一人の空間 มุมหลังห้อง
ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการเรียนของเด็กวัด imm เชิญเด็กวัดทุกคนอ่านกันได้เลยค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

สวัสดีค่ะเด็กวัดทกุคน และเด็กวัด imm

 

 

 

เรียนอัดทุกวัน ความสนุกก็จะหายไป

ถ้าเป็นการเรียนเพื่อสอบอย่างเดียว

 

 เรียนยังไง จึงจะเรียนได้นาน และสนุก

ไม่เครียด แม้จะต้องสอบ แต่ก็ยังสนุก

คือ สิ่งที่โรงเรียนเด็กวัดปรียา

ต้องการมอบให้ทุกคน

 

    ครูขอขอบคุณมากที่เด็กวัด immเขียนเล่ามาให้ครูฟังนะคะ เขียนละเอียด ทำให้ครูเห็นภาพเลย

   ครูเอาชีวิตประจำวันของเด็กวัดมาลองจัดเป็นตาราง เพื่อเราทุกคนจะได้เห็นกันได้ชัดมากขึ้น ว่าเกิดอะไรขึ้น ทางด้านจิตวิทยาวิธีนี้ สำหรับครูก็คือ การสำรวจตัวเอง เพราะใช้กับตัวเองบ่อย

 

วันจันทร์ฺ/พุธ

อังคาร / พฤหัส/ศุกร์

ตื่น 6 โมงเช้า

เสาร์/ อาทิตย์

วันจันทร์ และวันพุธ จะอยู่บ้านค่ะ  หนูจะพักผ่อนค่ะ

วิธีำัำีพักผ่อนคือ

1.ไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดของโรงพยาบาลใกล้บ้านเป็นหนังสือความรู้ทั่วไป

2. หนูไปเที่ยวกับเพื่อนๆ

3. ส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านทำงานบ้านให้แม่

4. พอว่างๆหนูจะอ่านหนังสือที่หนูอยากจะอ่าน

 

 

ตื่นแล้วหนูจะมาทำงานให้แม่

งานบ้านซักผ้าหรือรีดผ้าทำความสะอาดบ้าน

10 โมงเช้า หนูก็ออกไปเรียนภาษาญี่ปุ่น ถึงที่เรียนเที่ยงวัน

กินข้าวกลางวัน

1 โมง ถึง 4 โมงเย็น (เรียนภา๋ษาญี่ปุ่น)

วันสอนทดแทน

9 โมงเช้า-4 โมงเย็น (6 ชั่วโมง ไม่รวมอาหารกลางวัน)

เนื้อหาที่เรียน:

ช่วงนี้จะเป็นการติวระดับ 4

ข้อสอบของปีเก่ามาให้ฝึกทำและเรียนจากหนังสือไวยากรณ์

 

หนูคิดว่าเขาสอนเข้าใจมากค่ะและสามารถถามเรื่องที่ไม่เข้าใจได้ตลอด

---------------------------

4-6 โมงเย็น ช่วงเดินทางกลับบ้าน

6-8 โมงเย็น(เรียนภาษาอังกฤษ 2 ชม) ชอบมาก

ครูที่สอนชาวต่างชาติ

พูดไทยเก่งและสอนให้เข้าใจได้ค่ะ หนูจึงมีความสุขเวลาเรียน

จะให้กลับไปอ่านที่ครูบอกให้อ่านมาและจะสอบตลอดเมื่อจบบท ยังไม่ได้สอบ เพราะเพิ่งเริ่มเรียนได้ครึ่งทาง

คำถาม (เริ่มไปเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เมื่อไร กี่เดือนมาแล้ว)

ปกติหนูจะทบทวนบทเรียนประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ถึง ตี 1 กว่าๆ ( สามชัวโมง)

นูจะจำได้ดีและบรรยากาศก็เงียบมากค่ะ ซึ่งการทำแบบนี้หนูอาจจะยังแบ่งเวลาไม่ถูกต้อง เพราะยังจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ค่ะ

--หนูเอาเวลานอนมาเรียนแทน ไม่ดีแน่ในระยะยาวค่ะ

 

เสาร์-อาทิตย์  หนูจะเรียนภาษาอังกฤษประมาณ 8 โมงเช้าถึง 10 โมงเช้า

กลับจากเรียนภาษาอังกฤษหนูก็จะมานอนดูทีวีและหลับไปค่ะ

 

หนูคิดว่าต้องพักผ่อนบ้างค่ะ เพราะหนูเองสุขภาพไม่ดีเท่าไหร่ค่ะ

 

 

วันที่ไม่มีเรียน หนูจะตื่น 6 โมงเช้าค่ะ และตอนเย็นก็ต้องทำงานช่วยแม่ค่ะ เช่น พอแม่ทำกับข้าวเสร็จก็ต้องจัดการล้างจานค่ะ แล้วก็อาบน้ำ และหนูจะมาเล่นอินเตอร์เน็ตค่ะ เล่นประมาณ 1 ชั่วโมง

จะไม่ค่อยทำอะไร ส่วนใหญ่จะหาข้อมูลที่อยากรู้ หรือไม่ก็ดูพวกข่าวในเว็บการศึกษาค่ะ เพราะเปลี่ยนบ่อยๆ จึงต้องติดตามค่ะ

 

เวลาว่างทำอะไร

งานอดิเรก

ดูทีวี  นอนพัก หรือไม่ก็ร้องเพลง หนูชอบร้องเพลงมากๆค่ะ ปกติจะร้องเพลงสากล

พอมีงานหนูจะไปประกวดตลอดค่ะ หนูพึ่งไปประกวดร้องเพลงที่งาน 日本際มาค่ะ ได้ที่ 2 หนูคิดว่าได้ฝึกใช้ภาษาด้วย และเข้าใจด้วย จึงเป็นเหมือนงานอดิเรก

 

ความเห็นครู: เด็กวัดรู้จักแก้ไขปัญหา รับมือ จัดการเวลา และใช้เวลาเป็นประโยชน์ แถมมีแรงสนับสนุน

(เด็กวัด) จึงต้องเรียนเพิ่ม  เลยต้องพยายามขวนขวายเองค่ะ และหนูก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีค่ะ ที่จะทำในช่วงที่ว่าง เพราะเป็นการเตรียมตัวค่ะเพราะโรงเรียนหนูพอเปิดเทอมมางานจะหนักมากค่ะจนบางครั้งจะไม่มีเวลาอ่านหนังสือ ส่วนใหญ่จะเป็นงานวิจารณ์เขียนเยอะมาก เป็นหลายสิบหน้าและก็มีแทบทุกวิชา หนูจึงอยากเก็บความรู้เอาไว้ก่อน และพ่อแม่ก็สนับสนุนให้เรียนด้วยค่ะ เพราะอาจจะดีกว่าไปเที่ยวนอกบ้านค่ะ

 

ความเห็นครู:  รู้จักเตรียมตัว และหาจุดอ่อนตัวเอง

(เด็กวัด) ดูว่าวันต่อไปจะเรียนเรื่องอะไรและทำความเข้าใจไปก่อนค่ะ เพราะจะไม่ทำให้งงและเรียนได้เข้าใจค่ะ   เช่น พวกหลักไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่น  หรือถ้าเป็นภาษาอังกฤษ หนังสือที่ใช้เรียนจะเป็นภาษาอังกฤษหมด หนูจะพยายามอ่านและหาคำแปลคำที่ไม่เข้าใจค่ะ และก็จะกลับไปทวนสิ่งที่เรียนผ่านมาด้วยค่ะ เพราะหนูขี้ลืม ^^

ความเห็นครู:  รู้จักวางแผนล่วงหน้า

 

แต่หนูอยากจะเรียนด้านภาษาอังกฤษไปก่อน และจะเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่นทีหลัง แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะหนูยังไม่ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัย เพียงแต่หนูอยากจะวางแผนไว้ก่อน

 

ความเห็นครู:   ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการอ่าน นิสัยชอบการอ่านหนังสือและเรียนรู้

หนูจะอ่านหนังสือเรียนภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นค่ะ ทั้งที่เรียนพิเศษและหนังสือที่ใช้ในโรงเรียนค่ะ  ส่วนถ้าหนูอยากคลายเครียดจึงจะอ่านหนังสือที่ไม่ใช่ตำราภาษาค่ะ

 

คำถามของครู: อ่านยังไง

 

(เด็กวัด) ในส่วนของคำศัพท์ หนูจะท่องไปเรื่อยๆจนจำได้ แล้วหนูจะจดในสมุดพกเล่มเล็กๆเพื่ออ่านเวลารอรถหรือนั่งรถไปไหนต่อไป หนูจะท่องไปเรื่อยๆ และท่องซ้ำหลายครั้งจนจำได้ค่ะ และจะดูคำภาษาอังกฤษและแปลออกมาโดยไม่ดูที่จดคำแปลไว้ค่ะเพื่อทดสอบว่าตัวเองจำได้ไหม

 

ส่วนพวกไวยากรณ์หนูต้องอ่านซ้ำหลายครั้ง เพื่อจะได้เข้าใจละเอียด แต่รู้สึกเครียดและท้อในบางครั้งค่ะ เพราะสองภาษานี้ค่อนข้างต่างกัน

 

คำถามของครู: เวลาที่เจอคำศัพท์ใหม่ๆ ทำยังไง

(เด็กวัด) หนูจะแปลก่อนค่ะ และจะท่องไปเรื่อย หนูทำเป็นสมุดศัพท์เล็กๆไว้ท่อง เพราะมันสะดวก แต่บางครั้งจะเบลอค่ะ ศัพท์เยอะมาก และยังต้องท่องทั้งศัพท์ภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น และตอนนี้หนูต้องท่องศัพท์อังกฤษเยอะเป็นพิเศษเพราะหนูจะลองไปสอบข้อสอบ CU-TEP ของจุฬาฯ และ TU-GET ของธรรมศาสตร์ค่ะ แค่อยากลองไปสอบดู แต่ก็อยากทำให้ดีที่สุด เพราะสามารถใช้ผลยื่นในการเรียนภาคภาษาอังกฤษได้ ที่หนูเบลอเพราะหนูอาจจะทำผิดวิธีหรือวางแผนการท่องศัพท์แบบนี้ไม่เหมาะสมค่ะ 

 

(เด็กวัด imm) ตอนนี้จะขึ้น ม.5 แล้วค่ะ กำลังเตรียมตัวสอบวัดระดับ 4 อยู่ค่ะ

 

(ครูประจำชั้นปรียา) โทษที จะเข้ามหาวิทยาลัยก็ต่อเมื่อจบ ม. 6 ถูกต้องไหมคะ เพราะสมัยครู เป็น มศ. 4-5

(เด็กวัด imm) แต่ช่วงนี้หนูกดดันมากๆเลยค่ะ หนูชอบทั้งภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น
(ครูประจำชั้นปรียา) อ่านที่หนูเขียนมาแล้ว เห็นภาพเลยว่า ทำไมกดดันมากนะคะ เพราะหนูพยายามจะเอาให้ได้สองอย่างในเวลาเดียวกัน เรียกว่าเรียนแบบฝืน และโหมค่ะ muriyari
むりやりและเด็กวัดไปตื่นกับเรื่องที่คนตื่นกันว่า จะต้องเรียนภาษาอังกฤษ หรือไม่ก็ต้องทิ้งภาษาอังกฤษ ไปเอาดีทางภาษาญี่ปุ่น เครียดจริงๆ ถ้าเราไม่มีจุดยืนตัวเอง จะทำยังไงดี ถ้าไม่เหมือนคนอื่น จะรอดไหมเนี่ย เด็กวัดลืมไปว่า ทุกคนไม่เหมือนกัน

 

(เด็กวัด imm) หนูก็เตรียมจะไปสอบข้อสอบของจุฬาฯและธรรมศาสตร์
(ครูประจำชั้นปรียา) สอบตอนปี ม. 6 หรือตอนที่จบ ม. 5 ไ้ด้ไหมคะ มีเหตุผลอะไรที่จะต้องสอบตอนนี้หรือเปล่า
 สอบเดือนไหนคะ 

 

(ครูประจำชั้นปรียา) เท่าที่ครูดูจากตารางเวลาของหนู ครูว่า อังคาร พฤหัส และศุกร์ หนูไม่มีเวลาที่จะพักทั้งกายและใจ หัวสมองคงจะล้ามาก

 

แถมวันเสาร์อาทิตย์ก็ยังไปเรียนพิเศษอีก แม้ว่าจะเป็นรายการเวลาเรียนที่หนักมากก็ตาม แต่ครูก็เข้าใจ เพราะจากที่หนูเขียนมา ครูเห็นว่า หนูเป็นเด็กที่มีความมุ่งมั่น และรู้จักวางแผน ว่าตัวเองจะทำอะไร และที่สำคัญที่ครูอ่านแล้ว ชอบมากก็คือ เรียนเพราะรักและชอบมัน แม้จะต้องแข่งขันก็ตาม และดูเหมือนชอบการแข่งขันเสียด้วย

 

 (ข้อคิดที่เกิดและเห็นมาเยอะ)      แต่การเรียนที่แท้จริงในขั้นสุดท้าย คนที่แข่งขันสอบได้คะแนนดีๆ ทำไมพอเข้ามหาวิทยาลัย เรียนล้มเหลวเยอะ คือแข่งและอัดจนร่างกายรับไม่ไหว แทบจะไม่ยอมเรียน แถมเรียนไม่จบก็มี เรียนจบออกไป กลับสู้คนที่เรียนเป็น ไม่เครียดไม่ได้ เพราะอะไร?

 

   แถมรู้จักวิธีพัฒนาการเรียนตัวเอง ด้วยการร้องเพลงภาษาที่ตัวเองเรียนและชอบดีมาก ครูก็ชอบฟังเนื้อร้องเพลงฝรั่งตั้งแต่ตอนเรียนชั้นมัธยม แต่ไม่ได้ชอบร้องเพลง ครูชอบใช้เวลากับการหาความหมายกับเนื้อหาของเพลง ชอบจำและเรียนจากเพลง ไม่เข้าใจจะต้องไปเปิดดิกฯดู

    

      อีกจุดหนึ่ง เด็กวัดอื่นๆที่ดูรายการชีวิตประจำวันหนูในแต่ละวันหนู คงจะตกใจ เช่น จันทร์ฺ และพุธ ไม่ได้ไปเรียน แต่ถ้าดูว่าทำอะไร ก็ยังไม่พ้นอ่านหนังสือ คนอื่นที่ไม่ค่อยชอบอ่านก็คงงง ว่าแล้วเอาเวลาไหนพักผ่อน

    

    จุดนี้ ครูขอชี้แจงแทนเพราะเกิดกับตัวเองนะคะ และขอคำตอบจากหนูด้วยว่า ถูกต้องเพียงไรที่ครูเขียนให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับหนูนะคะ

     เวลาที่ครูเหนื่อยๆ ครูออกกำลังกายทุกวัน ดังนั้น หลังจากทำงานหนัก จะเหนื่อย หัวล้า รูจะต้องหาหนังสืออะไรที่ครูชอบไปนั่งอ่าน เงียบๆ และนั่งฟังเพลงไปด้วย นั่นคือ การผ่อนคลายของครู ซึ่้งเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับครู เพราะบางทีหัวมันหนัก มันล้า และเบื่อ ครูจะต้องไปหาหนังสือเก่าๆ ที่ตัวเองคิดว่า คงจะอ่านได้เข้ากับความรู้สึกต้องการผ่อนคลายตอนนั้น

   

       ครูไม่ชอบอ่านนวนิยาย แต่ไหนแต่ไร ครูชอบอ่านอะไรที่ต้องคิด ต้องใช้สมอง แล้วครูจะคลายเครียด และอีกอย่างที่ครูอ่านหนังสือพวกนี้ได้ ก็เพราะครูไม่ได้อ่านเพื่อต้องไปแข่งขัน ไปสอบ จึงติดนิสัย ไม่อ่านหนังสือ ไม่คิดหรือเขียน จะหงุดหงิด

     

       ตามตาราง แม้วันที่เด็กวัด imm ไม่ได้ไปเรียนก็ยังไปห้องสมุด ครูย้ายมาอยู่ที่ใหม่นี้ วันๆถ้าวันที่อากาศครึ้มๆซึมๆ เริ่มรู้สึกเบื่อ เราจะต้องรีบชวนกันไปห้องสมุดไประบายความเครียด แทนที่จะไปซื้อของตามมอลล์ เพราะไม่รู้จะซื้ออะไรอยู่โตเกียวเห็นจนเบื่อ

      

        เพียงขอให้เราได้ไปนั่งอ่าน หรือเพียงแค่เข้าไปในสัมผัสบรรยากาศในห้องสมุด ครูก็จะรู้สึกคลายเครียด เพราะชอบบรรยากาศที่ห้อมล้อมด้วยหนังสือ อบอุ่นใจดี

        ยิ่งวันที่มีอากาศดี แทนที่จะขับรถไป เราจะเดินไปห้องสมุด กว่าจะถึงก็ใช้เวลาครึ่้งชั่วโมงไปกลับหนึ่งชั่วโมง ในระหว่างทางที่เดินไป ก็จะฟังเพื่อนร่วมบ้านคุัยเรื่องฟิสิกส์ ทฤษฏีต่างๆ เป็นการผ่อนคลาย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพราะได้ใช้ความคิด เป็นการออกกำลังกายสมอง

     

      ดังนั้น ที่ครูจึงคิดว่า หนูอาจจะมุ่งมั่น เข้มงวดกับตัวเอง หรือ ขันเกลียวตัวเองแน่นเหลือเกิน เพราะตั้งความหวังไว้สูงมาก ทำทีอยากให้ได้ดีทั้งสองภาษา และอยากจะสอบให้ได้ดีทั้งสองภาษาในเวลาเดียวกัน เป็นสาเหตุที่ทำให้เครียด ไม่มีการผ่อนคลาย ต้องวิ่งๆๆๆ เหนื่อยกับการเดินทาง เหนื่อยกับการเรียน และเกิดความกดดัน

 

      ครูแนะนำว่า หนูควรจะต้องไปปรับท่าที และการแบ่งเวลาใหม่ให้ยืดหยุ่นกับตัวเองมากกว่านี้ ทุกอย่างน่้าจะดีขึ้นนะคะ

     

       ครูเข้าใจและคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะต้องเตรียมไว้ก่อน ยิ่งถ้าหนูตัดสินใจว่า หนูอยากเอาดีภาษาอังกฤษให้ได้ และไม่อยากทิ้งภาษาญี่ปุ่น ก็ต้องจัดเวลาให้ดีกว่านี้ คือ จะให้ดีทั้งสองภาษาเท่าๆกันในเวลาเดียวกันคงยาก ไม่ค่อยสมจริง (unrealistic and not practical)  

 

แยกแยะอะไร เรื่องหลัก อะไรเรื่องรอง What is your priority?

 

       เพราะถ้าเห็นว่าจะต้องเอาตัวรอดทำคะแนนภาษาอังกฤษให้ดี ก็ต้องแบ่งเวลาให้ภาษาอังกฤษไปเลย ไม่งั้นเวลาเรียนภาษาอังกฤษ ก็ใจว๊อกแว็กเป็นห่วงภาษาญีปุ่น และต้องไม่ไปสร้างความกดดันให้ตัวเองว่าจะต้องเอาภาษาญี่ปุ่นให้ดีที่สุดเหมือนภาษาอังกฤษในเมื่อตัวเองตัดสินใจว่าอะไรสำคัญที่สุด และอะไรเป็นเรื่องรอง

       ทำไมต้องแยก ก็เพื่อจะได้ไม่สร้างความเครียดให้ตัวเอง ในสิ่งที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผล

     

       เพราะเหมือนสมัยครู พอครู รู้ว่า เขาจะเอาคะแนนสอบภาษาอังกฤษเป็นหลักในการพิจารณษ เวลาชิงทุนไปญี่ปุ่น ครูก็ต้องสอบข้อเขียนภาษาอังกฤษให้ผ่านให้ได้้ (priority ) ถ้าไม่ผ่านก็อดหมดสิทธิ์

       ถ้าผ่านก็ จะได้สอบสัมภาษณ์ พอสอบข้อเขียนผ่าน คราวนี้ก็ต้องมาทุ่มกับ การเตรียมสอบข้อสอบภาษาญี่ปุ่น คนละเวที

 

      สำหรับคนที่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมาจะได้เปรียบกว่าคนที่ไม่ได้เรียนในสมัยนั้น แ่ต่ก็ไม่เสมอไปเพราะ การสอบสัมภาษณ์เขาต้องดูอะไรอีกหลายๆอย่างไม่เพียงแต่ดูคะแนนที่ได้จากข้อสอบ

 

        ครูืถือว่านั่น เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อเอาตัวรอดของนักเรียน ในการที่จะสอบฟันฝ่าอุปสรรคการเรียนต่างๆ เพราะยังไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องอื่น ไม่ต้องออกไปทำงานหาเงิน มีหน้าที่เรียน ผสมกับเรื่องหวานแหว๋ว ในหมู่เพื่อนนักเรียนเพราะเป็นวัยรุ่น ย่อมเป็นของธรรมดา เป็นยาบำรุงกำลังนิดหน่อย และต้องสร้างสุขภาพกายและใจให้ดี และพร้อมเพื่อขึ้นสังเวียน

 

     และคงเป็นวิธีเดียวที่จะต้องทำให้ได้ดีที่สุดในตอนนั้น เพราะจุดมุ่งหมายของครูตอนนั้นคือ จะ้ต้องทำคะแนนภาษาอังกฤษให้ได้ดีที่สุด และก็ผ่านจริงๆ

 

       พอผ่าน สนามต่อไปก็คือ มาทุ่มกับภาษาญี่ปุ่น ไม่ได้ทิ้งมันไม่เคยทิ้ง แต่แอบไปให้ความสำคัญกับเพื่อนอีกภาษาหนึ่งมากกว่าหน่อยเท่านั้น :-)   ที่ต้องทำเพราะจำเป็น ต้องจัดอันดับความสำคัญมากที่สุด และสำคัญรอง เพื่อจะได้รับมือได้ ไม่ต้องไปทิ้งมันค่ะ

 

         ครูไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเรียนแบบอัด ยิ่งไปเรียนเพื่อจะเตรียมสอบวัดระดับ ไม่เรียกว่า เป็นการเรียนที่น่าจะสนุก และเพลิน แค่ต้องออกไปเรียน ก็เครียดแล้วค่ะ ไม่ต่างอะไรกับคนที่ไปเรียนที่โรงเรียน กวดวิชา

        ตอนที่อยู่ญี่ปุ่น หลังจากครูสอนอบรมครูญี่ปุ่นหลังสามทุ่มแล้ว ออกมาเกือบสี่ทุ่มโรงเรียนกวดวิชาญี่ปุ่น ยังมีเด็กนักเรียนในห้องเลย เห็นแล้วก็เศร้าว่า เรียนอัดกันแบบนี้ ถึงเด็กดีๆทั้งหลายจึง ต้องมาฆ่าตัวตาย เพราะเอาใจ พ่อแม่สอบเข้าไม่ได้ พ่อแม่ก็เสียใจ ครูก็เสียใจ เลยแก้ปัญหา หาทางออก ด้วยการ ปลิดชีวิตตัวเองเลย

 

 

      ดูตารางเด็กวัด เรียนตั้งแต่เช้าจนเย็นในกรณีที่ครูเด็กวัดสอนให้ตามเวลาไม่ได้ เรียนอัดเลย แล้ว ร่างกายไม่เหนื่อย และหัวสมองจะไม่ล้าหรือ 

      การเรียนแบบนี้ถือว่า เป็นการเรียนและการสอนที่ไม่ถูกวิธี  จึงเป็นคำตอบว่า ทำไม เราต้องมีการกำหนดเวลาแต่ละคาบการเรียน ตอนที่ครูสอนนักศึกษาสามชั่วโมงรวดมีพัก นักเรียนก็จะแย่ ครูก็จะแย่แล้ว  

 

         เวลาที่ครูสอนเด็กไทยภาษาอังกฤษ สามชั่วโมง ครูจะใช้วิธีสอน ชั่วโมงครึ่ง แล้วให้นักเรียนพัก วิ่งเล่นกันเลย ครึ่งชั่วโมง แทนที่จะพักทุกๆห้าสิบนาที พ่อแม่ไม่เคยเห็นลูกเล่น ตอนพัก เพราะไม่ชอบให้เด็กเล่น ซุกซนอีก  ทำไมเพราะไม่เรียบร้อย ไม่ดี แบบสังคมไทย

         เห็นลูกๆมีพลังเหลือใช้ เพราะเด็กในสมัยนี้ไม่ได้โต และวิ่งเล่นแบบสมัยครู สมัยครูตีกัน วิ่งเล่นกัน แต่ที่รร ไม่ให้เล่น เพราะเหงื่อออก เหม็นอีก

          พ่อแม่ ตกใจ ที่ลูกๆเด็กๆผู้ชายและผู้หญิง วิ่งเล่นกันแบบเด็กๆ เล่นเกมส์ที่ครูก็เข้าไปเล่นด้วย สนุกสนานด้วยกัน เพราะไม่ต้องการให้เรียนๆๆๆอย่างเดียว

           พอถึงเวลา เรียนอีกชั่วโมง นักเรียนจะกระชุ่มกระชวย พอบอกหมดเวลา นักเรียนบางคน ทำหน้าอ่อย เพราะเวลาสั้นมาก ถึงเวลาเลิกเรียน ครูเลิกทันทีไม่มีการยืด

 

           พ่อแม่บ้านเราไม่คิดว่าสิ่งพวกนี้จำเป็นตอนนี้ที่ประเทศต่างๆก็เป็นปัญหากันมากค่ะ เด็กนักเรียนสิบกว่าขวบที่ครูสอนที่มาเรียนรอบบ่าย คุณพ่อ หรือคุณแม่ต้องวิ่งรอกรับมาเรียนเพราะเรียนเที่ยง ต้องวิ่งมาเรียนให้ทันของครู ครูตกใจว่า แล้วเด็กทานข้าวหรือยัง ไม่มีเวลากันทั้งนั้น กินแต่ มันฝรั่งทอดที่เป็นอาหารขยะ ครูสั่งห้ามเอามากินเป็นอาหารกลางวัน เพราะพ่อแม่ให้เงินลูกซื้อกิน แต่ลูกกินอะไรไม่รู้ ขอให้ส่งลูกไปเรียนๆๆๆ ก็พอ แล้วก็ประเภท ย้ายลูกไปเรียนที่โน่นที่นี่ ถ้าเพื่อนหรือใครบอกว่าดี อะไรดีไม่รู้ ที่สอนๆเรียนกับเจ้าของภาษามาทั้งนั้น แต่อ่านก็ไม่ได้ ฟังก็ไม่รู้เรื่อง

          พ่อแม่เริ่มรู้ตัว ต้องส่งมาเรียนกับครู  ครูถามเด็กนักเรียนเอง นักเรียนบอกว่า เสาร์อาทิตย์ พ่อแม่จะส่งให้ไปเรียนโน่นนี่ ก็ไปเรียน แต่ไปที่ห้องเรียนไม่ได้เรียน เพราะเหนื่อยและเบื่อ เรียนไม่รู้เรื่อง แต่ต้องจำใจเรียน สนุกที่ได้เจอเพื่อนมากกว่า

 

          แต่หลังจากที่ครูสอน สิ่งแรกที่ครูต้องการทำที่สุดก็คือ ต้องรีบไปออกกำลังกาย เพราะเหนื่อยมาก หัวสมองล้ามาก เพราะต้องใช้พลังเยอะ และต้องอธิบาย ยืนสอน ไม่เคยนั่งสอนนักเรียน จึงเหนื่อยมากและคิดเสมอว่าสอนยังไง นักเรียนจึงจะ ไม่เบื่อ และต้องให้ถามให้คิดเสมอ

 

         แต่เด็กนักเรียนที่ครูสอนตอนหลัง ครูเพิ่งจะมารู้จากพ่อแม่ว่า พอเรียนจากครูเสร็จรีบพาลูกไปเรียนคณิตศาสตร์ ตอนบ่ายต่อ หรือคนที่เรียนบ่าย ตอนเช้าก็ส่งลูกไปเรียนอะไรมาก่อนแล้ว หลังเลิกเรียน ต้องวิ่งไปเรียนอะไรไม่รู้เต็มไปหมด แข่งกันเรียน กลัวสู้คนอื่นไมไ่ด้ เช่น ไปเรียนศิลปะ เรียนวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

        ครูตกใจ เด็กนักเรียนอายุสิบขวบกว่าๆ วันอาิทิตย์ก็เรียน เสาร์ก็เรียน ครูยังถามตัวเองว่า ถ้าครูไม่มาสอน เด็กนักเรียนก็คงได้ไปวิ่งเล่้น แต่ไม่ใช่เลย ถ้าครูไม่สอน ก็ส่งไปเรียนที่อื่นต่อ

       

         พ่อแม่บ้านเรา จะไม่ยอมให้ลูกๆมีเวลาตัวเองจะส่งไปเรียนๆๆๆ ครูคิดว่า ต้องแก้ความคิดแบบนี้กันอย่างมาก ถ้าส่งลูกไปเรียนพิเศษแบบนี้เีรื่อยๆ แม้พ่อแม่จะคิดว่าคง จะเก่งกว่าคนอื่น แต่ผลก็คือ เด็กนักเรียนสารภาพว่าเรียนไม่รู้เรื่องแต่ต้องเรียนเอาใจพ่อแม่ พอเรียนกันนานๆ ระยะยาว จะไม่มีความสามารถที่จะเรียนเองได้ เพราะเรียนแบบต้องมีครูสอนตลอดเวลา

        สำหรับเด็กวัด imm ครูคิดว่า เป็นเด็กนักเรียนที่มีความสามารถที่จะเรียนได้เอง และน่าจะเรียนได้มากกว่าเสียเวลานั่งรถไปเรียน และเครียดกลับมา มีความคิดของตัวเองมาก

 

        อีกข้อหนึ่้งที่ครูอยากแนะนำเด็กวัด immก็คือ  มีลูกศิษย์และคนอีกมากมายที่บอกว่าต้องอยู่ดึกๆจึงจะทำงานได้เพราะบรรยากาศเงียบๆ แต่การนอนดึก ทำให้ร่างกายเราเสื่อม เราโหม แทนที่ร่างกายจะได้นอน เรากลับเอาเวลามานั่งเรียน พอเวลาตื่น เราก็เพิ่งจะได้นอน และนอนไม่พอ ไม่สดชื่น

       

        ถ้าทำแบบนี้เรื่อยๆร่างกายก็จะชิน และอีกหน่อยก็จะิยิ่งชินกับการนอนดึกๆ ศิษย์ที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่นติดนิสัย เลยกลายเป็นโรคนอนไม่หลับ เพราะตอนเช้าตื่นไม่ไหว หรือตื่นขึ้นมาก็ไม่สดชื่นต้องไปหาหมอรักษา เพราะกลางวัน กลางคืนตีกันยุ่งหมด

 

        หนูคงจะถามว่า แล้วจะทำยังไงดี แก้ได้ไหม แก้ได้ค่ะ ร่างกายเรามีนาฬิกา ไม่เชื่อลองดูนะคะ ถ้าเรานอนดึก ดูหนังสือดึกๆ เราก็จะหิว เพราะใช้พลัง พอหิวเราก็ต้องกิน ก็ติดนิสัย การกินตอนดึกทำให้ร่างกายต้องทำงานหนัก และยังอดนอน แต่เพื่อให้เรียนต่อได้จนดึกๆ แล้วก็จะชินต้องกินวันละสี่มื้อ

       ถ้าเราจัดระบบเวลาดูหนังสือว่า นอนสี่ห้าทุ่ม แล้วตื่นตีห้า สำหรับเด็กอายุเท่าหนูยิ่งร่างกายต้องการพักผ่อน ตื่นขึ้นมาไม่ทันทำอะไรก็เหนื่อย และหัวล้าแล้ว ยังมานั่งเรียน นั่งอัดเรื่องเรียนเข้าไปอีก

 

       ครูจำได้ดูหนังสือจนดึกๆหลังเที่ยงคืน ตอนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ตื่นเช้าไม่สดชื่นเลย ครูร่างกายไม่แข็งแรง จากนั้น พอไปเรียนที่ญี่ปุ่น ครูก็เลยต้องล้มป่วย เพราะว่าไม่ชินกับอากาศ และนอนดึก จากนั้นเลยต้องรักษาตัวเองอย่างเต็มที่

 

       ใครที่ไม่เชื่อลองดูก็ได้นะคะ ถ้าธรรมดาไม่เคยกินอาหารรอบดึก แล้วกินคืนนี้ คืนพรุ่งนี้เวลาเดียวกัน ร่างกายจะบอกเราว่าหิว อยากกิน และถ้าเรากินต่อเนื่องกันสามวัน เราก็จะติดนิสัย

 

      เวลานอนก็เช่นกัน ถ้าเรานอนดึกคืนนี้ ทั้งที่ธรรมดานอนแต่หัวค่ำไม่ได้ดึกมากมาย วันรุ่งขึ้นแม้ ร่างกายจะไม่สดชื่น แต่ีวันรุ่งขึ้นร่างกายก็จะไม่อยากไปนอนทั้งที่เป็นเวลานอน และอยากนอนดึก แล้วก็จะติดนิสัย ถ้าเรานอนดึกต่อกัน ดังนั้น เรื่องของเวลาปรับได้ เพราะครูอ่่านเรื่องนี้มานานแล้ว และทดลองกับตัวเอง คิดว่าเป็นวิทยาศาสตร์ทีเดียว คือ การสร้างนิสัยนั่นเอง อยู่ี่ที่ เราจะสร้างนิสัยที่ดีหรือไม่ดี เท่านั้นเอง

    

       ครูคิดว่า การเรียนภาษาแบบที่ทิ้งไปเลย เป็นการเรียนที่ไม่คิดว่าน่าจะนำไปปฎิบัติตาม เพราะครูเรียนทั้งสองภาษา แต่เอกอังกฤษทำให้ครูได้เปรียบเวลาไปเรียนที่ญี่ปุ่นต้องอ่านตำราเรียนที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ง่ายกว่า แล้วภาษาญี่ปุ่นก็เรียนอยู่ประจำอยู่แล้ว

 

      ที่ครูคิดว่าของหนูที่ต้องปรับคือ อย่าพยายามจับปลาสองมือ เป็นการเรียนที่ไม่ถูกต้อง แต่พยายามจัดลำดับ ความสำคัญและจัดเวลาการดูหนังสือ ให้ดีกว่านี้ และต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับเวลา ให้เข้ากับความจำเป็นและความเป็นจริง ไม่งั้น จะสร้่างความกดดัน และความเครียด แทนที่จะเรียนด้วยความสนุก กลับไม่สนุกเพราะเครียด

       

         ครูสงสัยว่าเรียนมากๆแบบนี้ทุกวัน เด็กไทยไม่มีการออกกำลังกาย ไปตีแบด ไปเดิน ไปวิ่งเลยหรือคะ แล้วร่างกายจะสดชื่น แข็งแรงได้ยังไงคะ

 

        เราไม่สงสารหัวสมองบ้างหรือคะ หัวสมองถ้าไม่เอาความเครียดออก ด้วยการออกกำลังกายให้เหงื่อออก ใช้หัวสมองไปนานๆ อีกหน่อยก็จะเกิดปัญหา และทำให้การเีรียนไม่มีประสิทธิภาพด้วย ยิ่งนั่งเรียนกันนานๆเป็นชั่วโมง ทำได้ยังไงกันคะ

 

          การเรียนตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น ไม่ใช่การเรียนที่ถูกวิธี และไม่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ครูสอนนักเรียนหกชั่วโมง คือสองรอบได้ เพราะครูเตรีียมออกกำลังกายเต็มที่ก่อนวันสอน และนอนเต็มที่ก่อนไปสอนวันรุ่งขึ้น พอสอนเสร็จวิ่งไปออกกำลังกาย แต่ของหนูเรียนเสร็จกลับบ้าน เรียนต่อ ไม่ดีแน่ แม้ผู้ใหญ่จะมองว่า ไม่เป็นไรยังเป็นเด็กอยู่ แต่เป็นการเรียนที่หักโหม และไม่ถูกวิธี

         

        ไม่ทราบว่าครูพอจะตอบคำถามหนูได้หรือไม่ หนูไม่ต้องเชื่อที่ครูเขียน แต่ถ้าหนูคิดว่า จุดไหนที่คิดว่า นำไปใช้เป็นประโยชน์ได้ ก็ขอให้นำไปคิดและประยุกต์ใช้เองนะคะ เพราะแต่ละคน มีวิธีการเรียนไม่เหมือนกัน

                 

           ที่บอกว่าเครียด เพราะเรียนท่องศัพท์ เรียนท่องศัพท์จนจำได้ แต่เวลาจริงๆนำไปใช้ไม่ได้ แม้หนูจะจดในสมุดเล็กแม้จะเป็นวิธีที่ดี แต่เป็นการเรียนแบบท่องจำ แทนที่จะสนุกกลับทรมาน เครียด โมโหตัวเองทำไมจำไม่ได้ ควรจะต้องปรัีบการเรียนใหม่ให้สนุกกว่านี้

 

    ไม่ทราบเด็กวัดที่เรียนหนักๆกันตอนนี้มีความคิดเห็นยังไง อย่าลืมเขียนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะคะ

        

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-03 05:00:38 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด imm

ดีมากค่ะ สมัยครูเรียนที่อเมริกา วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ไม่ได้เงยหน้ากับเขาเลยเพราะเตรียมบทเรียนไปเรียน พอเรียนห้าสิบนาที หนึ่งคาบ ภาษาญี่ปุ่นเก่าที่เปิดดิกฯ กว่าจะรู้เรื่องหมด ท้องพระคลังเลย ต้องเตรียมให้ทัน

ดังนั้น คืนวันศุกร์จะผ่อนคลาย เสาร์ครูไม่จับหนังสือเลย พอบ่ายอาทิตย์เริ่มลุยต่อ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-10 23:44:29 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะคุณครูประจำชั้น

ตอนนี้หนูกำลังทำตามคำแนะนำค่ะ
หนูทำมาประมาณ 1 อาทิตย์แล้วค่ะ

หนูคิดว่าดีขึ้นค่ะ แล้วหนูก็สนุกมากขึ้น ไม่เครียด
เรื่องการพักผ่อนนั้น หนูนอนไม่ดึกแล้วค่ะ (แต่วันนี้นอนดึกเพราะคลายเครียดค่ะ วันศุกร์ ^^)
และรอมาอ่านกระทู้ที่คุณครูตอบด้วยค่ะ

การแบ่งเวลา เรื่องการ่านหนูจะไม่เครียดมากค่ะ
เพราะปกติก็เรียนอยู่แล้ว เรากลับมาทบทวนเรื่องที่ไม่เข้าใจ
หนูผลัดวันอ่านแต่ละวิชาค่ะ และวันไหนว่าง(วันที่ไม่ได้เรียนพิเศษ) หนูจะอ่านทบทวนตอนเช้าค่ะ
ไม่อ่านดึกๆ อดหลับอดนอนแล้ว

ภาษาอังกฤษ พอกลับมาจากเรียนหนูจะกลับมาดูศัพท์ที่ครูบอกความหมาย
และวิธีของหนูที่ทำแล้วดีก็คือ เขียนและอ่านทีละตัวแล้วจำ
ไม่เครียดมากค่ะ

ส่วนใหญ่ตัวหนูเองที่แบ่งเวลาไม่ถูก และได้ทำตามคำแนะนำครูแล้วค่ะ
ก็คือพักผ่อนมากขึ้นค่ะ
ร่างกายก็สดชื่อขึ้นเพราะได้พักผ่อนค่ะ
แต่หนูจะไม่ทิ้งภาษาใดภาษาหนึ่งแน่นอนค่ะ
เพราะสำคัญหมดเลย

หนูรออ่านคำแนะนำของคุณครูต่อไปค่ะ ^^ จะได้เรียนอย่างถูกวิธีและไม่กังวลมากเกินไป
ขอบคุณคุณครูมากค่ะ

โดย : เด็กวัด imm วันที่ : 2009-04-10 23:37:56 อีเมล์ : IP : 222.123.206.87

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด imm

ครูขอตอบคำถามที่หนูคิดว่า ครูคงจะช่วยหนูแก้ปัญหาได้ และหนูก็คงได้อ่านคำตอบที่ครูตอบไปแล้ว ครูขอสรุปที่ตอบไปเกี่ยวกับ

1.      เรื่องแบ่งเวลาไม่ถูก จะอ่านช่วงไหน แล้วก็เรื่องการนอนดึก ทำให้เครียด ครูแนะนำไปแล้ว ไม่ทราบไม่ลองทำดูหรือไม่ และได้ผลดีขึ้นไหม ครูจำเป็นต้องติดตามผลที่ให้คำแนะนำไป

2.      เรื่องการเรียนสองภาษาดีหรือ ว่าต้องทิ้ง คำตอบก็คือ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทิ้งอะไรทั้งสิ้น ถ้าเราจัดเวลา และจัดระบบความสำคัญของภาษาที่เราเรียนอยู่ ว่ามีความจำเป็นที่สุดที่จะต้องรู้ภาษาไหนให้ได้ เราก็ต้องทุ่ม แต่ไม่ได้หมายความว่า เราต้องทิ้งอีกภาษาหนึ่่ง

3.      เรื่องการท่องคำศัพท์ทีี่มีมากมายจะจัดการยังไง เพราะมันมากจนเครียดนั้น ข้อนี้ เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญที่ครูพยายามจะถ่ายทอดความเข้าใจที่ถูกต้องในการเรียนให้เด็กวัดทุกคน

กำลังรวบรวมอยู่ต้องอยู่ในอารมณ์ที่จะเขียน เพราะมีข้อมูลและมีสิ่งที่จะเขียนเรียบร้อยแล้วค่ะ แล้วจะโพสให้อ่าน

วันนี้ขอ feed back จากเด็กวัดเกี่ยวกับเรื่องที่แนะนำไป เอาไปปฎิบัติดูหรือไม่ หรือทำบ้างไม่ทำบ้าง หรือทำอย่างจริงจัง แล้วผลเป็นยังไง ต้องการทราบค่ะ เด็กวัดแนวหน้า ทำการบ้านให้ครูด้วยนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-10 21:51:09 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : ขอบคุณมากๆนะคะคุณครูที่ช่วยตอบคำถามของหนู
หนูจะรอคุณครูตอบมานะคะ ^^

โดย : เด็กวัด imm วันที่ : 2009-04-09 21:51:01 อีเมล์ : IP : 222.123.219.88

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

 สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และ เด็กวัด imm

(เด็กวัด imm) บางครั้ง คนที่ไม่ถามครูเขาก็เหมือนหยอกๆว่า ไม่มีเหรอคำถาม ถามหน่อยสิ แล้วก็หัวเราะ หนูไม่รู้เช่นกันว่าทำไมจึงไม่ถาม หนูรู้แค่ว่า ถ้าเราไม่รู้หรืออยากรู้มากกว่านี้ควรจะถามให้เข้าใจดีกว่าค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) ถูกต้องค่ะ ถ้าไม่เข้าใจ แล้วไม่ถาม ให้คุณพ่อคุณแม่เสียเงินส่งไปเรียนทำไมคะ และอีกอย่างไม่เข้าใจ ไม่ถามแล้วจะเข้าใจได้ยังไง ไม่มีคำว่าต้องอาย หรือกลัว เพราะเราอยากรู้ ถึงไปเรียนใช่้ไหมคะ ความคิดที่หนู imm ดีแล้วค่ะ

(เด็กวัด imm) 1. หนูไม่ได้เตรียมบทเรียนไป ใช่ไหมคะ
เตรียมค่ะ คือดูคร่าว โดยเฉพาะในตอนแรกพอเจอศัพท์ที่ไม่คุ้นก็จะเปิดไว้ทันที แต่หนูชอบจดไว้แล้วทำความเข้าใจ แล้วไม่ได้ลบออก โดนว่าเลยค่ะ ว่าไม่ได้ให้ไปหามา
เขาบอกว่าอยากให้ฝึกเดาดูจากประโยค (หนูก็ไม่เข้าใจว่าถ้าไม่รู้เลยจะเดาได้ยังไง)

(ครูประจำชั้นปรียา) ครูไม่เห็นด้วยกับความคิดครูที่สอนภาษาอังกฤษที่สอนหนู ขอให้เข้าใจว่า ไม่ได้เป็นการวิจารณ์ตัวบุคคล แต่วิจารณ์เรื่องวิธีการสอน ครูจะเขียนรวบรวมใหม่ให้อ่านความคิดของครูอีกครั้ง ตอนนี้ ขอเขียนเพียงแค่ว่า ไม่เห็นด้วย และเห็นดุ้วยกับหนูimm

ครูไม่ให้เปิดดิกฯในห้องใช่ไหมคะ
ค่ะ เค้าบอกว่าหนูเปิดดิกฯมาใช่ไหม แล้วรู้ไหมว่า คำที่มันแปลถูกหรือเปล่า
เขาบอกว่านิสัยคนไทยชอบคิดว่าคำแรกน่ะถูก ก็ชอบแปลคำแรกเลย
(หนูก็ยอมรับไปนะคะ เพราะดูคร่าวว่าความหมายประมาณไหน)

(ครูประจำชั้นปรียา) ไม่เห็นด้วยกับวิธีแก้ไขปัญหาของครูที่สอนหนูที่ว่า เพียงเห็นนักเรียนไทยทำแบบนั้น ก็เลยสั่งไม่ให้ไปเปิดมา รายละเอียดไว้เขียนเมื่อรวบรวมความคิดครูนะคะ

ที่บ้านหนูก็ไม่ได้เปิดดิกฯเรื่องที่จะเรียนล่วงหน้าใช่ไหมคะ
ตอนแรกๆก็จะเปิดค่ะ แต่ต่อมาก็ไม่กล้าเปิด  แต่หนูจะแอบดูมาบ้าง
คือดูมาแล้วก็ไม่ได้เขียนไว้ แต่จำคำนั้นคร่าวๆ เพราะเวลาเขาถามแล้วจะไม่ต้องมานั่งมองหน้ากัน นั่งคิดกันนาน
หนูก็ตอบไปเลย บางครั้งก็ถูก บางครั้งก็ไม่ใช่

(ครูประจำชั้นปรียา) จากความคิดของครูสอนที่ไม่เปิดกว้าง ก็เลยทำให้หนูต้องทำแบบนี้ มีผลกระทบอย่างมากต่อการเรียนรู้อย่างมาก ครูฟังแล้วหนักใจเหมือนกัน

(เด็กวัด imm)  แต่ถ้าไม่ได้จริงๆก็ตอบไปเลยค่ะ
ที่บอกว่าตอบๆไปเลยนี่ บางครั้งก็เดานะคะ
เหมือนรู้สึกว่าน่าจะเป็นข้อนี้ และอีกวิธีคือเดาจริงๆ (ก็มันไม่รู้เลย)^^

(ครูประจำชั้นปรียา) ใช่เรียนแบบเดา แล้วเมื่อไรจะมีพื้นที่แน่นคะ

 (เด็กวัด imm) การเรียนในโรงเรียนมัธยมของหนูมีครู 3 แบบค่ะ (เฉพาะครูภาษานะคะ หนูเรียนภาษาอังกฤษ 3 วิชา)
แบบแรกคือ ไม่จดก็ไม่ว่าอะไร เรื่องของคุณ คุณโตและคิดเองได้
แบบที่สอง มานั่งเรียนทำไมถ้าไม่จด เก่งมากเหรอถึงไม่จด จดเดี๋ยวนี้ ใครส่งกระดาษเปล่าคืนมาคือไม่จดที่ครูสอนเขาก็จะไม่มีคะแนนให้ (บางคนมีคะแนนจดด้วยค่ะ)
แบบที่สาม จดเดี๋ยวนี้ ไม่จดโดนว่าไม่ตั้งใจเรีย

     หรือว่าที่ครูดุก็ดีที่สุดค่ะ เด็กจะได้กระตือรือร้น คือบางคนถ้าไม่สนใจก็ไม่จดจริงๆและไม่มีความรู้มาสอบ
เพราะฉะนั้นจดก็ดีสำหรับตัวเรา และกับครูบางคนถ้าเราตั้งใใจจดเขาก็จะมีคะแนนให้เพิ่มค่ะ
พอได้ยินว่ามีคะแนน เด็กก็จะตั้งใจฟังและจดค่ะ
เป็นการเรียนแบบที่ต้องพึ่งตนเองค่ะ คือเราไม่จดแล้วเราจะได้ความรู้อะไร
ถ้าอยากจะเรียนเข้าใจก็คือจดและนำมาใช้ค่ะ ดีต่อตนเองมากๆค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) ขอบคุณสำหรับข้อมูลการเรียนของเด็กไทยในปัจจุบัน

ที่ครูเขียนแสดงความคิดเห็นมานี้ ใครมีความคิดเห็นยังไง ไม่ต้องเกรงใจ เขียนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะคะ

แล้วครูจะไปโพสใหม่ เมื่อรวบรวมความคิดเห็นครูเรียบร้อยแล้ว รออ่านและแสดงความคิดเห็นมาด้วย

นะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-09 07:56:00 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ เด็กวัดทุกคนที่สนใจ อยากแสวงหาวิธีการเรียน ที่ไม่ใช่ท่องจำ และเด็กวัด imm

ขอบคุณมากสำหรับคำตอบที่ให้กับอาจารย์ เพียงพอที่จะตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการเรียนของหนู

ครูต้องขอเวลาไปรวบรวมเขียน แล้วจะโพสให้ทุกคนได้อ่านกัน

ดีมาก ที่ทำการบ้าน และกระตือรือร้นที่ตอบคำถามที่ครูให้ทำโดยไม่ท้อถอย

yoku dekimashita. sasuga terakoya no gakusei!!

เก่งมาก ขอชื่นชมในความพยายาม และสมกับเป็นเด็กวัดโรงเรียนปรียา เพราะต้องเหนียว ต้องสู้ และไม่ย่อท้อ

ขอเวลาครูนิดนะคะ ตอนนี้กำลังนั่งอยู่หน้าคอมฯ เรื่องสำคัญค่ะ ต้องขอเวลาเขียนให้เข้าใจ เดี๋ยวเข้าใจผิด ไม่ดีแน่ เกี่ยวกับอนาคตของเด็กนักเรียนอีกมากมายที่สนใจปัญหาเรื่องการเรียนนี้

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-08 22:24:29 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะคุณครู
หนูมาตอบคำถามแล้วค่ะ ^^

(ครูประจำชั้นปรียา) ดีมากค่ะ ที่ครูเปิดให้น้ักเรียนถาม ครูอยากทราบว่า พวกเราที่เรียนกันสี่คน มีคำถาม ถามครูที่สอนบ่อยมากไหมคะ
- ถามนะคะ แต่ไม่ทุกคนค่ะ คนที่ไม่ถามก็จะไม่ถามตลอด คนที่ถามก็มีค่ะ (รวมหนูก็ชอบถามอีกคน)
  บางครั้ง คนที่ไม่ถามครูเขาก็เหมือนหยอกๆว่า ไม่มีเหรอคำถาม ถามหน่อยสิ แล้วก็หัวเราะ
 หนูไม่รู้เช่นกันว่าทำไมจึงไม่ถาม หนูรู้แค่ว่า ถ้าเราไม่รู้หรืออยากรู้มากกว่านี้ควรจะถามให้เข้าใจดีกว่าค่ะ

เด็กวั imm) อธิบายทีละคำ อย่างที่หนูพิมพ์ในข้อ 4 ค่ะ
เช่น
relatively -  ค่อนข้างจะ
subsequently - หลังจากนั้น
consequently - ดังนั้น
accordingly - ตามนั้น

ข้อนี้หนูไม่ได้ถาม แต่ถ้ายกตัวอย่างจากข้อนี้ หากหนูไม่มั่นใจ (บางครั้งก็ลืมบ้าง)
หนูถามว่าคำเหล่านี้เป็น Adverb แล้วจะว่างวางตำแหน่งไหนบ้าง
เขาก็จะให้กลับไปดูโจทย์
Police in Australia have been trying to show that penalties for __1___there are
__2__light compared to other nations
ดูคำที่อยู่ข้างหลังข้อ 2 แล้วบอกครูว่ามันเป็นคำอะไร
จะตอบว่า คำคุณศัพท์ แปลว่า เบา และเมื่อตอบก็คือ ค่อนข้างเบา
แล้วก็จะให้ทวนความจำว่า คำกริยาวิเศษณ์ ขยายอะไรบ้าง แล้วเขาจะชี้ให้ตอบทีละคน
ก็คือ คำวิเศษณ์ ขยาย กริยา,คำกริยาวิเศษณ์,คำคุณศัพท์,วลีหรือประโยค
แค่นั้นแหละที่มันจะขยาย มันจะวางอยู่หน้าคำคุณศัพท์

และข้อนี้ก็ถูกต้อง  
เวลาถามท่านจะอธิบายประมาณนี้เลยล่ะค่ะ คือให้กลับไปทวนพร้อมกันและให้จำ ท่านบอกว่าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆจะชินและเข้าใจเอง

(เด็กวัด imm) พอได้ความคิดแล้วก็จะถามว่าใครเห็นด้วย(ส่วนใหญ่เห็นด้วยกันหมดค่ะ ^^)
ถ้าไม่ได้จริงๆถ้ามันนานไป ก็คือถ้าไม่รู้ก็ต้องตอบไปเลยล่ะค่ะ
 (ครูประจำชั้นปรียา) ถ้าครูเข้าใจผิด แก้ด้วยนะคะ เท่าที่เขียนมาก็คือ

1. หนูไม่ได้เตรียมบทเรียนไป ใช่ไหมคะ
เตรียมค่ะ คือดูคร่าว โดยเฉพาะในตอนแรกพอเจอศัพท์ที่ไม่คุ้นก็จะเปิดไว้ทันที แต่หนูชอบจดไว้แล้วทำความเข้าใจ
แล้วไม่ได้ลบออก โดนว่าเลยค่ะ ว่าไม่ได้ให้ไปหามา
เขาบอกว่าอยากให้ฝึกเดาดูจากประโยค (หนูก็ไม่เข้าใจว่าถ้าไม่รู้เลยจะเดาได้ยังไง)

2.ครูไม่ให้เปิดดิกฯในห้องใช่ไหมคะ
ค่ะ เค้าบอกว่าหนูเปิดดิกฯมาใช่ไหม แล้วรู้ไหมว่าคำที่มันแปลถูกหรือเปล่า
เขาบอกว่านิสัยคนไทยชอบคิดว่าคำแรกน่ะถูก ก็ชอบแปลคำแรกเลย
(หนูก็ยอมรับไปนะคะ เพราะดูคร่าวว่าความหมายประมาณไหน)

3.ที่บ้านหนูก็ไม่ได้เปิดดิกฯเรื่องที่จะเรียนล่วงหน้าใช่ไหมคะ
ตอนแรกๆก็จะเปิดค่ะ แต่ต่อมาก็ไม่กล้าเปิด  แต่หนูจะแอบดูมาบ้าง
คือดูมาแล้วก็ไม่ได้เขียนไว้ แต่จำคำนั้นคร่าวๆ เพราะเวลาเขาถามแล้วจะไม่ต้องมานั่งมองหน้ากัน นั่งคิดกันนาน
หนูก็ตอบไปเลย บางครั้งก็ถูก บางครั้งก็ไม่ใช่

4.หนูเคยทำแบบฝึกหัดแบบนี้เองที่บ้านหรือไม่
หนูไม่ค่อยมีข้อสอบแบบนี้ค่ะ ทำแต่แบบฝึกในหนังสือเรียน และในข้อสอบปลายภาคที่โรงเรียนก็มีบ้างแต่ไม่มาก
แต่เจอในข้อสอบชิงทุนของมัธยมบ่อยมากค่ะ แต่มันไม่ได้ศัพท์ยากหรือเนื้อหายากเท่านี้

ถ้าทำ เรียนและฝีกหัดยังไง บอกครูหน่อย
ที่หนูทำคือหาศัพท์เลย เพราะถ้าไม่รู้เลยจะเดาหนูก็เดาไม่ได้ค่ะ
ส่วนใหย่หนูจะอ่านก่อน 1 รอบแล้วมาหาตัวเลือกในช๊อยส์ทีละข้อ เช่น

Police in Australia have been trying to show that penalties for __1___there are
__2__light compared to other nations

พออ่านจบจะมาดูตัวเลือก

1.   a. drank-driving   b. drunk-driving   c.drunk driven     d. dring-driving
2.   a. relatively      b. subsequently   c. consequently   d. accordingly

ข้อ 1 )อย่างข้อแรกถ้าหนูไม่เคยเจอคำเหล่านี้ หนูจัพยายามหา จะเห็นว่า ข้อ B จะมีความหมายว่า การขับรถ  ขณะเมา
แต่อีก 3 ข้อ ที่เหลือ จะไม่มีความหมาย หรือหนูคิดว่าอ่านแล้วมันแปลกๆ (ประมาณเดา^^) หนูก็คงไม่เลือก

ข้อ 2 )
relatively -  ค่อนข้างจะ
subsequently - หลังจากนั้น
consequently - ดังนั้น
accordingly - ตามนั้น
แต่จากโจทย์แปลแล้วจะได้ความว่า

ตำรวจในออสเตรเลีย พยายามแสดงให้เห็นถึงบทลงโทษสำหรับ __1.(การขับรถขณะเมา) ที่__2__ เบา เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น
* มันน่าจะเป็นคำว่าค่อนข้างนะ เพราะคำอื่นมันไม่เข้ากับประโยค ก็คือข้อนี้เลย
แต่ถ้าไปสอบจริงๆแล้วไม่รู้เลยก็ต้องเดาบ้าง (แต่ก็เดาแบบคิดบ้าง ไม่ใช่อยากเลือกอะไรก็เลือก)

หนูคิดว่าบางครั้งก็น่าเบื่อถ้าไม่รู้ความหมายศัพท์นะคะ แต่ก็ทำบ้าง ลองผิดลองถูกค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) แต่ถ้าไม่ได้จริงๆก็ตอบไปเลยค่ะ
คำตอบที่ตอบไปตอบไป หนูคิดว่าเป็นคำตอบจากบนพื้นฐานอะไร

ที่บอกว่าตอบๆไปเลยนี่ บางครั้งก็เดานะคะ
เหมือนรู้สึกว่าน่าจะเป็นข้อนี้ และอีกวิธีคือเดาจริงๆ (ก็มันไม่รู้เลย)^^

(ครูประจำชั้นปรียา)  การเรียนแบบนี้ หนูคุ้นเคยกับการเรียนแบบนี้ไหมคะ ที่โรงเรียน และคิดว่า ถ้าไม่จดอะไรเลยเขาก็จะดุบ้างค่ะ เป็นการเรียนแบบไหนคะ
  การเรียนในโรงเรียนมัธยมของหนูมีครู 3 แบบค่ะ (เฉพาะครูภาษานะคะ หนูเรียนภาษาอังกฤษ 3 วิชา)
แบบแรกคือ ไม่จดก็ไม่ว่าอะไร เรื่องของคุณ คุณโตและคิดเองได้
แบบที่สอง มานั่งเรียนทำไมถ้าไม่จด เก่งมากเหรอถึงไม่จด จดเดี๋ยวนี้ ใครส่งกระดาษเปล่าคืนมาคือไม่จดที่ครูสอนเขาก็จะไม่มีคะแนนให้ (บางคนมีคะแนนจดด้วยค่ะ)
แบบที่สาม จดเดี๋ยวนี้ ไม่จดโดนว่าไม่ตั้งใจเรียน

     หรือว่าที่ครูดุก็ดีที่สุดค่ะ เด็กจะได้กระตือรือร้น คือบางคนถ้าไม่สนใจก็ไม่จดจริงๆและไม่มีความรู้มาสอบ
เพราะฉะนั้นจดก็ดีสำหรับตัวเรา และกับครูบางคนถ้าเราตั้งใใจจดเขาก็จะมีคะแนนให้เพิ่มค่ะ
พอได้ยินว่ามีคะแนน เด็กก็จะตั้งใจฟังและจดค่ะ
เป็นการเรียนแบบที่ต้องพึ่งตนเองค่ะ คือเราไม่จดแล้วเราจะได้ความรู้อะไร
ถ้าอยากจะเรียนเข้าใจก็คือจดและนำมาใช้ค่ะ ดีต่อตนเองมากๆค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) ดีใจที่หนูเรียนแล้วชอบ เพราะสำคัญมาก แต่สงสัย เด็กไทยชอบครูใจดี แล้วครูที่สอนเก่ง และเข้มงวด ดุ เราไม่ชอบหรือคะ หรือยังไงคะ ขอความเห็นค่ะ
หนูชอบครูที่ใจดี ใจดีของหนูก็คือเราไม่เข้าใจถามได้ตลอด และไม่โหดจนเกินไป
ส่วนใหฯ่ที่เจอก็จะใจดีและตั้งใจสอนให้เข้าใจ ส่วนเข้มงวดไหม ก็เข้มงวดมากๆค่ะ คือ ต้องจำนะ ต้องท่องมาสอบ คือเรียนอาทิตย์นี้อาทิตย์หน้าจะสอบ
ถ้าไม่ได้แปลว่าคุณไม่ตั้งใจ เพราะที่สอนมันก็ไม่ได้ยากเกินไป และเวลาคุยกันก็คุยไม่ได้เลยจะต้องตั้งใจฟัง เพราะครูไม่ชอบให้มีเสียงใครมาแทรกเขา
นี่ก็คือโหด หนูชอบทั้งโหดและใจดีผสมกันค่ะ เพราะ โหดก็คือเอาใจใส่อยากให้เด็กได้ แต่ถ้าเด็กไม่ตั้งใจก็ต้องด่าบ้าง ว่าบ้าง ดุบ้าง
ใจดีก็คือให้ถามได้ เข้าใจความคิดเห็นเราค่ะ


(ครูประจำชั้นปรียา) หนูคิดว่า การที่ครูอธิบายความหมายคำ เช่น
หลังจากนั้น ดังนั้น ตามนั้น ทั้งที่เป็นภาษาไทย ครูว่ามันยากแก่การที่จะเข้าใจ
หนูคิดว่า การอธิบายความหมายคำแบบนี้ ทำให้หนูกระ่จ่างมากน้อยเพียงไหน และฟังทันที เห็นเลยว่า แต่ละคำแตกต่างกันยังไงเลยหรือไม่

พอเห็นความหมายหนูก็เข้าใจได้นะคะ
เช่น หลังจากนั้นนี่ก็คือ มีเหตุการณ์ก่อนหน้านี้แล้วอาจจะมีเหตุการณ์ต่อไป
เช่น ประโยค
เมื่ออ่านข้อสอบเสร็จแล้ว หลังจากนั้นก็มาดูตัวเลือก
(คือหนูเข้าใจแบบนี้นะคะ ก็ไม่รู้ว่าจะใช่ไหม)

หรือ ดังนั้น  ประโยคเช่น
เพราะไม่สบาย ดังนั้นจึงไม่ไปโรงเรียน
คือต้องมีเหตุ และดังนั้นก็จะใช้กับผลที่ตามมา

แต่บางคำอาจจะไม่เข้าใจอย่างละเอียด แต่ว่าพอดูรวมๆกันก็พอจะรู้ว่าคำไหนมันเหมาะสมกับประโยคที่เขากล่าวมาค่ะ


ถ้าคิดว่าดีมาก ขอเหตุผล
ถ้าคิดว่า เข้าใจ แต่น่าจะอธิบายมากกว่านั้น ที่อยากให้อธิบายมากกว่านั้นคืออะไร

หนูคิดว่าดีเพราะส่วนตัวหนูเข้าใจ เพราะก็ได้แปลประโยคในโจทย์มาแล้ว เมื่อได้คำศัพท์ที่จะมาเติมแล้วก็ดูความเหมาะสม
และจะรู้เลยว่าคำนี้แหละที่เหมาะสม  หนูไม่รู้ว่าจะให้อธิบายอะไรเพิ่มอีกดีค่ะ ^^ หนูจะงงมากกว่าเดิมถ้าเจอแบบนี้
บางครั้งหนุก็คิดไม่ออกว่าจะให้เขาอธิบายอะไรอีกค่ะ


คำตอบหนูอาจจะเข้าใจยากและหนูเองก็สับสนบ้าง
แต่ตอบตามความจริงทุกประการเลยค่ะ

ขอบคุณคุณครูที่อ่านคำตอบของหนูนะคะ

โดย : เด็กวัด imm วันที่ : 2009-04-07 21:57:21 อีเมล์ : IP : 117.47.170.152

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

(เด็กวัด imm) ค่ะ อธิบายทีละคำ อย่างที่หนูพิมพ์ในข้อ 4 ค่ะ และสามารถถามได้ตลอด ขัดได้ค่ะ เขาจะดีใจมากที่เด็กถาม

(ครูประจำชั้นปรียา) ดีมากค่ะ ที่ครูเปิดให้น้ักเรียนถาม ครูอยากทราบว่า พวกเราที่เรียนกันสี่คน มีคำถาม ถามครูที่สอนบ่อยมากไหมคะ

(เด็กวัด imm) ธิบายทีละคำ อย่างที่หนูพิมพ์ในข้อ 4 ค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) หนูคิดว่า การเรียนแบบนี้ จากครูที่สอนแบบ ธิบายทีละคำ เป็นการเรียนแบบไหน ช่วยแสดงความคิดให้ครูฟังหน่อยนะคะ เหมือนครูไทยไหม แล้วเราคิดยังไงกับการสอนนี้

(เด็กวัด imm) ครูเขาแค่อยากให้ช่วยกันคิดมากกว่าต้องการคำตอบที่ถูกค่ะ
(ครูประจำชั้นปรียา) ดีมาก ครูที่สอนต้องการเน้น ให้นักเรียนคิดเป็น

(เด็กวัด imm) พอได้ความคิดแล้วก็จะถามว่าใครเห็นด้วย(ส่วนใหญ่เห็นด้วยกันหมดค่ะ ^^)
ถ้าไม่ได้จริงๆถ้ามันนานไป ก็คือถ้าไม่รู้ก็ต้องตอบไปเลยล่ะค่ะ

 (ครูประจำชั้นปรียา) ถ้าครูเข้าใจผิด แก้ด้วยนะคะ เท่าที่เขียนมาก็คือ

1.      หนูไม่ได้เตรียมบทเรียนไป ใช่ไหมคะ

2.      ครูไม่ให้เปิดดิกฯในห้องใช่ไหมคะ

3.      ที่บ้านหนูก็ไม่ได้เปิดดิกฯเรื่องที่จะเรียนล่วงหน้าใช่ไหมคะ

4.      หนูเคยทำแบบฝึกหัดแบบนี้เองที่บ้านหรือไม่

ถ้าทำ เรียนและฝีกหัดยังไง บอกครูหน่อย

ถ้าไม่ได้ทำ เพราะอะไรถึงไม่ได้ทำ ไม่มีเวลา หรือน่าเบือ เล่าให้ฟังหน่อยนะคะ

(เด็กวัด imm) ก็คือพอได้คำถามมาก็จะคิดเลยค่ะ พวกหนูจะเป็นพวกที่ใครคิดอย่างไรเสนอแนะมาเลยแล้วมาร่วมกันค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) คิดจากที่อ่านเพียวๆ ใช่ไหม เรียกวิธีคิดแบบนี้ว่า เป็นการคิดแบบไหนคะ


(เด็กวัด imm)  ถ้าทุกคนเห็นด้วยก็จะตอบเลยค่ะ ถ้าเป็นคำที่รู้หรือรู้แต่ไม่มั่นใจก็จะทำได้เร็วค่ะ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆก็ตอบไปเลยค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) แต่ถ้าไม่ได้จริงๆก็ตอบไปเลยค่ะ

คำตอบที่ตอบไปตอบไป หนูคิดว่าเป็นคำตอบจากบนพื้นฐานอะไร

(เด็กวัด imm) แล้วจะเรียงไปเป็นคน ใครได้ข้อที่มห้หาอะไร เค้าให้ตอบค่ะ เช่น หากริยาหลัก หาประธานหลัก ทุกคนต้องตอบค่ะ ถ้าตอบไม่ได้ให้เพื่อนช่วยกันได้
แล้วเขาจะอธิบายว่ามันเป็นคำชนิดไหน โครงสร้างถูกไหม คือละเอียดมากๆเลยค่ะ กว่าจะผ่าน 1 ข้อไปได้นี่ นานเหมือนกันค่ะ
คือไม่ได้เฉลยเลย แต่พาทำอย่างถูกวิธีมากกว่าค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) ดีค่ะ แบ่งหน้าที่กันทำ และช่วยกันทำ จะได้ดูว่าเข้าใจหรือไม่

(เด็กวัด imm) คือเป็นกันเองเลยค่ะ แล้วเราก็เรียน 4 คนด้วย สนิทกันทั้งเราและอาจารย์ค่ะเลยไม่มีปัญหาและ เวลาที่เขาอธิบายเสร็จ ต้องจดด้วยค่ะ เขาจะรอให้ทุกคนจดเสร็จค่ะ จึงจะสอนต่อ ถ้าไม่จดอะไรเลยเขาก็จะดุบ้างค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา)  การเรียนแบบนี้ หนูคุ้นเคยกับการเรียนแบบนี้ไหมคะ ที่โรงเรียน และคิดว่า ถ้าไม่จดอะไรเลยเขาก็จะดุบ้างค่ะ เป็นการเรียนแบบไหนคะ

 (เด็กวัด imm)  ส่วนตัวหนูแล้วคิดว่าสอนดีค่ะ แล้วก็ใจดีมากๆด้วยเด็กจึงชอบเรียนด้วยเยอะแยะ

(ครูประจำชั้นปรียา) ดีใจที่หนูเรียนแล้วชอบ เพราะสำคัญมาก แต่สงสัย เด็กไทยชอบครูใจดี แล้วครูที่สอนเก่ง และเข้มงวด ดุ เราไม่ชอบหรือคะ หรือยังไงคะ ขอความเห็นค่ะ

(เด็กวัด imm) แต่ไม่ได้บอกว่าใช้ต่างกันอย่างไร เขาให้ดูบริบท ความหมายรอบข้าง
แล้วเขาก็จะแปลตามข้อเลยค่ะ คือ

relatively -  ค่อนข้างจะ

 subsequently - หลังจากนั้น

consequently - ดังนั้น

accordingly - ตามนั้น

ซึ่งเมื่อพูดจบแล้ว เขาจะถามว่า คิดว่าคำไหนที่เหมาะสมและมีความหมาย
และก็คือข้อ 1 เขาจะบอกแค่นี้ค่ะ


เขาบอกว่ามันเป็นคำชนิดเดียวกัน โครงสร้างนั้นไม่ผิดและคำ 4 คำนี้ไม่ใช่กริยา
เพราะฉะนั้นมันผิดแค่ความหมาย ต้องดูบริบทแล้วคิดว่าคำไหนที่เหมาะสใท่จะนำมาตอบที่สุดและถูกต้องที่สุด เขาสอนเพียงแค่ค่ะคุณครู แล้วไม่ได้ถามอะไรเขาเพิ่มเลยค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) หนูคิดว่า การที่ครูอธิบายความหมายคำ เช่น

 หลังจากนั้น ดังนั้น ตามนั้น ทั้งที่เป็นภาษาไทย ครูว่ามันยากแก่การที่จะเข้าใจ

หนูคิดว่า การอธิบายความหมายคำแบบนี้ ทำให้หนูกระ่จ่างมากน้อยเพียงไหน และฟังทันที เห็นเลยว่า แต่ละคำแตกต่างกันยังไงเลยหรือไม่

 

ถ้าคิดว่าดีมาก ขอเหตุผล

ถ้าคิดว่า เข้าใจ แต่น่าจะอธิบายมากกว่านั้น ที่อยากให้อธิบายมากกว่านั้นคืออะไร

 

อาจารย์อยากให้หนูไปคิดและตอบมาตามความรู้สึกจริงๆ นะคะ จะได้รวบรวมให้ได้ว่าเราจะต้องเรียนอย่างไรนะคะ

 

ขอบคุณมากค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-06 23:03:19 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ขอบคุณคุณครูมากๆค่ะ
หนูจะรอคตอบของคุณครูนะคะ

ฝากด้วยนะคะคุณครู^^

โดย : สวัสดีค่ะเด็กวัด imm วันที่ : 2009-04-06 21:02:16 อีเมล์ : IP : 114.128.192.209

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัด imm

ดีมากค่ะ เข้าใจแล้ว ตามที่ครูอยากรู้ว่า ใช้วิธีไหน

ขอเวลาครู จะไปทำการบ้าน ตอบข้อสงสัยหนูนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-06 20:45:48 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะคุณครู วันนี้หนูมาตอบคำถามครูต่อ (ไม่รู้ว่าคุณครูเข้าใจที่หนูพิมพ์ไหม ^^)

(ครูประจำชั้นปรียา) ครูเขาอธิบายให้ฟังทีละคำ เข้าใจแล้ว แต่หนูยังไม่ได้ตอบคำถามครูที่ว่า เขาอธิบายยังไง เช่น relatively, subsequently, consequently, accordingly

สมมติครูเป็นหนู หนูไม่รู้เลยว่ามันต่างกันยังไง หนูถามครูสอนที่หนูเรียน เขาตอบยังไง

แต่ไม่ได้บอกว่าใช้ต่างกันอย่างไร เขาให้ดูบริบท ความหมายรอบข้าง
แล้วเขาก็จะแปลตามข้อเลยค่ะ คือ

relatively -  ค่อนข้างจะ

 subsequently - หลังจากนั้น

consequently - ดังนั้น

accordingly - ตามนั้น

ตัวเลือกนี้มาจากช่องว่างในข้อสองอันนี้หนูอธิบายที่หนูเรียนกับเขาและเขาบอกแค่ความหมายค่ะ

Police in Australia have been trying to show that penalties for __1___there are
__2__light compared to other nations.

เมื่อแปลได้แล้ว จะได้ความหมายว่า 

ตำรวจในออสเตรเลีย พยายามแสดงให้เห็นถึงบทลงโทษสำหรับ __1.(การขับรถขณะเมา) ที่

__2__ เบา เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น

เขาจะให้พูดทีละตัว ก็คือ

1) ตำรวจในออสเตรเลีย พยายามแสดงให้เห็นถึงบทลงโทษสำหรับ __1.(การขับรถขณะเมา)
    ที่ค่อนข้าง เบา เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น

2) ตำรวจในออสเตรเลีย พยายามแสดงให้เห็นถึงบทลงโทษสำหรับ __1.(การขับรถขณะเมา)
     ที่ หลังจากนั้น เบา เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น

3)ตำรวจในออสเตรเลีย พยายามแสดงให้เห็นถึงบทลงโทษสำหรับ __1.(การขับรถขณะเมา)
    ที่ดังนั้นเบา เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น

4) ตำรวจในออสเตรเลีย พยายามแสดงให้เห็นถึงบทลงโทษสำหรับ __1.(การขับรถขณะเมา)
     ที่ ตามนั้น เบาเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น

ซึ่งเมื่อพูดจบแล้ว เขาจะถามว่า คิดว่าคำไหนที่เหมาะสมและมีความหมาย
และก็คือข้อ 1 เขาจะบอกแค่นี้ค่ะ
เขาบอกว่ามันเป็นคำชนิดเดียวกัน โครงสร้างนั้นไม่ผิดและคำ 4 คำนี้ไม่ใช่กริยา
เพราะฉะนั้นมันผิดแค่ความหมาย ต้องดูบริบทแล้วคิดว่าคำไหนที่เหมาะสใท่จะนำมาตอบที่สุดและถูกต้องที่สุด เขาสอนเพียงแค่ค่ะคุณครู แล้วไม่ได้ถามอะไรเขาเพิ่มเลยค่ะ

ไม่รู้ว่าจะตอบถูกคำถามไหม แต่ข้อนี้หนูจำได้ว่าเขาสอนอย่างนี้ค่ะคุณครู

โดย : เด็กวัด imm วันที่ : 2009-04-06 19:57:08 อีเมล์ : IP : 114.128.192.209

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

เด็กวัด imm

อาจารย์ถามต่อค่ะ

5. ใช้วิธีอธิบาย ทีละคำ หรืออธิบายยังไง มีตัวอย่างไหม หรือบอกแต่ความหมายว่า relatively แปลว่าอย่างนี้ อย่างนั้น แล้วไม่เข้าใจ ขัดจังหวะถามได้ไหม
มีการถามครูในห้องไหม หรือครู ฉายเดี่ยว อธิบายให้ฟัง เราฟังกันปากหว๋อ จดกันลูกเดียวคะ เล่าหน่อย น่าสนใจมาก

ค่ะอธิบายทีละคำ อย่างที่หนูพิมพ์ในข้อ 4 ค่ะ และสามารถถามได้ตลอด ขัดได้ค่ะ เขาจะดีใจมากที่เด็กถาม
เพราะเด็กไทยไม่ชอบถามแล้วก็ไม่เข้าใจด้วย  เขาบอกว่าไม่เข้าใจต้องถามทันที ถ้าไม่มีใครถามขัดจังหวะ พออธิบายเสร็จเขาจะเปิดโอกาสให้ถามค่ะ
คือเป็นกันเองเลยค่ะ แล้วเราก็เรียน 4 คนด้วย สนิทกันทั้งเราและอาจารย์ค่ะเลยไม่มีปัญหา
และเวลาที่เขาอธิบายเสร็จ ต้องจดด้วยค่ะ เขาจะรอให้ทุกคนจดเสร็จค่ะ จึงจะสอนต่อ ถ้าไม่จดอะไรเลยเขาก็จะดุบ้างค่ะ

เวลาเขียนอย่าระบายมา ครูต้องเอาออกแต่มันติดกันค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) ครูเขาอธิบายให้ฟังทีละคำ เข้าใจแล้ว แต่หนูยังไม่ได้ตอบคำถามครูที่ว่า เขาอธิบายยังไง เช่น relatively, subsequently, consequently, accordingly

สมมติครูเป็นหนู หนูไม่รู้เลยว่ามันต่างกันยังไง หนูถามครูสอนที่หนูเรียน เขาตอบยังไง

ช่วยเล่าให้ครูฟัง ครูอยากรู้ว่า มันต่างกันยังไงคะ ครูขอเรียนด้วยนะคะ เพราะครูจะต้องไปสอบเหมือนกัน J

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-05 23:00:50 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

1.วาดภาพจินตนาการ ก็คือ ถ้าทำข้อละสองนาที นั่งติดๆกัน แล้วจะเอาเวลาที่ไหน คุยกันได้คะ

2 นาทีหนูคิดว่านานพอควรค่ะ อาจจะพอดี ก็ทุกคนก็คิดอย่างไรก็จะเล่าให้เพื่อนฟัง คือลองๆช่วยกันน่ะค่ะ อาจจะเกินนั้นบ้างแต่ไม่ถึง 3 นาทีแน่ๆค่ะ
หรือบางทีจะดูไปก่อนบ้างคือช่วยๆกันดูมาค่ะ เพราะถ้าเข้ามาแล้วไม่รู้อะไรเลย ก็ต้องใช้เวลานานแน่ๆค่ะ ครูเขาแค่อยากให้ช่วยกันคิดมากกว่าต้องการคำตอบที่ถูกค่ะ
พอได้ความคิดแล้วก็จะถามว่าใครเห็นด้วย(ส่วนใหญ่เห็นด้วยกันหมดค่ะ ^^)
ถ้าไม่ได้จริงๆถ้ามันนานไป ก็คือถ้าไม่รู้ก็ต้องตอบไปเลยล่ะค่ะ

2. ข้อละไม่เกินสองนาที แล้วที่หนูบอกว่า คุยกับเพื่อนว่าความหมายอะไร คุยกันตอนไหน ยังไม่เข้าใจค่ะ
ก็คือพอได้คำถามมาก็จะคิดเลยค่ะ พวกหนูจะเป็นพวกที่ใครคิดอย่างไรเสนอแนะมาเลยแล้วมาร่วมกันค่ะ
ถ้าทุกคนเห็นด้วยก็จะตอบเลยค่ะ ถ้าเป็นคำที่รู้หรือรู้แต่ไม่มั่นใจก็จะทำได้เร็วค่ะ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆก็ตอบไปเลยค่ะ

3. เวลาที่ครูอธิบายเสร็จหนึ่งข้อ แล้วก็ให้เราทำต่อ อีกสองนาที แล้วก็เฉลย และถามเราใช่ไหมคะ
คือเขาจะไม่เฉลยเลยค่ะ พอเสร็จแล้วเค้าจะบอกว่า มาช่วยกันทำ ครูก็จะช่วยค่ะ
แล้วแต่เรื่อง  เช่น ถ้าเป็นข้อสอบ error(หาข้อผิด) มันจะมีวิธีทำตามลำดับขั้น มีเป็นข้อๆ ทำตามขั้นตอนค่ะ
แล้วจะเรียงไปเป็นคน ใครได้ข้อที่มห้หาอะไร เค้าให้ตอบค่ะ เช่น หากริยาหลัก หาประธานหลัก ทุกคนต้องตอบค่ะ ถ้าตอบไม่ได้ให้เพื่อนช่วยกันได้
แล้วเขาจะอธิบายว่ามันเป็นคำชนิดไหน โครงสร้างถูกไหม คือละเอียดมากๆเลยค่ะ กว่าจะผ่าน 1 ข้อไปได้นี่ นานเหมือนกันค่ะ
คือไม่ได้เฉลยเลย แต่พาทำอย่างถูกวิธีมากกว่าค่ะ


4. เวลาที่ครูอธิบายใช้ภาษาไทยหรืออังกฤษ อธิบาย และเวลาที่อธิบาย เช่น relatively, subsequently, consequently. accordingly
ภาษาไทยค่ะ เขาพูดไทยชัดและพูดได้เข้าใจเลยค่ะ เพราะเขาบอกว่ามาอยู่นานแล้วตั้งแต่เป็นหนุ่ม ตอนนี้อายุเขาประมาณ เกือบ 60 แล้วค่ะ
แล้วเวลาอธิบายเช่นคำที่ครูยกมา เขาจะอธิบายว่าเป็นคำประเภทอะไร ความหมายที่มีหลายๆความหมาย ใช้อย่างไร มันขยายะไร
 แล้วเขาก็ยังสอน วิธีการอ่านออกเสียงด้วยค่ะ ถ้าอ่านยังไม่ถูกเขาจะให้อ่านจนอ่านถูกค่ะ


5. ใช้วิธีอธิบาย ทีละคำ หรืออธิบายยังไง มีตัวอย่างไหม หรือบอกแต่ความหมายว่า relatively แปลว่าอย่างนี้ อย่างนั้น แล้วไม่เข้าใจ ขัดจังหวะถามได้ไหม
มีการถามครูในห้องไหม หรือครู ฉายเดี่ยว อธิบายให้ฟัง เราฟังกันปากหว๋อ จดกันลูกเดียวคะ เล่าหน่อย น่าสนใจมาก

ค่ะอธิบายทีละคำ อย่างที่หนูพิมพ์ในข้อ 4 ค่ะ และสามารถถามได้ตลอด ขัดได้ค่ะ เขาจะดีใจมากที่เด็กถาม
เพราะเด็กไทยไม่ชอบถามแล้วก็ไม่เข้าใจด้วย  เขาบอกว่าไม่เข้าใจต้องถามทันที ถ้าไม่มีใครถามขัดจังหวะ พออธิบายเสร็จเขาจะเปิดโอกาสให้ถามค่ะ
คือเป็นกันเองเลยค่ะ แล้วเราก็เรียน 4 คนด้วย สนิทกันทั้งเราและอาจารย์ค่ะเลยไม่มีปัญหา
และเวลาที่เขาอธิบายเสร็จ ต้องจดด้วยค่ะ เขาจะรอให้ทุกคนจดเสร็จค่ะ จึงจะสอนต่อ ถ้าไม่จดอะไรเลยเขาก็จะดุบ้างค่ะ

6. ครูที่สอน จบมาทางด้านไหน ทำงานอะไร เป็นครู หรือทำงานอย่างอื่น แล้วสอนพิเศษคะ แล้วคุณพ่อไปรู้จักครูคนนี้ได้ยังไง
จึงส่งหนูไปเรียน เพราะสอนเก่ง มีชื่อเสียง หรือเป็นเจ้าของภาษาอังกฤษ อยากให้ไปเรียนด้วย

คือครูคนนี้เพื่อนหนูเป็นคนที่หามาค่ะ คือบังเอิญว่าแม่หนูก็รู้จักค่ะ เพราะบ้านเขาอยู่ใกล้ๆบ้านหนู แต่หนูไม่รู้
แม่บอกว่าเด็กเรียนกับเขาเยอะเหมือนกัน ก็ค่อนข้างมีชื่อเสียงนะคะ (แต่หนูไม่เคยรู้จักเลย)

แม่บอกว่าเขาเคยสอนที่โรงเรียนเอกชนของศาสนาคริสต์น่ะค่ะแต่เขาน่าจะเกษียณแล้ว
ปกติเขาจะสอนพิเศษอยู่แล้วค่ะ เขาอยู่ที่ไทยนานมากๆเลยค่ะ เขายังสอนภาษาไทยพวกหนูเลยค่ะถ้าพูดผิด
ส่วนตัวหนูแล้วคิดว่าสอนดีค่ะ แล้วก็ใจดีมากๆด้วยเด็กจึงชอบเรียนด้วยเยอะแยะ

โดย : เด็กวัด imm วันที่ : 2009-04-05 22:29:16 อีเมล์ : IP : 117.47.175.149

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด imm

ขอบคุณสำหรับคำตอบ ครูยังมีข้อสงสัยอยากรู้อีกนะคะ

ที่ครูเข้าใจก็คือ

1.วาดภาพจินตนาการ ก็คือ ถ้าทำข้อละสองนาที นั่งติดๆกัน แล้วจะเอาเวลาที่ไหน คุยกันได้คะ

มันน่าจะ เป็นว่า มีข้อสอบ หรือคำถามที่จะต้องตอบ พออ่านปุ๊บ ก็ต้องรีบตอบ ครูเข้าใจถูกต้องหรือไม่

2. ข้อละไม่เกินสองนาที แล้วที่หนูบอกว่า คุยกับเพื่อนว่าความหมายอะไร คุยกันตอนไหน ยังไม่เข้าใจค่ะ

3. เวลาที่ครูอธิบายเสร็จหนึ่งข้อ แล้วก็ให้เราทำต่อ อีกสองนาที แล้วก็เฉลย และถามเราใช่ไหมคะ

4. เวลาที่ครูอธิบายใช้ภาษาไทยหรืออังกฤษ อธิบาย และเวลาที่อธิบาย เช่น relatively, subsequently, consequently. accordingly

5. ใช้วิธีอธิบาย ทีละคำ หรืออธิบายยังไง มีตัวอย่างไหม หรือบอกแต่ความหมายว่า relatively แปลว่าอย่างนี้ อย่างนั้น แล้วไม่เข้าใจ ขัดจังหวะถามได้ไหม มีการถามครูในห้องไหม หรือครู ฉายเดี่ยว อธิบายให้ฟัง เราฟังกันปากหว๋อ จดกันลูกเดียวคะ เล่าหน่อย น่าสนใจมาก

6. ครูที่สอน จบมาทางด้านไหน ทำงานอะไร เป็นครู หรือทำงานอย่างอื่น แล้วสอนพิเศษคะ แล้วคุณพ่อไปรู้จักครูคนนี้ได้ยังไง จึงส่งหนูไปเรียน เพราะสอนเก่ง มีชื่อเสียง หรือเป็นเจ้าของภาษาอังกฤษ อยากให้ไปเรียนด้วย

อยากทราบค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-05 21:49:48 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

เวลาทำข้อสอบในที่เรียนพิเศษ
หนูลืมพิมพ์ค่ะ คือเขาให้ทำทีละข้อ ทำเสร็จอธิบาย ทำเสร็จอธิบายเป็นข้อค่ะ
คือจะไม่ให้ทำทั้งหมดค่ะ เวลาก็ข้อละไม่เกิน 2 นาทีค่ะ

โดย : เด็กวัด imm วันที่ : 2009-04-05 21:16:53 อีเมล์ : IP : 117.47.175.149

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

1. เวลาไปเรียนพิเศษในห้องภาษาอังกฤษกับครูต่างชาติ ในห้องเรียนกันกี่คน
- ที่จริงแล้ว 6 คนค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะเรียน 4 คน เพราะอีก 2 คนจะมาบ้างไม่มาบ้าง ทำเอาครูฝรั่งด่าด่าไร้มารยาทเลยค่ะ เพราะจะไปไหนมาไหนก็ไม่บอก
แล้วมันเรียนเป็นกลุ่ม ค่าเรียนขึ้นอยู่กับจำนวนคนด้วยค่ะ แล้วจะคิดค่าเรียนยากเพราะเขาไม่สม่ำเสมอค่ะ

2. เวลาที่เรียน กี่ชั่วโมง
2 ชม./1วันค่ะ หรืออาจจะเกินนั้นมาบ้างเพราะบางครั้งยังไม่จบเนื้อหาที่เรียน
รวมๆแล้วอาทิตย์ละประมาณ 8 ชั่วโมงค่ะ

3. เวลาที่ช่วยกันทำ ทำกันสองคน หรือทำกันเป็นกลุ่ม ใช้เวลาให้ทำกี่นาที หรือทำไปเรื่อยจนกว่าจะเสร็จไม่มีกำหนดเวลา
- ก็ช่วยกันทั้ง 4 คนเลยค่ะ ที่นั่นจะติดๆกันเลย ใช้เวลาทำประมาณ 2 นาทีค่ะ เขาจะให้เวลาไม่เกินนี้เพราะจะเสียเวลาที่จะอธิบายให้นักเรียนฟังค่ะ
 บางข้อทำไม่ได้จริงๆก็จะตอบไปก่อน ครูเขาไมว่าค่ะถ้าตอบผิด

4. นักเรียนที่เรียนระดับเดียวกันหรือไม่
ค่ะ อยู่ ม.4 ทั้ง 6 คนเลยค่ะ แต่เรียนคนละสาย มีหนูคนเดียวที่เรียนสายศิลป์

5. เวลาหนูเรียนภาษาอังกฤษ ในห้องเรียน เวลาที่คุยกับเพื่อนๆกันว่า ความหมายคำศัพท์คำนี้ น่าจะเป็นอย่างนี้ อย่างนั้น จากเนื้อหา เป็นการคุยจากการอ่าน แล้วคุยกัน หรือพวกหนูต้องเปิด dictionary เอง แล้วค่อยมาคุยกัน
เพื่อนคนอื่นหนูก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ หนูไม่ได้คิดว่าเค้าไม่รู้ แต่เขาจะไม่แน่ใจก็จะไม่ตอบ ทำให้เสียเวลาาแล้วครูก็อยากจะให้ตอบ
ส่วนหนูเองก็พอรู้คำศัพท์บ้างค่ะ ครูจะไม่ให้ใช้ dictionary ในห้องเรียนค่ะ ต้องดูจากรากศัพท์หรือความรู้เดิม
หนูเคยเปิดแล้วจดไว้ เขาก็จะบอกว่าคนไทยชอบเปิดแล้วคิดว่าคำแรกน่ะคือคำตอบ ซึ่งมันไม่ใช่ เขาบอกว่าไม่ต้องหามาก่อน เขาจะบอกเองว่ามันแปลว่าอะไร
ถ้าไม่รู้จริงๆก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าพยายามจะตอบตอบมาเลย บางทีหนูชอบไม่มั่นใจแต่จะตอบ ตอบๆปเรื่อยๆ บางคำหนูชินแล้วหนูจะอธิบายความหมายภาษาไทยไม่ได้ เหมือนมันอยู่ข้างในแต่พูดออกมาไม่เป็น
แต่เค้าก็บอกว่าดี เพราะใช้ความคิด ดีกว่านั่งเงียบนั่งมองหน้ากัน
ก็ช่วยๆกันค่ะ ผิดบ้างถูกบ้าง

6. ถ้าต้องเปิดดิกฯ หนูใช้ดิกอะไร หรือมีเครื่องมือที่ช่วยเรียนอะไรบ้าง เล่าให้ครูฟังหน่อย เช่น มีหนังสือนอกตำราเรียน ที่เกี่ยวกับคำศัพท์ ไทยอังกฤษ หรืออะไร ขอข้อมูลหน่อยค่ะ
หนูมีดิกอังกฤษ - ไทย หลายเล่มค่ะ เพราะเป็นของเก่าของพี่ หนูแทบจะไม่ได้ซื้อดิกฯเลยค่ะ
เพราะพี่หนูเค้าชอบเรียนภาษาตอนมัธยมฯและต้องใช้ในมหาวิทยาลัย แต่เขาเรียนจบนานแล้วจึงให้หนูค่ะ
มีไทย-อังกฤษ  อังกฤษ-ไทย และอังกฤษ-อังกฤษของ OXFORD  (หนูชอบมากเพราะว่ามีตัวอย่างประโยคด้วย ละเอียดมากๆเลยค่ะ แผนหนูต้องใช้แน่ๆ เพราะมีวิชาเฉพาะสำหรับเรียนอังกฤษ - อังกฤษค่ะ)
แล้วหนูก็ซื้อหนังสือมาอีกเล่มหนึ่งค่ะ เป็นคำศัพท์โดยเฉพาะที่เขารวบรวมมาสำหรับใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ที่ใช้ในมหาวิทยาลัย
รวมทั้งคำศัพท์จากมัธยมปลายที่ใช้มาก มาค่ะ  หนูว่าดีค่ะ เพราะเขามีทั้งคำศัพท์แยกให้และมีเป็นเนื้อหาในการที่จะใช้คำศัพท์นั้นอย่างไร

7. แล้วเวลาอยู่บ้าน เคยฝึกทำข้อสอบแบบนี้ที่บ้านเองไหม คือมีหนังสือทีหัดทำคล้ายๆแบบนี้ที่บ้านไหม ถ้ามี เช่นมีอะไรบ้าง เป็นหนังสือฝึกทำแบบฝึกหัดของเมืองนอก หรือคนไทยทำ เช่น ภาษาอะไรอังกฤษ ไทย หรือ อังกฤษ อังกฤษ
มี 1 เล่มค่ะ เป็นหนังสือฝึกทำพวกคำศัพท์ค่ะ (ข้อสอบที่หนูเป็นของคนไทยทำค่ะ พวกข้อสอบเก่าน่ะค่ะ
แล้วหนูก็ชอบไปยืมหนังสือจากห้องสมุดค่ะ เป็นข้อสอบ o-net  a-net หลายๆปีรวมกันค่ะ
(o-net  a-net นี้เป็นแอดมิชชั่นค่ะ ปีนี้ใช้สอบเป็นปีสุดท้ายและเปลี่ยนมาเป็น GAT PAT ค่ะ)
และในหนังสือเรียนที่โรงเรียนบ้าง จะมีแบบฝึกให้ทำ มีทั้งแบบข้อสอบและเป็นแบบเขียนเติมด้วยค่ะ

8. ข้อสอบที่ครูต่างชาติให้หนูทำ ครูเขาจะให้ทุกครั้งที่ไปเรียนใช่ไหมคะ หรือว่าเป็นเล่ม มีคำเฉลยในเล่มไหมคะ
เป็นเล่มใหย่เลยค่ะ เอากลับบ้านได้เลยแต่ไม่มีเฉลยค่ะ เป็นข้อสอบล้วนๆ
และอีกเล่มเป็นเนื้อหาแต่เป็นภาษาอังกฤษหมดค่ะ เขาจะอธิบายเป็นภาษาไทยในคาบ คำไหนไม่ได้ก็จดไว้และพอเจอคำนี้อีกเขาจะถามว่าแปลว่าอะไร
เขาจำได้ทุกอย่างที่เขาเคยบอกเคยสอนมาแล้วค่ะ
และบางครั้งเขาจะมีชีสข้อสอบมาให้ต่างหาก ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังเรียนเรื่องอะไรค่ะ

หนูตอบตรงคำถามหรือเปล่าหนูไม่มั่นใจเลยค่ะ
แต่ดีใจที่คุณครูมาอ่านความคิดเห็นและตอบคำถามของหนูค่ะ
ขอบคุณมากๆค่ะ

โดย : เด็กวัด imm วันที่ : 2009-04-05 21:12:13 อีเมล์ : IP : 117.47.175.149

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด imm

ขอบคุณมากค่ะ ที่ทำการบ้านมาให้อย่างดี มีคำถามต่อค่ะ

1. เวลาไปเรียนพิเศษในห้องภาษาอังกฤษกับครูต่างชาติ ในห้องเรียนกันกี่คน

2. เวลาที่เรียน กี่ชั่วโมง

3. เวลาที่ช่วยกันทำ ทำกันสองคน หรือทำกันเป็นกลุ่ม ใช้เวลาให้ทำกี่นาที หรือทำไปเรื่อยจนกว่าจะเสร็จไม่มีกำหนดเวลา

4. นักเรียนที่เรียนระดับเดียวกันหรือไม่

5. เวลาหนูเรียนภาษาอังกฤษ ในห้องเรียน เวลาที่คุยกับเพื่อนๆกันว่า ความหมายคำศัพท์คำนี้ น่าจะเป็นอย่างนี้ อย่างนั้น จากเนื้อหา เป็นการคุยจากการอ่าน แล้วคุยกัน หรือพวกหนูต้องเปิด dictionary เอง แล้วค่อยมาคุยกัน

6. ถ้าต้องเปิดดิกฯ หนูใช้ดิกอะไร หรือมีเครื่องมือที่ช่วยเรียนอะไรบ้าง เล่าให้ครูฟังหน่อย เช่น มีหนังสือนอกตำราเรียน ที่เกี่ยวกับคำศัพท์ ไทยอังกฤษ หรืออะไร ขอข้อมูลหน่อยค่ะ

7. แล้วเวลาอยู่บ้าน เคยฝึกทำข้อสอบแบบนี้ที่บ้านเองไหม คือมีหนังสือทีหัดทำคล้ายๆแบบนี้ที่บ้านไหม ถ้ามี เช่นมีอะไรบ้าง เป็นหนังสือฝึกทำแบบฝึกหัดของเมืองนอก หรือคนไทยทำ เช่น ภาษาอะไรอังกฤษ ไทย หรือ อังกฤษ อังกฤษ

8. ข้อสอบที่ครูต่างชาติให้หนูทำ ครูเขาจะให้ทุกครั้งที่ไปเรียนใช่ไหมคะ หรือว่าเป็นเล่ม มีคำเฉลยในเล่มไหมคะ

ขอข้อมูลเพิ่มค่ะ

ขอบคุณมากจ้ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-05 20:36:50 อีเมล์ : IP : 69.114.33.56

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

คำถามก็คือ 1 ตัวอย่างที่ให้มาครูต่างชาติสอนในห้องเวลาไปเรียนพิเศษใช่ไหมคะ
ใช่ค่ะคุณครู
หนูนั่งพิมพ์จากในข้อสอบที่หนูใช้เรียนเลยค่ะ

2.ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่า ครูเขาสอนยังไง มาถึงก็ให้เราทำ หรือครูทำยังไง อยากทราบค่ะ วิธีการสอนที่หนูเรียนกับครูต่างชาติภาษาอังกฤษ
พอมาถึง เขาจะให้ทำก่อนค่ะ คือคิดเองก่อนหรือถ้าไม่ได้ก็ให้ช่วยกันออกความคิดเห็น เขาจะเขียนโจทย์ลงบนกระดาน แล้วให้เด็กหาตามขั้นตอนค่ะ แบ่งว่าใครทำขั้นตอนไหน ก็คือช่วยกันก่อน ถ้าไม่ได้จริงๆเขาก็จะอธิบายค่ะ  เขาจะถามศัพท์ด้วยนะคะว่ามันควรจะแปลว่าอะไร ตามความคิดเรา ตอบผิดเขาจะไม่ว่าเลยค่ะ
เขาบอกว่าขอให้ตอบมา ดีกว่าไม่คิดอะไรเลย ถ้าผิดเขาจะบอกสิ่งที่ถูกต้องค่ะ และหนูคิดว่าเขาสอนเข้าใจค่ะ ก่อนจะทำข้อสอบ  เขาจะให้ทวนหลักๆวิธีทำทีละคนค่ะ ว่าเราเข้าใจหรือไม่ และพอทำเสร็จเขาจะถามเหตุผลทีละคนว่าทำไมตอบข้อนี้และถ้าพูดไม่ถูกเขาก็จะอธิบายแล้วให้จดหรือไม่จดถ้าจำได้แล้ว แต่ทุกคนต้องเข้าใจค่ะ

3. หนูทำอะไรบ้างในห้อง เช่น นั่งทำๆๆๆ หรือต้องหาคำตอบเอง หรือต้องอ่าน หรือครูอธิบายแล้วให้คำตอบเลย เป็นต้น ขอให้เล่าให้ครูฟัง เพราะครูไม่ได้เรียนกับหนูในห้องเรียนนะคะ
ก่อนที่จะมาเรียนหนูจะดูว่าจะเรียนอะไรค่ะ  แต่เขาจะไม่ให้ทำอะไรมาก่อนหรือแปลคำศัพท์มาก่อน หนูก็เลยดูเฉยๆค่ะ
พอมาถึงห้องก็จะพยายามทำค่ะ ปรึกษากับเพื่อนๆ แล้วพอเสร็จก็ทำตามวิธีในข้อ 2 คือเขาให้ลองทำก่อนและลองตอบดูและพอทุกคนตอบแล้ว เขาจะให้ช่วยกันทำอีกครั้ง
โดยเขาจะพาทำตามขั้นตอนค่ะ แต่เขาจะพยายามให้ตอบเหตุผลว่าทำไม ขอให้ตอบตามความคิดของนักเรียนไปก่อนค่ะ


เด็กวัด imm แต่ข้อสอบส่วนใหญ่จะเป็นพวก Vocab ค่ะคุรครู
บังเอิญวันนี้ที่หนูไปเรียนพิเศษภาษาญี่ปุ่นกับรุ่นพี่มา
เค้าก็เรียนภาษาอังกฤษด้วย หนูจึงถามว่า มหาวิทยาลัยตอนนี้
วิชาภาษาอังกฤษนั้นเรียนกันอย่างไร
พี่เค้าบอกว่า ส่วนใหญ่จะเน้นที่คำศัพท์เลย พวกการแปล คืออาจารย์ส่วนมาก
จะใฟ้ศัพท์มา ใครอยากจดไว้ก็จด ไม่จดก็เรื่องของคุณแต่เวลาสอบจะออกคำศัพท์
แล้วก็จะเป็นศัพท์ที่ค่อนข้างยาก
ส่วนไวยากรณ์เค้าจะไม่เน้นมาก ประมาณ 20 %
แต่ไม่ว่าอะไรก็ไม่พ้นคำศัพท์อยู่ดี เพราะยังไงก็ต้องแปลและเข้าใจความหมายของสิ่งที่เรียน


(ครูประจำชั้นปรียา) อาจารย์ส่วนมาก คืออาจารย์ไทยใช่ไหมคะ
จะให้ศัพท์มา ใครอยากจดไว้ก็จด
- ใช่ค่ะเป็นอาจารย์ชาวไทย

คือให้คำศัพท์ทั้งแผงเลยใช่ไหมคะ โดยที่มีเนื้อหาหรือเปล่า หรือคำศัพท์ล้วนๆ ขอทราบหน่อย
- จะมีเนื้อเรื่องมาให้ด้วยค่ะ อาจจะเป็นวรรณกรรมหรือพวกเรื่องสั้น (พี่เขาเล่าให้หนูฟังน่ะค่ะ)
หรือจะเป็นพวกเนื้อหาทั่วไปแล้วแต่อาจารย์ค่ะ แต่คำศัพท์จะให้สรุปมาค่ะ เป็นคำที่ยากหรือคำที่บางคนอาจจะไม่คุ้นเคยค่ะ
ส่วนคำในเนื้อหาคำที่ง่ายๆหรือที่เราเรียนมาแล้วก็จะไม่ได้ขีดมาให้ท่องค่ะ มีเพียงคำที่เขากำหนดมาให้เลย
อาจารย์บางคนจะให้ขีดเส้นตามที่เขาบอกแล้วจะบอกความหมาย
แต่บางคนจะสรุปคำศัพท์มาให้ท้ายชีสเลยค่ะ


(ครูประจำชั้นปรียา)  ครูยังสงสัย ถ้ารู้ก็ตอบได้เลยค่ะ แล้วเรารู้ด้วยวิธีท่องจำใช่ไหมคะ หรือวิธีไหนคะ ตามความคิดเห็นของหนูเอง
ด้วยวิธีท่องจำก็มีส่วนค่ะ
แต่ถ้าเรียนที่โรงเรียนหนูเขาก็จะเน้นท่องจำบ้างและเพื่อให้เข้าใจมากขึ้นต้องมีเนื้อหาประกอบค่ะ
คืออาจจะอ่านจากเรื่องราวแล้วพยายามจำและก็ทำความเข้าใจด้วยค่ะ (อันนี้ในความคิดหนูหนูคิดว่าเป็นวิธีที่ดีค่ะ เพราะเราจะคุ้นกับการใช้คำ)


(ครูประจำชั้นปรียา)  ข้อมูลที่ว่า พวกกฎหมายเบื้องต้น และเน้นพวกภาษา ซึ่งดูแล้ว
มีแต่วิชาท่องจำทั้งหมดเลย ได้จากแหล่งข้อมูล เด็กวัดเอง หรือจากอาจารย์ที่สอน หรือยังไง ดีใจมากที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย

พวกกฎหมายหรือสังคมศึกษาและภาษา ที่แผนหนูเขากำหนดมาให้อยู่แล้วค่ะ
และครูก็จะมีหนังสือและพวกใบความรู้มาให้อ่านค่ะ แต่ต้องจำเท่านั้นเพราะบางอย่างนั้นตายตัวค่ะ
จึงจะสามารถทำข้อสอบค่ะ หนูจึงเลือกเรียนแผนนี้ค่ะ เค้าจัดขึ้นมาใหม่ในปีที่หนูอยู่ ม.4พอดีค่ะ
หนูเห็นว่าน่าสนใจแล้วหนูก็ชอบจำ ก็เลยเลือกเรียนแผนนี้ค่ะ

และข้อที่คุณครูถามมา หนูพิมพ์ตกไปค่ะ ต้องขออภัยด้วยค่า

7.   a. welcomed      b. invited             c. required           d. chosen

โดย : เด็กวัด imm วันที่ : 2009-04-05 19:42:19 อีเมล์ : IP : 117.47.175.149

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด imm

เด็กวัด imm ที่หนูเรียนนี้คือหนูเรียนกับครูชาวต่างชาติค่ะ เขาบอกว่าทุกอย่าง
ไม่พ้นการท่องศัพท์
เพราะมันสำคัญมาก
เยอะแต่ถ้าอยากเข้าใจแปลได้ก็ต้องท่องและจะเข้าใจ

(ครูประจำชั้นปรียา) โทษทีนะคะ ครูขี้สงสัย ตอบไม่ได้ถ้ายังไม่เข้าใจนะคะ

คำถามก็คือ 1 ตัวอย่างที่ให้มาครูต่างชาติสอนในห้องเวลาไปเรียนพิเศษใช่ไหมคะ

 2.ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่า ครูเขาสอนยังไง มาถึงก็ให้เราทำ หรือครูทำยังไง อยากทราบค่ะ วิธีการสอนที่หนูเรียนกับครูต่างชาติภาษาอังกฤษ

3. หนูทำอะไรบ้างในห้อง เช่น นั่งทำๆๆๆ หรือต้องหาคำตอบเอง หรือต้องอ่าน หรือครูอธิบายแล้วให้คำตอบเลย เป็นต้น ขอให้เล่าให้ครูฟัง เพราะครูไม่ได้เรียนกับหนูในห้องเรียนนะคะ

เด็กวัด imm แต่ข้อสอบส่วนใหญ่จะเป็นพวก Vocab ค่ะคุรครู
บังเอิญวันนี้ที่หนูไปเรียนพิเศษภาษาญี่ปุ่นกับรุ่นพี่มา
เค้าก็เรียนภาษาอังกฤษด้วย หนูจึงถามว่า มหาวิทยาลัยตอนนี้
วิชาภาษาอังกฤษนั้นเรียนกันอย่างไร
พี่เค้าบอกว่า ส่วนใหญ่จะเน้นที่คำศัพท์เลย พวกการแปล คืออาจารย์ส่วนมาก
จะใฟ้ศัพท์มา ใครอยากจดไว้ก็จด ไม่จดก็เรื่องของคุณแต่เวลาสอบจะออกคำศัพท์
แล้วก็จะเป็นศัพท์ที่ค่อนข้างยาก
ส่วนไวยากรณ์เค้าจะไม่เน้นมาก ประมาณ 20 %
แต่ไม่ว่าอะไรก็ไม่พ้นคำศัพท์อยู่ดี เพราะยังไงก็ต้องแปลและเข้าใจความหมายของสิ่งที่เรียน

(ครูประจำชั้นปรียา) อาจารย์ส่วนมาก คืออาจารย์ไทยใช่ไหมคะ
จะให้ศัพท์มา ใครอยากจดไว้ก็จด

คือให้คำศัพท์ทั้งแผงเลยใช่ไหมคะ โดยที่มีเนื้อหาหรือเปล่า หรือคำศัพท์ล้วนๆ ขอทราบหน่อย


เด็กวัด imm แต่อย่างที่หนูกังวลนั่นแหละค่ะ ยังไงรู้ศัพท์มากๆก็เป็นผลดี เพราะเราคงไม่มานั่งจับผิหรืองมหาข้อผิดในห้องสอบแน่ๆ อย่างสอบทุนที่หนูไปสอบ ayc หรือพวก afs พวกนี้
ให้เวลาน้อย น่าจะประมาณข้อละ 1 นาที ทำเวลาด้วย แต่ข้อสอบจะไม่ยากมากค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) เป็นความคิดที่น่าสนใจของหนู ขอสงวนความคิดเห็นครูนะคะ ตอนนี้


เด็กวัด imm หนูชอบไปสอบเผื่อเก็บความรู้ไว้ว่าข้อสอบเป็นแบบนี้ แนวเดียวกันหมดเลยและยังมีข้อสอบฟังด้วยหรือข้อสอบภาษาอังกฤษสำหรับเข้ามหาวิทยาลัยที่หนูบอกว่าอยากไปสอบ
ก็มีข้อสอบแบบนี้ด้วย แต่หนูชอบคือข้อสอบ vocab ที่จะมีคำเดียวกันมาและให้เลือกคำที่มีความหมายเหมือนกัน มันดีอย่างหนึ่งที่ว่าถ้ารู้ก็ตอบได้เลยค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา)  ครูยังสงสัย ถ้ารู้ก็ตอบได้เลยค่ะ แล้วเรารู้ด้วยวิธีท่องจำใช่ไหมคะ หรือวิธีไหนคะ ตามความคิดเห็นของหนูเอง

แล้วที่หนูอยากจะจำได้เยอะๆ มันจะส่งผลต่อวิชาอื่นเมือนกัน (ในความคิดหนู)
เพราะแผนหนูจะเรียนพวกกฎหมายเบื้องต้น และเน้นพวกภาษา ซึ่งดูแล้ว
มีแต่วิชาท่องจำทั้งหมดเลย
  น่าปวดหัวมากๆเลย

(ครูประจำชั้นปรียา)  ข้อมูลที่ว่า พวกกฎหมายเบื้องต้น และเน้นพวกภาษา ซึ่งดูแล้ว
มีแต่วิชาท่องจำทั้งหมดเลย
 ได้จากแหล่งข้อมูล เด็กวัดเอง หรือจากอาจารย์ที่สอน หรือยังไง ดีใจมากที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย

อาจารย์ยังคงต้องขอคำตอบ คำชี้แจง ให้หายสงสัยก่อนนะคะ

คำที่ให้มาข้อนี้ช่วยเช็กให้หน่อยว่าถูกต้องหรือเปล่าได้ไหมคะ

7.   a. welcomed      b. invited             c. requird           d. chosen

ขอบคุณมากค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-05 16:24:51 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

คุณครูขาหนูมาแล้ว
สวัสดีตอนเย็นค่ะ

วันนี้หนูได้คำตอบจากพี่ๆมหาวิทยาลัยมาด้วยคิดว่าศึกษาได้ถูกทางแล้ว
วันนี้หนูจะเอาข้อสอบที่หนูเรียนอยู่ค่ะ
อันนี้จะยังไม่มีคำศัพท์ที่ยากมากค่ะ อันนี้เป็นข้อสอบแรกๆ
แต่เป็นตัวอย่างคร่าวๆนะคะ
บางคนอาจจะมองว่าง่ายนะ แต่ลองคิเลกๆดูบางทีก็อาจจะงงได้
วันนีเหนูเรียนข้อสอบ error ทำผิดบ้าง แต่ยังไม่เครียดกับมันมาก

มาที่ข้อสอบที่หนูเรียนกันเถอะ อันนี้จะสันๆค่ะคุณครู ไม่ยาวมาก

     Police in Australia have been trying to show that penalties for __1___there are
__2__light compared to other nations. They___3___this list of penalties in their
'In Brief' magazine.

Russia: Licence ___4____for life.

Turkey: Drunk driver is taken 30 miles from town and forced to
walk back __5__ escort.

Malaysia: Driver jailed,and if married, wife __6__husband in prison.

Poland: Driver jailed and ___7__to attend political lectures.

Bulgaria: For __8__offence, the driver is executed.

El Salvador: No second chances. Drunk drivers___9___executed by firing squad
___10__the first offence.

                                           *_______*

1.   a. drank-driving   b. drunk-driving   c.drunk driven     d. dring-driving
2.   a. relatively        b. subsequently   c. consequently   d. accordingly
3.   a. exhibited        b. display            c.publicise          d. published
4.   a. abandoned     b. ejected           c. revoked          d. expired  
5.   a. together        b. by                  c. and                d. under
6.   a. leaves           b. joins               c. weds               d. reunited
7.   a. welcomed      b. invited             c. requird           d. chosen
8.   a. in second      b. second             c. a second        d. twice
9.   a. were            b. have been         c. is                  d. are
10. a. on                b. in                    c. around            d. at

ข้อสอบนี้หลายคนจะได้ทำบ่อยๆ ในพวกข้อสอบเอ็นทรานส์ หรือข้อสอบทุนต่างๆจะมีค่ะ
เมื่อก่อนตอนสอบทุนหนูจะเจอ ตอนนั้นศัพท์จะไม่ยาก ส่วนข้อสอบตัวนี้คำศัพท์ยังไม่ยากค่ะ
แต่มีหลายคำที่บางคนไม่คุ้นเลย แต่หนูจะพอตอบได้บ้างเวลาครูถามความหมาย
อาจจะเป็นเพราะว่าชินหรือใช้มาบ้าง เพราะเรียนสายภาษา ก็เลยมีภาษาอังกฤษ 3 ตัว
ที่หนูเลือกเอาหัวข้อนี้มาเพราะ แต่มันสั้นที่สุดแล้ว ^^  หนูพิมพ์ช้า (ยอมรับเลย)

จะเห็นว่าบางตัวเลือกก็จะลวงบ้าง บางคำจะไม่มีภาษาอังกฤษ แต่ส่วนใหญ่จากข้อสอบ
ที่หนูเห็นนั้น ตัวเลือกนี้ ส่วนใหญ่จะมีความหมายในภาษาอังกฤษทุกคำ
เพียงแต่เขาจะเอามาลวงค่ะ ถ้ารู้ว่าแปลว่าอะไร แล้วกลับไปดูบริบทหรือสิ่งที่เค้ากล่าว
แล้วลองเติมดู ถ้ารู้ศัพท์แล้วแปลแล้วมันเข้ากันได้ ก็น่าจะทำได้
แต่ก็ต้องดูอีกทีว่ามันถูก tense หรือถูกดครงสร้างไหม แต่ที่แน่ๆ เมื่ออ่านโจทย์แล้วบางครั้งก็มีคำศัพท์แปลกๆมา บางทีถ้าไม่รู้จริงๆจะจับเนื้อเรื่องไม่ได้เลย ไม่ใช่แค่ข้อสอบแบบเติมคำศัพท์
ไม่ว่าจะเป็นข้อสอบอื่นๆก็เช่นกันค่ะ vocab เลยมีความสำคัญ

ที่หนูเรียนนี้คือหนูเรียนกับครูชาวต่างชาติค่ะ เขาบอกว่าทุกอย่าง
ไม่พ้นการท่องศัพท์ เพราะมันสำคัญมาก
เยอะแต่ถ้าอยากเข้าใจแปลได้ก็ต้องท่องและจะเข้าใจ

(เยอะมากเหมือนกันนะคะ ><)

แต่ข้อสอบส่วนใหญ่จะเป็นพวก Vocab ค่ะคุรครู
บังเอิญวันนี้ที่หนูไปเรียนพิเศษภาษาญี่ปุ่นกับรุ่นพี่มา
เค้าก็เรียนภาษาอังกฤษด้วย หนูจึงถามว่า มหาวิทยาลัยตอนนี้
วิชาภาษาอังกฤษนั้นเรียนกันอย่างไร
พี่เค้าบอกว่า ส่วนใหย่จะเน้นที่คำศัพท์เลย พวกการแปล คืออาจารย์ส่วนมาก
จะใฟ้ศัพท์มา ใครอยากจดไว้ก็จด ไม่จดก็เรื่องของคุณแต่เวลาสอบจะออกคำศัพท์
แล้วก็จะเป็นศัพท์ที่ค่อนข้างยาก
ส่วนไวยากรณ์เค้าจะไม่เน้นมาก ประมาณ 20 %
แต่ไม่ว่าอะไรก็ไม่พ้นคำศัพท์อยู่ดี เพราะยังไงก็ต้องแปลและเข้าใจความหมายของสิ่งที่เรียน

แต่อย่างที่หนูกังวลนั่นแหละค่ะ ยังไงรู้ศัพท์มากๆก็เป็นผลดี เพราะเราคงไม่มานั่งจับผิหรืองมหาข้อผิด
ในห้องสอบแน่ๆ อย่างสอบทุนที่หนูไปสอบ ayc หรือพวก afs พวกนี้
ให้เวลาน้อย น่าจะประมาณข้อละ 1 นาที ทำเวลาด้วย แต่ข้อสอบจะไม่ยากมากค่ะ
หนูชอบไปสอบเผื่อเก็บความรู้ไว้ว่าข้อสอบเป็นแบบนี้ แนวเดียวกันหมดเลยและยังมีข้อสอบฟังด้วย
หรือข้อสอบภาษาอังกฤษสำหรับเข้ามหาวิทยาลัยที่หนูบอกว่าอยากไปสอบ
ก็มีข้อสอบแบบนี้ด้วย แต่หนูชอบคือข้อสอบ vocab ที่จะมีคำเดียวกันมาและให้เลือกคำที่มีความหมายเหมือนกัน มันดีอย่างหนึ่งที่ว่าถ้ารู้ก็ตอบได้เลยค่ะ

แล้วที่หนูอยากจะจำได้เยอะๆ มันจะส่งผลต่อวิชาอื่นเมือนกัน (ในความคิดหนู)
เพราะแผนหนูจะเรียนพวกกฎหมายเบื้องต้น และเน้นพวกภาษา ซึ่งดูแล้ว
มีแต่วิชาท่องจำทั้งหมดเลย  น่าปวดหัวมากๆเลย

แล้วคุณครูปรียามีวิธีจัดการปัญหานี้อย่างไรบ้างคะ
หรือว่าเพื่อนๆคนอื่นๆ เคยเป็นแบบอิ๋มหรือเปล่า

รอคุณครูของเรามาตอบคำถามค่ะ

โดย : เด็กวัด imm วันที่ : 2009-04-04 20:20:52 อีเมล์ : IP : 114.128.54.8

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีจ้ะ เด็กวัด imm

ดีแล้ว รีบไปนอนเสีย จัดระบบการนอน และการใช้ชีวิตให้ดี

เอาที่เรียนมาให้ครูดูจะได้รู้ว่า เขาสอนกันยังไงในเมืองไทย ตอนนี้ :-(

ครูจะได้รู้ว่า มันเปลี่ยนแปลงบ้างหรือเปล่า หรือยังเหมือนเดิม เหนื่อยใจจัง ระบบการศึกษาบ้านเรา

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-03 23:57:44 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ได้ค่าคุณครู
แต่หนูขออนุญาติมาตอบพรุ่งนี้ได้ไหมคะ หนูจะได้พิมพ์สิ่งที่หนูเรียนว่าหน้าตาเป็นอย่างไร
แต่ว่าตอนนี้แม่ไล่ไปนอนแล้วค่ะ ^^

เห็นคุณครูตอบหนูก็ดีใจมากๆแล้วค่ะ
นี่แค่ภาษาอังกฤษอย่างเดียว ยังไม่นับภาษาญี่ปุ่นอีก น่าเศร้า

แต่ว่าไม่มีอะไรยากเกินความพยามใช่ไหมคะครู
แล้วหนูจะรีบกลับมาตอบนะคะคุณครู
ตอนนี้ จะ 6 ทุ่มแล้วล่ะคะ ^^

ขอบคุณคุณครูมากๆเลยค่ะ

โดย : เด็กวัด imm วันที่ : 2009-04-03 23:46:48 อีเมล์ : IP : 117.47.169.23

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ และเด็กวัด imm

หนูเข้าใจถูกแล้วค่ะ แต่ครูเพิ่งจะรู้ว่าที่หนูท่องก็คือ vocab ไม่มีเนื้อหา แต่ให้เติมคำในช่องว่าง มันก็ต้องมีประโยคมาให้ใช่ไหมคะ

ไปเอามาให้ครูดูหน่อย เอาจากหนังสือที่หนูเรียน ครูยังไม่เข้าใจ สอนอะไรกัน แล้วเติมคำ เอาตัวอย่างจริงๆ ที่หนูปวดหัวและไม่เข้าใจมาก่อน แล้วครูจะได้ปัอนคำถามต่อไป ครูก็งงว่าเขาสอนอะไรกันเหมือนกัน

(เด็กวัด) ตอนนี้หนูเรียนแบบใช้ข้อสอบเรียนไปในตัวค่ะ ที่ครูให้เรียน

เค้าจะให้ช่วยกันคิดค่ะ ตอนนี้ที่เรียนจะเป็นข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยค่ะ ที่หนูไม่ชอบที่สุดเลยก็คือข้อสอบ

Cloze test แบบที่เติมคำในช่องว่าง

(คำถาม) ที่ครูให้เรียน  ครูที่ว่านี้ ชาวไทย หรือชาวต่างประเทศ

Cloze test แบบที่เติมคำในช่องว่าง

ไปเอาตัวอย่างของจริงมาให้ครูดูหน่อยนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-03 23:31:55 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

หนูอาจจะยังไม่เข้าใจบางคำที่ครูเขียน ^^

แต่หนูอยากจะขอคำปรึกษาเรื่องที่หนูกำลังเรียนในตอนนี้ค่ะ (หลายเรื่องเหมือนกัน ^^

ตอนนี้หนูเรียนแบบใช้ข้อสอบเรียนไปในตัวค่ะ ที่ครูให้เรียน

เค้าจะให้ช่วยกันคิดค่ะ ตอนนี้ที่เรียนจะเป็นข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยค่ะ ที่หนูไม่ชอบที่สุดเลยก็คือข้อสอบ

Cloze test แบบที่เติมคำในช่องว่าง

ครูเค้าจะพาทำตามขั้นคือหา 3 ข้อผิดค่ะ ครูเค้ามักให้เดาศัพท์หรือดูจากบริบทค่ะ แล้วก็มาหาว่าข้อใดผิด

แน่นอนค่ะบางครั้งถ้าไม่รู้ศัพท์เลยก็ยาก

หลักในการหาจะมี

1 meaning
2 structure
3. tense (verb)
- Whic tense is it?
- How do I use the tense

หนูคิดว่ามันน่าปวดหัวมาก โดยเฉพาะถ้าตัวเลือกนั้นtense เดียวกัน หรือโครงสร้างไม่ผิด
ส่วนใหญ่ที่หนูเจอจะเป็นต้องดูจากความหมายค่ะ ซึ่งนั่นเป็นปัญหาใหญ่เลยถ้าหากไม่ทราบความหมาย
เพราะฉะนั้นเวลาเรียนผ่านไป ครูเค้าจะให้ความหมายแล้วให้ท่องให้จำได้ แล้วเค้าให้ดูแนวที่เค้าจะให้สอบ
คือคำศัพท์หลายชุดค่ะ ชุดละ 300 กว่าคำ แล้วดูดีๆเป็นหลายพันคำเลยล่ะค่ะ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
หนูมักมีปัญหาเรื่องท่องคำศัพท์ด้วยถ้าเยอะไป หนูคิดว่าทุกคนก็คงเป็น แต่หนูยังหาวิธี เวลาหรือสิ่งที่เหมาะสมที่จะทำให้หนูทำได้ดีขึ้นในการจำอะไรเยอะๆค่ะ
พอเรียนทั้งหมดที่เค้าให้เรียนและสิ่งที่เค้าให้กลับไปอ่านไปท่อง
แน่นอนค่ะว่าจะต้องได้ทำข้อสอบที่เค้าทำเอาไว้ให้ (ในที่เรียนพิเศษนะคะ ที่ต้องสอบเพราะเค้าคาดหวังว่าที่เขาสอนนั้นเราทำได้ไหม เค้าบอกว่าอยากจะให้นำไปเป็นแนวทางในการทำข้อสอบจริงและอยากให้ทำได้)

ข้อสอบที่เค้าจัดสอบหรือข้อสอบเอ็นทรานส์ ส่วนใหญ่จะเป็นพวก VOCAB น่ะค่ะ
ถ้าเราสามารถแปลได้ เราก็ทำได้เลย (ในความคิดหนูนคะคะ)
ถ้าเป็นข้อสอบศัพท์ก็แน่นอนถ้ารู้ตอบได้

แต่ถ้าเป็นแบบเติมคำในช่องว่าง เราคงจะไม่มานั่งหาว่ามันผิดๆหรือมันผิดเพราะอะไร
ดครงสร้างมันผิดนะ แน่นอนถ้านั่งงมหาข้อผิดแบบนี้คงทำข้อสอบไม่ทันแน่ๆค่ะ

ส่วนใหญ่ตัวเลือก 4 ข้อที่เขาให้มา จะเป็นคำคนละคำแต่ความหมายอาจใกล้เครียงกันค่ะ
แต่จะไม่มีคำเดียวกัน ความหมายเดียวกันแต่เค้าจะเปลี่ยนแปลงให้มันผิดแปลกไป  ให้ดูtense

มันไม่ค่อยมี อาจจะมีนิดหน่อยค่ะ แต่ที่หนูเจอคน คนละคำไปเลยค่ะ
ถ้าแปลไม่ได้ก็ต้องมานั่งงมหาว่ามันผิดตรงไหน เหนื่อยค่ะ
นั่งทำในห้อง ช่วยกันทำ กว่าจะได้ 1 ข้อนี่ นานมากๆเลยค่ะ
แล้วเค้าก็ให้ทำจนกว่าจะหาเหตุผลได้ มันดีนะคะสำหรับการฝึกทำ แต่มันนานมาก

แล้วบางทีทำใหสับสนมากกว่าเดิม แต่ตรงนี้เขาจะไม่ให้คิดมากค่ะ เค้าจะให้กลับไปท่องศัพท์มา
ซึ่งเป็นคำที่ต้องรู้และจำเป็น ปัญหาก็คือแบบนี้ค่ะ
หนูเป็นคนขี้ลืม ต้องอ่านแล้วอ่านอีกหลายรอบ
ถึงจะจำได้ ^^

ไม่รู้ว่าที่หนูเขียนมานี้มันตรงประเด็นไหม แต่มันเป็นปัญหาของหนูค่ะ

เพื่อนหนูหลายคนก็ไปเรียนพิเศษคอส VOCAB ที่เค้าให้ร้องเพลงน่ะค่ะ
แต่ก็แค่ในที่เรียนนั่นแหละค่ะ พอออกมาก็ไม่ได้ท่องกันเท่าไหร่เลย
หนูก็เคยอยากจะเรียนบ้าง แต่ค่าเรียนสมัยนี้แพงไปหมดเลย
เรื่องแบบนี้หนูว่าต้องจำเองค่ะ

แต่จะจำยังไงให้เหมาะสมหรือถูกวิธี
ตอนนี้หนูยังสับสนที่ครูถามเอาไว้ แต่หนูจะลองอธิบายที่หนูเข้าใจก่อน
แล้วหนูจะรอครูตอบนะคะ
ถ้าหนูตอบยังไม่ตรงหนูต้องขอโทษด้วยนะคะ ^^

โดย : เด็กวัด imm วันที่ : 2009-04-03 23:06:52 อีเมล์ : IP : 117.47.169.23

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ แฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด imm

ดีมากที่พยายามที่จะตอบคำถามที่ครูต้องการให้หนูเคลียร์ตัวเองให้ได้

เหลือเชื่อ แต่ดูเหตุการณ์ก็เดาออก ไม่ต้องไปเสียเงินกับหนังสือพวกนี้ หนูว่า ครูน่าจะไปเป็นหมอดู แทนที่จะเป็นครูดีมั้ยคะ :-) หมอดูแม่นๆๆ ใต้ต้นมะขาม :-)

บ้านเรา และทางเอเชีย มีแต่พวกที่จะหากำไรกับพวกที่ไม่มีหัวคิด ขี้ตื่น กระต่ายตื่นตูม เสียเงินโดยใช่เหตุ

ถ้าเด็กวัด imm เต็มใจและอยากจะให้ครูให้คำแนะนำ ครูเต็มใจ และเต็มที่ในการที่จะให้คำแนะนำ

เรียนยังไง และเรียนให้เข้าใจ กับเรียนท่องจำ ต่างกันยังไง

ไปลองหยิบ ย่อหน้าภาษาอังกฤษที่หนูเรียน แล้วคำศัพท์เยอะแยะ หนูจะทำยังไง มาให้ครูดู

แล้วเล่าให้ครูฟังว่า ยากตรงไหน ไม่รู้จะทำยังไง แล้วหนูทำยังไง เป็นรูปธรรม ครูต้องการข้อมูล แล้วครูจะได้ให้คำตอบหนูได้ถูกต้อง เพราะเรื่องสำคัญต้องรู้สาเหตุทำไม เรียนยากและไม่เข้าใจ ทำไมต้องท่องคำศัพท์ มันยาก ง่ายแค่ไหน

ถือเป็น case study ไปเลย

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-03 21:04:48 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ที่คุณครูเขียนมามีเหตุผลทั้งหมดเลย
ที่หนูชอบก็คือเรื่องที่การที่มัวแต่อ่านจนไม่พักผ่อนเป็นเวลา
ทำให้ร่างกายอ่อนล้ามากเลยค่ะ ซึ่งตอนนี้หนูก็เป็น
เพราะฉะนั้นหนูจะปรับเวลาในการอ่านหนังสือใหม่ค่ะ
และเรียนศัพท์แบบที่ตนเองเข้าใจด้วย เพราะท่องจำอย่างเดียวคงช่วยไม่ได้

การแข่งขันกับตัวเองและแข่งกับคนอื่นนั้นต่างกัน
แต่สำหรับหนูไม่ว่าจะแข่งกับอะไรก็ดี เพราะเราได้พยายามถ้าคิดในแง่ดี
แต่ตัวหนูแล้ว หนูคิดว่าการแข่งกับตัวเองดีที่สุด เป็นเหมือนการทดสอบตนเองว่า
มีความพยายามมากแค่ไหน และไม่ต้องไปนึกถึงว่าคนอ่นเค้าจะดีกว่าเรา
แต่เราควรทำตัวเราให้ดี มีความพยายาม ถ้าชนะตัวเองได้ก็ถือว่าน่าภูมิใจค่ะ

แต่การที่คิดว่าจะแข่งกับคนอื่นอาจมีผลเสียบ้างค่ะ
เช่นอาจจะทำให้เราคิดมาก ประหม่าว่า เราจะทำได้ไม่สู้เค้า
แล้วอาจจะทำให้เป็นเหมือนจุดอ่อนของเราที่ต้องคอยดูเค้า ตามเค้าตลอดว่าจะทำอะไร
นี่เป็นความคิดของหนูค่ะ


และที่ครูถามเกี่ยวกับเรื่องสอบ GAT PAT หนูเองยังไม่อยากจะเชื่อเลยค่ะ
หลังจากที่ผ่านการสอบไปประมาณ 1 อาทิตย์ ก็มีหนังสือมาวางขายจริงๆค่ะ
เป็นเหมือนแนวข้อสอบ คือพวกที่ทำหนังสือออกมา เค้าทำได้เร็วมาก
หนูเคยคิดว่าอยากซื้อนะคะ แต่ไม่ซื้อ เพราะอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ออกข้อสอบ
เขาก็ออกมาบอกแล้วว่า ไม่ต้องไปติวหรือซื้ออะไรมาอ่าน เพราะข้อสอบจะเปลี่ยนทุกปีและเป็นวิเคราะห์
แล้วแต่เค้าจะออก หนูว่าเก็บความรู้รอบตัวและรู้จักคิดวิเคราะห์น่าจะดีกว่าและไม่ต้องไปสิ้นเปลืองเงินเปล่าๆค่ะ

คุรครูคะ หนูมีคำถามที่ลืมถามครูไปเลยล่ะค่ะ
ทั้งๆที่หนูจะถามตั้งแต่ตอนแรกแต่กลับลืม
หนูอยากทราบวิธีการอ่านหนังสือของคุณครูค่ะ หรือว่าการที่ต้องเจอศัพท์มากๆว่าคุณครูจัดการปัญหาอย่างไรคะ

หนูจะรอคุณครูเหมือนเดิมนะคะ ขอบคุณมากๆนะคะ ^^

โดย : เด็กวัดimm วันที่ : 2009-04-03 20:59:55 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด imm

ครูอัพเดทที่ครูเขียนไปให้เด็กวัดอ่าน เอาที่หนูเขียนมาโพสใหม่ ขอให้ไปอ่านและเขียนมาให้ครูฟังเพิ่มว่าคิดว่า ที่ครูเขียนไป มีเหตุผลไหม

และอีกอย่างก่อนจะตอบคำถามของหนู ครูอยากให้เด็กวัดที่สนใจ และเด็กวัด  imm ทำการบ้านมาหน่อยนะคะ

การบ้านของครูก็คือ การแข่งขันกับคนอื่น และ การแข่งขันกับตัวเอง

มันต่างกันตรงไหน มันก็แข่งขัน ไม่ใช่หรือคะ แล้วจะไปต่างกันได้ยังไง

ช่วยตอบครูหน่อยนะคะ

แล้วจะเข้ามาตอบนะคะ เดี๋ยวจะไปทำกับข้าว คลายเครียดแล้วค่ะ

ขอบคุณสำหรับข้อมูลต่างๆ และเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับครู เยาวชนไทย เยาวชนของชาติ

เห็นเขียนเรื่องการสอบ อะไรต่อมิอะไร เช่น GAT, PAT ครูเดาว่า คงมีพวกหัวใสทำหนังสือออกมาวางขาย เอาเงินผู้ปกครอง และเด็กที่ตื่นตัว เหมือนกระต่ายตื่นตูมแล้วกระมัง  ถ้ามีเมื่อไร อย่าลืมเขียนมาบอกด้วยนะคะ เพราะคาดการณ์ว่าน่าจะถือโอกาส เพราะมีประเภทหาเงินจากหนังสือเยอะในบ้านเรา  แล้วหนังสือแบบนี้ รับรองมีคนรีบรับวางจำหน่าย เพราะคนตื่นข่าวลือกันเยอะ และง่าย เหมือนในญี่ปุ่น ก็ย่อมต้องตกเป็นเหยื่อของคนที่หัวใส

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-03 20:58:02 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ที่คุณครูเขียนมามีเหตุผลทั้งหมดเลย
ที่หนูชอบก็คือเรื่องที่การที่มัวแต่อ่านจนไม่พักผ่อนเป็นเวลา
ทำให้ร่างกายอ่อนล้ามากเลยค่ะ ซึ่งตอนนี้หนูก็เป็น
เพราะฉะนั้นหนูจะปรับเวลาในการอ่านหนังสือใหม่ค่ะ
และเรียนศัพท์แบบที่ตนเองเข้าใจด้วย เพราะท่องจำอย่างเดียวคงช่วยไม่ได้

การแข่งขันกับตัวเองและแข่งกับคนอื่นนั้นต่างกัน
แต่สำหรับหนูไม่ว่าจะแข่งกับอะไรก็ดี เพราะเราได้พยายามถ้าคิดในแง่ดี
แต่ตัวหนูแล้ว หนูคิดว่าการแข่งกับตัวเองดีที่สุด เป็นเหมือนการทดสอบตนเองว่า
มีความพยายามมากแค่ไหน และไม่ต้องไปนึกถึงว่าคนอ่นเค้าจะดีกว่าเรา
แต่เราควรทำตัวเราให้ดี มีความพยายาม ถ้าชนะตัวเองได้ก็ถือว่าน่าภูมิใจค่ะ

แต่การที่คิดว่าจะแข่งกับคนอื่นอาจมีผลเสียบ้างค่ะ
เช่นอาจจะทำให้เราคิดมาก ประหม่าว่า เราจะทำได้ไม่สู้เค้า
แล้วอาจจะทำให้เป็นเหมือนจุดอ่อนของเราที่ต้องคอยดูเค้า ตามเค้าตลอดว่าจะทำอะไร
นี่เป็นความคิดของหนูค่ะ


และที่ครูถามเกี่ยวกับเรื่องสอบ GAT PAT หนูเองยังไม่อยากจะเชื่อเลยค่ะ
หลังจากที่ผ่านการสอบไปประมาณ 1 อาทิตย์ ก็มีหนังสือมาวางขายจริงๆค่ะ
เป็นเหมือนแนวข้อสอบ คือพวกที่ทำหนังสือออกมา เค้าทำได้เร็วมาก
หนูเคยคิดว่าอยากซื้อนะคะ แต่ไม่ซื้อ เพราะอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ออกข้อสอบ
เขาก็ออกมาบอกแล้วว่า ไม่ต้องไปติวหรือซื้ออะไรมาอ่าน เพราะข้อสอบจะเปลี่ยนทุกปีและเป็นวิเคราะห์
แล้วแต่เค้าจะออก หนูว่าเก็บความรู้รอบตัวและรู้จักคิดวิเคราะห์น่าจะดีกว่าและไม่ต้องไปสิ้นเปลืองเงินเปล่าๆค่ะ

คุรครูคะ หนูมีคำถามที่ลืมถามครูไปเลยล่ะค่ะ
ทั้งๆที่หนูจะถามตั้งแต่ตอนแรกแต่กลับลืม
หนูอยากทราบวิธีการอ่านหนังสือของคุณครูค่ะ หรือว่าการที่ต้องเจอศัพท์มากๆว่าคุณครูจัดการปัญหาอย่างไรคะ

หนูจะรอคุณครูเหมือนเดิมนะคะ ขอบคุณมากๆนะคะ ^^

โดย : เด็กวัด imm วันที่ : 2009-04-03 20:03:03 อีเมล์ : IP : 117.47.97.197

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

หนูเห็นมีคำถามด้วย

คือตอนนี้พอเปิดเทอมมาหนูก็จะขึ้น ม.5แล้วค่ะ

ม.5นี่ก็จะสอบ GAT PAT ที่หนูเล่าให้ครูฟังค่ะ
สอบได้ปีละ 2 ครั้ง แต่ที่หนูบอกว่าข้อสอบยากมากๆ จนออกข่าวกันเลยล่ะค่ะ
เด็กๆจะเครียดมาก เพราะพี่หนูหลายๆคนเค้าก็เพิ่งจะสอบมา หรือแม้แต่พวกติวเตอร์หรือผู้ปกครองที่ไปลองสมัครสอบด้วยก็บอกว่ายากมากเหมือนกัน

สำหรับระบบแอดกลางแบบนี้หนูไม่มั่นใจสักเท่าไหร่ จึงมีเวลาเตรียมตัว 1 ปีเพื่อเตรียมสอบรับตรงในปีที่อยู่ ม.6ค่ะ

ส่วนที่หนูบอกว่าอยากลองสอบคือ CU-TEP ของจุฬาฯค่ะ

เป็นคล้ายๆวัดความรู้ภาษาอังกฤษค่ะ ของจุฬาฯ
ใช้ยื่นเวลาอยากจะเรียนภาคภาษาอังกฤษค่ะ
แต่หนูก็อยากจะลองสอบดู แต่ไม่อยากไปสอบเล่นๆ
อยากทำให้ดีที่สุดให้ได้ค่ะ
แต่สอบเดือนกรกฎาค่ะ แต่คำศัพท์จะเยอะและค่อนข้างยากแต่ก็จะพยายามค่ะ

ส่วนภาษาอังกฤษที่เรียนตอนปิดเทอมนี้ เรียนมาได้ 1 เดือนแล้วล่ะค่ะ
แต่หนูคิดว่าบางทีจะรอครูสอนเฉยๆมันก็ไม่ดีเท่าไหร่
ถ้าเราอ่านเองบ้างก็จะดีมากค่ะ

ที่คุณครูบอกว่าเด็กสมัยนี้พ่อแม่จะส่งเรียนพิเศษตลอดเพราะกลัวลูกไม่ทันคนอื่น
หนูเห็นด้วยค่ะ ตอนเด็กหนูจะอ่านเองตลอดค่ะแล้วหนูก็คิดว่าทำได้ดีกว่าคนที่เรียนมากๆด้วย
เพราะเนื้อหาตอนประถมหรือ ม.ต้นมันไม่ซับซ้อนจนเกินไปค่ะ เข้าใจด้วยตัวเองได้
แต่ ม.ปลายมาเริ่มไม่เข้าใจแล้ว จึงต้องเรียนเพิ่มบ้างค่ะ
จะคอยถามครูในชั้นเหมือนตอนประถมก็ไม่ได้เพราะเค้าไม่มีเวลาให้เรามากขนาดนั้น
แต่ก็อยากเรียนช่วงปิดเทอมค่ะ
เปิดเทอมมาใครยังบ้าเรียนพิเศษจนเกินไปเนี่ยไม่ดีเลย
หนูเจอกับตัวเองแล้ว กับเพื่อนๆหนูด้วย คือเรียนพิเศษเยอะจนไม่มีเวลาทำการบ้าน

อย่างเสาร์-อาทิตย์ก็ยังเรียนทั้งวันจนทำการบ้านไม่ทันต้องมานั่งทำดึกๆไม่ได้นอน
ซึ่งเป็นผลเสียมากๆ หนูคิดว่าเราลองอ่านเองบ้างก็ดีจะได้มีเวลาศึกษาทำการบ้านด้วย
ตอนนั้นจนต้องเลิกเรียนไปเลยล่ะค่ะ ^^

หนูว่าเวลาผ่านไปเร็วเหมือนโกหกเลยล่ะค่ะ
จนบางครั้งไม่ทันตั้งตัวเลย ไม่อยากจะเป็นแบบนั้นค่ะ

โดย : เด็กวัดimm วันที่ : 2009-04-03 05:03:21 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ข้อความ :

หนูได้อ่านทั้งหมดเลยล่ะค่ะ
คุณครูทำให้หนูเข้าใจมากขึ้นเลยล่ะค่ะ

เป็นเพราะว่าหนูชอบการแข่งขันแต่หนูชอบแข่งกับตัวเองมากกว่า
ทั้งๆที่ความจริงแล้วปิดเทอมหนูก็ควรจะพักบ้าง
แต่ที่หนูเครียดหรือไม่สบายอาจจะเป็นเพราะเรื่องที่หนูนอนดึก
หรือเครียดตลอดเวลา
หนูจะลองแบ่งเวลาการอ่านหนังสือและการพักผ่อนใหม่นะคะ

รู้สึกดีใจมากที่คุณครูตอบจดหมายของหนูละเอียด
หนูอ่านจนเพลินเลยล่ะค่ะ
หนูคิดๆแล้วอาจจะเน้นสิ่งที่หนูชอบจริงๆในตอนนี้คือภาษาอังกฤษ
แต่ถาษาญี่ปุ่นเปิดเทอมไปก็เรียนทุกวัน ดังนั้นหนูจะไม่กังวลให้มันมากเกินไป

ขอบคุณคุณครูมากเลยนะคะที่ทำให้หนูเข้าใจตนเองมากขึ้น
หนูจะนำคำแนะนำของคุณครูไปปรบใช้นะคะ

เด็กวัด imm

โดย : เด็กวัดimm วันที่ : 2009-04-03 05:02:22 อีเมล์ : IP : 71.190.47.6

--------------------------------------------------------------------------------------------------