生け花 ห้องอิเคะบะนะ
อ้าวมาแล้วค่ะ ท่อนไม้สำคัญไฉน ทำไมต้องท่อนไม้ด้วย เชิญอ่านได้เลยค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

 

มุมมองเรื่องท่อนไม้

 

 

หน้าตาของนักเขียน อะเบะ โคโบ

 

 

นวนิยาย โบ นิ นัตตะ โอะโตะโคะ

ที่แต่ละเรื่องสะท้อนให้เห็นสังคมอย่างมาก

เช่น ฮะโคะ โนะ โอะโตะโคะ

หรือพวกเราที่อยู่ในตึกสูงๆทันสมัย

 

ศ. ดร. ปรียา อิงคาภิรมย์/ โยะชิทะคะ ซะโต

 

นวนิยายเรื่อง ท่อนไม นี้  อะเบะ โคโบ เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1955 ส่วนที่เป็นบทละคร

เรื่อง ผู้ชายเป็นท่อนไม้ นั้น ผู้เขียนเขียนบทละครขึ้นในปี ค.ศ. 1969 ซึ่งระยะเวลาที่อะเบะโคโบเขียนเป็นนวนิยาย และเขียนเป็นบทละครนั้น ระยะเวลาห่างกันถึง14ปี และภูมิหลังเกี่ยวกับนวนิยายซึ่งก็คือ สังคมปัจจุบันของมนุษย์นั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก  เช่นกันแต่ว่าปัญหาเกี่ยวกับ มนุษย์และสังคมของเรา ที่อะเบะต้องการที่จะพูดถึงนั้นปัญหาที่ว่าดังกล่าวนั้น เวลาจะผ่านไปถึงกว่าสามสิบปี แต่ว่าเนื้อหาที่อะเบะ เขียน ในนวนิยายของเขายังสอดคล้องกับสังคมปัจจุบัน

        ถ้าเราอ่านเทียบนวนิยายทั้งสองเรื่อง ที่ผู้เขียน เขียน ซึ่งก็คือ ท่อนไม้และบทละครเรื่อง ผู้ชายเป็นท่อนไม เราจะเห็น เจตนารมณ์ของ ผู้เขียนได้ดียิ่งขึ้น

 

        ถ้าเราดูจากภาพพจน์ของตัวละครในนวนิยายของอะเบะ เราพอที่จะวาดภาพได้ว่า หัวข้อเรื่องของนวนิยายที่อะเบะเขียนขึ้นนั้น กล่าววิพากวิจารณ์ เกี่ยวกับสังคมปัจจุบันของมนุษย์ แต่ไม่ได้เป็นการวิพากวิจารณ์สบายๆง่ายๆแบบฃที่คนเข้าใจ แต่อะเบะจะหยิบยกและกระตุ้นให้ผู้อ่านตระหนักเกี่ยวกับปัญหาการมีตัวตนของมนุษย์ คุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์ที่ไม่ใช่ตำแหน่ง เงินเดือน หรือดีกรี

 

สำหรับละครเรื่อง ผู้ชายเป็นท่อนไม้ นั้น เนื้อเรื่องเกิดในวันอาทิตย์วันที่มีผู้คนที่เราไม่รู้จักมากมายสัญจรไปมาขวักไขว่ เนื้อหาของเรื่องนั้นก็เกิดในช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าวในฤดูฝน สำหรับพวกซะระริมัง (คนที่ทำงานกินเงินเดือน) และครอบครัวของเขานั้นวันอาทิตย์เป็นวันหยุดที่พวกเขาได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากการทำงานและจากโรงเรียน  ซ่ึ่งก็คือ วันอาทิตย์เป็นวันที่พวกเขาหลุดจากพันธนการทางด้านกฏเกณฑ์ข้อบังคับทางสังคม และมีอิสระภาพในการที่จะมีเวลาสำหรับงานอดิเรก ตลอดจน สิ่งที่พวกเขาอยากทำเป็นหลักได้ พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ วันอาทิตย์คือ วันหยุดส่วนตัวของพวกเขานั่นเอง

แต่ในขณะเดียวก้น วันอาทิตย์ก็เป็นวันที่ไม่มีใครสั่งการพวกเขาให้ทำอะไร วันอาทิตย์จึงเป็นวันที่พวกเขาไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิตมีความเป็นตัวของตัวเอง วันอาทิตย์จึงเป็นวันหยุดที่ทำให้พวกเขาอยู่ในสภาพที่หยุดชะงัก หรือไม่ได้ทำอะไรที่เป็นเรื่อง เป็นราวนั่นเอง ในอีกแง่หนึ่ง จริงๆแล้ว วันอาทิตย์ไม่ใช่วันที่พวกเขาได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสรภาพ แต่กลับเป็นวันที่พวกเขาจะ

ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการกระทำของตัวเองซึ่งถือได้ว่าเป็นวันที่สร้างความยุ่งยากให้แก่พวกเขาไม่น้อยทีเดียว

 

สถานที่ที่เกิดของเรื่อง ผู้ชายเป็นท่อนไม้ในบทละคร นั้นไม่ได้เกิดขึ้นที่ทางเดินที่มีคนเดินพลุกพล่านแต่เกิดหน้าสถานีรถไฟหน้าห้างสรรพสินค้า ในที่นี้สถานีรถไฟ ก็เป็นเสมือนทางผ่านที่คนจะเดินทางไปยังที่ต่างๆผู้คนที่สัญจรไปมานั้น เขาเหล่านั้นมาจากที่ต่างๆ แล้วก็เดินผ่านไปยังที่ต่างๆเช่นกัน  สถานีรถไฟที่ว่านี้ไม่ใช่สถานีรถไฟต้นสาย ที่รถไฟจะวิ่งออกจากสถานี แต่เป็นสุดสายของสถานีท่อนไม้ที่หล่นลงมาจากหน้าร้านสรรพสินค้าของสถานีรถไฟนั้นอาจกล่าวได้ว่า เป็นสถานีที่รวมเอาผู้คน ต่างๆในโลกทั้งสิ่งของและคนอีกจำนวนมากมาย นอกจากนั้น ส่ิ่งที่รอพวกเขาอยู่ข้าง

หน้าก็คือ ความตาย หรือกล่าวเป็นนัยให้รู้ว่า สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ข้างหน้านั้นไม่มีอะไรมากไปกว่า ความหมดหวังของมนุษย์

 

ในนวนิยาย เรื่องท่อนไม้ อาจารย์ และ นักเรียนจะเป็นคนที่ลงโทษ ท่อนไม้ที่หล่นลงมา แต่ในบทละครเรื่อง ผู้ชายเป็นท่อนไม้ นั้น อะเบะ โคโบ เปลี่ยนตัวละครเป็นนรกของผู้ชายและผู้หญิง และหญิงชายคู่หนึ่งที่เอาแต่เที่ยวเตร่ไม่ทำมาหากิน นอกจากนั้น การสนทนาพูดคุยของพ่อและลูก ตลอดจนขั้นตอนการที่ท่อนไม้หล่นลงมาจากบนดาดฟ้านั้นก็แตกต่างกันเล็กน้อยส่ิ่งที่น่าสนใจก็คือในนวนิยาย เรื่องท่อนไม้หนวดตรงจมูกอาจารย์ที่กระดิกไปกระดิกมานั้น จากเหตุการณ์ที่เกิดทำให้เรารู้ความจริงว่า หนวดที่เห็นนั้นเป็นหนวดปลอม หนวดปลอมที่ว่านี้แสดงให้เห็นถึง

สัญลักษณ์แห่งความมีอำนาจจอมปลอมซึ่งอะเบะ โคโบ เองอาจต้องการที่จะเสียดสี อำนาจนิยมที่มนุษย์ในโลกเราให้คุณค่าและสนับสนุนความมีอำนาจของมนุษย์ก็ว่าได้

 

การที่อะเบะ โคโบ จงใจให้ตัวละครในนวนิยายเป็นครูและนักเรียนให้มีความคล้ายคลึงกันเหมือนกับเป็นฝาแฝด และการที่อะเบะ โคโบ เปลี่ยนตัวละครในบทละครมาเป็นความสัมพันธ์ของผู้ชายและผู้หญิงในฐานะที่เป็นคู่รักนั้น อะเบะ โคโบ สามารถทำให้ผู้อ่านเห็นความว่างเปล่าไร้แก่นสารของความมีตัวตนของมนุษย์ในโลกทั้งหมด  แทนที่จะสะท้อนให้เห็นเพียงความโดดเดี่ยว และความหมดหวังของผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตามเราจะเห็นความหมดหวังของวัยหนุ่มสาวและวัยผู้ใหญ่ตลอดจนความหมดหวังของโลกมนุษย์ ความโดดเด่ี่ยวในที่นี้ ไม่ต่างอะไรกับการที่พวกเขาถูกแกว่งหลุดออกจากสังคมหรืออีกนัยหนึ่ง

 

 ความโดดเดี่ยวในที่นี้ก็คือการโดดเดี่ยวความเป็นมนุษย์ของพวกเขานั่นเอง สถานที่ที่ครูเขียนรูปภาพอะไรเล่นบนพื้นด้วยท่อนไม้นั้น ภาพนั้นเป็นภาพนามธรรมที่ไม่มีความหมายอะไร แต่ในขณะเดียวกันท่อนไม้ก็มีแขนขางอกออกมา กลายเป็นสัตว์ประหลาด หลังจากนั้นครูก็ลบภาพออก แล้วครูก็ลุกขึ้น พร้อมกับทำท่ามองออกไปไกลแสนไกล เหมือนกับบ่นพึมพำกับตัวเองคนเดียว

ครูพูดกับตัวเองว่าจากการที่ท่อนไม้ไม่ถูกทำโทษ ก็เหมือนกับพวกมันถูกทำโทษสิ่งที่ได้จากการตีความ จากสถานที่ที่ว่านี้ นักเรียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ว่าท่อนไม้ที่ว่านี้อาจจะมีไว้เพื่อนำทางคนตาบอด หรือ คนตาบอดนำทางตัวเองด้วยการใช้ท่อนไม้ ไม่ใช่ว่า คนตาบอดใช้ท่อนไม้เพื่อช่วยนำทางตัวเอง ถ้าครูเอาท่อนไม้มาตีพวกเราได้ เราก็เอาท่อนไม้มาตีครูได้เช่นกัน ถ้าท่อนไม้มีไว้นำทางคนตาบอด 

 

      การเขียนเล่นๆของครูก็ไม่ต่างกับการที่ครูใช้ท่อนไม้เขียนให้เราเห็นถึงความรู้สึกทางด้านจิตใจของท่อนไม้ ซึ่งความมีตัวตนของท่อนไม้นี้ไม่ต่างอะไรกับเครื่องใช้ธรรมดาๆอะไรสักอย่างที่สามารถทนทานกับความจริงใจ ตลอดจน การกระทำที่ทารุณได้แต่ความรู้สึกภายในจิตใจที่เกิดจากความต้องการของท่อนไม้ที่จะหนีจากสภาพการที่เป็นท่อนไม้ในทันทีนั้นเอง ความมีตัวตนของท่อนไม้ก็จะถูกลบ หรือสูญหายไปก็ได้

 

(มีต่อ)

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-10-30 20:00:31 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ตอบกระทู้

--------------------------------------------------------------------------------------------------