ : IP : 96.232.65.198

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์   

ขอบคุณค่ะสำหรับคำอธิบาย  แต่........เรื่องเหล่านี้ทุกคนก็คงไม่อยากให้เกิดขึ้นและคงไม่มีใครอยากกล่าวคำเหล่านี้กันใช้กันเกร่อทั่วไปนะคะ   ได้ยินได้ฟังเรื่องราวคนใกล้ตัว อายุอานามก็ยังไม่มากเลยแต่ป่วยด้วยโรคที่ใครๆก็ไม่อยากเป็นคือมะเร็ง เพราะมันทรมานมากค่ะ เวลาช่างยาวนานสำหรับคนที่เป็นโรคนี้เสียเหลือเกิน  ให้กำลังใจเพื่อนร่วมงานที่เห็นกันไม่กี่วันมานี้อยู่เรื่อยๆ หลายๆคนทีเดียวค่ะ  ต้องให้กำลังใจด้วยการบอกว่า  gambatte ne 頑張ってね。เพราะเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกัน หรือ น้องๆที่อยู่ในกลุ่มทำงานด้วยกันจะดีไหมคะอาจารย์

โดย : maya วันที่ : 2009-07-29 22:09:00 อีเมล์ : IP : 112.142.127.101

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

การแสดงความเศร้าไม่ใช่พูดยาวยืด ไม่ต้องพูดจบประโยค แต่ต้องแสดงความรู้สึกที่เศร้าสลด

เป็นพิธีการที่ทุกคนต้องทำเหมือนกัน

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-07-29 05:44:04 อีเมล์ : IP : 96.232.65.198

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียาและเพื่อนเด็กวัดทุกคน

              สำนวนที่อาจารย์ให้มาเนื่องจากถ้ามีเหตุการณ์ที่เกิดการสูญเสียเกิดขึ้นแล้วต้องได้เข้าร่วมแสดงความรู้สึกด้วยสำนวน   kono tabi wa....   このたびは...  นี้ มีความรู้สึกว่าเราต้อง กล่าวอะไรต่อ จากประโยคที่อาจารย์ให้มา นี้อีกหรือไม่อย่างไรคะ เพราะ รู้สึกว่ามันยังไม่สมบูรณ์ค่ะ หรือ เท่านี้ก็พอแล้ว อยากเรียนถามอาจารย์ค่ะ

ขอบคุณค่ะ

โดย : maya วันที่ : 2009-07-28 23:42:46 อีเมล์ : IP : 112.142.126.147

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ และเด็กวัด Maya

แน่นอนค่ะ พวกซุโม มีปัญหาเรื่องสุขภาพ เห็น อะเคะโบะโนะ จะมีผ้ายืดเข่า แทบทุกครั้งที่แข่ง และฝ่ายตรงข้ามจะรู้จุดก่อนปัดแถวเข่า ล้มก็แพ้

พวกซุโม อายุจะสั้นค่ะ แต่พอเล่นไม่ไหว ก็จะพยายามลดน้ำหนัก พวกดังๆจะเป็นพี่เลี้ยง สอนรุ่นใหม่

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-07-22 01:54:42 อีเมล์ : IP : 71.190.33.34

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์และเพื่่อนเด็กวัดทุกคน

                          ไปร่วมไว้อาลัยเพื่อนแล้วก็ได้ข้อมูลมาว่าเพื่อนมีปัญหาสุขภาพคือ มีภาวะอ้วนและระดับไขมันในเลือดสูงมากกว่าปกติ  พอดีกับที่พลิกปกด้านในหนังสือ ภาษาญี่ปุ่นสนุก 5  มีคำอธิบายถึง ประวัติความเป็นมาของ すもう ในวรรคสุดท้ายบอกถึงน้ำหนักตัวของすもう ว่ามีน้ำหนักตัว 100-200กิโล   ให้สงสัยว่า น้ำหนักตัวมากอย่างนี้เค้าไม่พบปัญหาสุขภาพหรือคะ และ ถ้าน้ำหนักตัวแบบนี้ ถือว่าเป็นคนอ้วน แล้วปัจจัยเสี่ยงหรือผลกระทบทางด้านสุขภาพของ すもう มีบ้างไหมคะอาจารย์

โดย : maya วันที่ : 2009-07-21 23:33:47 อีเมล์ : IP : 114.128.46.115

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ขอแสดงความเสียใจกับข่าวการสูญเสียของเพื่อน ความรู้สึกที่ไม่ใช่ต้องการแสดงออกมามากจนเกินไป เป็นธรรมเนียมของญี่ปุ่น

แต่ถ้าเป็นเกาหลีร้องไห้ลั่นบ้าน น่ากลัวมาก

ในภาษาญี่ปุ่น เขาถือว่า การสูญเสียทุกคนมีร่วมกัน ไม่ต้องพูดมากก็สื่อกันได้

ในกรณีนี้ ถ้าเด็กวัด maya ไปงานศพ ในญี่ปุ่น ก็คงจะบอกกับ เจ้าภาพงานศพว่า

kono tabi wa....

このたびは...

เนื่องในโอกาสนี้ (ขอแสดงความเสียใจกับการสูญเสียอย่างยิ่ง)

ด้วยท่าทางที่เคร่งขรึม สำรวมค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-07-20 22:42:16 อีเมล์ : IP : 71.190.33.34

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์และเพื่อนเด็กวัดทุกคน

             เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้วค่ะอาจารย์  เพราะ ช่วงค่ำได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนว่า  พรุ่งนี้เจอกันที่วัดและ ร่วมงานศพ เพื่อนกับสามี นะ  ก็เลยถามว่าเป็นอะไร เค้าก็บอกว่า หมอบอกว่ามีปัญหาที่ปอด และ มาจากความดันในปอด ไม่แน่ใจว่าหวัด2009 เล่นงานเพื่อนหรือปล่าวค่ะ  แต่ที่น่าเศร้าคือ เมื่อวานสามีเสียชีวิต และ วันต่อมาเพื่อนก็เสียชีวิต    รับฟังข่าวแล้ว ก้อ...........รู้สึกแย่ค่ะ   

โดย : maya วันที่ : 2009-07-20 21:52:52 อีเมล์ : IP : 117.47.149.158

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

เมื่อวานนี้มีคนไข้ที่เป็นข่าว ว่าเจ็บคอ แต่ร่างกายคงอ่อนแอมาก ก็เลยเสียชีวิต การไปในที่คนแออัด ยิ่งบ้านเราร้อนๆ และการที่เราไม่รู้ว่า อะไรสำคัญไม่สำคัญเป็นเรื่องที่น่ากลัว ยิ่งตอนนี้ เราใช้ชีวิตใน รถไฟและรถไฟใต้ดิน ยิ่งต้องรักษามารยาท ความปลอดภัยพวกนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องน่าอาย เพราะน่ากลัว

  หมอเป็นห่วงกันมากก็คือ จะแพร่พันธ์เร็ว และไข้หวัดบางชนิดดื้อยาเร็วมาก แล้วก็พัฒนาเป็นไข้หวัดใหม่อีกนี่คือสิ่งที่หมอแต่ละคน และคนที่อยู่ในวงการกลัว ตอนนี้ที่นี่ปิดเทอม ก็เลยค่อยยังชั่ว ไม่งั้นก็คงต้องสั่งปิดเรียนอีก

   เราช่วยโรคระบาดให้น้อยลงได้ด้วยการร่วมมือกัน และตัวเองก้ต้องรักษาสุขภาพตัวเอง ป้องกันอย่างถูกวิธีด้วย

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-07-18 22:12:20 อีเมล์ : IP : 71.190.33.34

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ แฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน

เรื่องเด็กวัด maya เล่าถึงเรื่องหน้ากาก ที่อเมริกา เช้านี้ ข่าวไข้หวัด กลับมาอีก ทำให้หมอตามประเทศต่างๆ ต้องออกมาเตือน

และทุกคนก็คงจะมีข่าว และข้อมูลเหมือนกัน เพราะตามโรงยิม อาจารย์ก็เห็นแปะไว้ว่า

เวลาที่เห็นคนไอ อย่าอยู่ใกล้คนนั้น

เวลาที่ตัวเองไอ อย่าเอามือป้องที่ปาก ให้เอาต้นแขนป้องแทน

แล้วก็ต้องคอยล้างมือให้สะอาด

อย่าอยู่ในที่ๆคนเยอะๆ เช่น โรงหนัง หรือที่ไหนที่คนอยู่รวมกัน

เพราะเกิดใครไม่สบายแพร่เชื้อที ระบาดเร็วมากค่ะ

ที่นี่เห็นวัคซีนไม่พอ ไม่ยักพูดถึงเรื่องหน้ากากไม่พอ เพราะว่า มันระบาดไปมากทุกที่

และยิ่งทีมันก็ยิ่งด้านยามากขึ้น

หมอจึงแนะนำว่าต้องป้องกันตัวเองกันก่อน

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-07-18 11:32:23 อีเมล์ : IP : 71.190.33.34

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ได้ข่าวจากศิษย์ และน้องที่อยู่กรุงเทพฯ เขียนมาบอกว่า ในกรุงเทพฯก็ระบาดกัน น่ากลัว แต่พี่ไทย ไม่เข้าใจว่า เวลาที่โรคระบาด โดยเฉพาะไข้หวัด ตายทีเยอะ ยิ่งไปโรงหนัง ไปมอลล์ที่คนเยอะ ความเสี่ยงสูง

คนญี่ปุ่นเขาเข้าใจปัญหาพวกนี้มากกว่าเราเยอะ แต่น่าสงสารเขาไม่มีทางเลือก เพราะคนล้นประเทศ

แต่บ้านเรา จิตสำนึก การศึกษายังเป็นปัญหาใหญ่ในการพัฒนาประเทศ

น้องที่ไปบริการที่โรงพยาบาลยังบอกว่ากลัวมาก เพราะว่า ที่โรงพยาบาล ยิ่งคนป่วย ภูมิต้านทานน้อย

และยิ่งระบาดอีก ยิ่งคนที่ไปก็ไม่ระวัง ก็มีโอกาสติดเชื้อเยอะมาก

การสวมหน้ากากก็คงไม่ต่างกับการใส่หมวกกันน๊อต คนไทยไม่สนใจหรอกค่ะ แต่พอเป็นขึ้นมา ก็คงอยากจะให้ใครไปหาซื้อมาให้ใส่แต่ก็คงช้าไปแล้วก็ได้ สำหรับบางคน

วาดภาพออกค่ะ ว่าลำบากแค่ไหน ในการให้การศึกษาปรับระดับคนในประเทศเราซึ่งไม่ได้รับความรู้ที่ถูกต้องเหมือนประเทศอื่นๆ เห็นเป็นเรื่องไม่เป็นไรไปหมด จริงๆไม่ใช่เลย

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-07-17 00:25:42 อีเมล์ : IP : 71.190.33.34

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียาและเพื่อนเด็กวัดทุกคน

                                      ตอนแรกที่มีข่าวการระบาดของ H1N1 ที่ญี่ปุ่นยังนั่งหัวเราะว่า ชาติมหาอำนาจ ตั้งแต่อเมริกา  และ แถบ เอเชีย คือ ญี่ปุ่นยังมีการระบาด และ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบก็มีวงกว้าง แต่ อีกไม่นานข่าวการระบาดในญี่ปุ่นก็ ลดลง  และ ค่อนข้างจะอยู่ตัว หรือเงียบไป แต่  เมื่อมีการระบาดในบ้านเรา  ความชัดเจนในการรับทราบข่าวสารของคนไทยเรายังมีน้อยมากค่ะ  การรณรงค์มีแค่วงแคบๆ  และ ไม่รณรงค์อย่างจริงจัง  นิสัยพี่ไทยก็เป็นที่ทราบกันค่ะอาจารย์   ตอนนี้โรงเรียนสั่งปิด เกือบทุกโรงแล้วค่ะ  แต่   ในมหาลัยยังเห็นการบูม และ เกาะกลุ่มทำกิจกรรมกันอย่างไม่ขาดสาย   นักเรียนที่โรงเรียนสั่งปิด ก็พากันนัดกันไปทำกิจกรรม ไปดูหนัง  นั่งร้านเกมส์   แล้ว จะควบคุมได้ยังไง   เห็นแล้ว  หนูว่า  อืม   อย่างที่อาจารย์ว่าค่ะ ว่าแค่วาดภาพก็ใจหาย แล้ว เห็นกับตาและรับรู้ได้จริงไม่ยิ่งกว่าที่อาจารย์ว่าใจหาย หรือคะ  น่าคิดค่ะอาจารย์ 

                                     บุคคลากรสาธารณสุข คือ ด่านแรกที่ต้องรับมือค่ะ  แล้ว  จะมีใครใส่ใจช่วยกันปรับเปลี่ยนคนไทยเราให้รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร(ทุกเรื่อง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา   การสาธารณสุข ฯลฯ) ล่ะ

อีกนาน  แม้กระทั่งเรากลายเป็นฟอสซิล  ก็คงไม่เปลี่ยนมังคะอาจารย์ 

โดย : maya วันที่ : 2009-07-17 00:11:26 อีเมล์ : IP : 114.128.42.36

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

คิดว่า บ้านเราคงไม่มีความรู้เรื่องการป้องกันรักษาตัวเอง แต่จะนิยมไปหาหมอเมื่อเป็นอะไรเสียแล้ว

ดังนั้น การบอกให้คนไทยที่ไปโรงพยาบาล หรือรณรงค์ว่าต้องใส่หน้ากากเพราะไม่ให้แพร่เชื้อนั้น คงเป็นเรื่องยาก เพราะเราไม่สนใจเรื่องสุขภาพเท่าความสวยงาม และอีกอย่างต้องรอให้สายไปเสียก่อนแล้ว ค่อยมาทำกัน

เราคงต้องเปลี่ยนปรับทัศนคติเก่าๆพวกนี้เพื่อคนไทยส่วนรวม เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ระบาดที เอาไม่อยู่แน่ค่ะ ถ้าคนแต่ละคนไม่ให้ความร่วมมือ กันก็แพร่กระจายกัน แค่วาดภาพก็ใจหาย ถ้าคนในสังคมเป็นแบบนั้น

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-07-16 04:26:43 อีเมล์ : IP : 71.190.33.34

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

                       

   สวัสดีค่ะอาจารย์                                         

                                                 どうもありがとうございます , おやすみなさい   プリヤ一 先生  

โดย : maya วันที่ : 2009-07-15 23:49:45 อีเมล์ : IP : 112.142.135.202

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

         เท่าที่ฟังที่เด็กวัดเขียนมาเล่าให้ฟัง น่าจะเป็นปัญหาเรื่องเวลาที่เหลื่อมล้ำ การใช้หน้ากากในเมืองไทยและญี่ปุ่น เพราะตอนนี้ท่าเท่าฟังข่าว เรื่องไข้หวัดในญี่ปุ่น ไม่ได้เป็นข่าวเหมือนตอนที่มีคนติดเชื้อ ดังนั้น ตอนที่เป็นข่าวคนญี่ปุ่น ก็คงจะตื่นตัวใส่หน้ากากกันการติดเชื้อ แต่ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นเข้าหน้าร้อนแล้ว มันคงร้อนด้วย และคงไม่ได้เป็นข่าวใหญ่โตเหมือนเมื่อเดือนสองเดือนที่แล้ว จึงไม่ใส่หน้ากากก็ได้

       แต่สำหรับคนที่กลัวว่าจะติดเชื้อจากคนอื่นเวลาพูด เช่น น้ำลายกระเด็นใส่หน้าคนอื่น หรือจากตา อาจทำให้แพร่เชื้อไปยังคนอื่นได้ ดังนั้น เฉพาะคนที่เป็นหวัด หรือไข้หวัด  ไม่อยากให้แพร่เชื้อหวัดไปยังคนอื่น ในญี่ปุ่นจะต้องใส่หน้ากาก แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นหวัดในญี่ปุ่น เขาไม่ใส่หน้ากากกันค่ะ 

      เช่น ถ้าเกิดเด็กวัด maya  เป็นหวัดธรรมดาก็ตาม ถือเป็นมารยาททางสังคมญี่ปุ่นที่ออกจากบ้าน แล้วมีน้ำมูกไหล หรือไอ ต้องใส่หน้ากาก ไม่ใช่ไปยืนไอ ยืนจามใส่หน้าคนที่ยืนอยุ่ในรถไฟขบวนเดียวกัน หรือ น้ำมูกไหลในรถไฟ โดยไม่มีหน้ากาก คนก็จะมองเหมือนสัตว์ประหลาดที่ไม่มีมารยาท เป็นหวัดแล้วไม่ใส่หน้ากาก ยิ่งบ้านเรามีบีทีเอส รถใต้ดินเหมือนกัน ใครที่เป็นหวัด ควรจะต้องใส่หน้ากาก ไม่เอาเชื้อแพร่ไปยังคนอื่น

     คนญี่ปุ่นที่ถามคงคิดว่า เด็กวัดที่เป็นพยาบาลเป็นหวัดก็ได้ ถามด้วยความเป็นห่วง ดังนั้น คนถามไม่ได้เป็นหวัด พอได้ยินก็เลยไม่ยอมใส่หน้ากาก  แต่ถ้าบอกว่า

    インフルエンザ を防ぐために、かけていますใส่หน้่ากากป้องกันไม่ให้เป็นไข้หวัดก็น่าจะได้ แต่เขาก็คงมองว่า เขาไม่ได้เป็น ก็คงไม่ใช้

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-07-15 11:44:06 อีเมล์ : IP : 71.190.33.34

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์

                            มีคำถามจากคนไข้ที่เป็นคนญี่ปุ่น วันนี้มารพ.เพื่อจะมาตรวจตา  แต่เค้าก็ชี้มาที่  หนูแล้วถูกตั้งคำถามว่า ใส่หน้ากาก マスク ทำไม  หนูก็แว่บในหัวสมองและตอบได้แต่เพียงว่า

 เอ่อ       イン ... フ...  ル...   エン... ザ  ด้วยจังหวะการพูดแบบนี้จริงๆค่ะ  เค้าก็พยักหน้า (แล้วก็ไม่ยอมใส่)

 หนูก็มาค้นหาคำว่าถ้าเราใส่    เพื่อป้องกันインフルエンザ หนูจะใช้คำศัพท์ ふせぐインフルエンザ ได้ไหมคะ    ไม่ทราบว่าถ้าพูดสั้นๆเท่านี้จะใช้ได้ หรือ ยังต้องเพิ่มเติมอีกคะ 

( ที่มหาลัย นักศึกษากำลังสนุกกับคอนเสิร์ต เสียงกรี๊ดดังลั่นไม่ยักกะกลัว インフルエンザ กันเลยค่ะ)

โดย : maya วันที่ : 2009-07-14 23:46:19 อีเมล์ : IP : 117.47.147.41

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

    เยี่ยมไปเลยค่ะอาจารย์    กลยุทธ์ในการเรียนการสอนของอาจารย์  สมควรแล้วค่ะที่จะบอกปากต่อปากว่าใครที่ได้เรียนกับอาจารย์แล้วจะรู้ว่าเป็นอย่างไร   ไม่มีใครทำได้และไม่มีใครกล้า และ บ้าสอน ( หนูขอใช้คำนี้ จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจว่าอาจารย์นะคะ)

 แต่  มันมองเห็นภาพของอาจารย์ปรียา และ หลายๆท่านในสมัยก่อนนู๊นๆๆๆๆๆ (นานมากแล้ว)  ที่ทุ่มเท และ สอนลูกศิษย์ลูกหาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  บ้าสอนหมายถึง อาจารย์มีวิทยายุทธ์อะไร ก็งัดออกมาสอนลูกศิษย์ลูกหา และ มีวิธีการที่ทำให้ลูกศิษย์  คิดเป็น  หาทางออก และ แก้ปัญหาเป็น  เหมือนเราอ่านนวนิยายจีนกำลังภายในที่อาจารย์ มีเคล็ดลับในการสอนลูกศิษย์เซี่ยวลิ้มยี่ (เมื่อก่อนชอบอ่านนวนิยายจีนมากค่ะ )

เช่น ปัญหาที่หนูตั้งเป็นคำถาม  กรณีคนอื่นก็คงถามมาตอบไป   แต่   หนูรู้สึกว่าที่หนูเรียนกับอาจารย์ทำให้หนูได้รับความรู้เพิ่มเติมจากการที่อาจารย์ Guide หรือ ใบ้ให้ไปทำการบ้านมา ถึงรู้เพิ่มเติมจริงๆค่ะ แล้ว ต่อยอดได้อีก สนุกดีค่ะ    ทำให้มีกำลังใจในการเรียนอีกเยอะค่ะ  

โดย : maya วันที่ : 2009-07-14 19:58:13 อีเมล์ : IP : 117.47.147.41

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัด maya

著者(ちょしゃ)คำนี้ใช้บ่อย แปลว่า ผู้เขียน เช่น อาจารย์เขียนเรียนและเอาตัวรอด ก็จะใช้

プリヤー インカピロム  著者

ดีค่ะ จะได้จำถูกๆ มันคล้ายกันค่ะ

แต่คนละความหมาย

ดีใจไหมคะ เรียนคันจิเพิ่มอีกหนึ่งตัว จากการเข้าใจผิด นำมาใช้ผิดจะจำได้ตลอด

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-07-14 04:04:31 อีเมล์ : IP : 71.190.33.34

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์     หนูพบความผิดพลาดแล้วค่ะ  หนูผิดเองค่ะที่จริงแล้วคันจิของอาจารย์คือ

使ってください。คำกริยาที่อาจารย์ให้มา คือ มาจากรูป Te คือ

 つかって ที่มีความหมายว่า  ใช้  การใช้  ผู้รับใช้  การให้กระทำ  ถ้าเป็นรูป Dict form ก็คือ つか() ค่ะ

    

着る きる   คำนี้มาจากคำกริยาที่มีความหมายถึงการสวมใส่ เสื้อผ้า สวมศีรษะลงมาคลุมตั้งแต่ไหล่ลงไป  

著  チョ  คำนี้มีความหมายว่า โดดเด่น  เห็นชัดเจน//

การแต่ง  การประพันธ์ เขียน แต่งหนังสือ ซึ่งไม่เข้ากันเลยกับลักษณะการใช้ในสถานการณ์ที่ถามอาจารย์ค่ะ เอาการบ้านมาส่งค่ะอาจารย์  ตรวจให้หนูหน่อยค่ะ

            

โดย : maya วันที่ : 2009-07-13 22:04:51 อีเมล์ : IP : 114.128.12.123

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ เด็กวัด maya

ยังต้องแยกประเภทละเอียดทีเดียว ในกรณีนี้เพื่อความปลอดภัย และสะดวก จำง่ายก็คือ บอกคนไข้ให้ใช้หน้ากาก คือ マスクを使ってください。

ดีที่สุด กลางๆ ไม่ต้องเจาะจงเดี๋ยวจำผิดจำถูก

ช่วยเช็กคำกริยาที่เด็กวัดเขียนมาด้วยนะคะ ว่าจริงมันแปลว่าอะไรマスクを 著てください。ว่าคันจิตัวเดียวกับที่อาจารย์ยกไปหรือเปล่านะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-07-13 21:03:39 อีเมล์ : IP : 71.190.33.34

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์

        ขอบคุณอาจารย์สำหรับคำตอบค่ะ  รู้สึกว่าคำกริยาที่มีให้เรานำไปใช้กับสถานการณ์ต่างๆในภาษาญี่ปุ่นมีเยอะมากเลยนะคะ บางทีก็ต้องค่อยๆดู และ ทำความเข้าใจว่านำไปใช้อย่างไร ถึงจะถูกต้องเช่นข้อสงสัยที่หนูนำมาถามอาจารย์ถ้าเรานำมาใช้แบบผิดๆ ประโยคหรือความหมายก็ผิดไปเลยใช่หรือปล่าวคะ

    ถ้าเป็นการสวมใส่อุปกรณ์ เช่น หน้ากากป้องกัน(Mask) // ถุงมือ  สามารถใช้ はめてหรือ かけて ก็ได้ใช่หรือปล่าวคะ

maya

โดย : maya วันที่ : 2009-07-13 20:50:56 อีเมล์ : IP : 114.128.12.123

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

    ใช้ได้ตามที่เล่า และการใช้ภาษาอยู่ที่ท่าที และสำเนียงของเราด้วย ไม่ได้อยู่ที่สุภาพหรือไม่อย่างเดียว

ในกรณีนี้ใช้ マスクを着てください。ไม่ได้  เพราะคำกริยานี้ใช้กับการใส่เสื้อผ้า หน้ากากคนละส่วนกับการใส่เสื้อผ้า

อาจจะใช้ว่า マスクをはめてくださいหรือ マスクをかけてください

แต่ไม่ใช่  マスクを着てください

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-07-13 12:48:18 อีเมล์ : IP : 71.190.33.34

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

                                           หนูมีข้อข้องใจในเรื่องของการใช้著るค่ะ ว่าความหมายของคำศัพท์ใช้สำหรับการสวมใส่ และ มีการเพิ่มเติมว่า เสื้อผ้า แล้วถ้าหนูให้  Mask (  マスク ) ใส่ให้กับคนไข้หนูสามารถใช้ประโยคที่ใช้   著る  ในรูป ปรโยค マスクを 著てください。นี้จะได้ไหมคะ หรือ ว่ายังผิดอยู่ต้องใช้ในรูปสุภาพมากกว่านี้ หรือ ว่าไม่จำเป็นคะ เพราะสถานการณ์ที่อาจารย์เคยบอกว่าสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เราไม่ได้พูดเชิงบังคับ หรือ ไม่สุภาพ เราสามารถใช้  てください。ได้ใช่หรือปล่าวคะ อยากเรียนถามอาจารย์ค่ะ 

maya

โดย : maya วันที่ : 2009-07-12 20:45:34 อีเมล์ : IP : 114.128.177.83

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ไม่ได้มีคำศัพท์เฉพาะเขาใช้ makusu マスク เพราะใช้กันหวัด กันละอองเกสร ถ้าแบบกันฝุ่นในโรงงานอะไรก็ไปซื้ออีกที่นะคะ

อยู่ญีป่นชินค่ะ ใครที่เป็นหวัดต้องมีมารยาทของสังคม ใส่หน้ากากกันแพร่เชื้อหวัด หรือไม่ก็หยุดเรียน หยุดทำงาน แพร่ให้ตัวเอง หรือคนในบ้าน แต่ห้ามเห็นแก่ตัว มาแพร่ในรถไฟหรือที่ทำงานค่ะ

มาจามๆไม่มีหน้ากาก คนมองหน้าด้วยสายตาที่ว่า ไม่มีมารยาท ทำไมไม่ใส่หน้ากากจ้ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-06-16 16:16:03 อีเมล์ : IP : 71.190.32.168

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์และเพื่อนๆเด็กวัดและฝากความคิดถึงหัวหน้าห้องแอนด้วยค่ะ

                     ฟังบรรยายเรื่องสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 เมื่อวานนี้ ขออนุญาติพื้นที่นิดหนึ่งค่ะเพื่อจะประชาสัมพันธ์ การรับมือกับมันค่ะ  ตอนนี้ พบผู้ติดเชื้อที่เชียงใหม่แล้ว และ การเฝ้าระวัง หรือ การป้องกันง่ายๆสำหรับแต่ละคนคือ

1. ถ้าไปในที่ชุมชน หรือ สถานที่ที่มีผู้คนมากมาย  ห้างร้านสรรพสินค้า ถ้าไม่สบายเป็นหวัด และ มีอาการไอ จามถ้าไม่จำเป็นไม่ควรไป เว้น แต่ ว่าจำเป็นต้องไปก็ ควรหยิบหน้ากากอนามัย หรือ ศัพท์ ภาษาอังกฤษว่า surgical  mask มาใส่เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของฝอยละอองน้ำลาย หรือน่ำมูกที่กระเด็นออกมาจากปาก หรือจมูกเรา  ไปสู่ผู้อื่น หรือ ป้องกัน จากผู้อื่นสู่ตัวเรา ค่ะ

2. ไม่ควรป้ายมือเราบนราวบันไดเลื่อน หรือ ตามสถานที่ต่างๆ  เช่น เคาน์เตอร์ขายของ แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้(อีกแล้ว) เมื่อกลับถึงบ้าน

หรือ ที่ไหนสามารถให้เราล้างมือได้ต้อง ฟอกสบู่ด้วยนะคะ( อย่าลืม )ทุกซอกของบริเวณนิ้วมือค่ะ 

3. สิ่งสำคัญเมื่อไปรพ. ถ้ามีอาการไอ จามเป็นหวัดมีไข้ ควรบอกอาการสำคัญ เหล่านี้กับเจ้าหน้าที่พยาบาลด้วยนะคะ   แล้ว อย่าลืมว่าถ้าไปต่างประเทศ ก็ต้องบอกด้วยค่ะ จะได้มีข้อมูลครบถ้วนมากกว่าเดิมค่ะ

4. ถ้าไม่สบาย อย่าคลุกคลีกับเด็กเล็กๆนะคะ เพราะ เค้ามีภูมิต้านทานต่ำค่ะ อาจจะติดจากเราก็ได้ค่ะ

4. อย่าตื่นตระหนก แต่ ให้ตระหนัก ในสิ่งที่แนะนำมาค่ะ ช่วยกันหน่อยนะคะ 

    สำหรับปัญหาที่จะถามอาจารย์  คือ  Surgical   mask  หรือ  หน้ากากอนามัย นี้ ภาษาญี่ปุ่น เรียกทับศัพท์ไปเลยหรือว่ามีคำเรียกเฉพาะคะ   หรือ เพื่อนๆคนไหนทราบช่วยบอกด้วยค่ะ  ขอบคุณ หัวหน้าห้องล่วงหน้าค่ะเพราะขอยืมพื้นที่ในการให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวค่ะ  

                                                                                        maya

                   

โดย : maya วันที่ : 2009-06-16 14:44:52 อีเมล์ : IP : 112.142.114.86

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ดีค่ะที่เข้าใจ เรื่องพิมพ์ซ้ำ ถ้าเกิดพิมพ์ก่อนแล้วค่อยเอาเข้ามาโพส บางครั้งอาจจะโพสซ้ำเองก็ได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ซ้ำใครๆอ่านก็รู้ว่า เกิดการผิดพลาด ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับเสียมารยาทค่ะ :-)

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-06-12 17:09:11 อีเมล์ : IP : 71.190.36.100

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์  

                  ต้องขอโทษอาจารย์ค่ะ ที่ปรากฏข้อความซ้ำๆ 2 วรรค ด้วยกัน ตอนนี้กำลังงุนงงกับ วินโดว์วิสต้าอย่างมากเลยค่ะ  หรือกำลังเจอไวรัสเล่นงานกันแน่ 

                 เข้าใจแล้วค่ะ สำหรับฉากเหตุการณ์ ที่อาจารย์แยกเป็นสองประเด็น ถ้าเป็นประเด็นที่สอง คือ เค้ารอเราเพื่อได้สิ่งที่ต้องการ เมื่อเราหามาให้ได้ ก็ใช้ประโยคหล่อลื่นตามที่เรียนมา คือ お待たせいたしました。โอะมะตะ เซะ  อิตะชิมะชิตะ   ค่ะ

                                                                                        ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ

                                                                                                     maya

                 

โดย : maya วันที่ : 2009-06-12 13:49:55 อีเมล์ : IP : 112.142.0.69

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ที่อาจารย์ตอบไป เป็นฉากเปรียบเทียบ เวลาที่ไปรพ และไปกินร้านอาหาร ฉากเดียวกันนี้ ในรพ ไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะว่า เขาไม่มีเวลา และจะเรียกชื่อเลย

แต่ในกรณีที่ผ่านฉากนี้ไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องการทักทาย เป็นเรื่องจริงๆ ต้องขอให้เขารอ เพราะเราจะไปหาข้อมูลหรืออะไรให้ ในกรณีนี้เราจะพูดเป็นมารยาท เมื่อได้ข้อมูลมา เพราะทำให้เขารอ มีตัวหล่อลื่น จะใช้กันค่ะ

เป็นคนละประเด็นกันนะคะ ไม่ทราบยังสับสนหรือเปล่า

เขียนมาแลกเปลี่ยนความคิดได้ค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-06-12 13:36:29 อีเมล์ : IP : 71.190.36.100

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์   

ดังนั้น ถึงได้บอกว่า คำทักทายในภาษาญี่ปุ่น อย่าได้ถือจริงจัง ฟังหูขวา แล้วปล่อยให้ทะลุหูซ้ายเลย แต่จำเป็นและสำค้ญเพราะใช้เป็นตัวหล่อลื่นที่ต้องใช้เท่านั้น ต้องใช้จนติดปาก ใช้จนขึ้นใจ ใครปากหนัก ใครไม่ใช้ ก็จะถูกหาว่าไม่มีมารยาท  แต่ในกรณีนี้ยกเว้น เสียใจด้วยนะคะเขาไม่ใช้กับคนไข้ค่ะ

ต้องขอโทษอาจารย์ด้วยค่ะ เพราะความสงสัยยังไม่หมด  คือ ตามธรรมดาแล้วกระบวนการทำงานทั่วๆไปต้องมีมาตรฐานอยู่ในกระบวนการนั้นๆอยู่แล้ว( นอกเสียจากว่า ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน คุณสมควรถูกตำหนิ ) แต่ในกรณีนี้ สงสัยต่อว่า ถ้า ออกนอกกระบวนการให้บริการทางการพยาบาล แล้ว อาจจะ มาสอบถามหรือมาพูดคุย เรื่องอื่นๆ เช่น อยากจะได้รายละเอียดเพิ่มเติม  แต่ เรา อาจจะเสียเวลาให้ต้องรอคอย เพื่อบริการ หา แผ่นพับข้อมูล( หาให้ได้  แต่ เดี๋ยวนะ เวลา อาจจะ ช้าหรือเร็ว) ก็ใช้ได้ใช่มั้ยคะ  ไม่คิดว่าจะตื๊อว่าจะใช้ประโยคนี้ให้ได้นะคะ เพียงแต่สงสัยค่ะ เช่นเดียวกันกับการใช้ประโยคภาษาอังกฤษ I'm sorry  for  your inconvenience  while you're waiting  for , may  I  help  you . (การใช้ภาษาญี่ปุ่นอาจจะไม่ต้องมากเหมือนภาษาอังกฤษ )

ต้องขอโทษอาจารย์ด้วยค่ะ เพราะความสงสัยยังไม่หมด  คือ ตามธรรมดาแล้วกระบวนการทำงานทั่วๆไปต้องมีมาตรฐานอยู่ในกระบวนการนั้นๆอยู่แล้ว( นอกเสียจากว่า ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน คุณสมควรถูกตำหนิ ) แต่ในกรณีนี้ สงสัยต่อว่า ถ้า ออกนอกกระบวนการให้บริการทางการพยาบาล แล้ว อาจจะ มาสอบถามหรือมาพูดคุย เรื่องอื่นๆ เช่น อยากจะได้รายละเอียดเพิ่มเติม  แต่ เรา อาจจะเสียเวลาให้ต้องรอคอย เพื่อบริการ หา แผ่นพับข้อมูล( หาให้ได้  แต่ เดี๋ยวนะ เวลา อาจจะ ช้าหรือเร็ว) ก็ใช้ได้ใช่มั้ยคะ  ไม่คิดว่าจะตื๊อว่าจะใช้ประโยคนี้ให้ได้นะคะ เพียงแต่สงสัยค่ะ เช่นเดียวกันกับการใช้ประโยคภาษาอังกฤษ I'm sorry  for  your inconvenience  while you're waiting  for , may  I  help  you . (การใช้ภาษาญี่ปุ่นอาจจะไม่ต้องมากเหมือนภาษาอังกฤษ )

                                                                      รบกวนอาจารย์ ไขข้อข้องใจด้วยค่ะ  ขอบคุณค่ะ

                                                                                                                     maya

โดย : maya วันที่ : 2009-06-12 12:39:27 อีเมล์ : IP : 112.142.0.69

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

(เด็กวัด maya) お待たせいたしました。โอะมะตะ เซะ  อิตะชิมะชิตะ  ใช้ได้กับเฉพาะร้านค้า หรือ บริการ อื่นๆ ที่ยกเว้นรพ.หรือปล่าวคะ  หรือ ถ้าเป็นคนไข้ที่มารอ   เราสามารถใช้เหมือนกันกับห้างร้าน หรือ บริการต่างๆ ได้หรือไม่คะ 

(ครูประจำชั้นปรียา) เป็นคำถามที่ดีมาก อาจารย์ฟังจนชิน ไม่เคยคิดว่าในกรณีนี้ สำนวนนี้ใช้หรือเปล่าตามโรงพยาบาล และข้อสงสัยของเด็กวัดก็ดีมาก เท่าที่อาจารย์วิ่งไปหาหมอเอง ไปตรวจร่างกาย ไปหาหมอฟันเป็นประจำ ไม่ว่านางพยาบาล หรือใครที่ตรวจอะไรให้อาจารย์ พอมานั่้งคิดดู จริงด้วย ไม่เคยเห็นมีใครใช้สำนวนนี้กับอาจารย์ หรือกับคนไข้ที่ไปใช้บริการเลย ไปตั้งแต่เช้า กว่าจะได้ตรวจแต่ละด่าน ก็รอยี่สิบนาที กว่าจะครบก็เกือบเที่ยง แต่เป็นระบบดีมาก บ้านเราคงใช้เวลาทั้งวันอาจจะไม่เสร็จ เพราะตรวจทุกอย่าง

      ไปถึงที่คลินิกก็เอาบัตรให้ แล้วพนักงานก็จะจัดการใส่แฟ้มให้ ให้กุญแจตู้ แล้วก็บอกว่าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าห้องไหน แต่ตอนที่เรียกจะเรียกชื่อ แม้จะรอตั้งสามสิบกว่านาทีกว่าจะเรียกคนไข้ก็มี เพราะมีคนไปตรวจแต่เช้าเยอะเหมือนกัน แต่ไม่มีการใช้สำนวนนี้

     ก็เลยต้องมาอธิบายหลังจากที่เด็กวัดยิงคำถามนี้แล้วก็คือ สำนวน お待たせいたしました。โอะมะตะ เซะ  อิตะชิมะชิตะ ขอโทษที่ทำให้คอย หรือแปลตามตัวอักษรก็คือ ฉันหรือผมทำให้คุณคอย 

       ส่วนใหญ่ในร้านอาหารญี่ปุ่นในโตเกียว พอนั่งปุ๊ปพนักงานก็มาปั๊ปแล้วก็เอาน้ำเย็น ผ้าเช็ดมือมาให้ แล้วต้องรีบสั่ง ไม่งั้นถูกมองหน้าด้วยความรำคาญ อย่าไปใช้สูตรไทย ขอให้รีบๆสั่ง รีบๆกิน รีบออกจากร้าน ห้ามนั่งอู้คุยกัน

       ช่วงที่พนักงานไปเอาน้ำและที่เช็ดมือมาให้ ต้องรีบๆดูเมนูว่าจะกินอะไร พวกซะระริมัง ก่อนเข้าร้านจะรู้ว่าจะกินอะไร พอพนักงานเดินเอาน้ำมา เขาก็สั่งเลย เพราะพวกผู้ชายเข้าร้านไหนก็จะสั่งของเดิมๆที่เคยสั่ง ไม่มีการเปลี่ยน ไม่เรื่องมากเท่าผู้หญิง

        แล้วอาหารก็มาภายในไม่กี่นาที บางทียังไม่ทันนั่งกินน้ำจนหมดแก้ว อาหารมาแล้ว ต้องรีบๆเคลี่ยร์พื่้นที่ให้เขาวางถาด เพราะส่วนใหญ่ทำไว้ล่วงหน้ายิ่งถ้าเป็นอาหารชุดกลางัน แต่ถ้าร้านโซะบะ บะหมี่จะนานหน่อย แต่ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว เวลายกมาจะต้องพูดสำนวนนี้ ทั้งที่ไม่ได้ทำให้รอคอยอะไร แต่เป็นมารยาท เขาจะไม่ยกมาเฉยๆ ไม่พูดไม่จาแบบบ้านเราเด็ดขาด 

    คำถามที่อยากอธิบายก็คือ ทำไมในโรงพยาบาลในโตเกียวที่ไป ที่จังหวัดอื่นอาจจะต่างกัน เพราะเท่าที่อ่านที่เด็กวัด wantima เขียนมา รู้สึกร้านอาหารก็ยังเสริฟของไม่เหมือนกัน  

   การที่ไม่ใช้สำนวนนี้ ก็น่าจะเป็นเพราะ เราไปขอบริการจากหมอซึ่งมีความรู้ และเราต้องไปพึ่ง หมอถือว่า เป็นผู้มีความรู้ อาวุโสกว่า

      ไม่เหมือนไปกินข้าว หรือเวลานัดเพื่อน เวลาเจอหน้ากัน ถ้าอาจารย์ไปก่อน เพื่อนมาหลังจากนั้นไม่ถึงห้านาที เและยังไม่ถึงเวลานัด เพราะอาจารย์ไปก่อนเวลา เลยยืนรอ เพราะผิดนัดในญี่ปุ่น เขาเลิกคบเราแน่ พอถึงเวลานัดเพื่อนก็จะมา แล้วเพื่อนก็จะดวลสำนวนนี้ แล้วอาจารย์ก็จะดวลกลับตามที่ใส่ในคอมฯหัวสมองว่า ไม่เป็นไร ไปตามเรื่อง แล้วก็คุยเรื่องอื่น

    แต่ที่โรงพยาบาล เราไปใช้บริการ สถานภาพแตกต่างกัน และอีกอย่างถ้าเขาจะขอโทษก็คงเหนื่อยทีเดียว คงจะขอโทษไม่หวั่นไม่ไหว เพราะว่า ถึงเวลาหมอไม่มาก็บ่อยครั้ง หมอที่ไหน ทำตัวใหญ่โตทั้งนั้นค่ะ รอจริงๆบางทีนานทีเดียว สองชั่วโมง กว่าจะได้เจอหน้าหมอในญี่ปุ่นถ้าไปโรงพยาบาล พอเจอ หมอถามอาการไม่ถึงห้านาที ให้ยา แล้วก็จบเรียกคนไข้คนต่อมาได้เลย ไม่มีการขอโทษทั้งที่ผิดเวลานัดจริงๆ  ทั้งนี้เพราะถ้าไม่พอใจ ก็ไปหาหมอที่อื่น เขาไม่ง้อ และถ้าเกิดใช้สำนวนนี้ คนไข้ที่ฟังสำนวนนี้ เกิดตอบกลับด้วยความโมโห นางพยาบาลก็คงหน้าซีด และอาจมีมีเรื่องมีราว

    ดังนั้น ถึงได้บอกว่า คำทักทายในภาษาญี่ปุ่น อย่าได้ถือจริงจัง ฟังหูขวา แล้วปล่อยให้ทะลุหูซ้ายเลย แต่จำเป็นและสำค้ญเพราะใช้เป็นตัวหล่อลื่นที่ต้องใช้เท่านั้น ต้องใช้จนติดปาก ใช้จนขึ้นใจ ใครปากหนัก ใครไม่ใช้ ก็จะถูกหาว่าไม่มีมารยาท  แต่ในกรณีนี้ยกเว้น เสียใจด้วยนะคะเขาไม่ใช้กับคนไข้ค่ะ

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-06-12 04:36:44 อีเมล์ : IP : 71.190.36.100

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

                                     อ่านภาษาญี่ปุ่นสนุก 2 อีกซักรอบ ก็ให้สงสัยว่าการที่พนักงานผู้ให้บริการ คอยบริการลูกค้าแล้วมักจะใช้ประโยค ที่อาจารย์ยกตัวอย่าง หน้าที่ 80 ว่า

お待たせいたしました。โอะมะตะ เซะ  อิตะชิมะชิตะ  ใช้ได้กับเฉพาะร้านค้า หรือ บริการ อื่นๆ ที่ยกเว้นรพ.หรือปล่าวคะ  หรือ ถ้าเป็นคนไข้ที่มารอ   เราสามารถใช้เหมือนกันกับห้างร้าน หรือ บริการต่างๆ ได้หรือไม่คะ 

                                                                                                                       ขอบคุณค่ะ

                                                                                                                                maya

โดย : maya วันที่ : 2009-06-12 00:37:22 อีเมล์ : IP : 112.142.62.83

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

(เด็กวัด maya) ที่นี่จะมีแบบฟอร์มแต่มีเฉพาะอังกฤษกับไทยค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) คิดว่า ถ้าโรงพยาบาลมีแขกชาวญี่ปุ่น หรือชาวอะไร ที่จริงต้องมีการพยายามทำแบบฟอร์มเป็นภาษาญีปุ่น หรือภาษาอื่นที่เขามาใช้บริการ

คงจะต้องมีคนที่ริเริ่ม เพราะจะได้มีระบบ และข้อมูลพื้นฐาน ชื่อนามสกุล วันเดือนปีเกิด อะไรก็ตาม แค่นั้น คนไข้ก็คงสบายใจว่า มาแล้วมีอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราว

     วันนี้เราออกไปตระเวณหาหมอเพื่อจะเลือกว่าจะเอาหมอที่คลินิกไหนเป็นหมอประจำ ก่อนไปก็ศึกษาประวัติจากข้อมูลที่เขาให้มาจากรายชื่อหมอต่างๆเอง ถามคนดูบ้าง แต่ที่สำคัญที่สุด เราต้องการหมอแบบไหน เราให้คำตอบตัวเองได้ เพราะทุกคนไม่เหมือนกัน

       เพราะที่นี่เขาจะมีข้อมูลเกี่ยวกับหมอให้ฟรีหรือไม่ก็ต้องจ่ายเงินสี่ร้อยบาทเพื่อขออ่านข้อมูลรายละเอียดหมอเพราะบริษัทข้อมูลเก็บไว้

       คลีนิกหมอบางคนโลเท็กก็จะไม่มีข้อมูลอะไรให้ ก็เสียผลประโยชน์ เราก็ไม่อยากไป ถ้าเขาไม่มีข้อมูลอะไรให้เรา แล้วก็เลือกออกมาได้หกแห่ง แวะไปเพียงแค่ที่คลินิกก็เห็นความแตกต่าง และความคล้ายคลึงกันพอสมควร คือคุณภาพสูสีไม่ได้ดีกว่ากันของคลีนิกทางฝั่งตะวันออก ทำให้คิดถึงสมัยตัวเองเด็กๆอยู่เมืองไทย มีร้านหมอและผู้ช่วยรับคนไข้ บรรยากาศ เทียบกับแถวฝั่งตะวันตกไม่ได้

     ที่นี่ยังเห็นใช้แฟ้มคนไข้ใส่ไฟล์ ในขณะที่โรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯหมอเราก็พัฒนามากข้อมูลในคอมฯ รพ ที่เรารับการรักษาก่อนมาก่อนมาที่ลองไอแลนด์ นิวยอร์ค ไม่ต้องใช้กระดาษเลย ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในคอมฯ หมอมาตรวจก็จะต้องเข้าไปอัพเดท และดูข้อมูลเรา

      แต่มาที่นี่ ลองไอแลนด์ เราสองคนก็คงจะเรียกว่าอยู่ในสภาพ culture shock เพราะหมอก็ยังเป็นหมอที่รักษาทุกวัน ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้น ไม่มีอีเมล์ ไม่ใช้คอมฯ

       นี่ค่ะ อีกมุมหนึ่งอเมริกา  คุยกับคนที่นี่หลายคนแล้ว ไม่เคยเดินทางไปทางฝั่งตะวันตก เพราะจะพูดไป อเมริกา ห้าสิบรัฐก็ไม่ต่างอะไรกับห้าสิบประเทศ เหมือนมาประเทศใหม่ค่ะ ดังนั้นคนไทยที่ไม่เคยไปเมืองนอกก็ไม่ต้องเสียใจ คนอเมริกาที่ไม่เคยเหยียบไปรัฐอื่นก็ยังมีเยอะแยะค่ะ อย่าว่าแต่ต่างประเทศเลย

   พอแวะเข้าไปในคลีนิก เห็นพนักงานทำงานในคลีนิกสี่คน เห็นเราเข้าไปยืนอยากจะถามข้อมูล พนักงานสาวที่นั่งทำงานที่ตรงหน้าเรา ทำงานต่อไปเหมือนไม่เห็น ไม่รู้ว่าเราเข้ามา ก็ใจเย็นยืนอยู่ ดูว่าเมื่อไรสาวจะพร้อมเงยหน้ามา หวัดดี คุยกับคนที่เข้ามาไหม ไม่เลย เราก็เลยพยักหน้า รู้กัน ออกเลยไม่ต้องสงสัย

แล้วก็ไปดูสภาพคลีนิกอีกหลายแห่ง ส่วนมากยังโลเทค ไม่ค่อยสะอาดเหมือนฝั่งตะวันตก แต่ที่สำคัญคือ พนักงานที่ทำงานร้านนั้นเป็นยังไง เพราะเหมือนเข้าร้านอาหารพนักงานเสริฟหน้าหงิก แค่เห็นหน้าก็อิ่มกินไม่ลงแล้ว

    แล้วเราก็เจอร้านที่ก่อนไปโทรไปคุยก็รู้ว่า ทำงานด้วยใจรัก คุยด้วยให้ข้อมูล และเข้าใจว่าเรามาใหม่ แวะมาเลย จะได้ช่วยได้ เป็นต้น พอเจอตัวเป็นคนอเมริกันเกาหลี แต่พูดภาษาเกาหลีไม่ได้ กระฉับกระเฉง คลีนิคหมอก็สะอาดสะอ้าน แต่จะเป็นยังไงยังไม่รู้ อาทิตย์หน้านัดหมอแล้ว เพราะเห็นว่าดีที่สุดเท่าที่ตระเวณมาก ระบบเก็บแฟ้มแม้จะเหมือนกันคือใช้แรงงานไม่ได้ใช้คอมฯ แต่พนักงานในร้านใช้คอมฯจัดระบบการนัดหมอ ก็ยังดีกว่าร้านอื่น

เราก็เลยตกลงใจ เอาหมอคลีนิกนี้ และถามอะไรรู้เรื่องมีข้อมูล พร้อม หาคำตอบและเขียนให้เรียบร้อยรวดเร็ว

ต่างกันเยอะกัน ยิ่งที่นี่ การแข่งขันสูง แต่ระบบที่นี่ยังแย่ แถมบ้านเราเอาระบบของอเมริกาไปใช้ ก็ยังเหมือนสมัยเด็กๆเราต้องไปหาหมอคลีนิกแล้วถ้าเป็นอะไรหมอก็จะส่งไปให้หมออืนตามที่ตัวเองรู้จัก

ไม่เหมือนที่ทางฝั่งตะวันตกเป็นระบบง่าย สะดวก แต่ค่าประกันสุขภาพแม้จะแย่กว่า แต่ราคาแพงจริงๆแพงกว่าฝั่งตะวันตกทั้งที่ไม่เป็นระบบนัก

ระบบเป็นเรื่องสำคัญ บ้านเราคงทำได้ยาก แต่ก็ทำได้แล้วและพัฒนา ก้าวหน้ากว่าที่นี่มาก ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนดีๆที่มีชื่อเสียงที่อาจารย์ไปใช้บริการ  ทุกอย่างสะดวก และเป็นระบบ แต่นางพยาบาลก็ยังมีหลายประเภทแต่ก็ดีกว่าที่อื่นเยอะค่ะ แต่แน่นอนเป็นธุรกิจ ไม่มีเงินก็อย่าได้คิดไปหาหมอที่นั้นเลย ไปรับเอาระบที่แย่ คือ ระบบประกันสุขภาพที่แสนจะแพง คนที่ไม่มีเงินก็เลยไม่มีประกันฯเต็มไปหมด

        ที่โรงพยาบาลบ้านเรา แม้จะที่ต่างจังหวัด น่าจะมีคนริเริ่มทำอะไรที่เป็นระบบ จะได้ไม่ต้องเสียเวลามานั่งอธิบายเรื่องที่ไม่สำคัญ เช่นกรอกชื่อพวกนี้ แล้วเอาเวลาไปซักถามประวัติน่าจะดีกว่ามั้ยคะ

ตอนนี้เหมือนมาอยู่ต่างจังหวัดไทย ไม่ได้มีความรู้สึกว่าอยู่อเมริกาเลย เพราะคนยังห่างไกลจากเมืองใหญ่ แม้จะมีร้านขายของต่างๆก็ตามค่ะ ยังมีเรื่องที่จะต้องเรียนรู้อีกเยอะค่ะ

มีความเห็นยังไง แลกเปลี่ยนกันได้ค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-06-09 12:06:34 อีเมล์ : IP : 71.190.36.100

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

                      ไม่มีเอกสารเป็นภาษาญี่ปุ่นค่ะอาจารย์ ด้วยเหตุผลบางอย่างก็เลยเป็นปัญหาให้ต้องปวดหัวพอสมควรค่ะ เพราะเหตุผลนี้ด้วยค่ะ ก็เลยต้องเข้ามาเรียนรู้และมาแลกเปลี่ยน ค้นคว้า ทุกวันนี้เปลี่ยนความคิดจากการอยู่เวรว่าเหนื่อยและเบื่อเป็นการมาให้ และ ช่วย ก็เลยรู้สึกมีความสุขค่ะ  ประเด็นหลักคือ คนที่มารับบริการเรานั่นแหละค่ะอาจารย์เห็นใจเค้าค่ะ สำหรับเอกสารก็มีที่สำคัญคือ ชื่อ สกุล ที่อยู่ เบอร์โทรที่สามารถติดต่อได้ แพ้ยาหรืออาหารอะไรมั้ย และ หมายเลขพาสปอร์ต และอาการสำคัญคืออะไร หลังจากกรอกเสร็จต่อไปก็เป็นหน้าที่ของพยาบาลซักประวัติค่ะ มีบ้างค่ะที่มีคนที่สามารถสื่อสารกับเค้าได้มาส่ง สำหรับความรู้ที่ได้จากการเรียนกับอาจารย์สามารถช่วยได้มากค่ะ  ขอบคุณอาจารย์ทุกครั้งที่ได้รับคำตอบ และ ขอบคุณอาจารย์สำหรับความตั้งใจที่จะทุ่มเทตรงนี้ให้กับทุกคนที่เข้ามาเรียนค่ะ

                                             maya 

โดย : maya วันที่ : 2009-06-08 22:03:16 อีเมล์ : IP : 112.142.56.200

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ถ้ามีแบบฟอร์มพิมพ์เป็นภาษาญี่ปุ่น ไทย และอังกฤษ ออกมาก็ไม่ต้องยุ่งยาก เพียงแต่เช็กว่า มาแล้วกรอกเรียบร้อยหรือเปล่า ไม่ต้องมาพูดทุกครั้งเสียเวลา แบบฟอร์มที่ใช้เป็นยังไงคะ ในเมืองไทย ไม่เคยเห็น เพราะไม่ต้องใช้เวลาที่โทรจองหมอ มีแต่ต้องเช็กว่า ร่างกายมีโรคประจำตัว หรือแพ้ยาอะไร

แต่ที่สำคัญที่เราพูดถึง คือ ชื่อที่อยู่ อะไรต่อมิอะไรที่เขียนไปถูกต้องมั้ยคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-06-08 09:27:33 อีเมล์ : IP : 71.190.36.100

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

                     ที่นี่จะมีแบบฟอร์มแต่มีเฉพาะอังกฤษกับไทยค่ะ ดังนั้นจึงต้องแนะนำว่าเค้าควรเขียนอะไรบ้างซึ่งถ้ามาครั้งแรกส่วนใหญ่ก็จะขอรายละเอียดที่จำเป็นและถูกต้องจริงๆ แต่ครั้งต่อไปก็ไม่ต้องแล้วค่ะ ถ้าต้องการมาโดยมีการregisterไว้ก่อนก็ได้ค่ะ  แต่สำหรับครั้งแรกปัญหาอยู่ที่นี่แหล่ะค่ะอาจารย์ว่าต้องเข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ที่ทำเรื่องregisterเค้าขอให้เราช่วยถามคนป่วยให้ด้วย หลายต่อหลายครั้งที่พบปัญหาเรื่องภาษาที่จะสื่อสารค่ะ (แต่ตอนนี้มีนโยบายให้เรียนรู้กันทุกคนค่ะ ชอบให้ถูกบังคับมังคะ) เมื่อเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาพบพยาบาลและหมอค่ะ 

                                                              

                                                                     

โดย : maya วันที่ : 2009-06-08 09:08:52 อีเมล์ : IP : 112.142.120.194

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ทียกมาไม่ผิด ใช้ได้ แต่คนญี่ปุ่นเขาไม่ใช้กัน เพราะมันแปลกๆ

ก่อนจะตอบขอถามคำถามดังนี้นะคะ

ที่โรงพยาบาลไม่มีแบบฟอร์มให้กรอกหรือคะ เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เพศ วัน เดือนปีเกิด และแผนกที่คนไข้จะมารับการรักษา

เพราะที่ญีป่น ไปถึงก็ต้องกรอกให้เรียบร้อยก่อนจะไปรับการรักษา และที่เมืองไทย ตอนอยู่กท ไม่ต้องทำอะไร เพราะโทรนัดล่วงหน้า ถึงเวลา เขาก็มีประวัติพร้อม แล้วก็เรียกเข้ามาหาหมอในห้อง

ไม่ทราบต่างกันยังไง ช่วยอธิบายหน่อยได้มั้ยคะ

ขอบคุณค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-06-07 23:10:13 อีเมล์ : IP : 71.190.36.100

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

                      มีโอกาสถกเถียงกันกับอาจารย์หมอเรื่องภาษาญี่ปุ่นในการนำเอาการร้องขอซึ่งมีการใช้ในหลายกรณี เช่น การขอให้คนป่วยที่กำลังกรอกข้อมูลให้ช่วยกรอกที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ให้ด้วย ในขณะที่กำลังเรียนรูปประโยค ーてくでさいกันค่ะ ว่าshorui o kaite kudasai และต่อด้วย denwabango wa nanban desuka อาจารย์ก็บอกว่าทำไมไม่ใช้ประโยคที่ว่า denwabango wa oshiete kuremasenka ก็เลยบอกว่าคิดว่าที่ใช้ denwabango wa nanban desuka เพราะเราไม่ได้รู้จักกันส่วนตัวแต่เพราะทำหน้าที่ ก็คิดว่าไม่น่าจะผิดใช่มั้ยคะอาจารย์( แต่สำหรับประโยคของอาจารย์นั้นเป็นการพูดที่สุภาพกว่า)

                                                      ขอบคุณค่ะอาจารย์

โดย : maya วันที่ : 2009-06-07 20:33:50 อีเมล์ : IP : 114.128.111.149

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

                           ขอบคุณค่ะ อาจารย์

                                  

โดย : maya วันที่ : 2009-05-30 22:25:55 อีเมล์ : IP : 114.128.182.213

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ เด็กวัด maya

お名前をよびますので、少々お待ちください。

onamae o yobi masu node shoo shoo omachi kudasai.

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-05-30 22:03:17 อีเมล์ : IP : 71.190.36.100

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์  

ขอเรียนถามอาจารย์ว่าการที่เราจะใช้ประโยคที่ว่า   名前  をよびますからちょっと待ってください。เป็นการบอกว่า กรุณาคอยสักครู่ เพื่อรอการขานชื่อ นี้จะเหมาะสมที่จะใช้พูดเพื่อบอกคนไข้ได้ไหมคะอาจารย์  หรือ ว่าประโยคนี้ไม่เหมาะที่จะใช้เลย  แล้วที่ถูกต้องควรจะเป็นประโยคใดดีคะอาจารย์

                                                               マヤー

                                            

โดย : maya วันที่ : 2009-05-30 21:21:52 อีเมล์ : IP : 114.128.182.213

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

(เด็กวัด maya) หนูคิดว่าถ้าเป็นบ้านเรารับรองคนไข้ไม่ได้พักหรอกค่ะ แล้วก็อาจจะนอนรพ.หลายวันด้วยเพราะ ต้องรับแขกที่มาเยี่ยม สำหรับคนเยี่ยมก็แสดงความมีน้ำใจ ไปเยี่ยมให้ได้เผื่อว่าคราวหน้าฉันเป็นอะไรเธอจะได้มาเยี่ยมฉันด้วย(บอกเป็นนัยๆ) จะห้ามหรือก็จะกลายเป็น Talk of The Town ว่าสงสัยเป็นอะไรที่เปิดเผยไม่ได้แน่ๆ หรือเป็นโรคร้ายแน่ๆเลย  นี่คงเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่พบเห็นค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) 'ถ้าเป็นบ้านเรารับรองคนไข้ไม่ได้พักหรอก'

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ขออ้างอิงประสบการณ์ที่จากเมืองไทยไปใช้ชีวิตญี่ปุ่น บินกลับไปเยี่ยมคุณพ่อที่ผ่าตัดเพราะมะเร็งลำไส้ใหญ่ กลับไปเมืองไทย เช็กเข้าห้องพักรพ อยู่กับพ่อ ตกใจเห็นคนมาเยี่ยมไม่หยุด คุยกับพี่ ก็ไม่สื่อเพราะอยู่เมืองไทยเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แขกมาเยี่ยมอย่างเดียวไม่พอ ถามคำถามซ้ำๆซากๆว่า อาการดีขึ้นมั้ย อาการเป็นยังไง พ่อซึ่งยังมีสายยางต้องมาตอบ ทั้งที่ไม่ควรจะปล่อยให้คนเข้าเยี่ยมแต่บ้านเรา เดินขบวนมาไม่หยุดเลย

ไม่ได้พักผ่อน เพราะพอมา พี่ก็จะปลุกพ่อคือ เป็นประเพณีให้คนไข้รู้ว่า มีเพื่อนมาเยี่ยม ไม่ได้เรื่องเลย

(เด็กวัด maya) แต่ถ้าเป็นสังคมญี่ปุ่น หนูคิดว่าเขาคงไม่อยากรบกวนใคร หรือเป็นภาระ ให้ใครมาเยี่ยม และ ความรับผิดชอบเรื่องที่เป็นส่วนตัวจะรวมไปถึงความเป็นครอบครัวของเขาด้วย การเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ไม่น่าพิสมัย และ เครียดอยู่แล้ว  ยิ่งถ้าต้องนอนรพ. ก็กังวลมากอยู่แล้วค่ะ  ถูกต้องค่ะ คนญี่ปุ่นเขาจะไม่เข้า

(ครูประจำชั้นปรียา) ถูกต้องเลยค่ะ ไม่อยากรบกวนทำให้ใครไม่สบายใจ ต้องแวะมาเยี่ยม และยังเป็นเรื่องที่ทางโรงพยาบาลเองไม่สนับสนุนให้มาเยี่ยม ยิ่งคนไข้ที่ผ่าตัด หรืออาการหนัก ถ้าเบาๆอยากมาก็ได้

อาจารย์เองฟังจากน้องที่เข้าโรงพยาบาล ถามว่าคนวิ่งมาเยี่ยมเยอะไหม น้องว่าไม่ได้บอกใคร บอกเฉพาะหัวหน้า และน้องชาย และคนในบ้านเท่านั้น ฟังแล้วสบายใจ

น้องบอกว่า แค่ตัวเองต้องผ่าตัดก็จะแย่อยู่แล้ว คนมาทีก็ต้องคอยดูว่า เสื้อผ้าเรียบร้อยหรือเปล่า แล้วก็เพลียอยากนอน มาถึงก็ถามคำถามที่สร้างความเครียดมากขึ้น

สมัยคุณพ่อที่ป่วยในโรงพยาบาล ตกใจค่ะ ไม่เข้าใจ คุณพ่อนอนอยู่แต่ญาติพี่น้องที่มาเยี่ยม มาดูหน้าเป็น

พิธ๊แล้วก็จับกลุ่มกันคุยและกิน  อยากให้โรงพยาบาลบ้านเรามีมาตราฐานกว่านี้ คนไข้ที่ผ่าตัดควรจะให้พักผ่อนมากๆ พอพ้นอันตราย จะมาเยี่ยมก็ต้องมีป้ายเขียนว่า คนไข้ต้องการพักผ่อน หรือทำให้คนที่อยากไปเพราะกลัวจะหาว่าไม่มีน้ำใจได้รู้จักมารยาทพวกนี้จะดีทีเดียว

ไม่ใช่ให้วิ่งเข้าออกเหมือนสวนสัตว์ไปชมคนป่วย มีน้ำใจเข้าใจ แต่รอไปเยี่ยมตอนที่หายดีแล้วน่าจะดีกว่า หรือโทรไปหลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้วน่าจะเหมาะสมมากกว่า หรือส่งการ์ดไปก็ได้ ไม่ต้องวิ่งกันวุ่นเต็มไปหมด เห็นแล้วคนธรรมดายังเหนื่อยแทนคนป่วยที่นอนบนเตียง

เพราะคนที่มีคุณพ่อนอนป่วยอยู่ก็เครียดอยู่แล้ว แล้วยังต้องมาคอยรับแขก

อีกอย่างที่ญี่ปุ่น เขาแทบจะไม่บอกใครเลย  ถ้าในบ้านมีใครไม่สบาย พอหายเขาอาจจะบอกหรือไม่บอกก็ได้ และยังห้ามวิ่งหาซื้อดอกไม้ไปให้ เพราะต้องถามก่อนว่า คนไข้รายนี้ ถ้าจะซื้อดอกไม้เวลาไปเยี่ยมได้มั้ยอีกด้วย เพราะกลัวติดเชื้อ หรือเกสรต่างๆที่คนไข้อาจจะแพ้ก็ได้

อีกอย่างคนที่ไปเยี่ยมก็เครียดเพราะธรรมดา การไปโรงพยาบาล จิตใจคนไปก็ไม่ค่อยจะลงตัวอยู่แล้ว ไม่ว่าจะไปตรวจหรือทำอะไรก็ตาม ดังนั้น เรื่องจิตวิทยาพวกนี้จึงสำคัญ แต่ดีใจมากที่กรุงเทพฯมีโรงพยาบาลที่ดีมาก เข้าไปแล้วไม่รู้สึกว่า นี่คือ โรงพยาบาล เพราะกลิ่นยา และบรรยากาศ มีต้นไม้ดอกไม้ ทำสวยงาม ทำให้สดชื่นมากค่ะ

แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะคะ จะได้มองปัญหากันหลายๆแง่มุม

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-05-26 21:23:01 อีเมล์ : IP : 71.190.35.105

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

                      หนูคิดว่าถ้าเป็นบ้านเรารับรองคนไข้ไม่ได้พักหรอกค่ะ แล้วก็อาจจะนอนรพ.หลายวันด้วยเพราะ ต้องรับแขกที่มาเยี่ยม สำหรับคนเยี่ยมก็แสดงความมีน้ำใจ ไปเยี่ยมให้ได้เผื่อว่าคราวหน้าฉันเป็นอะไรเธอจะได้มาเยี่ยมฉันด้วย(บอกเป็นนัยๆ) จะห้ามหรือก็จะกลายเป็น Talk of The Town ว่าสงสัยเป็นอะไรที่เปิดเผยไม่ได้แน่ๆ หรือเป็นโรคร้ายแน่ๆเลย  นี่คงเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่พบเห็นค่ะ แต่ถ้าเป็นสังคมญี่ปุ่น หนูคิดว่าเขาคงไม่อยากรบกวนใคร หรือเป็นภาระ ให้ใครมาเยี่ยม และ ความรับผิดชอบเรื่องที่เป็นส่วนตัวจะรวมไปถึงความเป็นครอบครัวของเขาด้วย การเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ไม่น่าพิสมัย และ เครียดอยู่แล้ว  ยิ่งถ้าต้องนอนรพ. ก็กังวลมากอยู่แล้วค่ะ 

                      คำตอบที่ถูกต้อง คงฝากไว้กับอาจารย์(อีกแล้ว)ค่ะ

                                                             マヤー

โดย : maya วันที่ : 2009-05-26 19:07:46 อีเมล์ : IP : 117.47.229.31

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

เป็นคำถามที่ดีมาก ที่อาจารย์เองคิดว่า คนไทยจะต้องเข้าใจสังคมญี่ปุ่น ตัวอาจารย์เองขอเล่าประสบการณ์ที่ได้โดยตรงแล้วขอให้คิดกันว่าทำไมนะคะ

ตอนที่อาจารย์อาศัยอยู่กับพ่อบ้านแม่บ้านญีปุ่น ตอนที่คุณแม่เข้าโรงพยาบาลผ่าตัดกระเพาะ เพราะเป็นแผลในกระเพาะ ภรรยาที่ดีต้องรอสามีกลับบ้าน แล้วค่อยทานข้าว ซึ่งก็ไม่เป็นเวลา ส่วนใหญ่หลังสี่ทุ่ม พอนานๆเข้า กระเพาะมีแผลจนมีรูพรุนต้องตัดกระเพาะออก เพราะอาเจียรออกมาเป็นเลือด เห็นเล่าให้ฟัง แล้วก็ส่งโรงพยาบาล

ตอนนั้นอยู่ที่บ้านโอะคาซัง ถามคุณพ่อว่า โอะคาซังเป็นยังไงและนอนพักที่โรงพยาบาลอะไร คุณพ่อบอกว่า ตอนนี้เข้าโรงพยาบาล เล่าให้ฟัง แต่ไม่ยอมบอกว่า พักที่โรงพยาบาลไหน และบอกว่า ไม่ได้บอกใครนอกจากพี่ชาย เพราะต้องการให้โอะคาซังพักผ่อนไม่ให้คนเยียมเพราะผ่าตัด

อาจารย์ตอนนั้นยังเป็นห่วงและเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยมโอะคาซัง ลูกๆทั้งสองคนก็ไม่ได้ไปเยี่ยม คือ ไม่ให้ลูกที่ยังเป็นเด็กไปเยี่ยม และอาจารย์ก็อาศัยอยู่กินที่บ้านนั้น แต่ก็ไม่ให้ไปเยี่ยม เรารับได้มั้ย และขอให้เราช่วยกันคิดว่า ทำไมเขาทำแบบนั้น เพราะอะไร ดีมั้ยคะ เป็นการแลกเปลี่ยนความนึกคิด

ถ้าบ้านเราจะทำแบบนี้หรือไม่ และเรามองเหตุการณ์ที่เกิดนี้ยังไง

แล้วค่อยมาคุยกันต่อดีมั้ยคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-05-26 14:10:12 อีเมล์ : IP : 71.190.35.105

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา และเพื่อนเด็กวัดทุกคน

                            สังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูงจากข่าวเด็กชายที่ตามหาคุณพ่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเข้าถึงความเป็นส่วนตัวของเขามากเกินไปซึ่งแตกต่างจากสื่อของญี่ปุ่นเองที่ระมัดระวังอย่างมาก และ ตามมาด้วยความสงสัยว่า ถ้าเป็นเรื่องของการเจ็บป่วย เมื่อเราพบว่าคนญี่ปุ่นที่เรารู้จัก(ไม่คุ้นเคย) เจ็บป่วย เราสามารถเยี่ยมเยียนเขาได้เหมือนกับที่คนในสังคมบ้านเราทำกันอยู่ และ คิดว่าเป็นการไปให้กำลังใจ   หรือว่าไม่เหมาะสมเลยคะ อาจารย์ 

                                                        マヤー

โดย : maya วันที่ : 2009-05-23 16:10:57 อีเมล์ : IP : 117.47.217.54

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

อาจารย์เอาไปโพสใหม่เพราะเป็นเรื่องสำคัญอยากให้ทุกคนเรียนและอ่านกันทั่วถึงค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-05-08 22:02:27 อีเมล์ : IP : 71.190.35.105

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

                      วันนี้ขอถามอาจารย์เรื่องใกล้ตัวนี่แหละค่ะ  ชื่อห้องเรียนอ่านเป็นภาษาไทยว่า อิเคบะนะ

แต่ภาษาญี่ปุ่น มี  活花  /  生け花 /  生花   ความหมายคือการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่นทั้งหมด

คำถามต่อไปคือ  การเขียนด้วยฮิรางานะ นั้น คือ   いけばな   แต่   花  เมื่ออยู่โดดๆ จะออกเสียงว่า ฮานะ

แต่เมื่อ มาเป็นคำว่า 生け花  กลับอ่านว่า อิ-เค-บะ-นะ  ค่ะ  เลยอยากเรียนถามอาจารย์ค่ะ

                                                                                 ขอบคุณค่ะ

                                                                                    まや

                       

โดย : maya วันที่ : 2009-05-08 10:21:46 อีเมล์ : IP : 222.123.19.49

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ขอขอบคุณเด็กวัด maya และเด็กวัดทุกคนที่ เอาเรื่องราวมาเล่าให้อาจารย์ฟัง ขอบคุณสำหรับน้ำใจ

ดีใจเสมอเมื่อรู้ว่า แต่ละคนพยายาม และทำหน้าที่ดีที่สุด คนต่างชาติมาถ้าเราต้อนรับเขาอย่างดี และเตรียมพร้อม เขาประทับใจ เขาก็เอาประเทศเราไปเล่าต่อ ว่า คนไทยเป็นคนที่โอบอ้อมอารี และมีน้ำใจ การต้อนรับก็อบอุ่น และทุกคนทำงานกันแข็งขัน

ใครมีเรื่องอะไรทั้งดี ไม่ดี อย่าลืมมาแบ่งปัน มาเล่ากันนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-05-07 23:30:27 อีเมล์ : IP : 71.190.35.105

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

                      อาจารย์คะ วันนี้งานที่หนูได้รับมอบหมายให้ต้อนรับ และ ช่วยดูแลอาจารย์หมอที่มาเยี่ยมที่รพ.เป็นไปด้วยดีค่ะ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำของอาจารย์อีกครั้งค่ะ  ถ้ามีโอกาสจริง คงจะได้ไปแลกเปลี่ยนหรือดูงานที่ไทเปบ้างค่ะ

                          どうもありがとうございます   

                            まや                                           

โดย : maya วันที่ : 2009-05-07 22:26:44 อีเมล์ : IP : 222.123.85.31

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัด maya

ไม่เป็นไรค่ะ อาจารย์บอกแล้วไงคะ โรงเรียนเด็กวัดปรียา ไม่ได้ปิดกั้นความคิดตัวเองว่าจะต้องอ่านแต่เรื่องญี่ปุ่น แต่จะเอาเรื่องที่น่าสนใจ เพื่อเราจะได้มีโลกทัศน์ที่กว้าง

ถ้าเราต้องแนะนำ ก็ต้องแนะนำให้เต็มยศ เช่น Dr. Huang fei แต่ถ้าเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และมีตำแหน่งเป็น professor ก็ต้องแนะนำให้เต็มยศ ตามมารยาท แต่เวลาคุยกันไม่ต้องเรียก กันเต็มยศ

แต่เอเชียติดรูปแบบ กันเหนียว เรียกตำแหน่ง และชื่อหลัง เช่น professor/Dr. Huang นามสกุลก็ได้ค่ะ

เรียกเกินความจำเป็น  ยังดีกว่า เรียกไม่ครบ เพราะบางคนติดรูปแบบมาก

ถ้าในอเมริกา เขาไม่เรียกกัน เพราะมีตำแหน่งกันสูงๆทั้งนั้น

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-05-06 23:27:31 อีเมล์ : IP : 71.190.35.105

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

              หนูคิดว่าวันนี้หนูจะไม่รบกวนอาจารย์ จะพยายามอ่านหนังสือของอาจารย์เป็นบทๆไปก่อนถ้าสงสัยหนูจะรบกวนถามอาจารย์

แต่วันนี้หนูมีปัญหารบกวนอาจารย์นิดนึงนะคะคือหนูได้รับมอบหมายให้ต้อนรับและดูแลอาจารย์หมอที่จะมาจากไต้หวัน แต่ท่านใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร หนูพบปัญหาว่าถ้าหนูต้องพูดสวัสดีทักทายท่านด้วยประโยคทั่วๆไป รู้สึกว่ามันยังไม่พอ หนูอยากจะเรียนถามอาจารย์ว่า เราต้องพูด สวัสดีเป็นภาษาอังกฤษ แล้วต่อด้วย Professor และ ตามด้วยชื่อของท่านใช่มั้ยคะ  หนูไม่รู้จะถามใคร หนูคิดว่าอาจารย์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของหนู ก็เลยขอถามอาจารย์ค่ะ  วันนี้ขอถามการใช้ภาษาอังกฤษเพราะหนูไม่ทราบค่ะ อาจารย์อย่าพึ่งเบรกว่าห้องเรียนภาษาญี่ปุ่น เธอ มาถามภาษาอังกฤษยังไงเนี่ย  おねがいしますプリヤ一せんせい。

                                         まや 

โดย : maya วันที่ : 2009-05-06 23:06:19 อีเมล์ : IP : 222.123.82.175

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

(เด็กวัด maya) ขอยกตัวอย่างนะคะ  บริเวณที่เค้าถามคือ บริเวณห้ามสูบบุหรี่อยู่แล้ว แต่ถ้าเค้าถามเราว่า

              ここで たばごをすってもいいですか。หนูคิดว่ายังไงก็ไม่ควรสูบบุหรี่ ณ บริเวณนี้

 (ครูประจำชั้นปรียา)  อ่านแล้ว ไม่ชอบเลย ไม่เคารพกฏเกณฑ์บ้านเราเลย ถ้าเป็นญี่ปุ่นไม่ต้อง และไม่กล้ามาถามหรอกค่ะ เรื่องแบบนี้ แกคิดว่าคนไทยคงจะตอบว่า ไม่เป็นไร เชิญเลย

ตอบเขาไปเลยนะคะ ว่า  いいえ、すってはいけません。แล้วก็ชี้ป้ายให้ดูด้วยเลย

อยู่ญี่ปุ่น เพื่อนต่างชาติทิ้งขยะผิด เอาทั้งถุงยกมาตั้งไว้หน้าห้องเลย คนไปใหม่ๆ เขาคิดว่าคุณต้องรู้ทุกอย่างถ้าไปประเทศเขาล

มาประเทศเรา กฏเกณฑ์ก็ต้องให้รักษาอย่างเคร่งครัดเหมือนที่เขาทำกับคนต่างชาติ และคนในบ้านเขา จริงมั้ยคะ ไม่มีคำว่าเกรงใจ คนไทยก็อย่าทำเสียเอง และบอกเขาว่า ไม่เป็นไร นะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-05-05 08:39:41 อีเมล์ : IP : 71.190.39.170

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ อาจารย์ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมากมาย ได้เข้าใจวิถีชีวิตและการอยู่ร่วมกันกับคนที่ต่างภาษาและวัฒนธรรมอย่างมากเลยค่ะ(ประมาณว่าคนญี่ปุ่นคบยาก)  แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติตามกฏหรือข้อห้ามถึงแม้จะเป็นคนชาติไหนก็ตาม  ถ้าประเด็นนั้นต้องบอก  

 ขอยกตัวอย่างนะคะ  บริเวณที่เค้าถามคือบริเวณห้ามสูบบุหรี่อยู่แล้ว แต่ถ้าเค้าถามเราว่า

              ここで たばごをすってもいいですか。หนูคิดว่ายังไงก็ไม่ควรสูบบุหรี่ ณ บริเวณนี้

      ถ้าพูดประโยคนี้ いいえすってはいけません。หรือ ต้องพูดว่า ここで すってはいけません。

                             จะถูกต้องหรือปล่าวคะอาจารย์  จะเลือกใช้ประโยคไหนดีคะอาจารย์

                                                                     ขอบคุณค่ะ

                                                                       maya

 

                  

โดย : maya วันที่ : 2009-05-05 00:04:01 อีเมล์ : IP : 117.47.127.54

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ แฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัดmaya

เล่าแบบนี้ อาจารย์จะได้ตอบให้ได้ เพราะไม่ชอบเขียนแบบไม่รู้เรื่องจริงๆนะคะ เรื่องบอกว่ากิน

(เด็กวัดmaya) สเด็กปลาแซลมอน แต่วันนั้นรู้สึกว่าเค็มกว่าปกติ.... หนูก็เลยถือโอกาสพูดภาษาญี่ปุ่นว่าวันนี้รู้สึกว่าปลาน่ะเค็มนะ  เค้าก็อุทาน อ้าๆ เค็มๆ หรือ เป็นภาษาไทยแล้วก็ถือโอกาสพูดภาษาไทยกับหนูว่าปกติคนญี่ปุ่นนะจะทานรสชาดอย่างนี้  ถือว่าปกตินะ ทานอย่างนี้ รสชาดอย่างนี้ เค้าก็บอก ขอโทษ ขอโพย ค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) ขอทำความเข้าใจนะคะ ที่กิน คิดว่าคงเป็นปลาแซลมอนแช่เกลือใช่มั้ยคะ ที่ขายตามร้านอาหารญี่ปุ่น ถ้าใช่ก่อนทำอะไร มันก็เค็มอยู่แล้ว เพราะแช่เกลือมาแล้ว อาจารย์ทานอาหารเช้าในโรงแรมชั้นหนึ่งในกรุงเทพฯ หรือในญี่ปุ่นจะมีอาหารเช้าญี่ปุ่น จะมีปลาแซลมอนย่างให้กิน เค็มแน่ค่ะ มากน้อยแล้วแต่ มือหนักหรือเบา

แต่เค็ม อาจารย์ไม่ค่อยกล้ากิน เพราะเค็ม แต่อยู่ญี่ปุ่นกินตอนเช้า เค็มๆชิ้นเล็ก ประหยัดก็ยังสองสามร้อยเยน

คนญี่ปุ่นไม่มีโอกาสได้กิน ปลาแซลมอนสดๆ เหมือนที่ขายในพารากอน หรือดีพาร์ตเม้นท์ในกรุงเทพฯ เพราะส่งจากนอร์เวย์ คานาดา เป็นต้น แพงมากๆ

ที่อเมริกาก็แพงค่ะถ้าแซลมอนสดๆ อาจารย์จะกินเป็นประจำ ย้ายมาที่นี่ ไปเสาะแสวงหาร้านที่ขายปลาราคาถูกกว่าหน่อยแต่อร่อยมาก เพราะของอเมริกาจากอลาสก้า ไม่ก็คานาดา  ครึ่งโลคิดเป็นเมืองไทย ขนาดถูกๆก็เกือบสี่พันบาท

ถ้าไม่ใช่ของสด ก็สุดวิสัย อย่าได้สั่งอีก เพราะมันเค็มค่ะ แช่เกลือเยอะ คนญีป่นขนาดแช่เกลือยังต้องคิดก่อนซื้อเพราะแพงสำหรับคนญี่ปุ่นค่ะ

(เด็กวัดmaya) ที่จะถามอาจารย์คือว่าร้านอาหารคนไทยที่เราไปทานบ่อยๆ หลังจากทานเสร็จก็ทักทายกันเป็นยังไงบ้างเราก็แสดงความคิดเห็นไปเหมือนการพูดคุยกันว่าอร่อยนะ จืดไป เค็มไป  ไม่ว่ากันบอกกันได้

(ครูประจำชั้นปรียา) นั่นเป็นแบบวัฒนธรรมไทย และเวลาจะติ จะชมก็ยังต้องระวังเรื่องคำพูด แม้ในบ้านเรา ยิ่งร้านเล็กถ้าไม่สนิทกัน เขาอาจจะด่าส่งก็ได้ อย่าคิดนำไปใช้กับคนญี่ปุ่น หรือร้านญี่ปุ่นเด็ดขาด

(เด็กวัดmaya) แต่ถ้าเป็นการพูดคุยในลักษณะเดียวกันนี้กับคนญี่ปุ่นแล้วเค้าจะคิดอย่างไร หรือรู้สึกอย่างไร  หรือ ว่าไม่ควรพูดเลยค่ะอาจารย์  (อาจารย์คงสงสัยว่าพูดไปแล้วจะถามทำไม คือ อยากจะเรียนรู้ค่ะว่าสิ่งที่เราถือเป็นเรื่องธรรมดา ในคนญี่ปุ่นเค้าจะคิดว่าธรรมดาหรือปล่าวค่ะ)

(ครูประจำชั้นปรียา) เด็กวัดmaya คงลืมไปนะคะว่า ที่เขาเข้ามาคุยก็เป็นเพียงมารยาทเท่านั้นที่เห็นคนไทยทำกัน  ถ้าในญี่ปุ่นเจ้าของไม่มีการมาพูดคุยกับคนกินนะคะ เรื่องนี้ชัดเจน พนักงานก็ห้ามมาคุยกับคนกิน หรือคุยส่วนตัวด้วยได้  นี่คือมารยาท นอกจากจะสนิทกันจริงๆ แต่ไม่มีการที่จะไปติว่าไม่อร่อยได้ มีแต่ต้องชมว่า อร่อย ตามมารยาท

ยิ่งราเมง หรือ โซบะ มันเค็มมากที่ขายในโตเกียว แต่คนญี่ปุ่นไม่กินน้ำซุปกัน เขารู้กันว่าเค็ม

อาจารย์ชอบกินซุปก็เลยต้องใช้ภาษาที่ระวังอย่างมาก รบกวนขอให้เขาช่วยทำรสอ่อน ก็เลยต้องกันเหนียว ว่ามีปัญหาเรื่องสุขภาพ กินเค็มไม่ได้ พนักงานก็จะเขียนจดเข้าไป

พอกินเสร็จอร่อยไม่อร่อย ต้องกล่าวขอบคุณก่อนออกจากร้าน คนที่มีมารยาทนะคะ ผู้ชายปากหนักจะมีเยอะ แต่ส่วนใหญ่จะพูดค่ะ 

ขอให้จำไว้ว่า คนญี่ปุ่นเขาแบ่งชัด คนขาย และคนกิน คนขายเขาไม่เหมือนบ้านเรานะคะ คิดว่าจ่ายเงินจะต่อว่าไม่อร่อยก็ได้ เพราะสังคมเขาละเอียดอ่อนเรื่องพวกนี้ ไม่อร่อย คราวหน้าก็ไม่ต้องไปกิน เขามีความภูมิใจในอาหารของเขาและไม่ได้มีความรู้สึกว่า ฉันจ่ายเงินจะว่าคนขายก็ได้ คนรวยและคนจนไม่แบ่งชัดเหมือนบ้านเรานะคะ ทุกคนส่วนใหญ่มีอะไรเหมือนๆกัน ต้องระวังคำพูด

อาจารย์มีร้านซุปเปอร์ฯมาส่งของให้สองอาทิตย์ครั้ง ไว้จะเล่าให้ฟังว่าทำไมจึงสร้างสัมพันธ์ได้

 ภาษาที่เขาใช้และที่อาจารย์ในฐานะคนที่อุดหนุนซิ้อของเขา ยังต้องสุภาพทั้งสองฝ่าย เพราะไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องของความภูมิใจที่เขาประกอบกิจการ และการให้เกียรติ์เขา

ในอเมริกา จะมีพนักงานถามเป็นประจำ อาหารเป็นยังไง จริงๆเขาก็ถามเป็นมารยาทอย่างนั้น ถ้าเอาจริง ก็คงกินไม่ได้สักร้าน

ทนได้ก็บอกว่า โอเค ทุกอย่างไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่ลงตัว ที่นี่เรื่องใหญ่ คือไม่ใช่มารยาท เช่น แฟนสั่งปลาหมึกทอด แต่เหนียวมาก กินไม่ได้ บอกพนักงาน เขาเอาของใหม่มาให้แต่ต้องอธิบาย ไม่เชื่อลองไปเคี้ยวดูนะ

แต่ไม่มีอะไรที่แย่เท่ากับการที่ไปกินร้านอาหารจีน เหมือนบ้านเราเลยนะคะ ในบะหมี่มีเศษเหล็ก ใจหายหมด

เรียกพนักงานมาดู เขาไม่ได้ขอโทษ แต่บอกว่า จะไปทำมาให้ใหม่ และบอกว่า จะให้เครดิตไว้ คราวหน้าเอามาจะได้กินฟรี

 คนจีนทำการค้าแบบคนไทย คือเรื่องเงินเรื่องใหญ่ ขี้เหนียว ไม่คิดหรอกความสัมพันธ์ คือ ไม่มีจิตวิทยา

   อาจารย์ก็เลยบอกว่า ต้องจ่ายเงินคราวนี้ทั้งที่มีเศษเหล็กมาให้ใช่ไหม แล้วเอาบัตรมากินฟรีคราวหน้าใช่ไหม เขาบอกว่า ใช่

อาจารย์ก็เลยบอกว่า เก็บบัตรฟรีนี้ไว้ให้คนอื่น เพราะคงไม่มากินที่ร้านนี้อีกแล้ว ขอบคุณมาก

ถ้าเป็นญี่ปุ่น ไม่เพียงแต่จะไม่เอาเงิน ต้องออกมาโค้งขอโทษ สิบทีได้มั้งคะ

 อย่าตีตัวสนิทกับคนญี่ปุ่นเพียงเพราะเขาเข้ามาทักทายคุยกับเรานะคะ เขาพูดตามมารยาท และอย่าลืมว่าเขาไม่ใช่คนไทยที่เราจะเที่ยวเอาคำพูด ความรู้สึกจริงๆไปใช้กับเขานะคะ เพราะเขาไม่เคยให้เราเห็นความรู้สึกจริงๆของเขา เขาคงตกใจว่า ทำไมเป็นแบบนี้

                      

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-05-04 22:15:57 อีเมล์ : IP : 71.190.39.170

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

                      ก่อนอื่นต้องขอโทษอาจารย์ค่ะ เรื่องมีอยู่ว่าไปทานอาหารที่เจ้าของร้านเป็นคนญี่ปุ่นและเค้าจะวางหนังสือพิมพ์ภาษาญี่ปุ่นไว้ในร้านถ้าใครจะหยิบไปอ่านก็หยิบได้ไม่ว่ากัน  วันที่ไปทานก็สั่งสเด็กปลาแซลมอน แต่วันนั้นรู้สึกว่าเค็มกว่าปกติ  หลังจากทานเสร็จ ชำระเงินแล้วจะเดินออกจากร้านเค้าก็ทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่นว่าขอบคุณมาก เพื่อนเค้าที่ชอบมานั่งคุยด้วยก็บอกว่าขอบคุณมาก เชิญมาทานอีก  หนูก็เลยถือโอกาสพูดภาษาญี่ปุ่นว่าวันนี้รู้สึกว่าปลาน่ะเค็มนะ  เค้าก็อุทาน อ้าๆ เค็มๆ หรือ เป็นภาษาไทยแล้วก็ถือโอกาสพูดภาษาไทยกับหนูว่าปกติคนญี่ปุ่นนะจะทานรสชาดอย่างนี้  ถือว่าปกตินะ ทานอย่างนี้ รสชาดอย่างนี้ เค้าก็บอก ขอโทษ ขอโพย ค่ะ

                      ที่จะถามอาจารย์คือว่าร้านอาหารคนไทยที่เราไปทานบ่อยๆ หลังจากทานเสร็จก็ทักทายกันเป็นยังไงบ้างเราก็แสดงความคิดเห็นไปเหมือนการพูดคุยกันว่าอร่อยนะ จืดไป เค็มไป  ไม่ว่ากันบอกกันได้

                      แต่ถ้าเป็นการพูดคุยในลักษณะเดียวกันนี้กับคนญี่ปุ่นแล้วเค้าจะคิดอย่างไร หรือรู้สึกอย่างไร  หรือ ว่าไม่ควรพูดเลยค่ะอาจารย์  (อาจารย์คงสงสัยว่าพูดไปแล้วจะถามทำไม คือ อยากจะเรียนรู้ค่ะว่าสิ่งที่เราถือเป็นเรื่องธรรมดา ในคนญี่ปุ่นเค้าจะคิดว่าธรรมดาหรือปล่าวค่ะ)

                      ต้องขอโทษอาจารย์อีกครั้งนะคะ ที่เล่าอะไร หรือถามอะไรเหมือนการพูดคุยทั่วๆไปไม่ได้ระมัดระวังน่ะค่ะ 

                                       ほんとうにすみません プリヤ一 せんせい 

                                                                                                                      maya 

                      

โดย : maya วันที่ : 2009-05-04 21:20:41 อีเมล์ : IP : 117.47.127.54

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ เด็กวัด maya

เวลาที่เขียนอีกอย่าง สำหรับคนที่ไม่ชิน เรามักจะเข้าใจของเราเอง ว่าเรื่องราวเป็นแบบนี้ แบบนี้ เช่นเดียวกับที่เราไปที่อำเภอหรืออะไรที่ เขาแต่ละคนเข้าใจกันแล้ว แต่เราเป็นคนนอกเราไม่เข้าใจ สิ่งเหล่านี้ เขาเรียกว่า คนที่อยู่ในวัฒนธรรมเดียวกัน สื่อกันได้ รู้เรื่องกันดี ไม่ต้องอธิบาย

ในกรณีที่เด็กวัด maya เขียนเล่ามา อาจารย์ฟังแล้ว เพอจะเดาได้ว่า

1. ไปทานอาหารญี่ปุ่น แต่ไม่ได้เล่ารายละเอียดว่า กินอะไรแล้วรสชาติมันเค็ม

2. คนที่คุยด้วยตกลงเป็นชาวญีปุ่น หรือชาวไทย กำกวมดีจัง แม้จะเดาออก แต่อยากให้เด็กวัด หัดการเขียนที่มีระบบ การเล่า เพื่อคนอ่านจะได้อ่านแล้วติดตามเรื่องได้ โดยที่ไม่ต้องสงสัยมาก เพราะอาจารย์เป็นคนที่สงสัยอะไรที่ไม่ชัดเจน ตอบให้ไม่ได้ค่ะ

       อยากถามอาจารย์ว่าการที่เราพูดเพื่อแสดงความคิดเห็น หรือ ออกความเห็นในขณะที่กับคนไทยด้วยกันก็จะคุยกัน บางทีเจ้าของร้านจะเข้ามาพูดคุยหรือถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็คุยกันไป แล้วกับคนญี่ปุ่นสำหรับเรื่องนี้เค้าคิดกันอย่างไรบ้างคะ    

   ช่วยเขียนมาเล่าให้เห็นภาพชัดเจนกว่านี้นะคะ เพราะอาจารย์ไม่ได้ไปด้วย ไม่รู้ว่า กินอาหารร้านประจำที่มีหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นให้ เจ้าของคนไทยหรือญี่ปุ่น แต่ทำอาหารไทย เป็นต้น แล้วคนที่เข้ามาคุยเป็นคนญี่ปุ่น หรือคนไทย คุยกันภาษาอะไร ไทยผสมญี่ปุ่น หรือญี่ปุ่นไทย อังกฤษ เป็นต้น

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-05-04 01:26:47 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

                      อีกแล้วค่ะอาจารย์  วันนี้ไปทานข้าวร้านประจำที่ไปทีไรต้องหยิบหนังสือพิมพ์เค้ามาอ่านทุกครั้ง(ก็เค้าอนุญาติเลยหยิบมา) หลังจากทานเสร็จแล้วเจ้าของร้านก็ทักทายก่อนออกจากร้าน อืม คิดว่าก็คุ้นเคยกันบ้างแล้ว (เพราะเวลาไม่ไปไหนไกลก็แวะร้านนี้ทุกครั้ง) ก็บอกว่าวันนี้รู้สึกรสชาดอาหารมันเค็มมากกว่าปกติ เจ้าของร้านกับเพื่อนๆเค้าก็ คุยด้วย แล้วก็บอกว่าปกติคนญี่ปุ่นจะทานประมาณนี้ หรือ ความหมายก็คือ กินเค็มอยู่นะ ปกตินะ อะไรประมาณนี้ค่ะ  แต่ก็ไม่ได้ถึงกับทะเลาะกันนะคะ พอเดินไปก็คิดไปพลางว่าจะพูดทำไมเราเนี่ยนะ  อยากถามอาจารย์ว่าการที่เราพูดเพื่อแสดงความคิดเห็น หรือ ออกความเห็นในขณะที่กับคนไทยด้วยกันก็จะคุยกัน บางทีเจ้าของร้านจะเข้ามาพูดคุยหรือถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็คุยกันไป แล้วกับคนญี่ปุ่นสำหรับเรื่องนี้เค้าคิดกันอย่างไรบ้างคะ     สงสัยว่าไปร้านเค้าอีกเค้าจะโกรธเรามั้ยน้อ เพราะเราชอบพูดตรงๆไปเลยค่ะ        

                                                                            ขอบคุณค่ะอาจารย์

                                                                                   maya 

โดย : maya วันที่ : 2009-05-03 22:47:40 อีเมล์ : IP : 117.47.227.112

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

อาจารย์ขอคุยให้เข้าใจนะคะ ไม่มีคำว่าซอกแซก คำว่า ซอกแซกใช้ในความหมายที่ไม่ดีนะคะ เด็กวัดไม่ได้ทำอะไรที่ไม่ดีนะคะ อาจารย์เพียงแต่แนะนำให้รู้ว่า อันไหนที่ไม่ต้องไปห่วงเพราะไม่ได้มีมาตราฐาน และไม่ใช่ภาษาที่สื่อกันทั่วไป อ่านได้ไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่

ส่วนที่ต้องมาอายอาจารย์ไม่ได้เข้าเรื่องเลยนะคะ อาจารย์อยากให้พวกเราปรับทัศนคติแบบเก่าๆแบบไทยๆ อายเมื่อทำอะไรที่น่าอับอาย แต่เรื่องของเรื่องคนที่ทำเรื่องที่น่าอับอาย กลับไม่รู้สึกอับอาย ศีลธรรมจรรยาหายหมด

เรื่องคำว่า ofukuro お袋(ふくろ)และ 母(はは)แม่ นั้นขอย้ายบ้านไปเล่าใหม่นะคะ เพราะยาวจังกระทู้นี้

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-05-03 04:20:27 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

 สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา 

      อาจารย์คะ หนูน่าจะเป็นฝ่ายขอโทษอาจารย์ที่ชอบถามอะไรซอกแซกไปหน่อยค่ะ แหะ แหะ

(หัวเราะ เพราะอายอาจารย์จริงๆ)วันนี้ เกือบจะไม่ได้หนังสือภาษาญี่ปุ่นสนุกเล่ม 7 แล้วค่ะเพราะพอไปถึงร้านเดินดูตามชั้นหนังสือหาหลายรอบกว่าจะเจอค่ะ เพราะเค้าไม่ได้จัดระเบียบหนังสือเลยก็ลุ้นว่าต้องหาได้ ต้องหาได้ ปรากฏว่าแยกอยู่คนละที่กับเล่ม 1-6 เลยค่ะอาจารย์  โห เหลือแค่ 2 เล่มเท่านั้น รีบคว้าทั้ง 2 เล่มเลยค่ะ เพราะ 1 เล่มสำหรับตัวเอง อีก 1 เล่มจะเอาไปฝากให้อาจารย์หมอค่ะ 

อาจารย์บอกว่าเห็นปกเล่มอื่นๆแล้วสะดุดตามากเลยก็เลยบอกอาจารย์ว่าจะซื้อเล่ม 7 ไปฝากนะคะ    

 อาจารย์คะมีศัพท์คำหนึ่งที่อ่านพบพอค้นหาความหมายแปลว่า แม่ค่ะ คำนี้ค่ะ 袋(おふくろ) 

ยังมีคำว่าแม่ ที่นอกเหนือจาก   母  ด้วยเหรอคะ  (ถามซอกแซกแบบนี้อาจารย์จะว่ามั้ยน๊า)

                                                                                  ขอบคุณมากค่ะ

                                                                                        maya

                                                                            

      

โดย : maya วันที่ : 2009-05-02 23:31:43 อีเมล์ : IP : 114.128.40.32

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

อาจารย์ต้องขอโทษ อาจารย์ก็เดาอ่านไม่ออกเหมือนกัน ว่าจะบอกอะไร เวลาจะอ่านคำพวกนี้ เรียนคำที่แน่นอนแล้วดีกว่านะคะ ไม่ใช่เรียนเอาคำที่เขาเขียนจากชื่อของคนไทย เพราะเขาก็เขียนตามที่พอจะฟังรู้เรื่องนะคะ

ไม่ใช่อะไรก็จะเรียนได้ เพราะอันนี้ เช่น ファラン คนญี่ปุ่นที่ไม่เคยไปเมืองไทย เขาอ่านได้แต่ไม่รู้ว่า มันคืออะไรนะคะ

カッパ kappa かっぱ (つ)จะซ้ำตัวก่อนหน้านั้น เช่น たった tatta

トムソン tomuson (Thompson) เวลาที่งง คิดเป็นฮิระงะนะ จะได้ไม่งง เช่น とんそん

คะตะคะนะ เอาตัวให้รอดก็ใช้ได้ค่ะเพราะคนญี่ปุ่นเอง มั่วดีจัง

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-05-02 08:24:50 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา      

 ต้องขอโทษอาจารย์ด้วยค่ะที่ไม่ได้ยกตัวอย่าง คือเวลาไปทานอาหารที่ร้านใกล้ๆบ้านมีหนังสือพิมพ์วางไว้เค้าก็เชิญหยิบไปอ่านได้และบอกว่าให้เอากลับไปอ่านด้วยนะ ก็อ่านได้บ้างไม่ได้บ้างเพราะส่วนมากใช้คันจิค่ะ แต่ก็สนุกดีค่ะ มีบางคอลัมน์ที่เค้าใช้คาตาคานะ เช่น  ファラン の L0NG STAY มีการเล่าเรื่องราวต่างๆที่ได้พบเห็นในบ้านเรา มีคอลัมน์โฆษณาอาหาร และ อื่นๆอีกมากมายให้อ่าน ปัญหาคืออ่านได้ช้าและ การอ่านไม่ลงตัวเหมือนเราอ่านทับศัพท์จากภาษาอังกฤษค่ะ

 เช่น パッソーンさん มี ทซึเล็ก 小さい  ก็เลยอ่านได้ว่าภัสสร  パッソภัส

ソーン สร  อาจารย์คะ แล้วถ้าชื่อสะกดด้วย ศ.ศาลาล่ะคะ จะรู้ได้อย่างไรคะ หรือต้องใช้ ソ゛ในการเขียนคะ

อีกตัวอย่างนะคะ オ厶ショプァー。ザミラなお。ザケイポン。サクラアシィアナァ。夕ブルッ。(こんにちは。私の名前はなおです。

日本からきました。お会いできてうれしいです。

おりがとうございます。) เข้าใจว่านอกวงเล็บเป็นการพูดด้วยภาษาท้องถิ่นของชนเผ่าหนึ่งแล้วผู้เขียน อธิบายคำพูดให้ในวงเล็บ ค่ะ  คือ อาจจะเป็นปัญหาที่ไม่สำคัญอะไร แต่พอรู้สึกติดๆขัดๆก็ทำให้หงุดหงิดพอสมควรค่ะอาจารย์   ก็อยากรบกวนขอคำชี้แนะ คำแนะนำเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ ก็ขอขอบคุณอาจารย์มากๆค่ะ

ถึงงานจะมากมาย แต่ก็ไม่อยากละเลยหรือทิ้งไปเพราะปัญหาเล็กๆค่ะ  (บางทีก็ปะปนระหว่างกับ ค่ะ)

                                                                                                      ขอบคุณค่ะอาจารย์

                                                                                                           maya

ต้องขอขอบคุณผู้เขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ ちゃーお(なお  さん)มา ณ.ที่นี้ด้วยค่ะ  

 

โดย : maya วันที่ : 2009-05-01 23:21:37 อีเมล์ : IP : 222.123.86.85

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

เวลาไม่เข้าใจอะไร ขอให้ยกตัวอย่างมาด้วย อาจารย์จะได้เข้าใจได้ว่า ไม่เข้าใจ หรือมีปัญหาตรงไหนนะคะ

โยะโระชิคุ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-05-01 01:03:44 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

                      หนูมีปัญหา(อีกแล้ว) เมื่อใดก็ตามที่อ่านคาตาคานะ จะพบปัญหาในการแยกแยะระหว่างシ (し) และ っ(ツ) ก็หงุดหงิดนิดๆค่ะ ไม่อยากท่องจำแต่อยากรู้ว่า อืม นี่คือ シ (し) และ นี่คือ っ(ツ)นะ

ในขณะที่มีพยัญชนะอื่นๆมาประกอบแล้วเป็นคำๆ ไม่ได้อยู่แบบโดดๆ มักจะสับสน

นิดเดียวแต่ก็หงุดหงิดได้นะคะอาจารย์ คนอื่นอาจจะไม่ได้เป็นปัญหา

แต่ถ้าเกิดเจอปัญหาแบบนี้แล้วจะแก้ไขอย่างไร หรือ อาจารย์มีคำชี้แนะอย่างไรค่ะ  ขอบคุณค่ะอาจารย์

                                                                                     maya

โดย : maya วันที่ : 2009-04-30 22:30:30 อีเมล์ : IP : 117.47.40.53

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

บ้านเราทำงานแบบแห้งชามน้ำชาม แต่ละคนไม่ได้ภูมิใจในงานที่ตัวเองทำ แล้วก็ไม่มีระบบ ไม่มีระเบียบ และที่สำคัญเขายังไม่รู้ว่า งานที่เขาทำคือ งาน 'บริการประชาชน' ในญี่ปุ่นสมัยก่อนพวกข้าราชการก็แย่ แต่พอตอนหลังเขาเอาจริง ไปอำเภอเป็นระบบรวดเร็ว ของบ้านเรา ไปกระทรวงต่างประเทศสมัยก่อน เสียทั้งวัน ตอนหลังไป เห็นมีระบบมากขึ้นยังดีใจ

ในอเมริกาแม้จะใช้ระบบเรียกเบอร์เพื่อไม่ให้แซงคิว แต่ก็ยังสูเสียกับเมืองไทยค่ะ เทียบกับญี่ปุ่นไม่ได้เลย

แต่ละคนทำกันอืดอาด คนที่มาก็ไม่รู้เรื่อง เขาทำเอกสารไว้ แต่ไม่ได้ใช้เป็นประโยชน์เลย พอไปแล้ว เขาบอกว่าไม่ได้ต้องแบบนื้ แบบนี้ แฟนไปแล้วก็เสียความรู้สึก ทำไมไม่เขียนให้มันชัดเจนว่า ในกรณีคนที่จะทำเรื่องนี้ จะต้องเตรียมเอกสารอะไร เห็นเตรียมทุกอย่าง คืออุดรู แต่ผลก็คือ เขาต้องการใบรับรองตอนซื้อรถตัวจริงมาให้ดู แม้จะมีหลักฐานอื่นๆ ก็เลยหน้าเหี่ยวกลับบ้าน เพราะใบพวกนี้บริษัทประกันรถเก็บไว้เป็นหลักฐาน เวลาไปที่ทำงานราชการที่นี่ หรือร้านต่างๆ เครียดค่ะ เพราะคล้ายบ้านเรามาก มีแต่คนประเภททำงานเอาเงินเดือน ทำแบบขอไปทีเยอะค่ะ

แค่เล่าก็เห็นภาพค่ะ กลับไปเมืองไทยที ต้องนับหนึ่งถึงสิบ แล้วยังมารยาทไม่ดีเยอะนะคะ ทำกับลูกค้าติดนิสัยแบบไทยๆ ถือว่าเขาต้องมาใช้บริการจะทำยังไงก็ได้ ต้องมีคนต่อว่า หรือถามเขาว่า ทำให้ชัดเจนกว่านี้คงจะดี ไม่งั้น ใครจะเห็น เราทำงานไม่เป็นระบบ อีกอย่างไปธนาคารขนาดมีเบอร์ ยังมีคนตัดหน้าเพราะรู้จักกับพนักงาน อาจารย์เอาเรื่องนะคะ เขาบอก นิดเดียวเอง ฉันก็นิดเดียว เข้าแถว แม้แต่ห้องน้ำ คนยืนเรียงกันทีละคนเห็นชัดจะได้เข้าง่ายไม่ต้องยืนออ แต่คนที่ไม่มีมารยาทเดินเข้ามา ห้องไหนว่าง เดินเข้าไปเลย บ้านเรายังขาดมากเรื่องพวกมารยาท หรือเสี่ยงชีวิตการข้ามถนนไฮเวย์ แบบที่นี่ก็ยังมีคนทำนะคะ แต่อย่างว่าบ้านเราไม่ได้ทำที่ข้าม เพราะคุณค่าชีวิตเราไม่เหมือนกันค่ะ

ทางข้ามม้าลาย ที่นี่มีที่ข้าม ต้องเดินไปอีกประมาณสิบก้าว สู้เสี่ยงกับความสะดวก ยอมตายดีกว่า คนประเภทนี้ยังมีอีกเยอะค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-30 22:27:00 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

                      อยากเล่าเรื่องให้อาจารย์ฟังค่ะ  เมื่อวานคุณแม่ท่านได้บอกว่าให้ช่วยทำธุระเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้ด้วยก็ต้องลางานแล้วไปสถานที่ที่กำหนดให้ เพียงแต่ให้นำเอาเอกสารตัวจริงไปให้ดูเท่านั้น คิดว่าไม่ยุ่งยากคงใช้เวลาไม่นานเมื่อไปถึงกลับกลายเป็นความวุ่นวาย  ชุลมุน เจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ถูกเจ้าหน้าที่เอ็ดตะโรว่าเขียนให้ดูแล้วทำไมไม่ดู  ก็คิดว่าเค้าเขียนอะไรไว้ที่ไหนเพราะโต๊ะที่เจ้าหน้าที่ใช้ก็เป็นโต๊ะพับที่ใช้ทำงานแค่ชั่วคราว เอกสารที่วางไว้มีคนมุงดูแทบมองไม่เห็น มีความสามารถพิเศษค่ะอาจารย์ถึงรู้ว่า อ๋อ  เค้าเอาเอกสารที่พิมพ์ด้วย font ประมาณ 36 Bold บนกระดาษ A4 แปะกาวแล้ววางบนฝากล่องกระดาษ แล้วตั้งฝากล่องวางบนโต๊ะ หันหน้าให้คนที่มาติดต่ออ่าน อาจารย์คะ เราต้องมองสอดส่ายหาข้อมูลในขณะที่ผู้คนมามุงที่โต๊ะ ลมพัดมาฝากล่องก็ล้มระเนระนาด   หนูยอมเสียเวลาเพื่อทำเรื่องที่มั่นใจว่าไปทำแล้วควรจะเตรียมตัวเราให้พร้อมเอกสารทุกอย่างต้องครบ  แต่ ไม่เข้าใจว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่บ้านเราไม่เคยเตรียมตัว หรือไม่เคยนำเอาปัญหาที่เกิดมาทบทวนและแก้ไข เวลาเป็นของมีค่า และ รู้สึกว่าถ้าเราเสียเวลาไปโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย จะเป็นความเสียหาย และเกิดความสูญเสียอย่างไม่น่าให้อภัยจริงๆ  ปรากฏว่าผู้สูงอายุต้องทำงานหนัก เขียนเอกสารเป็นจำนวน  14 แผ่นต่อคน น่าสงสารมากเลยค่ะ (เอกสาร 1 ใบต่อเงิน 500บาทต่อเดือน) แล้วผู้ที่ไปทำธุระเป็นคนแก่ที่อายุ มากกว่า 60 ทั้งนั้น งกๆเงิ่นๆ

 บ้านเรากำลังทำอะไรกันอยู่ทำไมถึงถอยหลังเข้าคลองแบบนี้  การทำงานก็ทำงานแบบขอไปที

ใครก็ได้มาทำ ไม่รู้ระบบแค่ใครอยากทำก็มาลงชื่อเป็นเจ้าหน้าที่แค่บอกว่าเอาเอกสารไปกรอก กรอกไม่ถูกก็กลับมาเอาไปกรอกใหม่  การบริหารจัดการไม่ว่าจะเป็นแค่เวลาที่คนบ้านเรามักจะบอกว่า แค่เสียเวลาแค่นี้ แค่นั้น  แต่ไม่ได้คิดว่าถ้าเมื่อไรที่เราบริหารจัดการเวลาไม่ได้ เราก็แย่แล้วค่ะ

อย่าคิดว่าหนูบ่นให้ฟังเลยนะคะอาจารย์หนูรู้สึกเสียความรู้สึกมาก นี่ถ้าเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพที่กำลังเป็นข่าวไปทั่วโลก เราจะบริหารจัดการกันอย่างไร สิ่งสำคัญคือ ความรู้และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องพลเมืองเรายังไม่เข้าใจ และ ยังปฏิบัติกันผิดๆ แต่ถึงจะเหนื่อยและบางครั้งก็ท้อแต่ก็จะทำเพราะเป็นสิ่งที่คิดว่าถ้าเราไม่ทำอะไร ก็ยิ่งจะแย่กันไปใหญ่ 

                ขอโทษค่ะอาจารย์ที่รบกวนเวลาอาจารย์

                                                       maya

 

โดย : maya วันที่ : 2009-04-30 21:57:30 อีเมล์ : IP : 117.47.40.53

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

แม้แต่การอ่านคำในภาษาญี่ปุ่น เราติดนิสัยอ่านแบบไทยๆ ตอนที่เป็นอาจารย์ก็ได้รับเชิญไปร่วมประชุมเพื่อคุยกว่าจะจัดการปัญหาพวกนี้ยังไง อาจารย์ก็เลยเอาตัวอย่างที่ตัวเองได้จากการทดสอบเสียงจากเครือง แล้วมาเขียนเป็น ภาษาอ่านที่คนไทยไม่ชิน อะไรที่ไม่ชินคนไทยทิ้งเลย ไม่รับเลย แล้วก็มีคณาจารย์จากมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ยอมรับผลงานใครที่ทำไว้ กำหนดออกมา คราวนี้หลุดโลกเลย คนไทยไม่รู้จะอ่านว่าไง ผลก็คือ แม้แต่ครูบาอาจารย์ที่สอนนักเรียน ก็ยังใช้ทับแบบไทยๆเหมือนคนที่ไม่เคยเรียนมา เช่นเดิมเช่น

กักโค่ กะคุเซ ยามาด้า อิจิ อิชิ หิโตะจึ อิรัชชัยมะเซะ (iras sha i mase ) พอเขียนเป็นคำอ่านแบบไทย พยางค์ญี่ปุ่นหายไปหนึ่งพยางค์ sha i  สองพยางค์ ไม่ใช่ ชัย ค่ะ ชะ อิ แล้วเราพูดกับคนญี่ปุ่นเขาก็ไม่เข้าใจว่าจะว่าอะไร

หรือ อิจิมัย (3 พยางค์)  ichi ma i อิ ทซิ มะ อิ (4 พยางค์) อาจารย์จะเน้น เพื่อให้ระวังว่า ไม่ใช่

จิ ในภาษาไทย เพราะไม่มีเสียง จ ในภาษาญี่ปุ่น และ มะ อิ ต้องออกสองพยางค์ ไม่ใช่ มัย แบบไทย

แต่ไม่มีคนสอนเรื่องพวกนี้หรอกค่ะ เพราะคนสอนส่วนใหญ่ก็ยังออกไม่ถูกก็มีเยอะค่ะ นอกจากเรียนมาทางด้านการออกเสียง และชอบอะไรที่เป็นศาสตร์  อาจารย์ไม่ชอบให้นักเรียนเลียนแบบออกเสียงมั่วๆ นั่นเป็นการสอนแบบสมัยพระเจ้าเหาค่ะ

กักโค่ โนะ มัย  (3 พยางค์)  gak- ko-o no ma -e (6 พยางค์) 

เราออกเสียงเหลือ สามพยางค์ และ  ma -e  ข้างหน้า และ   ma -i   แผ่น

ออกไม่ถูก เขาจะไปฟังได้ยังไง

เห็นด้วยว่า หนังสือบ้านเรา ไม่มีความรับผิดชอบเพราะเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ คนแปลก็ไม่อยากเสี่ยง เอาเงิน แล้วแปลของที่ไปเอาเขามา ก็เลยใช้ชื่ออะไรที่ตั้งขึ้นมา

อาจารย์ตอนนี้ก็ยังติดใจ คาใจ เอานวนิยายดีๆของญี่ปุ่น เรื่องฝนดำ แปลไม่ได้เรื่องเลย 

ตอนนั้นจะเขียนไปหาบรรณาธิการแล้ว เพราะเป็นหนังสือ โศกนาฎกรรม แต่แปลจนเป็นหนังสือ ที่อ่านแล้วอยากปาหน้าคนแปล พอดูมีแต่ชื่อ เฉยๆ ไม่มีบอกอะไร นั่นนี่สิบกว่าปีมาแล้ว

ยิ่งตอนนี้ เอาเล่มโน้นมาแปะเล่มนี้ อ่านทีก็รู้ว่าไปเอาของต่างประเทศมา แล้วก็มาทำเป็นเขียนเป็นของตัวเอง เศร้าค่ะ เรื่องไม่เคารพ ภูมิปัญญาคนอื่น ประเทศมันจึงไม่พัฒนา

แล้วก็ยังมั่วอีกนะคะ ขายได้เป็นกี่แสนเล่ม ตัวเลขพวกนี้ ทางอเมริกา ก็มั่วนะคะ คนในวงการก็เล่าให้ฟังเหมือนกัน อย่าว่าแต่ของบ้านเราเลย ขายไม่ได้ก็ประโคมว่าขายได้

ของดี หนังสือดีๆ ขายได้ช้า ค่อยๆไป พิสูจน์กันได้ ไม่ต้องใช้ยาโด๊ปค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-27 23:15:56 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

                      ได้เจอเพื่อนๆน้องๆเภสัชที่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นกลุ่มเดียวกันก็เลยแนะนำให้เข้ามาคุยและปรึกษาอาจารย์และหาความรู้กันในห้องเรียนที่เปี่ยมด้วยคุณค่าและขุมปัญญาด้วยค่ะ

                      มีคำถามถามอาจารย์ว่าตำราภาษาญี่ปุ่นที่ใครๆก็พากันผลิตออกมาแต่ไม่ได้รับการscreeningหรือไม่ได้อ้างถึงว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิแล้วทำให้ผู้เรียนเข้าใจผิดหรือสื่อให้ผู้เรียนใช้อย่างผิดๆ เช่นการนำเอาอักษรฮิรางานะ มาสะกดคำแล้วไม่ถูกต้อง หลายๆคำ นี่เป็นปัญหาใหญ่มั้ยคะ แล้วจะแก้ไขกันได้อย่างไรคะ  หนังสือบางเล่มพลิกดูว่าผู้แต่งเป็นใครก็ไม่เห็นมีค่ะ มีแต่บอกว่าชื่อ......เป็นผู้แต่งแค่นั้นเอง แล้วมักจะเป็นคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วก็บอกว่า ง่ายๆใครก็เรียนได้อะไรประมาณนี้ค่ะ .....

                                                                            ขอบคุณค่ะอาจารย์

                                                                                     maya

                                                                                     

                                                                                      

โดย : maya วันที่ : 2009-04-27 22:56:19 อีเมล์ : IP : 114.128.44.33

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

เห็นด้วยค่ะ เรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ คนที่เขาใช้เวลานั่งคิดนั่งทำ ทำให้อ่าน แทนที่จะซาบซึ้ง แต่กลับเอาที่เขาทำไปทำธุรกิจหรือไปหาผลประโยชน์ หรือได้ความรู้หยิบเอาไปใช้ ไม่มีการอ้างชื่อคนเขียนเลย

ขอเล่าเรื่องเวลาที่คนที่นี่เล่า เขาอ่านจากไหน เวลาที่เขาเล่า เขาจะเล่าให้ฟังว่า อ่านจากหนังสือเล่มนี้ เล่มนั้น ไม่เพียงแต่คนจะรู้ว่าคนนี้อ่านหนังสือมาก แล้วยังให้ความเคารพคนที่เขียน ทำให้คนที่ไม่มีโอกาสได้อ่านได้อ่านด้วย

อย่างเรื่องต่างๆที่อาจารย์เขียนในโรงเรียนเด็กวัดปรียา คงทราบดีว่า กลั่นกรองมาจากหัวเดียว

ต้องอ่าน ต้องรวบรวมต้องเขียนให้เข้าใจกันง่ายๆ คนที่เข้ามาอ่าน แล้วได้ความรู้ เอาไปเล่า หรือเอาไปใช้สอนในห้องเรียน ดีใจมาก ถ้าจะอ้างอิง หรือเล่าให้ฟังว่า อาจารย์ปรียา จากโรงเรียนเด็กวัดปรียา เขียนเล่าให้ฟัง เป็นต้น แต่ก็มีนะคะ คนที่รู้จักมารยาท เรียนรู้คนเดียวไม่พอ แบ่งปัน เล่าให้คนอื่นฟัง เช่น อ่านหนังสือ เล่มไวยากรณ์ญี่ปุ่นที่อาจารย์ปรียาทำ เนื้อหาแน่น ได้ความรู้มาก เป็นต้น คือแบ่งปัน และเปิดหูเปิดตาเพื่อนๆ

อ่านแล้วประทับใจ ชื่นชม

   อาจารย์บางทีเปิดดูว่า หนังสือบ้านเราขายอะไรกันบ้าง เห็นแล้วก็จริงตามที่เด็กวัดเขียนมาค่ะ สะเปะสะปะ

มีแต่เรื่องที่ขายได้เงิน คนที่ไม่สนใจอะไรจริงจังเยอะนะคะ แยกแนวได้เลย อย่าให้ต้องแจงนะคะ

เพราะมีแต่หนังสือที่อยากขายได้เงิน แต่ซื้อมา อ่านแล้ว ก็ต้องทิ้ง หรือแบบที่อาจารย์ทำ ไล่แจกคน คนก็ยังไม่เอา เพราะบอกว่า ไม่ชอบอ่านหนังสือ เยอะเลยค่ะ

บางคนอ่านคนเดียวได้ความรู้ไม่พอ ก๊อปปี้แจกเพื่อน ไม่ทำแบบนั้น อย่าส่งเสริมเพื่อนในทางที่ไม่ขวนขวาย บอกแหล่งว่ามาจากที่ไหน และให้เขาเข้ามาเรียนเอง การที่ก็อปปี้ไปแจกโดยไม่ได้ขออนุญาต ไม่ถูกต้อง

เก็บไว้ใช้เองไม่ว่า เพราะเป็นการเรียนเพื่อความก้าวหน้าตัวเอง แต่แจกคน ขายคน หรือเอาไปย้อมแมว เปลี่ยนปรับนิดหน่อย แล้วก็ทำเป็นของตัวเอง เสียมารยาท และหน้าอับอาย ไม่อายคนอื่นเพราะเขาไม่รู้ไม่เป็นไร แต่ตัวเองรู้ใช่ไหมคะ เราจะต้องปรับตรงนี้

โดนมา อ่านทีเดียวก็รู้ค่ะ

เมื่อวานจะเข้าไปฟังกีตาร์จากคนดังชาวจีนที่อาจารย์รู้จักโดยตรง

แทนที่คนฟังจะวิจารณ์ว่าดีมากแค่ไหน คนที่เขียน เขียนประจานความไม่มีมารยาทของคนจีนที่เอาของคนไปแล้วก็ล่วงละเมิดสิทธิ์ มากมายก่ายกอง ยังอดสงสารไม่ได้ที่ว่า ปลาเน่าทั้งหลาย ทำให้ปลาดีๆทีมีฝีมือ ต้องเน่าไปด้วย

คนไทยเราถึงเวลาเปลี่ยนได้แล้ว ไม่ใช่ฮิโรเลย น่าอับอายค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-27 17:42:02 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา และ เพื่อนๆเด็กวัดทุกคน และเลยไปถึงแอนซังหัวหน้าห้องที่คิดถึงค่ะ

               (   )เขียนแล้วก็เข้านอน เช้าวันนี้คิดว่าทำงานบ้านเสร็จแล้วต้องมาแก้ไขงานที่เขียนส่งอาจารย์เพราะก่อนนอนก็คิดไปด้วยว่าแย่จังเขียนผิดอีกแล้วค่ะ ขอโทษค่ะอาจารย์

 จริงอย่างที่อาจารย์กล่าวไว้ค่ะ ว่าการที่เราไม่เห็นคุณค่าหรือทรัพย์สินทางปัญญาที่กว่าจะหาทางทำให้ได้มาและน่าชื่นชมยิ่งนักนั้น ก็จะกลายเป็นการมองไม่เห็นคุณค่าถึงผู้ที่ได้คันคว้าหามาให้เราได้รู้และได้ชื่นชม  เหมือนกับเวลาที่หนังสือของเราหายไป คนอื่นอาจจะมองว่าก็แค่หนังสือ อะไรนักหนา หรือของที่เรารัก มันหาไม่ได้อีกแล้ว อาจารย์ว่ามั้ยคะ  บ้านเรามักจะมองข้ามเรื่องพวกนี้ไปอย่างน่าเสียดาย  บ้านเราทำให้มีชื่อเสียงได้ไม่เก่งเท่ากับการทำให้มีชื่อเสีย  แต่เก่ง  (ใครงงไหม) โดยเฉพาะเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญา copyเค้าได้รู้สึกเป็นฮีโร่ จริงๆ แต่แย่จัง

(อาจารย์)คุ้มแน่นอนค่ะ อีกหน่อยมีลูก หรือพอแก่ตัวมาดู คงจะดีใจมาก เพราะภาพพวกนี้เป็นภาพประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น  เราไม่มีทางมีในบ้านเรา ที่นี่เก็บรักษาอย่างดี มีตามพิพิทธภัณฑ์ เพราะมีคนทำรวบรวมไว้อย่างมาก เมื่อวานจองไว้ให้เขาส่งให้ที่ห้องสมุด อีกสิบกว่าเล่ม ทุกวันได้ใช้หนังสือห้องสมุดฟรีๆ อ่านหนังสือที่ไม่มีทางจะได้อ่านแน่ในเมืองไทย เพราะบ้านเราไม่มีทางที่จะทำหนังสือพวกนี้ประเทืองปัญญาคนไทย

ใช่ค่ะอาจารย์  อย่างข้อมูลที่เค้าวิจัย คนไทยอ่านหนังสือ หรือหาความรู้จากแหล่งประเทืองปัญญาได้น้อยมาก และ สิ่งสำคัญไม่เฉพาะเรื่องนี้นะคะสำคัญกว่านั้นคือ(หนูคิดเองนะคะ)ว่าการใส่ใจในการคันคว้าหาแหล่งความรู้แล้วนำมาใช้ให้เป็น และถูกวิธีด้วย (เข้าข่ายนักวิทยาศาสตร์ หรือคิดแบบนักวิทยาศาสตร์)   ยังมีน้อยและเริ่มตกต่ำเรื่อยๆ เด็กไทยขาดการกระตุ้นและสนับสนุนในเรื่องนี้ การยกระดับความรู้มักจะใช้การแข่งขันเป็นเดิมพันเช่น ตำราที่ควรส่งเสริมไม่มีการส่งเสริม   สะเปะสะปะ หากันไปเรื่อยเปื่อย หนังสือบางเล่มโปะๆการ์ตูนเข้าไป ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า  แต่หนังสือมีคุณค่าน่าส่งเสริมกลับถูกมองข้าม เฮ้อๆ..... 

  じぶん を こえ พูดคนเดียว  บ่นคนเดียวอย่างนี้จะถูกหรือปล่าวคะอาจารย์.............. ♥ 

                                                                                    maya    

โดย : maya วันที่ : 2009-04-26 12:52:31 อีเมล์ : IP : 114.128.105.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ดีมากค่ะ รู้จักขวนขวาย ยิ่งเป็นพยาบาล คนที่ป่วย ไม่สบาย แค่ต้องไปโรงพยาบาล ใจก็ฝ่อ ยิ่งถ้าเรื่องโรคร้ายก็ยิ่งหมดแรง อย่าลืมนะคะ เพียงแค่คำพูดสุภาพ และรอยยิ้มของเรา ก็แสดงออกถึงความภูมิใจในงานที่เราทำ คนไข้ไปแล้ว เขาก็จะประทับใจไปเล่าให้คนฟังต่อ เวลาคนอยากรู้ว่า รพนี้ดีไหม นางพยาบาลเป็นยังไง

ส่วนใหญ่เพียงแค่ บอกว่า では、だいじに。ก็เพียงพอแล้วค่ะ

เป็นคำที่เติมหน้า เพื่อแสดงความยกย่อง และเป็นคำสุภาพที่ใช้กับอีกฝ่าย เพราะคนไข้ไม่ใช่เพื่อนสนิท หรือคนที่เรารู้จักส่วนตัว ไม่ใช่เพราะคนไข้อาวุโสกว่า

    แตกต่างกับเวลาคุยกับอาจารย์ที่เรานับถือแล้วใช้ かきになったきじを...เช่น บทความที่อาจารย์เขียน เป็นต้น  ขอเล่าเรื่องภาพหน้าปกที่อาจารย์ใช้นะคะ

   เมื่อวานไปห้องสมุดแถวบ้าน เพราะเดินไปห้องสมุดทุกวัน ไปกลับหนึ่งชั่วโมง ออกกำลังกายเพิ่ม หลังจากทานข้าวเที่ยวง ในห้องสมุด หนังสือที่เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น ขอยืมได้ยากเย็นเหมือนงมเข็ม คือไม่มี  ญี่ปุ่นยังไกลจากสายตาคนอเมริกันที่นี่ เขาจะมีสาธิตวิธีใส่กิโมะโนะ เห็นโฆษณาว่า เคยเขียนชนชาติที่ห่อหุ้มตัวเองด้วยชุดกิโมะโนะมั้ย :-) แต่หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับญี่ปุ่น ชาวต่างชาติ เขาทำไว้เยอะ

  อาจารย์เช็กภาพ อุคิโยะเอะ 浮世絵(うきよえ)มาได้สิบกว่าเล่ม แต่เล่มที่อยากได้มาก เพราะใช้ของ ภาพวาดของ ひろしげ เยอะ เผื่อจะได้เอามาเตรียมเวลาที่ครบสิบเล่ม เห็นบอกว่ายืมไม่ได้ เลยต้องไปคุยกับบรรณารักษ์ เพื่อขอยืมจากห้องสมุดต่างๆ เพราะจะมีมากแถวฝั่งตะวันตก อาจารย์รู้ว่าภาพพวกนี้มีตาม ห้องสมุดในฮาวาย ซานฟรานซิสโก แหล่งที่อาจารย์เคยอยู่ หาอ่านได้อย่างจุใจ มีพิพิทธภัณฑ์เอเชียเกี่ยวกับ ญี่ปุ่นเพียบ เพราะมีหนังสือ ทุกชาติก็ว่าได้

   บรรณารักษ์เช็กดู มีคนต่างชาติที่มีหนังสือภาพพวกนี้มากทีเดียว มีรายละเอียดเนื้อหาหนังสือ ส่วนใหญ่เป็นหนังสือภาพอุคิโยะเอะที่พิมพ์ ตั้งแต่สมัยเอะโดะ  ขายเป็นหนังสือเก่า ขายในราคาส่วนใหญ่เล่มละ อย่างน้อย 7,800 เหรียญx 35 บาทxค่าส่ง 50 เหรียญ คิดเป็นเงินไทยเล่มนี้ ประมาณ 274,700 บาทเองนะคะ

     ทำให้อาจารย์ดีใจมากที่เสียเวลา และต้องลงทุนวิ่งไปหาตามห้องสมุดตอนอยู่แถวคาลิฟอร์เนียร์ ทำให้อาจารย์มีโอกาสแนะนำให้คนไทยได้รู้จักภาพมรดกตกทอดสมัยเอะโดะของญี่ปุ่น

      แต่ถึงกระนั้น คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่เห็นคุณค่า และไม่รู้เรื่อง นึกว่า มันก็ภาพอะไรธรรมดา แม้แต่หัวหน้าห้องแอนทซัง บอกอาจารย์ว่า ทางมูลนิธิญี่ปุ่นให้มา มีที่บ้าน ไม่รู้ว่าเป็นภาพอะไร จึงขอให้อาจารย์ช่วยเขียนอธิบายภาพประกอบ อาจารย์คิดว่าใครๆก็รู้ เพราะชาติไหนเขาก็รู้จักดี ก็เลยเป็นที่มาของภาพประวัติศาสตร์ของ ชุดภาษาญี่ป่น สนุก ของอาจารย์ปรียา

ได้แต่หวังว่า คงไม่มีพวกหัวใส เอา ภาพหน้าปกชุดนี้ของอาจารย์ทำไปขายโก่งราคา หรือซื้อเก็บเอาไว้ ขายโก่งราคา ทำแบบนั้น คงแย่เหมือนกันนะคะ เพราะกว่าอาจารย์จะหาหน้าปกที่เอามาทำหน้าปกได้ ต้องเอาที่ไม่มีลิขสิทธิ์ และภาพคมชัดพอสมควร

บ้านเราถ้าใครหัวใสคิดจะไปเอาภาพพวกนี้มาใช้โดยพละการ ถูกฟ้องตายแน่ อย่าทำเป็นเล่นนะคะ

คุ้มแน่นอนค่ะ อีกหน่อยมีลูก หรือพอแก่ตัวมาดู คงจะดีใจมาก เพราะภาพพวกนี้เป็นภาพประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น  เราไม่มีทางมีในบ้านเรา ที่นี่เก็บรักษาอย่างดี มีตามพิพิทธภัณฑ์ เพราะมีคนทำรวบรวมไว้อย่างมาก เมื่อวานจองไว้ให้เขาส่งให้ที่ห้องสมุด อีกสิบกว่าเล่ม ทุกวันได้ใช้หนังสือห้องสมุดฟรีๆ อ่านหนังสือที่ไม่มีทางจะได้อ่านแน่ในเมืองไทย เพราะบ้านเราไม่มีทางที่จะทำหนังสือพวกนี้ประเทืองปัญญาคนไทย

แม้จะมีแล้ว แต่หนังสือ ภาพหน้าปกชุดภาษาญี่ปุ่น สนุก ชุดนี้ เป็นภาพหน้าปกจากแรงกาย แรงใจที่อาจารย์ นักวิทยาศาสตร์ที่บ้าน และแอนทซังช่วยกันทำกันคนละไม้คนละมือ กว่าจะได้สักเล่มทำเอาเหนื่อยทุกคน

 ยิ่ง ภาษาญี่ปุ่น สนุก เล่ม 7 เป็นภาพร้านสรรพสินค้า มิทซึโคะชิ mitsukoshi department store 三越デパート สมัยเอะโดะ เทียบกับสมัยปัจจุบันที่ อาจารย์ซะโตเพื่อนรัก ลงทุนเสียเวลา ไปถ่ายมารูปมาให้ดู เพราะอาจารย์ต้องการเปรียบเทียบ ทึ่งในความเป็นญี่ปุ่น ไม่ได้เปลี่ยนสถานที่เลยรักษาไว้อย่างดี

เด็กวัดทั้งหลายที่ไปโตเกียว อย่ามัวแต่จะไปดูพวกหลุดโลกที่ฮะระจุคุเลยนะคะ เพราะไม่มีใครสนใจพวกหลุดโลกนี้แล้ว พยายามเท่าไร คนญี่ปุ่นก็ไม่สนใจ เพราะมันไม่ได้มีอะไรแตกต่างกัน นอกจากอีกกลุ่มที่แต่งตัวเหมือนกัน เปลี่ยนยังไงก็ยังเป็นคนญี่ปุ่นที่ต้องทำอะไรเหมือนๆกันนั่นเอง

อย่าลืมแวะไปดูร้านมิทซึโคะชิ เอาหนังสือเล่มเจ็ด ไปเทียบดูด้วยนะคะ คราวหน้าอาจารย์ไปโตเกียวจะพาเรย์ไปดูให้สมกับความตื่นเต้นที่เอาภาพนี้มาเป็นหนังสือ ภาษาญี่ปุ่น 7 สนุก แน่นอนต้องเอาหนังสือติดตัวไปเทียบด้วย ว่าต่างกับสมัยก่อนมากน้อยแค่ไหนของจริง :-)

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-26 00:30:45 อีเมล์ : IP : 69.114.33.56

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียาและเพื่อนๆเด็กวัดทุกคนค่ะ

         อาจารย์คะการสนทนาทั่วๆไป  มีรูปแบบของการสนทนา การกล่าวลาที่เราใช้กันทั่วๆไปแต่เมื่อเราต้องพบกับผู้เจ็บป่วย  หรือ ต้องข้องแวะกับโรงพยาบาล เมื่อเขาได้รับการดูแลและ จะกลับไป  การกล่าวลาจะใช้การกล่าวลา เช่น ทั่วๆไปหนูคิดว่ามันไม่เหมาะสม  แต่ที่ผ่านมาหนูใช้  でわ を だいじに  แล้วยังมีประโยคอื่นๆอีกมั้ยคะที่เราสามารถจะกล่าวกับเขาเหล่านั้นอีกเพื่อเป็นการกล่าวลาอย่างสุภาพ และ ดูเหมาะสมค่ะ

                                                    ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ

                                                             maya

ปล. วันนี้ซื้อหนังสือ ภาษาญี่ปุ่นสนุก 1-6ของอาจารย์ อีกชุดนึงคะ เพราะชอบรูปภาพที่ปกหนังสือมากค่ะ ( ทั้งๆที่มีอยู่แล้ว ) สอบถามพนักงานบอกว่า 7-10 ยังไม่มาค่ะ อ้อแต่เล่ม 7 อาจจะมาวันจันทร์หน้าค่ะ ก็จะแวะไปดูค่ะ

โดย : maya วันที่ : 2009-04-25 23:14:10 อีเมล์ : IP : 117.47.230.7

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ และเด็กวัด maya

คำเล็กน้อยๆที่ใช้จนติดปาก ถ้าเขียนผิดคำยากๆก็ยิ่งเขียนไม่ถูก อาจารย์เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ คนไทยเราละเอียดสู้คนญี่ปุ่นไม่ได้ เราต้องหมั่นฝึกให้ติดนิสัย ทำได้ ฝึก ผิดก็เขียนให้ถูก ผิดอีก อาจารย์ก็ให้แก้อีก

ตาถั่ว คนญี่ปุ่นเขาไม่ค่อยมีคำที่ว่าคนส่วนตัว หรือเป็นกันเองแบบบ้านเรา อย่างมากก็บอกว่า 目がわるい。

เลินเล่อ ใช้บอกจะถูกดุ เพราะเขาถือเป็นเรื่องใหญ่

不注意 fu chuu i  ไม่ระมัดระวังให้ดี ก็คือ การที่เราเลินเล่อ ถูกต้องมั้ยคะ

ดีมาก คราวนี้เขียนได้ถูกแล้ว

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-24 22:27:42 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

                       อาจารย์คะ  คอมพ์ไม่ผิด มือผิดเพราะอาการตาถั่วกำเริบ (แหะ แหะขอหัวเราะ)

แต่จะไม่เข็ด ต้องเขียนเรื่อยๆไม่งั้นก็จะติดนิสัย  เวลาเรียนมักจะเลคเชอร์เป็นตัวย่อตลอดจนบางครั้งอาจารย์มักจะบอกว่า ยัย ตาถั่ว  จะตาถั่วไปอีกนานมั้ยเนี่ยเธอ ภาษาญี่ปุ่น"ตาถั่ว"ที่มีความหมายว่าไม่ดูดีดี เลินเล่อ อะไรประมาณนี้มีมั้ยคะ  แล้วเขียนยังไงคะ 

 どうもありがとうご×います。  ↔    どうもありがとうございます。

โดย : maya วันที่ : 2009-04-24 20:54:30 อีเมล์ : IP : 117.47.151.137

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya, แม่บ้านญีปุ่น

     เป็นความจริงที่เด็กวัดแม่บ้านญี่ปุ่นบอกนะคะ วันๆถ้าวันไหนหยุดอยู่บ้านไม่ออกไปไหน คนเดียว ในญี่ปุ่น ไม่ต้องพูดกับมนุษย์ทั้งวันอยู่ได้สบายมาก แน่นอนกรณีอยู่คนเดียวก็ไม่มีใครพูดด้วย แต่ถ้าออกไปข้างนอก็แปลกอีกนะคะ ในญีปุ่นอะไรเป็นเครื่องไปหมด ไม่ต้องอ้าปาก ฟังไม่รู้เรื่องดูตัวเลขว่า ซื้อของในซุปเปอร์เท่าไร แล้วก็จ่าย เค้าทอนมา แล้วก็รับไม่ต้องอ้าปากทั้งวันเลย เป็นสังคมที่โดดเดี่ยว ตัวใครตัวมัน แต่ทำอะไรไม่เหมือนเขาไม่ได้ จะมีคนจดจ้องเสมอ คนก็เลยกดดันมาก เป็นแกะดำไม่ได้นะคะ ต้องเหมือนๆกัน

    อาจารย์บอกแล้วไง อีกหน่อยคนญี่ปุ่นในไทยพอพวกเขาพูดเก่งๆ เรียนภาษาไทยเก่งๆ ล่ามไทยที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้พอรู้เรื่องเขาไม่จ้างหรอกค่ะเสียเงิน เพราะเขา ชาตินิยม ตอนนี้เขาเริ่มขยาย แต่คนไทยไม่เคยรู้สึก ยังใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ได้มีความฝัน หรืออยากทำอะไรแบบจริงๆจังๆ แต่อย่างว่า เราติดนิสัยสบาย แต่ตอนนี้ คนไทยที่เคยสบาย กลับกลายเป็นเครียดไปทั่วประเทศได้ยังไง ต้องขอบคุณลัทธิทุนนิยม แล้วมังคะ

ขอบคุณค่ะ สำหรับคำพูดที่อบอุ่นที่ให้กำลังใจแก่กัน สร้างสรรค์สิ่งทีดีงาม ที่เรามีที่พักพิงพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้อย่างเต็มที่ แบ่งปันกัน ไม่มีใครเก่งกว่าใคร แต่เรียนร่วมกัน ก็เลยเป็นทั้งรร และเป็นทั้งสวนเด็กเล่น ที่เรามีความสุขด้วยการเรียนร่วมกันไงคะ หิวก็แบ่งปันกัน รู้อะไรก็เอามาเล่าสู่กันฟัง

ขอบคุณมากสำหรับที่เขียนคุยกันนะคะ อาจารย์ชอบตังเม หรือแตงเม สมัยอาจารย์เรียกแตงเม เป็นคนไทยขาย จะมีแตงเมในถุงพลาสติก แต่จะเป็นเหมือนโต๊ะเล็กๆแบบขึ้นหัวไปขายจอดตามที่มีเด็กชอบกินตอนสมัยเด็กๆ ยังติดใจ เวลาซื้อจะมีการวัดดวงด้วยการกดเข้าไปในที่หมุน เผื่อได้สองอัน พอได้ทีก็หยอดเหรียญ ส่วนใหญ่จะได้หนึ่ง ถ้าได้สอง ดีใจมาก แต่คนขายขี้เหนียวมาก ในแตงเมจะมีถั่วลิสง เขาจะดึงแตงเมเสียยืด ไม่ให้ติดถั่วลิสง คิดแล้วยังรู้สึกเอาเปรียบเด็กจัง แต่ก็ดีใจได้เคี้ยวเหนียวดีจัง

อาจารย์หนูก็เหนียวเหมือนตังเมด้วยคนค่ะอาจารย์ ดีเลย อาจารย์ก็เหนียวเป็นแตงเม อาจารย์ก็เลยให้ของขวัญเด็กวัด maya ไปเช็กดูว่าคอมฯผิด หรือว่า นิ้วผิดนะคะ จากที่เขียนมานะคะ :-)

 どうもありがとうごぞいます。

              まや

                                                                                

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-24 04:28:21 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

และแม่เหล็กที่ดึงดูดเรามาที่นี่ที่สำคัญที่สุดก็คือ อาจารย์ปรียา แอนซัง เพื่อนๆทุกคนและพวกเราเอง  ถ้าไม่มีส่วนประกอบที่สำคัญเหล่านี้เราก็คงไม่ได้โคจรมาพบกันและให้ซึ่งกันและกันได้แบบนี้หรอกนะคะ  จริงมั้ยคะ  プリヤ―せんせい  

                      どうもありがとうごぞいます。

                            まや

โดย : maya วันที่ : 2009-04-24 00:47:10 อีเมล์ : IP : 114.128.13.140

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียาและสวัสดีค่ะเด็กวัดแม่บ้านญี่ปุ่น

どうぞよろしくお願いします。 ยินดีที่ได้รู้จักและทักทายกันอีกครั้งค่ะ

このもんだいはむずがしいです。 ล้อเล่นนะคะ  คำถามของเด็กวัดแม่บ้านญี่ปุ่นเรื่องแรงบันดาลใจทำให้หลับตาแล้วนึกย้อนไปเมื่อตอนเป็นเด็ก ก่อนนอนทุกคืนคุณยายจะเข้มงวดมากตั้งกฎระเบียบเราสามคนพี่น้องเปลี่ยนเวรกันคนละวันอ่านหนังสือพิมพ์ให้ท่านฟังก่อนนอน ซึ่งเป็นอะไรที่ทรมานมาก มันน่าเบื่อ แกล้งป่วยแกล้งเถลไถลจะทำนู่นนั่นนี่   ถ้าเป็นเวรคนอื่นอ่านถ้าเค้าอ่านผิดจะหัวเราะ ตลกขบขัน ทำวงแตกจนถูกดุหลายครั้งหลายครา  คุณยายให้เหตุผลว่าท่านอ่านหนังสือไม่ได้แต่อยากรู้ข่าวสารบ้านเมือง บางวันก็หยิบเอาพระคัมภีร์มานั่งอ่าน (ครอบครัวเราเป็นคริสเตียนค่ะ) ออกเสียงเหมือนบ่นงึมงำๆอยู่คนเดียว(ก็ งง  ว่าอ่านไม่ได้ก็ยังอยากจะอ่านไปทำไม  แปลก) แล้วท่านก็ไม่เคยท้อนะคะ ชอบอ่านหนังสือมาก  ถึงตอนนี้ก็รู้ว่าถ้าไม่มีคุณยายเป็นแรงผลักดันก็คงเป็นคนไม่รักการอ่าน หรือค้นคว้าหาความรู้จากสื่อต่างๆที่ดีๆ(เช่น japankiku ที่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความรู้ที่ดีของเราไงคะ) เราก็ล้าหลังแน่นอน และยังคิดว่าตัวเองเก่งเสมอ ผลของการวิจัยข้อมูลที่เป็นจริงตอนนี้คือ เด็กไทยอ่านหนังสือ เฉลี่ย 5เล่มต่อปี พอเราได้ยินข่าวเราก็บอกว่า โห เป็นไปได้ไง  อีกอย่างก็คืออย่ามีEGOสูงเกินไป อาจจะตกม้าตายก็เป็นได้

แรงบันดาลใจอีกอย่างก็คือ โลกของคนที่หมุนรอบตัวเราอยู่ทุกวันนี้มีเสน่ห์และเป็นแม่เหล็กดึงดูดใจให้เราคันคว้าหาความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน  เด็กวัดแม่บ้านญี่ปุ่นก็เป็นแม่เหล็กที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจเหมือนกันนะคะ (ยิ้มเชียว)  บางครั้งคิดว่าทำไมชาวต่างชาติที่มาบ้านเรา(ชาวต่างชาติในเชียงใหม่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า)  พูดภาษาเราคล่องปร๋อ แถมด่าเราด้วยภาษาเราอีกต่างหาก  เวลามารพ.ก็มักจะชินกับประโยค You speak  English ? พูดภาษาอังกฤษได้ป่ะเนี่ย  Doctor speak  English ?  แล้วหมอๆ พูดภาษาอังกฤษป่ะเนี่ย อะไรประมาณนั้น  ก็เป็นแรงกระตุ้นให้รู้สึกว่าเราจะอยู่เฉยๆไม่ได้การแล้ว ไม่ใช่อยากเอาชนะใครแต่เอาชนะตัวเองค่ะ

อยากจะฝากข้อคิดซึ่งมาจากหนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ THE  ALL  BETTER  BOOK   by  Suzy  Becker and hundreds  of  kids. ที่เป็นการรวบรวมความคิดของเด็กเล็กอายุราวๆ 8-9 ขวบ เมื่อตั้งคำถามให้เค้าคิดและตอบ เป็นความคิดที่มาจากสมองเล็กๆแต่ คิดได้น่าฟังทีเดียวค่ะ

How  can  you make people feel  better about  themselves?

Everyone is good  at something  and they should be  complimented  everyday. Tom, age 8

They   should   have  a  call  line  to  cheer  people  up . Paul  age  8

And In  case of FAILURE  inflate  EGO.

 เด็กวัดแม่บ้านญี่ปุ่น พยายามต่อไปนะคะ สู้  สู้ ค่ะ  がんばってください。

วันนี้ได้พบคุณลุง Shinzato  Aizo ด้วยค่ะ  น่ารัก  ใจดีมากค่ะ     ////                maya

 

 

โดย : maya วันที่ : 2009-04-24 00:36:24 อีเมล์ : IP : 114.128.13.140

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ คุณครูปรียาและคุณ maya ถึงแม้ว่า คุณ maya จะอยู่ที่ประเทศไทยก็ไม่เป็นไรค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักและดีใจที่ได้มีเพื่อนอีกคนที่อยู่เชียงใหม่ ชอบประโยคที่พูดว่า ถ้าเราไม่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันเราก็จะรู้เฉพาะและเห็นเฉพาะโลกของเราเท่านั้น บางทีถ้าเราก้าวเท้าออกไปเพื่อได้รับประโยชน์และนำมาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันก็ไม่ได้เสียหายอะไร ไม่ได้หมายความว่าอวดเก่งหรือรู้อะไรมากมายเลยค่ะ เพียงเพราะไม่รู้แต่ต้องการเติมเต็ม และ แลกเปลี่ยนกัน ได้ฟังแล้วรู้สึกกระตุ้นตัวเองไปด้วย เลยขอเล่า(บ่น)แรงบันดาลใจให้ฟัง โดยส่วนตัวเป็นแม่บ้านค่ะ ดังนั้นอาชีพหลักๆ ก็คืออยู่บ้าน... วันๆ พูดกับคนไม่เกิน 3 คน ก็คือพ่อบ้าน,เจ้าหน้าที่ร้านซุปเปอร์มาเก็ตแล้วก็ตัวเอง บางวันไม่ต้องพูดภาษาญี่ปุ่นเลยก็ได้ พอมานั่งคิดว่าอยู่ญี่ปุ่นแล้วพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ พ่อบ้านก็เลยส่งไปเรียนกับโรงเรียนอาสาสมัครเลยได้เปิดโลกกว้างขึ้นเยอะ โดยเฉพาะตอนนี้มีเพื่อนสนิทเป็นชาวจึนด้วย อนาคตคงได้ภาษาจีนตามมาเพราะพอมีพื้นฐานอยู่บ้าง ** มีน้องคนไทยที่นี่เป็นแรงบันดาลใจด้วยการเล่าว่า ตัวเค้าจะใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นสัก 3 ปีจากนั้นจะกลับไปทำงานที่เมืองไทย น้องเค้าเป็นคนขยันเรียนเลยสอบญี่ปุ่นได้ระดับ 2 เรียนกับโรงเรียนสอนภาษาแล้ว ก็ยังไปห้องสมุดยืมหนังสือกลับไปอ่านเองอีก แล้วก็ทำงานชั่วคราวไปด้วย น้องเค้าว่าพี่(คุณแม่บ้าน) อยู่ที่นี่ยังโชคดีกว่าเค้าอีก เพราะเค้าเหลือเวลา 3 ปีในการเรียนภาษาญี่ปุ่นที่นี่เค้าถึงต้องมานะมากๆ โอ้โฮ้..ฟังแล้วอึ้ง เออ..ทำไมเราไม่ขวนขวายแบบเค้าบ้าง ไม่ยากเก่งเหมือนเค้าหรือ คุณแม่บ้านจัดอยู่ในประเภทต้องอยู่ใกล้ๆ คนเก่งแล้วก็จะเก่งตาม *** แรงบันดาลใจส่วนใหญ่เลยมาจากบุคคลรอบข้างมากกว่า ถ้าอยู่คนเดียวไฟมอดถึงต้องไปเรียนหรือไม่ก็เข้ามาอ่านโพสต์ในเจแปนด์คิขุ *** แรงบันดาลใจที่ทำให้คุณ maya เรียนภาษาญี่ปุ่นคืออะไรค่ะ

 

โดย : เด็กวัดแม่บ้านญี่ปุ่น วันที่ : 2009-04-23 16:03:36 อีเมล์ : IP : 59.141.251.100

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

อาจารย์คะ

ตังเม คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นแขกขายถั่วที่ปั่นจักรยานและมีกล่องที่บุกระจกเป็นช่องๆพร้อมกับมีถั่วสารพัดชนิด พร้อมกับเสนอขายตังเมที่เคี้ยวกันหัวสั่นหัวคลอนเพราะมันเหนียว กินได้กำลังจะติดใจไม่รู้ว่าแขกคนนั้นถูกส่งกลับโรฮิงญาไปแล้วหรือว่ายังไงไม่ทราบค่ะ  อดได้ลิ้มลองของอร่อยเลย

               คิดถึงแล้วก้ออยากกินอีก  ไม่รู้จะตามไปกินที่ไหนค่ะ  

                                                                    หนูก็เหนียวเหมือนตังเมด้วยคนค่ะอาจารย์

                                                                                     maya

ปล. วันนี้หนูขอลาเรียนก่อน แต่เข้ามาแก้ไขข้อความที่ผิดแล้วค่ะ ต้องส่งรายงานวันพรุ่งนี้ค่ะ

      ขอโทษอาจารย์ ด้วยค่ะ

โดย : maya วันที่ : 2009-04-22 22:08:22 อีเมล์ : IP : 114.128.41.188

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

คนที่เรียนภาษาญี่ปุ่น และอยากรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นจริง จะไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ไม่เหมือนคนที่เรียนเพราะเห่อนะคะ ดังนั้น เด็กวัดเหนียว ครูก็เหนียว กลายเป็นแตงเม คิดถึงงานวัดที่เขาขายตอนเด็กๆ สมัยใหม่นี้ คนรุ่นใหม่คงไม่มีโอกาสได้กินแน่เลย หรือว่ายังมีขาย ใครรู้บอกด้วยค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-22 21:21:23 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

もう一度おねがいいたします。

ほんとう に すみませんでした プリヤ―せんせい 。

                          まや 

                                 

โดย : maya วันที่ : 2009-04-22 20:33:28 อีเมล์ : IP : 114.128.41.188

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ 

หนูคิดว่าคอมพิวเตอร์ของหนูน่าจะมีปัญหาเสียแล้วเพราะตอนนี้หนูอ่านที่แต่ละท่านโพสเข้ามา

จะมีฟอนต์แปลกๆและมีข้อความที่ขาดๆหายๆไป หรือ ซ้ำๆ กันในข้อความเดียวกัน ก่อนจะลงรหัสยืนยันหนูจะทบทวนข้อความก่อนเสมอ  แต่ ทำไมถึงยังพบอยู่ ตอนนี้หนูโหลดบิทดีเฟนเดอร์แอนตี้ไวรัส อยู่ แต่หนูก็จะพยายามไม่เข้าข้างตัวเองว่าทำถูกหรือเขียนถูกแล้วหนูอาจจะเป็นฝ่ายเขียนผิดเองก็ได้ค่ะ แหะ แหะ

                      จะพยายามใหม่ค่ะ อาจารย์                                              

                                         ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ

                                                                maya

โดย : maya วันที่ : 2009-04-22 18:00:35 อีเมล์ : IP : 114.128.41.188

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

こんばんは プリヤ―せんせい ขอแก้ตัวเป็นครั้งสุดท้ายค่ะอาจารย์

ไม่ต้องเป็นครั้งสุดท้าย คนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นจะต้องเหนียว อดทน ไม่ท้อถอย ไม่มีคำว่าสุดท้าย มีแต่ลุย สู้จนกว่าจะสำเร็จ

   ほんとう に すみませんでした プリ―せんせい 

ช่วยเช็กหน่อยนะคะ :-)

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-22 00:10:07 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

こんばんは プリヤ―せんせい ขอแก้ตัวเป็นครั้งสุดท้ายค่ะอาจารย์

   ほんとう に すみませんでした プリ―せんせい 

                           まや 

โดย : maya วันที่ : 2009-04-21 23:20:29 อีเมล์ : IP : 222.123.25.222

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน

 

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ดีมากค่ะที่พยายามฝึกเขียนนะคะ แต่ขอให้เด็กวัด maya เอาที่หัดเขียนไปโพสในห้องหัดเขียน เพราะอาจารย์ซะโต ป่านนี้คงหาว มานาน เพราะไม่มีลูกค้าเด็กวัดที่จะหัดเขียนให้ช่วยแก้ แล้วอาจารย์จะได้เอาที่แก้มาอธิบายให้ฟังไงคะ

คราวนี้ขอแก้ให้นะคะ จากนี้ไป ไปให้เขียนในห้องหัดเขียนจะได้เก่งๆนะคะ

 

ช่วยเช็กหน่อยว่าเขียนถูกต้องมั้ยนะคะこんばんは プリヤせんせ 

よやく ค่ะ ใช้ในกรณีที่ว่า มีนัดจองกับหมอไว้หรือเปล่า

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-21 22:40:45 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

こんばんは プリヤ―せんせ 

ถ้ามั่นใจไม่มีอะไรต้องกลัว  แต่ ถ้าทำผิดต้องกล้าขอโทษ

กราบขอโทษอาจารย์ค่ะ ที่เขียนชื่ออาจารย์ผิด(อีกแล้ว)

ตัวนี้เป็น ฮิรางานะ ค่ะ  リ ตัวนี้เป็นคาตาคานะ ค่ะ 

ถ้าเป็นชื่อคนหรืออะไรที่มาจากต่างประเทศ จะใช้คาตาคานะ ค่ะ ขอตอบ

今日、 びょういんでは たくさんかんじゃさんにきました、

いろいろびょうき になる。อยากเล่าให้อาจารย์ฟังว่าวันนี้คนไข้เยอะมาก และ ป่วยด้วยหลายๆโรค (ไม่เฉพาะเป็นโรคอะไรโรคเดียวค่ะ ไม่ใช่ป่วยเป็นหวัด หรือ เป็นไข้อย่างเดียวค่ะ)

วันนี้มีคนไข้ญี่ปุ่นมารพ.แล้วอาจารย์ที่พามาเค้าพูดภาษาญี่ปุ่นได้เค้าไม่ยอมให้พูดภาษาไทยกับคนไข้  ก็ nihon go to ei go o hanasu ค่ะ เครียดเหมือนกันค่ะ แล้วตอนนี้หนูมีปัญหาขอเรียนถามอาจารย์ว่า หนูให้ใบนัดเพื่อนัดมาพบแพทย์วันพฤหัสนี้ค่ะ สำหรับใบนัดสามารถพูดว่า

อะไรคะ จะใช้ よやくหรือ やくそくหรือทับศัพท์ไปว่า appointo คะ อาจารย์ เมื่อวานหนูคอยคำตอบจากอาจารย์ แต่ บังเอิญอาจารย์คงไม่ว่างมาเปิดดูตอนเช้าก่อนไปทำงานแต่ก็ไม่มีเวลาคุยกับอาจารย์เลยค่ะ เพราะ ต้องรีบไปทำงาน แล้ววันนี้ก็ยุ่งมากเลยค่ะ กลับถึงบ้านก็หกโมงเย็นแล้วเหนื่อยมากค่ะ แต่ก็ตื่นเต้นที่จะได้เข้ามาในห้องเรียน จริงๆนะคะ   ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ

                                               maya

โดย : maya วันที่ : 2009-04-21 20:51:08 อีเมล์ : IP : 222.123.25.222

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

(เด็กวัด maya) こんにちは プりヤ一せんせい

(ครูประจำชั้นปรียา) สวัสดีค่ะเด็กวัด maya  อาจารย์เป็นคนพกความสงสัยเยอะ อยากถามเด็กวัด maya ช่วยแก้ข้อสงสัยหน่อยว่่า สองคำนี้  เหมือนกันมั้ยคะ プりヤー และ プリヤー

(เด็กวัด maya) 今日は私の休みのひです。

今日はとてもあついですから,何処へもいきません。

(ครูประจำชั้นปรียา)   今日はとてもあついので、どこへもいきませんでした。

เวลาที่เขียนส่วนใหญ่ถ้าเขียนแบบนี้จะเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว คือตอนเย็นๆแล้ว คนจะใช้รูปนี้นะคะ

(เด็กวัด maya) ลองเขียนดูค่ะอาจารย์  คงเป็นประโยคที่ถ้าเป็นคนอื่นคงหมูมากๆ แต่ไม่แน่ใจว่าที่หนูเขียนตามความอยากบอกเล่าให้อาจารย์ทราบด้วยความเข้าใจของตัวเองผิดหรือถูกหรือควรเพิ่มเติมอะไรบ้าง

(ครูประจำชั้นปรียา) ดีค่ะ เรียนแบบนี้ จะเรียนได้ลึกและเข้าใจจริงค่ะ ใครที่กลัวผิดก็จำไว้เลย ไม่มีทางเรียนภาษาต่างประเทศได้เก่งและพื้นไม่มีทางแน่นนะคะ

เรื่องที่สงสัยเกี่ยวกับ watasu, ageru จะเอาไปโพสใหม่ จะได้ติดตามกันง่าย เพราะคนละเรื่องแล้วนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-21 11:49:17 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

こんにちは プりヤ一せんせい

今日は私の休みのひです。

今日はとてもあついですから,何処へもいきません。

ลองเขียนดูค่ะอาจารย์  คงเป็นประโยคที่ถ้าเป็นคนอื่นคงหมูมากๆ แต่ไม่แน่ใจว่าที่หนูเขียนตามความอยากบอกเล่าให้อาจารย์ทราบด้วยความเข้าใจของตัวเองผิดหรือถูกหรือควรเพิ่มเติมอะไรบ้าง

สำหรับคำถามที่อาจารย์ถามว่างง อะไรหรือปล่าวนั้นพอกลับมาดูประโยคอีกทีคือ ลืมไปว่าเรากำลังนำ すっかり มาปรุงแต่งประโยคดังนั้นก็เกิดความเข้าใจแล้วค่ะว่าคำตอบควรจะเป็นอะไร 

ตอนนี้มาถึงบทเรียนในเรื่อง การใช้全部กับそっくり มีคำถามอีกแล้วค่ะอาจารย์ว่ามักจะชินกับการใช้  あげる ซึ่งมีความหมายคือ ให้  เป็นคำกริยาประเภทที่ 2 แล้วในประโยคที่ว่า ボーナスをそっくり女房に渡す。สำหรับ 渡すเป็นคำกริยาประเภทที่ 1 แล้วความหมายคือการยื่น  ส่งมอบ (สิ่งของ)

ดูไม่ออกว่าเราจะเลือกใช้คำไหนหรือว่าใช้ได้ทั้ง สองคำในสภาพเดียวกันคะอาจารย์  เช่น このほん を ともだち に 渡す。

         このほん を ともだち に あげる。หรือจะต้องดูว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับเราใช่หรือปล่าวคะ ที่หนูถาม อาจารย์อย่าพึ่งว่าผิดประเด็นการสอนนะคะ คือ สงสัยในการใช้ค่ะ

                                                        どうもありがどうございます。

                                       まや

โดย : maya วันที่ : 2009-04-20 14:08:52 อีเมล์ : IP : 114.128.106.68

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

(เด็กวัด maya) ภาษาญี่ปุ่นมีความเป็นเอกลักษณ์ในเชิงวรรณคดี เพราะอะไรหรือคะอาจารย์เพราะจากโจทย์ข้อสุดท้ายนั้น หนูคิดว่าถ้าเป็นประโยคภาษาไทยเราจะเข้าใจได้เลย สมมุตินะคะ เช่น เข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว ค่ะ ก็จบเลย เอ  แต่ อาจจะเป็นเพราะผู้เรียนก็ได้นะคะที่งง ไปเอง 

 (ครูประจำชั้น)  อาจารย์คิดว่าการทำผิดๆถูกเป็นโอกาสที่จะทำให้เราเก่ง อย่าไปติกการเรียนแบบที่ว่าจะต้องถูกเสมอไป เพราะจะทำให้เราไม่กล้าทำอะไรผิด ขอให้คิดใหม่นะคะ ผิดนะดี จะได้รู้ว่าผิดตรงไหน ไม่ใช่มาเสียใจ หรือรู้สึกไม่ดีนะคะ

เห็นด้วยค่ะ ถ้าบอกว่า  เข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว ค่ะก็จบเลย ต้องขอโทษไม่เข้าใจความหมายที่เด็กวัดอยากจะบอก ถ้าอาจารย์ได้ยิน เข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว แสดงว่า ตอนนี้ไม่ใช่หน้าใบไม้ร่วง หรือหน้าไหนใช่มั้ยคะ

 แต่การบ้านที่ เด็กวัด maya ทำข้อ  (すっかり) (あき) になりました。

ฤดูใบไม้ร่วงได้เสร็จสิ้นไปแล้ว,ได้ผ่านไปแล้ว ความหมาย ไม่ถูกต้องตามที่แปลมา เพราะอาจารย์จะเข้าใจว่า อ๋อ ถดูใบไม้ร่วงผ่านพ้่นไปแล้ว ตามคำแปลที่แปลมา แต่จริง เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงอย่างแท้จริง

ถ้ายังงง หรือเกิดการเข้าใจผิด เขียนมาคุยใหม่นะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-20 03:48:29 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

(もういちど  おねがいします)  こんばんはプりヤ一せんせい

สวัสดีค่ะ อาจารย์ปรียา ขอแก้ตัวอีกครั้งนะคะและก้อต้องกราบขอโทษอาจารย์ด้วยค่ะที่เขียนชื่ออาจารย์ผิด  หนูได้รับคำเฉลยแล้วรู้สึกดีใจค่ะ ที่ผิดบ้างถูกบ้างแต่ไม่เป็นไรค่ะ เพราะหนูรู้สึกว่าการเรียนภาษาญี่ปุ่น ไม่ใช่เป็นการต่อสู้กับตัวเองอย่างเดียวเลยแต่ต้องต่อสู้กับความเข้าใจในรูปแบบของภาษาที่หลอกล่อเราทำให้จนมุมแล้วไม่ยอมสู้เพียงถ้าเราเปลี่ยนมุมมองไปในแง่ที่ดีเราก็จะรู้สึกดีและสนุกค่ะ หนูมองภาษาญี่ปุ่นอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งเริ่มมองเห็น คือ

1.ภาษาญี่ปุ่นไม่ใช่เป็นเพียงภาษาที่ใครหลายๆคนแค่อยากศึกษาเพื่อนำมาสื่อสารกับเจ้าของภาษาเท่านั้น

2.ภาษาญี่ปุ่นมีความเป็นเอกลักษณ์ในเชิงวรรณคดี เพราะอะไรหรือคะอาจารย์เพราะจากโจทย์ข้อสุดท้ายนั้น หนูคิดว่าถ้าเป็นประโยคภาษาไทยเราจะเข้าใจได้เลย สมมุตินะคะ เช่น เข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว ค่ะ  ก็จบเลย เอ  แต่ อาจจะเป็นเพราะผู้เรียนก็ได้นะคะที่งง ไปเอง 

                                        แต่ก็จะพยายามต่อไปค่ะ   maya   

โดย : maya วันที่ : 2009-04-19 22:53:10 อีเมล์ : IP : 117.47.218.97

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

 (เด็กวัด maya) อาจารย์คะ ขอยอมรับว่าเป็นอะไรที่ลำบากมากและยากมากค่ะสำหรับการทำแบบฝึกหัด เพราะ1.ไม่ถนัดเรื่องคันจิ แต่แบบฝึกหัดนี้หาความหมายของศัพท์และแปลเป็นประโยคด้วยตัวเองเลยนะคะโดยวิธีการหาศัพท์คันจิที่มีในแบบฝึกหัดโดยเริ่มจากตารางบุชุ แล้ว ค้นหาคำและความหมายได้ นี่เป็นวิธีการที่ทำซึ่งอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีและถูกต้องหรือปล่าวคะอาจารย์ แต่ เมื่อหารากศัพท์และความหมายของคันจิได้ จากKODANSHA'S COMPACT KANJI GUIDE เล่มที่มีอยู่  ก็รู้สึกว่าเราเข้าใจวิธีการใช้หนังสือเพื่อหาคำศัพท์ทั้งที่อาจจะผิดก็ได้ แต่ก็อยากลองฝึกดูค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) อะไรที่ยากลำบาก มันถึงน่าทำ เพราะท้าทายดีนะคะ ง่ายๆใครๆก็ทำได้ อาจารย์ไม่ชอบทำค่ะ ขอแนะนำว่า เวลาเรียนถ้าเรารู้จักคำอ่านของคันจิ 準備 ว่ามันคือ じゅんび  ก็ขอให้ไปหาความหมายในดิกฯเลย และอ่านความหมาย ตีัความว่า คำนี้ เมื่ือเข้าประโยคจะเป็นยังไง จะได้ตรงกับจุดมุ่งหมาย แต่ถ้าเวลาเรียนคันจิ ก็ต้องหัดเขียน หัดจำและทำความเข้าใจ จะได้เขียนได้ ต้องแยกวิธีเรียนค่ะ

(เด็กวัด maya ) 2.หลังจากแปลโจทย์ที่อาจารย์ให้แล้วก็หาคำตอบจากการเรียนในบทที่เกี่ยวกับ ぜんぶ และ すっかり สำหรับคำตอบก็ไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือปล่าวค่ะอาจารย์ แต่ก็รู้สึกสนุกดีค่ะ ถ้าผิดก็ต้องขออภัยด้วยค่ะอาจารย์   

(ครูประจำชั้นปรียา) ไม่เป็นไรค่ะ เรียนแบบนี้ อีกไม่เท่าไรก็เก่งเพราะจะชิน และดีใจที่บอกว่าสนุก เรียนอะไรถ้าไม่สนุก เรียนไปเสียเวลาไม่ได้เรื่องค่ะ ไม่ต้องกลัวผิิด ทำการบ้านมาไม่เพียงแต่ตัวเองจะรู้ว่า เข้าใจผิดตรงไหน ยังเป็นการแบ่งปัน ทำให้ครูเอาสอนให้เด็กวัดคนอื่นๆได้ แต่ผลประโยชน์จากการไปทำการบ้านมา และเรียนรู้มากที่สุดก็คือ เด็กวัดเอง ขอให้พยายามต่อไป 

(เด็กวัด maya) 旅行(りょこう)準備(じゅんび) (すっかり) できました。

เตรียมตัวพร้อมแล้ว หรือ เตรียมพร้อมแล้วสำหรับการไปเที่ยว
 

(ครูประจำชั้นปรียา) การเตรียมตัวสำหรับไปเดินทางท่องเที่ยวเสร็จเรียบร้อยแล้ว

 (เด็กวัด maya) 問題(もんだい) は(ぜんぶ ) 解決(かいけつ) した。

ปัญหาที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขและคลี่คลายไปเรียบร้อยแล้ว

 (ครูประจำชั้นปรียา) ดีค่ะ

 (เด็กวัด maya) 最近(さいきん)電気製品(でんきせいひん) には(すっかり)保証書(ほしょうしょ) がついている。

ระยะหลังนี้อายุของใบรับประกันสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้ามีระยะเวลาที่สั้นลง(ไม่เหมือนก่อนอย่างสิ้นเชิง)

 (ครูประจำชั้นปรียา) สินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าระยะหลังนี้ จะมีใบประกันรับรองคุณภาพสินค้าแนบมาทั้งนั้น (ไม่มียกเว้น สมัยก่อนไม่เป็นแบบนี้)

 (เด็กวัด maya) 最近(さいきん)(すっかり)物忘(ものわす)れがひどくなり困ってます。

 ระยะหลังนี้ลืมสาเหตุของเรื่องร้ายๆไปเสียสนิทเลย หรือ ลืมไปแล้วจำไม่ได้แล้วว่าเกิดเรื่องร้ายๆอะไรมาบ้าง

 (ครูประจำชั้นปรียา) ระยะหลังฉัน 物忘(ものわす)  ลืมโน่นลืมนี่ เป็นประจำ แย่จริงๆ

(เด็กวัด maya)  (すっかり) (あき) になりました。

ฤดูใบไม้ร่วงได้เสร็จสิ้นไปแล้ว,ได้ผ่านไปแล้ว

(ครูประจำชั้นปรียา) (และแล้วก็เข้าสู่)  เป็นฤดูใบไม้ร่วงอย่างแท้จริง (ไม่มีวี่แววหรือบรรยากาศที่ว่าเป็นหน้าร้อนอีกแล้ว)

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-19 19:08:50 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

旅行(りょこう)準備(じゅんび) (すっかり) できました。

เตรียมตัวพร้อมแล้ว หรือ เตรียมพร้อมแล้วสำหรับการไปเที่ยว

問題(もんだい) は(ぜんぶ ) 解決(かいけつ) した。

ปัญหาที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขและคลี่คลายไปเรียบร้อยแล้ว

最近(さいきん)電気製品(でんきせいひん) には(すっかり)保証書(ほしょうしょ) がついている。

ระยะหลังนี้อายุของใบรับประกันสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้ามีระยะเวลาที่สั้นลง(ไม่เหมือนก่อนอย่างสิ้นเชิง)

最近(さいきん)(すっかり)物忘(ものわす)れがひどくなり困ってます。

ช่วงหลังหรือระยะหลังนี้ลืมสาเหตุของเรื่องร้ายๆไปเสียสนิทเลย หรือ ลืมไปแล้วจำไม่ได้แล้วว่าเกิดเรื่องร้ายๆอะไรมาบ้าง

(すっかり ) (あき) になりました。

ฤดูใบไม้ร่วงได้เสร็จสิ้นไปแล้ว,ได้ผ่านไปแล้ว

อาจารย์คะ ขอยอมรับว่าเป็นอะไรที่ลำบากมากและยากมากค่ะสำหรับการทำแบบฝึกหัด เพราะ

1.ไม่ถนัดเรื่องคันจิ แต่แบบฝึกหัดนี้หาความหมายของศัพท์และแปลเป็นประโยคด้วยตัวเองเลยนะคะโดยวิธีการหาศัพท์คันจิที่มีในแบบฝึกหัดโดยเริ่มจากตารางบุชุ แล้ว ค้นหาคำและความหมายได้ นี่เป็นวิธีการที่ทำซึ่งอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีและถูกต้องหรือปล่าวคะอาจารย์ แต่ เมื่อหารากศัพท์และความหมายของคันจิได้ จากKODANSHA'S COMPACT KANJI GUIDE เล่มที่มีอยู่  ก็รู้สึกว่าเราเข้าใจวิธีการใช้หนังสือเพื่อหาคำศัพท์ทั้งที่อาจจะผิดก็ได้ แต่ก็อยากลองฝึกดูค่ะ

2.หลังจากแปลโจทย์ที่อาจารย์ให้แล้วก็หาคำตอบจากการเรียนในบทที่เกี่ยวกับ ぜんぶ และ すっかり สำหรับคำตอบก็ไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือปล่าวค่ะอาจารย์ แต่ก็รู้สึกสนุกดีค่ะ

ถ้าผิดก็ต้องขออภัยด้วยค่ะอาจารย์                        maya

โดย : maya วันที่ : 2009-04-19 16:23:27 อีเมล์ : IP : 117.47.216.232

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ แต่นักเรียนก็มาเรียนค่ะ บังเอิญว่าจัดห้องแล้วก็รวบรวมหนังสือเป็นชุดๆ พอดีไปเจอหนังสือสนุกกับภาษาญี่ปุ่น 5 ที่มีรูปเล่มดั้งเดิมคือเล็กกว่าเล่มที่ซื้อมา สำหรับเล่มนี้ได้มาเพราะไปเดินถนนคนเดินมือสองในตัวเมืองค่ะ มีคนที่เค้าเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้วเค้าคงไม่ใช้แล้วเค้าก็เอามาฝากขายลดราคาซื้อมาในราคาเพียง 20 บาทเปิดดูราคาหนังสือจริงๆสมัยนั้น เล่มละ 45 บาทเองค่ะ  ทำไมราคาถูกมากๆอย่างนี้ทั้งๆที่กว่าจะได้ความรู้มาทำให้เรารู้มากขนาดนี้ คนที่เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังคงเหนื่อยกันน่าดูนะคะ 

วันนี้กำลังทำความเข้าใจกับการใช้  ぜんぶ กับ すっかり อยู่ค่ะ คงจะเป็นเพราะหัวสมองทึบ หรือ อย่างที่เคยโดนตั้งฉายาว่า ฉลาดช้า ก็อ่านอยู่หลายรอบเหมือนกันค่ะ ยังไปไหนไม่ได้เพราะยังไม่เข้าใจเท่าที่ควรค่ะ   maya

โดย : maya วันที่ : 2009-04-19 12:57:01 อีเมล์ : IP : 117.47.216.232

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

วัฒนธรรมการเรียนแบบบ้านเราต้องเปลี่ยน ต้องกล้าที่จะแสดงความคิดเห็น ผิดถูกไม่มีปัญหา เราไม่รู้ถึงต้องเรียน รู้แล้วก็คงไม่ต้องมานั่งเรียน ยิ่งโรงเรียนเด็กวัดปรียา สอนฟรีเพียงเพื่อว่า คนที่อยากเรียนอย่างจริงจังจะได้มีที่ๆจะเรียน และไม่ต้องเสียเงินเสียทอง พยายามแนะนำให้อ่านแล้วนำมาถามจะเป็นการฝึก แต่อย่างว่า บ้านเรา ปัญหาเยอะค่ะ เรียนเองไม่ค่อยเป็น

ถ้าไม่มีเด็กวัดที่สนใจเข้ามาถาม หรือเขียนมาอยากได้ความรู้ ครูก็คงเลิกสอนเหมือนกัน

ดูเด็กวัด imm เป็นตัวอย่าง ครูให้การบ้านไปทำไปคิด หลายครั้งก็ติดตาม มันพิสูจน์ให้ครูเห็นว่า เด็กวัดในโรงเรียนปรียามีศีกยภาพสูง มีความมุ่งมั้น ใจสู้ มันเป็นกำลังใจที่ดีสำหรับอาจารย์ เห็นเด็กวัดที่สงสัยก็ยิ่งทำให้ครูมีกำลังใจอยากให้ของใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆพวกเรา ไม่ต้องเกรงใจนะคะ

ตลอดจนเด็กวัดทุกคนที่ช่วยกันสร้างสวนเด็กเล่นของเราให้เป็นที่พักพิงด้านต่างๆของเราได้ น่าภูมิใจค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-18 18:35:50 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

วันนี้ได้แวะไปตอบคำถามอาจารย์ที่ห้องเคนโดมาค่ะไม่ทราบว่าจะถูกหรือผิดนะคะ  คิดว่าถ้าเราไม่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันเราก็จะรู้เฉพาะและเห็นเฉพาะโลกของเราเท่านั้น บางทีถ้าเราก้าวเท้าออกไปเพื่อได้รับประโยชน์และนำมาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันก็ไม่ได้เสียหายอะไร ไม่ได้หมายความว่าอวดเก่งหรือรู้อะไรมากมายเลยค่ะ เพียงเพราะไม่รู้แต่ต้องการเติมเต็ม และ แลกเปลี่ยนกัน

ไม่ผิดและยากที่จะทำใช่มั้ยคะอาจารย์  

หวังว่าเพื่อนๆคงจะคิดเหมือนๆกันบ้างนะคะ       maya     

โดย : maya วันที่ : 2009-04-18 15:42:46 อีเมล์ : IP : 114.128.177.48

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ที่เข้าใจคิดว่าถูกต้องจำง่ายๆก็คือ minna みんな ใช้เมื่อมีคนถามว่าทุกคนที่ทำงานสบายดีหรือ เราก็ต้องตอบอย่างถ่อมตัวว่า はい、みんな元気です。

แต่คำนี้จะใช้เป็นคำพูดที่เรียกอีกฝ่ายบ่อย เช่น みなさん、どうぞ。คือใช้เป็นภาษาพูดเวลาเรียก หรือพูดถึงอีกฝ่ายที่ไม่ใช่คนในบ้าน เราจะใช้คำนี้

จากความขี้สงสัยทำให้อาจารย์เพิ่งคิดออกว่า จริงๆ คำว่า みな โดดๆ ไม่ค่อยเห็นใช้กัน

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-18 02:52:09 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

 สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา 

 รู้สึกว่าต้องมาเข้าห้องเรียนทุกวัน ยิ่งถ้าวันไหนตั้งคำถามกับอาจารย์ก็ยิ่งต้องมาดูคำเฉลยค่ะ  วันนี้ไปสืบสานประเพณีเก่าแก่ของไทยเราคือ ไปรดน้ำดำหัว หัวหน้าแผนกที่ท่านเกษียณอายุไปแล้วค่ะ ก็ตื้นตันใจที่ได้ไปเยี่ยมท่านพี่ๆน้องๆที่แผนกไปกันหลายคนค่ะ เลยเข้าห้องเรียนดึกมากค่ะ เมื่อมาถึงตอนนี้นึกขึ้นได้ว่า พวกเรา  ทุกคน ทุกท่าน ทั้งหมด คำเหล่านี้เมื่อพลิกกลับไปเป็นภาษาญี่ปุ่น จะมีความแตกต่างให้เห็น(อีกแล้วค่ะ) ผ่านไปไม่ได้เพราะช่างสงสัย ร่างทรงคุณหนูจำไมมาอีกแล้วค่ะ

みな = mina มีความหมายเหมือนกับ みんな = minna

แต่เมื่อเรานำคำว่า みな มาใช้ส่วนใหญ่จะใช้ในรูปคำสุภาพเท่านั้น เช่น  みなさま หรือ みなさん ซึ่งโดยปกติแล้ว ทั่วๆไปเราจะใช้ みんな เสียเป็นส่วนใหญ่ใช่มั้ยคะ ถ้าไม่ต้องกล่าวอย่างเป็นทางการหรือในสภาวะที่ต้องใช้คำสุภาพก็จะยกเอา みんなมาใช้มากกว่า  ถูกหรือผิดคะอาจารย์

                                          どうもありがとうございます。  まや 

โดย : maya วันที่ : 2009-04-17 22:59:48 อีเมล์ : IP : 222.123.19.93

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ไม่ต้องเกรงใจ ใครจะรำคาญ เพราะที่นี่เป็นโรงเรียนเด็กวัดปรียา สำหรับคนที่อยากจะรู้จริงๆ คนที่เขาไม่ถาม ไม่ใช่เขารู้ที่ไหน เขาให้จำยังไงก็จำไป วิธีที่เด็กวัด พยายามเปรียบเทียบเป็นเรื่องที่ดี จะได้เข้าใจว่า ทำไม จึงต้องแยกเสียง ออกเสียง และเขียนให้ถูกต้อง ถ้ายังออกเสียงไม่ได้ ก็เขียนไม่ได้ เพราะไม่รู้เสียงตัวไหน

ถ้าเราจะบอกเขาว่า いしがおおい。มีหินเยอะ

いちがおおい。มีเบอร์หนึงเยอะ

เหมือน ผีเสือ หรือ ผีเสื้อ

หรือ เพื่อนต่างชาติพูดออกเสียงวรรณยุกต์เราไม่ถูก ปัญหาคล้ายกัน เราไม่ได้แกล้ง แต่ฟังไม่รู้เรื่อง

เช่น ขอขาวผัดเหนือ เราฟังเท่าไรก็ไม่เข้าใจ แล้วในที่สุดก็เดาได้ว่า

ขอข้าวผัดเนื้อ

いちば いしば 

ちち  しし しち

เขาฟังไม่รู้เรื่องค่ะ

หรือ がっこう ออกเป็น กักโค่

ぎんざ   ออกเป็น กินซ่า

เขาฟังไม่รู้เรื่องค่ะ

มีอะไรเข้ามาถามได้ คนอื่นที่ไม่ค่อยมีวิตามิน ส จะได้มีเพิ่มมากขึ้นนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-17 00:29:20 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ  อาจารย์ปรียา 

ขอบคุณมากค่ะที่ตรวจการบ้านให้  คือเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาจากการที่นำเอาสำเนียงการอ่านมาปะปนกับการสะกดเวลาเขียน คือเมื่อออกเสียง มินนะ มักจะเผลอเขียนผิดเป็นみんな ค่ะ แต่ก็จะพยายามไม่ให้เกิดขึ้นอีกแน่นอนค่ะ

วันนี้มีคำถามที่ไม่แน่ใจว่าถ้าถามแล้วอาจารย์จะบอกว่าถามได้ไง แต่คิดว่าถ้าสงสัยแล้วหาคำตอบไม่ได้ก็จะไม่มีวันเข้าใจและหาทางออกไม่เจอคืออยากเรียนถามอาจารย์ว่า การใช้ し และ ち ในการนำไปเขียนในรูปของคำนั้นเหมือนกับการที่เราใช้ ศ และ ษ  หรือ ส ในภาษาไทยใช่มั้ยคะ เพราะถ้าคำนั้นสะกดด้วยพยัญชนะที่ผิดความหมายของคำนั้นจะไม่ถูกต้องเลย เช่น เสือ ไม่ใช่ เศือ ที่แปลว่าสัตว์ป่า ดุร้าย และคำว่าเศือ นั้นความหมายของคำก็อาจจะมีแต่ไม่ใช่ความหมายเดียวกันกับคำว่า  เสือแน่นอน 

สำหรับ し และ ち นั้นต้องจำให้ได้ว่าคำไหนต้องสะกดด้วย し และ คำไหนสะกดด้วย  ちใช่หรือปล่าวคะอาจารย์ 

มันเป็นคำถามที่คงไม่มีใครถามอาจารย์อย่าพึ่งรำคาญนะคะ  maya

                                                                                                                    

โดย : maya วันที่ : 2009-04-16 22:39:53 อีเมล์ : IP : 117.47.125.44

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ และเด็กวัดชิน

ขอบคุณมากที่มีน้ำใจแบ่งปันไปหาสำนวนมาแลกเปลียนเรียนกัน

อาจารย์ก็เลยต้องเข้ามาเรียนด้วย

風邪をひきます。ไม่ใช้คันจิ かぜ (ที่แปลว่า ลม ค่ะ

ทั้งที่จริงๆก็คือไปถูกลม ตามที่เด็กวัดชินเขียน ตากลม หรือนอนให้ลมโกรก แต่การที่ใช้คันจิตัวนี้ เพื่อให้ใช้ไม่สับสน ทำให้เห็นภาพคนที่อาการน้ำมูกไหล ปวดหัว เป็นต้น

かぜをひく (kaze o hiku) かぜ ()คาเซ แปลว่าลม ลมพัดมามากๆ ก็ทำให้เป็นหวัดเอา จึงทำให้ประโยคนี้แปลว่า เป็นหวัด

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-16 06:09:50 อีเมล์ : IP : 71.190.44.36

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัดแม่บ้านญี่ปุ่น

ขอตอบสั้นๆนะคะ เพราะมีเขียนในเรียนและเอาตัวรอดในญี่ปุ่นแล้ว ในญี่ปุ่น เวลาไม่สบายไม่ไปหาหมอคลีนิค เพราะหมอดังๆต้องทำงานตามโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย หรืออำเภอ เช่น 慶応病院 keioo byoo-inโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเคโอ、東大病院 toodai byoo-in โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตเกียว หรือ kunitachi byoo-in 国立病院 โรงพยาบาลคุนิทะทซิ เป็นต้น

ทุกอย่างเป็นระบบ คนไข้ใหม่เสียเวลากรอกอะไรเยอะแยะ แต่ครั้งต่อไป นัดหมอ หรือโทรนัดเองก็ได้

วันอาทิตย์หยุดค่ะ ไม่มีการโอทีแบบไทย รอเป็นชั่วโมง หมอดูคนไข้ไม่ถึงห้านาที เร็วเหมือนจรวด หมอญี่ปุ่นหน้าตาไม่ยิ้ม ไม่ค่อยยอมอ้าปากคุย มีน้อยที่มีอัธยาศัยดี เพราะเป็นผู้ชายประมาณ 99% :-) เจอหมอผู้หญิงคุยด้วยสบายใจหน่อยค่ะ

(เด็กวัดแม่บ้านญี่ปุ่น) อยากทราบคือ1. คุณหมอกับพยาบาลที่ญี่ปุ่นหยุดงานวันอาทิตย์ด้วยหรือคะ นึกว่าทำงานวันอาทิตย์ด้วยแต่ได้รับค่าจ้างพิเศษเหมือนกับการทำโอที 2. ข้อมูลจากหนังสือเอาตัวรอดในญี่ปุ่น มีคำที่เขียนว่า ภูมิแพ้ あれるぎい (เขียนเป็นตัวคะตะคะนะ พอดีพิมพ์ไม่ได้) ไม่มีคำว่า คะฟุง พอจะอธิบายเพิ่มให้ได้ไหมคะว่าทำไมต้องเรียกเช่นนี้

あれるぎい アレルギーมาจาก allergy เป็นคำศัพท์รวม แต่ที่เด็กวัดเป็นนั้น เรียกว่า かふん(เกสรดอกไม้)しょう (อาการ) ดังนั้น 花粉症 ก็เลยเป็นอาการของคนที่เป็นโรคแพ้ละอองเกสรดอกไม้

ที่อาการหนักกันเพราะว่า ละอองเกสรเหล่านี้ จะเข้าไปติดที่ผนังในโพรงจมูก และที่น่ากลัวคือ เวลาที่เข้าไป สำหรับบางคน จะไปติดที่คอ แล้วก็จะทำให้เกิดอาการไอ แบบไม่หยุด ทรมานมาก กลางคืนนอนไม่หลับ

จากนั้นก็จะพัฒนาเป็นโรคหืด และต้องกินยาให้หลอดลมเปิดกว้าง ทำให้ยิ่งทรมานเพราะว่าไปกดเส้นประสาทเพื่อให้นอนได้

คนที่เป็นโรคนี้ต้องไปให้หมอตรวจว่าแพ้เกสรดอกไม้กี่ประเภท และประเภทไหน รักษาไม่หาย ได้แต่เยียวยา ยิ่งอยู่ญี่ปุ่นนานปี อาการก็จะยิ่งหนัก ต้องเปลี่ยนที่อยู่ อยู่ในที่ๆอากาศดี และอยู่ในที่ๆไม่มีต้นไม้ที่ปล่อยเกสรดอกไม้ที่เราแพ้ออกมา

แต่คนส่วนใหญ่ที่บอกว่าเป็น あれるぎい アレルギーมาจาก allergy นั้น ไม่ได้แพ้เกสรดอกไม้อย่างเดียว อาจจะแพ้ควันบุหรี่ อันนี้เป็นกันมาก เพราะมีสิงห์อมควันเยอะ แพ้เชื้อราในญี่ปุ่นเพราะแออัด ไม่มีหน้าต่างถ่ายเท ไม่มีแดดเหมือนบ้านเรา แพ้อากาศเป็นพิษ เพราะแออัด และมีโรงงานเยอะ

บางคนแพ้เฉพาะหน้าใบไม้ผลิ บางคน แพ้ทั้งปีค่ะ

โรคที่ว่านี้ จู่ๆก็เกาะติดเลยนะคะ เป็นแล้วก็ต้องเป็นเพื่อนสู้กับโรคนี้ นอกจากจะปรับตัวและเปลียนที่อยู่ หรือเปลี่ยนอาหารการกินด้วย หลายอย่างค่ะ

รักษาไม่หาย เพราะเป็นเรื่องทางด้านจิตวิทยาด้วย เพราะเราจะกลัว เวลาที่เข้าฤดู และจะเครียด

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-16 06:04:28 อีเมล์ : IP : 71.190.44.36

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ แฟนๆหนังสือ และเด็กวัด maya

ดีมากค่ะ ที่พยายามหัดเขียนคุยกัน แต่น่าจะหัดเขียนสั้นๆก็ได้ในห้องหัดเขียนจะได้ให้ครูซะโตแก้ให้นะคะ

วันนี้ พอดีเตะตา ก็เลยทนไม่ได้ต้องช่วยแก้ก่อนที่จะจำกันผิดๆนะคะ

こんばんは   みんなさん

 ไม่มีคำว่า みんなさん มีแต่ みなさん หรือไม่ก็ みんな

まやです 私のおしごとはかんごふです。私は 今 ,チェンクマィイ にすんでいます。

おしごとは ไม่ใช่เพราะมีคำว่า おเป็นการยกย่องตัวเอง แต่จะใช้เมื่อถามถึงอีกฝ่ายว่า ทำงานอะไรคะ  どんな おしごと を していますか。

 チェンマイ ไม่ต้องตกใจ เพราะคนที่ไม่รู้จักเมืองไทย เขาเขียนหลายแบบค่ะ ภาษาต่างด้าวค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-16 05:44:07 อีเมล์ : IP : 71.190.44.36

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

こんばんは   みんなさん

まやです 私のおしごとはかんごふです。私は 今 ,チェンクマィイ にすんでいます。

สว้สดีค่ะทุกคน สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียาที่เคารพรัก เด็กวัดซิน เด็กวัดแม่บ้านญี่ปุ่น ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ

ลองเขียนดูไม่รู้ว่าจะถูกหรือผิด ต้องขอโทษเด็กวัดแม่บ้านญี่ปุ่นด้วยค่ะที่ทำให้เข้าใจผิดจริงๆแล้วไม่ได้ทำงานที่ญี่ปุ่นหรอกค่ะทำงานที่บ้านเกิดไทยเรานี่แหละค่ะ ส่วนที่นี่ที่รพ.เราทำงานหนักค่ะ ไม่ค่อยได้หยุดเสาร์หรืออาทิตย์หรอกค่ะจะสลับกันหยุดแล้วก็ระบบรักษาพยาบาลที่นี่รพ.เป็นที่พึ่งพาของคนทุกคน ประชาชนส่วนใหญ่จะมารพ.ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร แม้กระทั่งการใช้โทรศัพท์สอบถามแทบจะทุกเรื่อง จริงๆแล้วน่าจะมีระบบบริการสุขภาพที่ดีกว่านี้นะคะ คือ ประชาชนต้องรู้ว่าพื้นฐานการดูแลตัวเอง และความรู้เบื้องต้นที่จะดูแลสุขภาพตัวเองและครอบครัวเป็นยังไง มันก็จะกลายเป็นการคุยถึงภาพรวมของภาครัฐและเอกชน และระบบสาธารณสุข ของบ้านเราว่าเป็นยังไง ยิ่งตอนนี้บ้านเมืองยิ่งมีเหตุการณ์วุ่นวายอย่างมาก เครียดมากๆค่ะ จะกลายเป็นโรคเครียด ก็เลยกำจัดความเครียดด้วยการออกไปเล่นน้ำสงกรานต์ ให้เปียกปอนกันไป ก็หายร้อยและหายเครียดดีค่ะ สำหรับชื่อโรคที่เด็กวัดแม่บ้านญี่ปุ่นเขียนว่า คะฟุงนั้น คิดว่าน่าจะเป็นการแยกเฉพาะออกมาจาก あれるぎเพราะ あれるぎนั้นเป็นการกล่าวรวมว่ามี allergy อะไรบ้างซึ่งอยากบอกว่าเมื่อเดือน กุมภา มีนา เด็กวัดมายา ก็มีอาการเหมือนกับเด็กวัดแม่บ้านญี่ปุ่นเหมือนกัน ไม่มีเสียง เสียงแหบ ไอ กลางคืนนอนไม่ได้ คันคอจะไอตลอดเวลา คุยกะคนไข้อย่างลำบากมาก แต่ต้องทนไปทำงาน เข้าใจว่าเกิดจากอะไร เพราะช่วงนี้บ้านพักในมหาวิทยาลัยชม.มีดอกไม้ทะยอย บานเบ่งกันเต็มไปหมด เยอะมากเลยค่ะ สีสวยมาก แต่คนก็ได้รับผลกระทบจากดอกไม้พวกนี้ด้วย ก็ใช้วิธีตั้งรับคือ เตรียมตัวเองให้พร้อม ออกกำลังกาย ดื่มน้ำมากๆ ไม่เครียดและทานยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง(เพราะต้องทำงานดึกค่ะ)จริงๆแล้วต้องนอนไม่ดึกนะคะ แต่ ก็ทำไม่ได้ เป็นได้ประมาณ 1 อาทิตย์ได้ค่ะตอนนี้อาการหายไปแล้ว อ้อ อีกอย่างนึงนะคะ เมื่อถึงเวลาปลายฝนต้นหนาวจะต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีละ1เข็ม ก็ขอเป็นกำลังใจและให้คำแนะนำนะคะ ที่ญี่ปุ่นไม่ทราบว่าระบบสุขภาพเค้าอาจจะไม่เหมือนที่บ้านเราเพราะที่บ้านเราต้องเป็นระบบสุขภาพเชิงรับเสียเป็นส่วนใหญ่เชิงรุกเช่นการสอนให้ดูแลตัวเองก่อนมาหาหมอยังน้อยค่ะ  ขอให้ได้มารพ.ขอให้ได้ยากลับไป ขอให้ฉีดยาก่อนกลับซักเข็ม ซึ่งเราก็ต้องเข้าใจเค้านะคะ  

びょうきにならないようにきをつけてください。 วันนี้พูดมากจังเท่านี้ก่อนนะคะ

                                                             maya

โดย : maya วันที่ : 2009-04-14 19:28:26 อีเมล์ : IP : 117.47.126.110

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน เด็กวักชิน เด็กวัดmayaและเด็กวัดแม่บ้าน

ขอขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือแบ่งปันกัน และไม่เห็นแก่ตัว มีความรู้ที่ตัวเองพอจะรู้ ก็เอามาเล่าให้เพื่อนๆฟัง

เรื่องสำนวนต่างๆที่ให้มา ถูกต้องรูปดิกฯ แล้วจะใช้ยังไง ในสถานการณ์จริงๆ เพราะเราเรียนจากตำรา ท่องการผัน แล้วจริงใช้ยังไง เด็กวัดพยาบาลให้ตัวอย่างที่เห็นชัดมาก

ขอบคุณเด็กวัดแม่บ้านญ๊ปุ่น หลังจากเขียนอีเมล์ที่ได้รับเรื่องไม่สบายใจ ก็ไม่สบายใจมาก เพราะไม่รู้เด็กวัดจะอาการหนักมากแค่ไหน เพราะไม่มีข่าวคราวกลับมา แต่ได้แต่รอว่า เมื่อหายดีทั้งร่างกายและจิตใจ ก็คงจะเขียนมาคุยกับอาจารย์ จะเขียนตอบเด็กวัดทั้งสามคนนะคะ พอดีเห็นเป็นวันหยุดที่เมืองไทย ครูก็เลยถือโอกาสพัก นั่งอ่านหนังสือ นั่งทำงานขีดเขียนตัวเอง ไว้จะเข้ามาตอบการบ้านที่ถามนะคะ

ตอนนี้กำลังจะไปออกกำลังกาย ตอนเจ็ดโมงเช้าค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-14 17:43:54 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ คุณครูปรียา,หัวหน้าห้อง,เด็กวัด Maya และเพื่อนๆ เด็กวัดทุกคน ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณคุณครูปรียามากๆ นะคะ สำหรับจดหมายตอบกลับของคุณครูชนิดที่รวดเร็วทันใจที่สุดในยามวิกฤติชีวิต และดีใจที่ได้รับจดหมายของหัวหน้าห้องแอนจังที่เป็นห่วงเป็นใยเกี่ยวกับอาการป่วยที่ผ่านมา

เรื่องของการเป็นโรคแพ้เกสรดอกไม้ เรียกว่าคะฟุงใช่ไหมคะ เกิดมาจากเมืองไทยไม่เคยได้ยินชื่อนี้ อาการคล้ายๆ หวัดแต่ทรมานกว่าม๊าก... มีนาคมที่ผ่านมาชีวิตขาลงค่ะ ถ้าคุณครูไม่เล่าอาการที่เคยเป็นให้ฟัง ก็เข้าใจว่าตัวเองเป็นแค่หวัดธรรมดา เพราะไอ เจ็บคอเป็นอาการปกติ ถ้าอยู่เมืองไทยเคยมีคนบอกว่า หวัดไม่ต้องกินยาก็หายได้ เลยปล่อยตัวเองให้ไออยู่อย่างนั้นเกือบอาทิตย์จนกระทั่งสามีบ่น ทะเลาะกันเลยยิ่งแย่ พอคุณครูบอกว่าเป็นภูมิแพ้เลยถึงบางอ้อ.. กะว่าวันรุ่งขึ้นจะไปหาหมอพอแต่งตัวเสร็จบอกสามี..พาไปโรงพยาบาลหน่อยเถอะไม่ไหวแล้ว ไอจนเสียงแหบ..สามีบอกโรงพยาบาลญี่ปุ่นหยุดวันอาทิตย์(งง??) ก็ต้องทนไอต่อไปหนึ่งคืนแล้วรอไปวันจันทร์แทนโดยสามีพาไปพบหมอก่อนแล้วเค้าไปทำงานต่อ

ที่อยากทราบคือ1. คุณหมอกับพยาบาลที่ญี่ปุ่นหยุดงานวันอาทิตย์ด้วยหรือคะ นึกว่าทำงานวันอาทิตย์ด้วยแต่ได้รับค่าจ้างพิเศษเหมือนกับการทำโอที 2. ข้อมูลจากหนังสือเอาตัวรอดในญี่ปุ่น มีคำที่เขียนว่า ภูมิแพ้ あれるぎい (เขียนเป็นตัวคะตะคะนะ พอดีพิมพ์ไม่ได้) ไม่มีคำว่า คะฟุง พอจะอธิบายเพิ่มให้ได้ไหมคะว่าทำไมต้องเรียกเช่นนี้

ดีใจค่ะที่วันนี้ได้มีโอกาสคุยกับคุณ Maya พยาบาลคนไทยที่ทำงานในญี่ปุ่นโดยตรงด้วยอีกคน

โดย : เด็กวัดแม่บ้านญี่ปุ่น วันที่ : 2009-04-14 16:27:03 อีเมล์ : IP : 59.141.251.100

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา เด็กวัดซิน (ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ) ขอบคุณมากค่ะสำหรับความรู้ที่ให้มา สามารถนำมาใช้ได้แต่ส่วนใหญ่แล้วประโยคที่ให้มาเป็นในรูปของdic  form ใช่มั้ยคะ แต่ถ้าพูดกับคนป่วยก็จะใช้ masu form ถ้าเป็นหวัดก็จะบอกว่า kaze o  hikimasu  หรือ ถ้าจะถามว่ามีไข้มั้ยก็จะใช้ netsu ga arimasuka ซึ่งการได้รับคำตอบจากคนไข้จะเป็นอะไรที่ทำให้เราเป็น atama ga itai ได้ทันทีเลย ไม่ทราบว่าเด็กวัดซินป่วยเป็นอะไรคะ  ถ้าป่วยเรื่องภาษาญี่ปุ่นล่ะก้อ ขอแนะนำให้พบอาจารย์ปรียาน่าจะดี น่ะคะ แต่ถ้าป่วยการเมืองก็หยุดพัก หลับตา หยุดติดตามข่าวสาร ไม่มองสีแดงไม่มองสีเหลืองมองแต่สีเขียว เพราะเราจะได้ขับรถต่อ เพราะทางเราไฟเขียวแล้ว แหม ล้อเล่นค่ะ แต่ถ้าป่วยจริง ก็ปรึกษากันในนี้ก็ได้ค่ะ  เด็กวัดซินเป็นคนจังหวัดใดเอ่ย บอกได้มั้ยคะ  อ้าวอาจารย์เรียกแล้ว บอกว่านักเรียนคุยกันในห้องเรียนไม่เรียนหนังสือ  เอ้า มาต่อกันเร้ว เรียนต่อกัน

อาจารย์ขาที่หนูคุยกับเด็กวัดซินข้างบนนั้น ถูกหรือว่าผิดคะช่วยตอบทีค่ะ   ขอบคุณค่ะ  maya

โดย : maya วันที่ : 2009-04-11 22:54:14 อีเมล์ : IP : 117.47.126.28

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะคุณครูปรียา

เด็กวัดชินเริ่มสนุกและเหมือนได้ทบทวนความรู้ไปในตัว วันนี้เข้าหลายกระทู้  เห็นห้องนี้เกี่ยวกับเรื่องป่วยๆ ไปโรงพยาบาล ก็เลยอยากเอาคำศัพท์มาร่วมด้วย  ถ้าคำไหนผิดอย่างว่ากันนะคะ

 

かぜをひく (kaze o hiku) かぜ ()คาเซ แปลว่าลม ลมพัดมามากๆ ก็ทำให้เป็นหวัดเอา จึงทำให้ประโยคนี้แปลว่า เป็นหวัด

 

ねつがある (netsu ga aru) ねつ () เนะทซึ แปลว่า อุณหภูมิสูง ความร้อน หากคนเรามีมากๆ ก็ทำให้เป็นไข้ตัวร้อนเอา

 

めまいがする (memai ga suru) めまい (目眩)เมะไม เมะ แปลว่าตา  คงต้องไปทำอะไรเกี่ยวกับตามาก  จึงทำให้ปวดตาจนเวียนหัว ประโยคนี้จึงแปลว่า อาการวิงเวียน  เวียนหน้า หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม  ตอนนี้ขอยาดมเป็นตัวช่วยค่ะ

 

ว่าแล้วเด็กวัดmaya  อยู่โรงพยาบาลใด  เด็กวัดชินขอแอดมิทด่วนค่ะ   

โดย : เด็กวัดชิน วันที่ : 2009-04-11 20:52:05 อีเมล์ : IP : 114.151.132.1

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีปีใหม่(ไทย)ค่ะอาจารย์

ใกล้ถึงวันสงกรานต์แล้วนะคะอาจารย์ทุกครั้งที่ถึงเทศกาลสงกรานต์ชีวิตและความรู้สึกของคนไทยโดยเฉพาะคนเชียงใหม่อย่างหนูจะดีใจมากเลยค่ะไปเที่ยวเล่นน้ำสงกรานต์กับครอบครัวและรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่แต่ประเทศเราช่วงนี้ มีแต่ข่าวเรื่องการประท้วงและแย่งชิงอำนาจกันตลอดเวลา ทำไมถึงไม่รักบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองคะ อายชาวต่างชาติมากค่ะบางครั้งรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ชาวต่างชาติที่เป็นฝรั่ง เมื่อมาโรงพยาบาลเวลาที่เราสื่อสารกับเค้าๆมักจะทำกิริยาอาการที่เหมือนจะบอกว่าคนไทยไม่รู้อะไร พูดภาษาสากลไม่ได้ เมื่อเราสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษเค้าก็จะบอกว่า speak Thai แต่บ่อยครั้งมากที่เค้าจะตั้งคำถามว่า speak English  ?  หมายความว่าถ้าเธอพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เธอก็ไม่ควรจะมาพูดกับฉัน เค้าดูถูกเราซึ่งเรารับรู้ได้เฮ้อ  จะมีโอกาสที่ทำให้ประเทศเราดีขึ้นกว่านี้อีกไหมคะ

ยินดีค่ะที่จะช่วยแจกวิตามินให้เพื่อนๆนะคะ แต่คำสั่งการสั่งจ่ายวิตามินคงจะต้องเป็นหมอภาษาอย่างอาจารย์เป็นแน่แท้ค่ะ เพราะคงไม่มีใครทำได้นอกจากอาจารย์เท่านั้นค่ะ 

วันนี้ขอถามอาจารย์ว่า การแนะนำให้ผู้ป่วยนั่งรอหน้าห้องตรวจเพื่อรอการเรียกชื่อเข้าพบแพทย์โดยใช้ประโยคนี้ได้มั้ยคะ おなまえをよびますからちっとまってください。 ขอบคุณค่ะ  maya

โดย : maya วันที่ : 2009-04-11 19:38:26 อีเมล์ : IP : 117.47.126.28

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ แฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ดีใจจังมีเด็กวัดโรคเดียวกับอาจารย์ปรียา ตั้งแต่เด็กอะไรไม่เข้าใจ ไม่ได้ ต้องให้เข้าใจ ถ้าเข้าใจก็จะเข้าใจไปเลย ถ้าไม่ก็จะไม่ค่ะ

คำถามที่ถามมาดีมากค่ะ คำว่า gairai 外(がい)来(らい)มีความหมายถูกต้องตามที่เด็กวัดถามมา เพราะใช้ได้ในหลายความหมาย

1. gairai 外(がい)来(らい มีความหมายว่า มาจากต่าง(ประเทศ) คือไม่ใช่ มาจากภายใน

2. gairai   外(がい)来(らい kan 患(かん)ja 者 (じゃ)ถ้าใช้ในโรงพยาบาล พูดว่า   外(がい)来(らい  แค่นั้น หรือ คนในโรงพยาบาลรู้กันอยู่แล้ว ว่าอาจจะแปลว่า (คนไข้) นอก หรือ (แผนกคนไข้) นอกได้

3.  外(がい)来(らい  語(ご)ถ้ามีคำว่า 語(ご)ห้อยท้ายก็หมายความว่า คำที่มาจากต่างประเทศ หรือ borrowed/ loan word.

เห็นไหมคะ เก็บไว้ไม่ดีแน่ ยิ่งสงสัยเด็กวัดก็จะยิ่งเก่ง ปัญหาที่เรียนกันไม่เก่ง เพราะขาดวิตามิน ส หรือ วิตามินสงสัย ไว้ส่งไปเอายาวิตามิน ส ที่โรงพยาบาลหรือแบ่งให้เด็กวัดที่ มีแต่วิตามิน อ หรือวิตามิน อ่าน อย่างเดียวได้ไหมคะ :-)

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-11 03:38:52 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีตอนดึกค่ะอาจารย์  คืออย่าหาว่านักเรียนคนนี้อยากลองดีกับอาจารย์เลยนะคะเพราะเป็นคุณหนูจำไมจริงๆค่ะ คือมีอะไรไม่เข้าใจหรือไม่รู้ที่มาที่ไปก็รู้สึกค้างคาใจค่ะ ก็จะทำไมทำไม มักมีคนบอกว่ามาเปลี่ยนชื่อกันเถอะเป็นคุณหนูจำไม เพราะวันนี้ไปกดดูคำว่า がいらい ในcyber dicที่มีใช้อยู่แปลว่า มาจากต่างประเทศ  มาจากประเทศอื่น มาจากแผ่นดินอื่น ซึ่งถ้า(สงสัยอีกแล้ว)ว่าจะเป็นความหมายที่ใช้ด้วยกันได้ในกรณีโรงพยาบาลที่ว่าผู้มาโรงพยาบาล(ผู้ป่วย)เป็นผู้ที่มาจากที่อื่น หรือเป็นผู้ที่มาจากตำแหน่งอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่(โรงพยาบาล)รึปล่าวคะอาจารย์   แล้วสำหรับเมื่อวานนะคะอาจารย์ มีชาวญี่ปุ่นมาพบแพทย์ก็ ขานชื่อแล้วต่อด้วย さんค่ะ ก็ใช้ประโยคที่อาจารย์ สอนทักทายเค้า พร้อมกับแอบปน 英語 พูดไปด้วยค่ะ แล้วก็เชิญวัดความดันโลหิต ว่า けつあつをはかります どうぞ ก็ดูจะเข้าใจเพราะก็ทำท่าไปด้วยค่ะ ตอนต่อไปอาจารย์อย่าพึ่งถามนะคะเพราะหลังจากนั้นก็จะ eigo o hanasu ไปแบบเอาตัวรอดไปก่อนค่ะ แล้วสิ่งสำคัญคือยิ้มเข้าไว้ ก็ช่วยได้ค่ะ  วันนี้รบกวนอาจารย์เท่านี้ก่อนนะคะ พรุ่งนี้ต้องลุยงานต่อค่ะ  おやすみなさい 

ราตรีสวัสดิ์ค่ะ อาจารย์   maya

โดย : maya วันที่ : 2009-04-10 23:13:26 อีเมล์ : IP : 117.47.45.191

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัด maya

ขอบคุณมากสำหรับการสละเวลาเขียนมาบอก ถูกต้องค่ะ พิมพ์ผิดตั้งแต่สมัยตัดแปะ และผิดพลาด

แก้ ha เป็น wa  อาจารย์เคยให้เด็กนักเรียน ศิษย์ที่สอน เวลาที่อ่านหนังสือ ขอให้แปะไว้ว่า คำไหนพิมพ์ผิด แล้ว อาจารย์จะขอหนังสือเล่มนั้น และให้หนังสือเล่มใหม่เป็นรางวัล ใครที่จะเสนอตัว อ่านหนังสือเล่มไหน แล้วหาคำที่เขาพิมพ์ผิดและพลาดมาให้อาจารย์จะเป็นการช่วยได้อย่างมาก เป็นการแสดงออกถึงน้ำใจ เพราะอาจารย์ตรวจเอง หกเจ็ดรอบ กว่าจะได้สักเล่ม มันก็ยังผิด เพราะเขาไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น ผิดๆถูกๆ แต่ก็ยังนับถือในความพยายามของคนที่ช่วยกันเข็นหนังสือ ออกมาสมัยเมือสิบกว่าปีที่แล้ว

เรื่องเกี่ยวกับ ผู้ป่วยนอกอะไรที่ถามมา อาจารย์เขียนไป เข้าใจไหมคะ ไม่เข้าใจเขียนมาถามได้นะคะ ไม่ต้องเกรงใจค่ะ

เวลาเจอก็ตามที่เด็กวัดเข้าใจถูกต้องแล้วค่ะ ก็คุยกับเขาว่า

ohisashi buri desu (ne) ไม่ได้เจอกันตั้งนานนะคะ

ogenki desu ka สบายดีหรือคะ แล้วก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องธรรมดาได้ค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-10 17:56:58 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : อาจารย์คะ ในหนังสือ เจาะลึกคำกิริยาวิเศษณ์ในภาษาญี่ปุ่น นั้น สำหรับในเรื่องของการกล่าวถึงจำนวนทั้งหมดในหน้าที่ 5 ที่ว่ารูปในอัลบั้มและกระเป๋าถือเป็นสิ่งของที่นับได้ สิ่งที่นับไม่ได้ต่อไปนี้ก็สามารถใช้ได้เช่นเดียวกัน วรรคแรกที่เป็นตัวอย่างคือ มะคะชิ โนะ โคโตะ วะ เซมบุ วะซึเระตะ นั้น ในการพิมพ์ภาษาอังกฤษจะเขียนอย่างนี้ค่ะ  ว่า Musukashi  no  koto ha zenbu wasureta  แต่ ประโยคตัวอย่างถัดไปนั้น คำว่า วะ และ wa ไม่ได้เขียนแบบแรกที่เขียนให้อาจารย์ เลยอยากถามว่าพิมพ์ผิดรึปล่าวคะ จริงๆแล้วจะต้องแก้หรือว่าเขียน ha นั้นถูกต้องแล้ว ถ้าผิดหนูจะได้แก้ในหนังสือไปเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ maya

โดย : maya วันที่ : 2009-04-09 22:39:10 อีเมล์ : IP : 117.47.219.103

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : ขอบคุณสำหรับคำตอบค่ะ อาจารย์  ต้องขออภัยอาจารย์ด้วยค่ะสำหรับเหตุการณ์ของเซนเซที่เล่าให้อาจารย์ฟังนั้นเป็นเหตุการณ์ต่างเวลา และ สถานที่ค่ะ คือไปเจอเซนเซที่ห้างสรรพสินค้าค่ะแล้วก็ทักทายเซนเซไปตามประโยคที่เขียนให้อาจารย์ว่า ใช้ しばらく ได้รึปล่าวหรือว่าใช้ ひさしぶりですねก็ได้ค่ะ คือเซนเซที่เล่าให้อาจารย์ฟังน่ะค่ะ ว่าเค้าแต่งงานไปกับเจ้าบ่าวคนไทยแล้วเค้าก็หยุดสอนไป ตอนงานแต่งเค้าก็เชิญไปร่วมงานด้วยค่ะ แต่วันนั้นบังเอิญไปเจอกันที่ห้างโรบินสันเราก็ดีใจที่ได้พบเซนเซ แล้วเค้าก็ดีใจมากค่ะ วันนี้เค้าก็เมล์มาแล้วก็ส่งรูปลูกชายเค้ามาให้ดูด้วยค่ะ ก็เมล์ตอบเซนเซค่ะ  วันนี้ขอถามอาจารย์เรื่อง การที่เราไม่พบกันมานานเราจะเลือกใช้รูปแบบการทักทายกันยังไงดีคะ   ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ  maya

โดย : maya วันที่ : 2009-04-08 23:47:06 อีเมล์ : IP : 117.47.42.177

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคนที่สนใจอยากเรียนรู้ กับเด็กวัด maya

(เด็กวัด maya) เป็นพยาบาลอยู่ที่แผนกผู้ป่วยนอกค่ะ อาจารย์คะแผนกนี้ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า かいがい รึปล่าวคะ แล้วก็เมื่อคนไข้มาถึงจะพูดว่า どう しましたか.รึปล่าวคะ หรือจะเริ่มต้นที่ประโยคอะไรดีคะ  ขอบคุณค่ะ

(เด็กวัด maya)  ไม่ใช่ค่ะ ที่ถูกต้องแผนก ผู้ป่วยนอก ภาษาญี่ปุ่นคือ gai がい(ข้างนอก) rai  らい(มา) kan-ja かんじゃ (ผู้ป่วย) รวมกันก็จะเป็น gai-rai kan-ja (กะอิ ระอิ คัน จะ) พูดสั้นๆก็ได้ว่าแผนก  'gai-rai'

ที่เด็กวัดเขียนมา ผิดที่ว่า มันกลายเป็น かいがい kai gai มีความหมายว่า 'ต่างประเทศ'

ถ้าคนไข้มาถึงโรงพยาบาล ในญี่ปุ่น เขาไม่ได้ฝึกให้มีอัธยาศัย แต่เป็นทางการ เราไม่ใช่คนญี่ป่น เราคนไทย คนที่ไม่สบายในต่างประเทศ เราเป็นพยาบาล หรือคิดว่า ถ้าเป็นเรา คงใจไม่ค่อยดี เพราะไม่สบายภาษาก็ไม่ใช่ของเรา หมอก็ไม่ใช่คนญี่ปุ่น เราก็น่าจะทำให้สบาย ทักเขา สักนิดว่า ohayoo gozai masu ถ้าเป็นตอนเช้า ถ้าตอนกลางวัน ก็ทั่กว่า konnichi wa

แถมเราส่งยิ้มงามๆ คนไข้ก็สบายใจขึ้นเยอะ แล้วค่อยถามง่ายๆก็ได้ว่า  dooka どうか shimashita ka しましたか เกิดอะไรขึ้นหรือคะ。หรือ มีอะไรเกิดขี้นหรือเป็นไงคะ เป็นต้น

หรือ เป็นทางการหน่อยก็ถามว่า doko ga どこが(ที่ไหน) ぐあいが(อาการ) わるい (ไม่ดี)ですか。 

 doko ga guai ga warui desu ka.  มีอาการไม่สบายที่ไหนคะ

こんばんは しばらくですね。ถ้าคนไข้เคยไปหาเป็นประจำ หรือค่อนข้างรู้จัก เราก็ต้องทำตัวกันเองหน่อย ให้คนไข้สบายใจ แต่ถ้ารู้ว่ามาหาหมอ แทนที่จะถามว่า สบายดีหรือ คงไม่ถาม เราก็ถามอย่างกันเอง ค่อนข้างเบา ไม่ให้คนไข้รู้สึกว่าฉันอาการหนัก  どうかshimashita ka しましたか เกิดอะไรขึ้นหรือคะ。 หรือ มีอะไรเกิดขี้นหรือเป็นไงคะ เป็นต้น    

เป็นพยาบาลเรื่องสำคัญคือเรื่องจิตวิทยาเวลาคนไข้ไปหา ยิ่งหัดภาษาญี่ปุ่นคุยกับคนไข้หน่อย คนไข้ก็สบายใจแล้วค่ะ

ไม่ต้องเกรง เอาเท่าที่เราทำได้ ลองใช้ดูแล้วมารายงานต่อนะคะว่า ได้ผลหรือไม่อย่างไร                                 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-08 22:14:58 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ตอนนี้ขอถอยหรือขยับไปอยู่ประมาณหลังห้องนะคะแต่ไม่คิดจะโบกมือลาหรอกค่ะ เพียงแต่คิดว่าตัวเองเป็นเด็กแปลกกว่าคนอื่น จะพยายามมายิงคำถามอาจารย์หรือติดตามบทเรียนอื่นๆไปด้วยค่ะ วันนี้เจอเซนเซกับลูกชายเล็กๆประมาณอายุไม่ถึง1 ขวบก็ทักทายเซนเซ こんばんは しばらくですね,お元気ですか. หรือต้องพูดว่า お ひさしぶり ですね หรือจะใช้ประโยคใดประโยคหนึ่งก็ได้คะ   ขอบคุณค่ะ   maya

โดย : maya วันที่ : 2009-04-07 22:08:03 อีเมล์ : IP : 117.47.230.5

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

เป็นพยาบาลอยู่ที่แผนกผู้ป่วยนอกค่ะ อาจารย์คะแผนกนี้ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า かいがい รึปล่าวคะ

แล้วก็เมื่อคนไข้มาถึงจะพูดว่า どう しましたか.รึปล่าวคะ หรือจะเริ่มต้นที่ประโยคอะไรดีคะ  ขอบคุณค่ะ

                                                                         maya

โดย : maya วันที่ : 2009-04-07 20:19:15 อีเมล์ : IP : 117.47.230.5

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ เด็กวัด maya

ถ้าความรู้ภาษาญี่ปุ่นไม่แน่น เพียงแค่รู้คำศัพท์ และพยายามสื่อผสมภาษาอังกฤษ ไทย น่าจะได้ผลมากกว่า เพราะเดี๋ยว คนไข้นึกว่า เด็กวัดเก่งภาษาญี่ปุ่นมาก เกิดการเข้าใจผิด ตีความกันผิดจะลำบากค่ะ

เอาประโยคที่จำเป็นต้องใช้เป็นหลักน่าจะได้

ขายที่ไหน ไม่ทราบ เพราะอาจารย์ต้องไปหาหมอ ก็สู้กับคำศัพท์หมอเอง ไม่เข้าใจก็ถามหมอ แต่จำไม่ค่อยได้ว่า เขาใช้ว่ายังไง แต่ฟังรู้ว่าเขาอยากจะบอกให้ทำอะไร เพราะไม่ได้ใช้ภาษาธรรมดา

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-07 00:25:09 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สิ่งแรกเมื่อคนไข้มาเราจะต้องพูดประโยคทักทายทั่วไปในชีวิตประจำวันใช่มั้ยคะ

และหลังจากนั้นแนะนำให้ลงทะเบียน ทำบัตร และสอบถามว่าเค้าเป็นอะไร หรือต้องการทำอะไร มีการชั่งน้ำหนักวัดความดันโลหิต วัดอุณหภูมิ ถ้าเค้าบอกว่ามีไข้ และบอกให้รอพบแพทย์ วันนี้ขอรบกวนเวลาอาจารย์เท่านี้ก่อนนะคะ  พรุ่งนี้นักเรียนที่ไม่เหมือนใครจะมารบกวนอาจารย์อีกค่ะ ขอบคุณค่ะ maya

โดย : maya วันที่ : 2009-04-06 23:40:48 อีเมล์ : IP : 222.123.135.125

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ เด็กวัด maya

ที่อยากรู้คือ เวลาคนไข้ญี่ปุ่นมาหา แล้วเด็กวัดทำหน้าที่อะไร อยากทราบคำศัพท์ประเภทไหนคะ

อาจารย์จะได้ดูว่าพอจะช่วยอะไรได้บ้าง จากประสบการณ์การไปหาหมอ ขอตัวอย่างรูปนาม จะได้เข้าใจว่าอยากรู้อะไรนะคะ และอะไรที่เป็นปัญหาอย่างมาก คำศัพท์ หรืออะไร ช่วยเล่าหน่อยนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-06 03:43:08 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

--------------------------------------------------------------------------------------------------