生け花 ห้องอิเคะบะนะ
อยากทราบเรื่อง เซย์ โชนะงน กับ มาคุระโนะโซชิ ค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ทราบมาว่าเป็นแข่งของ มุระซะกิ ชิคิบุ  แต่รายละเอียด  หรือผลงาน  หาข้อมูลยากมากเลยค่ะ  ก็เลยงงมาตลอด  ขอความรู้จากอาจารย์ปรียาด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ ^^

โดย : tsubaki วันที่ : 2009-02-21 16:11:24 อีเมล์ : IP : 125.24.137.199

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด tsubaki

เท่าที่เขียนมาเด็กวัดคงจะเรียนใช้มหาวิทยาลัยใช่ไหมคะ ทำไมสนใจเรื่องพวกนี้คะ เขียนให้อาจารย์ฟังหน่อยนะคะ เรื่อง Tosa nikki 土佐日記 ที่เป็นภาษาไทย ใครเป็นคนแปล มีขายหรือเปล่า ขอข้อมูลหน่อย อาจารย์อยากทราบค่ะ ขอรายละเอียดจะได้ฝากลูกศิษย์ซื้อส่งมาให้ หนังสือเล่มนี้ก็เป็นอีกเล่มที่เรียนและชอบมากค่ะ

ไว้จะเอาเรื่องราวในสมัยเฮอังซึ่งอาจารย์ชาวอเมริกันเคยสอนตอนอาจารย์เรียนปริญญาเอก

อาจารย์ที่สอนท่านเสียชีวิตไปแล้ว อยากจะรำลึกถึงบุญคุณท่านอาจารย์ด้วยการนำมาเขียนถ่ายทอด แต่ต้องขอเวลา เพราะคิดไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วค่ะ รวมทั้งเรื่องของ มะคุระ โนะ โซชิ ด้วย เรียนกันอย่างลึกซึ้ง ค่อยๆเป็นค่อยๆไปจะได้ซึมซับ เอาเนื้อหานะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-02-23 14:43:27 อีเมล์ : IP : 71.190.46.215

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ  ที่ให้ความกระจ่าง  วรรณกรรมเฮอันแบบภาษาไทย  หาอ่านอยากจังค่ะ เท่าที่มี เห็น โทสะโนะนิกกิ ที่พิมพ์ออกมาเท่านั้นเอง

โดย : Tsubaki วันที่ : 2009-02-23 14:33:22 อีเมล์ : IP : 125.24.134.120

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ แฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด tsubaki

ดีใจทุกครั้งที่มีเด็กวัด ถามคำถามที่เกี่ยวกับ วรรณกรรม เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และความเป็นมาของญี่ปุ่นที่น่าสนใจ ไม่ใช่เรียนแต่อยากจะเอาภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียว เพราะน่าเบื่อ

เรื่องของ murasaki shikibu และ sei shoonagon

สำหรับ murasaki shikibu ซึ่งคนกล่าวกันว่าเป็นคนแต่ง 源氏物語(げんじものがたり) นิยายอมตะของยอดนักรัก เงนจิ นั้น ก็เป็นนักเขียนในสมัยชนชั้นสูงในสมัยเฮอัน

ส่วน sei shoonagon เซ โชนะงน ก็เป็นนักเขียนหนังสือชื่อดัง ในสมัยเดียวกัน หนังสือที่มีชื่อเสียง และต่างชาติรู้จักกันดีคือ 枕草子(まくらのそうし) สำหรับ เซ โชนะงน จะมีบุคคลิกที่แตกต่างจาก มุระซะคิ เพราะหนังสือที่เธอเขียนจะเขียนทุกอย่างที่เธอเห็น และเรื่องราวเกี่ยวกับพิธีัการต่างๆในสมัยนั้น แต่ที่น่าสนใจอย่างมากก็คือ เรื่อง ความสวยงามของดอกซากุระ และเรื่องความเชื่อทางด้านไสยศาสตร์ เช่นเดียวกับที่เราหาอ่านกันได้ใน หนังสือ  源氏物語(げんじものがたり) นิยายอมตะของยอดนักรัก เงนจิ

เรื่องราวเกี่ยวกับในสมัยเฮอังเป็นอีกสมัยหนึ่งที่น่าสนใจมาก เพราะว่า เราจะไม่รู้เรื่องมากมาย แต่จะต้องปะติดปะต่อเองจากการอ่านตามหนังสือต่างๆที่เขียนในสมัียนั้น เพราะว่าสมัยนั้น เป็นสมัยของพวกชนชั้นสูงครองเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ ใครเป็นใคร หรือชื่อจริงๆของพวกชนชั้นสูง พอจะแกะร่องรอยและรู้ได้จากหนังสือที่นักเขียนเหล่านี้เขียน เพราะจะไม่ใช้ชื่อจริงแต่จะรู้จากตำแหน่ง ยศ เป็นต้น

แต่ชีวิตคนธรรมดาสามัญแทบจะไม่มีบันทึกไว้ แ้ต่เป็นสมัยที่น่าสนใจมากที่มีอิทธิพลต่อตัวอาจารย์เอง เพราะเป็นสมัยที่เน้นความเรียบง่าย ผิดกับสมัยต่อมา ทำไมจึงเป็นเช่้นนั้น ต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และเรียนรู้วรรณกรรมต่างๆจึงจะรู้ได้

แต่เป็นสมัยที่คนญี่ปุ่นเริ่มรับเอาระบบขุนนาง การให้ตำแหน่ง การเลื่อนตำแหน่ง ชื่อยศ และสีต่างๆที่ทำให้รู้ว่า แต่ละคนอยู่ในตำแหน่งและยศอะไร อาจารย์ต้องเรียนพวกนี้ และเรียนอย่างลึกซึ้งมากตอนที่เรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนียร์ เบอร์กเล่ย์ แต่ตอนนี้ก็คงไม่ได้เรียนแล้ว เพราะถูกยุบไปรวมกับสาขาอื่น

อาจารย์จึงบอกว่า มีเรื่องอะไรที่น่าสนใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นในแง่มุมต่างๆอีกมากมายที่คนทั่วโลกเขารู้จักกันดี แต่คนไทยไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย รู้แต่จะเรียนภาษาญี่ปุ่น จะเรียนแต่ตำราเรียน มินนะ โนะ นิฮงโงะ จะเรียนแต่จะสอบวัดระดับ และอาจารย์ญี่ปุ่นคนไหนอ้าปากทีก็จะบอกว่าไปสอบระดับนี้ ระดับนั้น ความสนุก และความเพลิดเพลินกับการที่จะได้เรียนอย่างจริงจัง โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะต้องวิ่งไปสอบ จึงหายไปหมด กลายเป็นเรียนอย่างทรมาน ไม่ได้สนุกหรืออยากรู้ รู้แต่ว่าจะต้องเรียนสอบให้ผ่าน

ยิ่งคนที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องสอบ ก็ยังอยากสอบก็ดีไปอย่าง เป็นการวัดอีัโก้ตัวเอง แต่อาจารย์คิดว่า มีเรื่องที่พวกเราคนเอเชียควรจะเรียนรู้อย่างลึกซึ้งมากกว่าที่จะวิ่งกันไปสอบไปวัดระดับแข่งขันกันแบบที่เอเชียชอบนักชอบหนา อะไรที่สอบชอบจริงๆ ไม่ชอบเรียนแบบลึกซึ้งที่ไม่มีการวัดผล

การเรียนที่แท้จริง คือ เรียนเพราะใจรักที่อยากจะเรียนรู้อย่างแท้จริง อาจารย์ได้ใบอะไรเต็มไปหมด ตอนอยู่ญี่ปุ่น ให้มาอยู่เรื่อย เพราะเขาติดรูปแบบ ไม่รู้เอามาทำอะไร ตอนนี้ ทิ้งไปก็เยอะ คนไทยก็ติดรูปแบบ วัด กันตรงใบพวกนี้ ไม่ชอบดูเนื้อหาว่าแต่ละคน มีความรู้อะไร จึงไม่ใช่ของแปลกที่ว่า เรื่องเกี่ยวกับสมัยต่างๆของญี่ปุ่นไปเรียนญี่ปุ่นก็เรียนไม่รู้เรื่อง เพราะครูญี่ปุ่นที่สอนก็ไม่รู้จะสอนยังไง และที่สำคัญบ้านเรา เรียนแล้วเอาไปทำอะไรได้อีกก็เป็นอีกปัญหา เราก็เลยเรียนย่ำต๊อกกันแค่ภาษา และตำราเรียนที่ขายกันเกลื่อนแค่นั้นแหละ เศร้าใจกับการเรียนที่ล้าหลังของบ้านเรา และการเรียนที่เรียนเองไม่เป็นของคนไทยทั่วไป

 

 

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-02-23 01:12:17 อีเมล์ : IP : 71.190.46.215

--------------------------------------------------------------------------------------------------