生け花 ห้องอิเคะบะนะ
มุมมองเกี่ยวกับ เซเบกับน้ำเต้า (ตอนสุดท้าย) ของครูประจำชั้นปรียา เชิญอ่านกันได้ค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

 จากหนังสือเรื่อง

 

ภาพริมสระน้ำ

 

 

 . ดร. ปรียา  อิงคาภิรมย์/  ดร. สุณีย์รัตน์ เนียรเจริญสุข        แปล

 

 

มุมมองเรื่อง เซเบกับน้ำเต้า

 

เขียนโดย . ดร. ปรียา  อิงคาภิรมย์

 

  เรื่องเซเบกับน้ำเต้าสะท้อนให้ผู้อ่านเห็นความนึกคิดของชิงะ นะโอะยะ จากประวัติของเขา ชิงะ นะโอะยะ มีความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยกับพ่อ พ่อของชิงะ นะโอะยะเกิดในตระกูลผู้ดีเก่า และมีฐานะดี พ่อของชิงะ นะโอะยะ ไม่พอใจที่เห็นเขาลาออกจากมหาวิทยาลัยหันมาสนใจทำกิจกรรมทางด้านวรรณกรรม และเรื่องการแต่งงานของเขา ความนึกคิดที่ขัดแย้ง ไม่ลงรอยกับพ่อของเขาถึงขั้นแตกหัก ชิงะ นะโอะยะ ตัดสินใจออกจากบ้าน หลังจากนั้นเจ็ดปี ชิงะ นะโอะยะ จึงได้ประนีประนอมและคืนดีกับพ่อของเขา ชิงะ นะโอะยะ จึงสะท้อนความคิดเห็นของเขาและความคิดที่เขามีต่อพ่อเข้าไปในตัวละครเซเบ และพ่อของเซเบ

 

จากในเรื่องเซเบกับน้ำเต้าผู้อ่านจะเห็นว่า ชิงะ นะโอะยะ เป็นนักเขียนที่ให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคล จากการถ่ายทอดความนึกคิดของเขาเข้าไปในตัวเซเบแม้ว่าชิงะ นะโอะยะ จะมีปัญหา และความขัดแย้งกับพ่อของเขา เช่นเดียวกับ เซเบกับพ่อของเขา แต่ชิงะ นะโอะยะ ไม่ได้มองโลกด้วยสายตาแห่งความเศร้า หมดหวัง หมดอาลัยตายอยากเช่นเดียวกับพวกธรรมชาตินิยม แต่ชิงะ นะโอะยะ จะแสดงให้ผู้อ่านเห็นและเข้าใจคุณค่าของปัจเจกบุคคลในตัวละครเซเบซึ่งไม่ได้หมดหวังเศร้าเสียใจ แต่กลับมีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของตัวเอง เช่นเดียวกับคุณค่าที่เซเบให้กับน้ำเต้าของเขา เซเบไม่คิดว่าจำเป็นต้องทำตามคนอื่น เพราะเขา มีความสร้างสรรค์ และรู้จักคุณค่าของน้ำเต้าของเขาดี

 

ดังนั้น ในเรื่องนี้ ถึงแม้จะไม่มีใครพยายามที่จะเข้าใจเซเบ นับตั้งแต่ครู ที่โรงเรียนหรือพ่อแม่ที่บ้านก็ตามแต่ชิงะก็พยายามที่จะสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้หาใช่อุปสรรค สำหรับเซเบไม่ เพราะชิงะ นะโอะยะ เชื่อในคุณค่าของความเป็นปัจเจกบุคคลและความหมายที่ลึกซึ้งที่แต่ละคนมีอยู่ ซึ่งแน่นอนความนึกคิดเหล่านี้ เขาได้รับอิทธิพลแนว ความคิดเกี่ยวกับความเชื่อทางด้านอุดมการณ์จาก Tolstoy และ Dostoievsky ดังนั้น นวนิยายของเขาจึงไม่เหมือนกับนวนิยาย ของพวกธรรมชาตินิยม ที่เขียนระบายสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงๆ ปัญหาที่พวกเขาแบกรับ และสิ่งต่างๆที่เผชิญหน้า และไม่รู้จะแก้ไข อย่างไร

 

ชิงะ นะโอะยะไม่ใช่นักเขียนที่มองโลกแบบเดียวกับพวกธรรมชาตินิยม ชิงะ นะโอะยะ รู้ดีว่าในโลกมีระเบียบและกฎเกณฑ์ต่างๆมากมายทำยังไงเขาจึงจะหาช่องว่างจากระบบและกฎเกณฑ์นั้นๆ โดยไม่ทำให้เขาสูญเสียความเป็นปัจเจกบุคคลของเขา จากการที่ชิงะ นะโอะยะ มองชีวิตในแง่ดังกล่าวนี้ ทำให้เขาแปลกจากนักเขียนคนอื่นๆ เขามีผลงานมากมาย แต่บางครั้งชิงะ นะโอะยะ ไม่เขียนนวนิยาย และไม่มีผลงานออกมาแม้แต่เรื่องเป็นเวลาหลายปี และเมื่อชิงะ นะโอะยะ เกิดอยากเขียนนวนิยายขึ้นมา เขาก็จะเขียนออกมาต่อๆกัน เขาให้ความสำคัญกับชีวิตหรือจิตภายในของเขาโดยที่ไม่ต้องการที่จะใช้ชีวิตเหมือนคนอื่น พวกเขาจึงได้รับขนานนามว่า พวกอุดมการณ์รุ่นใหม่

 

เรื่องเซเบกับน้ำเต้าสะท้อนให้เห็นสังคมญี่ปุ่่นในสมัยนั้นซึ่งเป็นสมัยที่รัฐบาลเข้าไปคุมการศึกษา อำนาจของรัฐบาลที่มีต่อโรงเรียน และอำนาจของครูที่มีต่อนักเรียน ตลอดจนปัญหาช่องว่างระหว่าง ผู้มีอำนาจ เช่น ผู้ใหญ่ที่มีต่อผู้น้อย และพ่อแม่ในครอบครัวที่มีต่อลูก ในเรื่องนี้ผู้อ่านจะเห็นช่องว่างความนึกคิดที่แตกต่างกัน ระหว่างครู กับเซเบ และพ่อแม่ที่มีต่อเซเบ

 

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นปัญหาที่ชิงะ นะโอะยะ เองเผชิญและสัมผัส ชิงะ นะโอะยะ สะท้อนออกมาให้เห็นในตัวละครเซเบ ปัญหาที่เกิดในเรื่องนี้ ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่ยังเป็นปัญหาที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนในสังคมมนุษย์แทบทุกสังคมในปัจจุบัน เพียงแต่ว่าปัญหานั้น จะมากหรือน้อยเพียงไรนั้นย่อมขึ้นอยู่กับแต่ละสังคม เพราะแนวโน้มที่ผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจจะยัดเยียดค่านิยม และความนึกคิดให้กับผู้น้อย ผู้น้อยที่ตกอยู่ในสภาพดังกล่าว บางคนหาทางออกไม่ได้ จะกลัดกลุ้มใจ ท้อแท้กับชีวิต แต่ชิงะ นะโอะยะ จะสะท้อนให้ผู้อ่านเห็นปัญหา ชิงะ นะโอะยะ จะไม่บอกทางออกที่ชัดเจนตรงๆแก่ผู้อ่าน เขาจะคลี่คลายเรื่องทีละน้อยและให้ผู้อ่านเข้าใจเอาเอง

 

            อาจารย์คิดว่าผู้อ่านที่อ่านเรื่องนี้คงจะเข้าใจความรู้สึกของเซเบได้ดี จากเหตุการณ์ที่เกิดกับเซเบ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดกับผู้อ่าน ความรู้สึกที่ผู้เขียนเริ่มเขียนเกี่ยวกับเซเบที่กำลังใจจดใจจ่อกับการวาดรูปของเขา หลังจากที่น้ำเต้าถูกพ่อทุบจนไม่เหลือชิ้นดี และตอนท้ายของเรื่องที่ผู้เขียนจบด้วยคำพูดที่ว่าอีกไม่นานหรอกที่พ่อเซเบคงจะเร่ิ่มบ่นเกี่ยวกับเรื่องวาดรูปของเซเบอีกคงให้ข้อคิดที่เพียงพอหลายแง่หลายมุมแก่ผู้อ่าน

 

            อาจารย์อ่านเรื่องนี้มาเกือบจะสามสิบปีแล้ว เรื่องนี้ช่วยทำให้อาจารย์มีท่าทีที่ถูกต้องในการที่จะมองโลกและใช้ชีวิตด้วยสายตาที่มีสีสรรค์สวยงาม แม้บางครั้งโลกใบน้อยๆที่อาจารย์อยู่จะเต็มไปด้วยผู้ใหญ่ หรือผู้อาวุโสที่ใช้อำนาจและยัดเยียดความคิดเห็นที่คิดว่าถูกต้องให้แก่อีกฝ่ายซึ่งไม่มีอำนาจต่อรอง หรือมองไดัอย่างชัดเจนว่า เป็นการมองที่เห็นแก่ตัว โลกทัศน์คับแคบ ไม่มีความฝัน หรือความสร้างสรรค์อะไร วิ่งตามแฟชั่น และกระแส แถมคนเหล่านี้ยัง ลืมไปว่า ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็น ผู้ใหญ่ที่มีบทบาทสามารถกำหนด และตัดสินใจอะไรออกมาได้ก็ตาม อย่างน้อยก็ควรจะเปิดหูเปิดตา เรียนรู้โลกกว้าง ทำใจให้กว้าง และรู้จักเรียนรู้การเคารพความคิดเห็นของแต่ละคนที่แตกต่่างกัน ตลอดจนความเป็น ปัจเจกบุคคลของแต่ละบุคคล เพราะไม่เสมอไปว่าความคิดเห็นของผู้ใหญ่จะถูกต้องเสมอไป และทุกอย่างก็ไม่จำเป็นเสมอไปว่าจะต้องมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว

 

อาจารย์หวังว่า เรื่องเซเบกับน้ำเต้าคงให้ข้อคิดและสาระแก่ท่านผู้อ่านและเด็กวัดทุกคนไม่มากก็น้อย อาจารย์มั่นใจว่าความคิดเห็นของผู้อ่านและเด็กวัดทุกคนที่อยู่ในสังคม ไม่ว่าจะเรียนหรือทำงานก็ตาม คงจะมีความคิดเห็น เกี่ยวกับความประพฤติของเซเบและโลกใบน้อยๆแตกต่างกัน ตลอดจน ความสุขที่เซเบสร้างขึ้นมานั้น เป็นความสุขของเซเบ ซึ่งแตกต่างความสุขและโลกทัศน์ของผู้ใหญ่

 

และเมื่ออ่านเรื่องนี้ เด็กวัดก็คงจะเข้าใจว่า แม้อาจารย์จะเจออุปสรรคในการที่จะเอาหนังสือดีๆมีคุณค่าให้คนไทยได้อ่าน ได้เปิดหูเปิดตา ได้เห็นโลกกว้าง แทนที่จะเอาวิชาที่ตัวเองมี เอาของไม่มีคุณค่าเพื่อหาเิงินเข้ากระเป๋าตัวเอง เหมือนการที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เซเบชอบน้ำเต้าที่มีชื่อเสียง ที่ขายได้ราคาดี ที่คนนิยม แต่ทำไมเซเบ ไม่ทำ ทำไมอาจารย์ไม่เลือกทางนั้น ทั้งที่มีปริญญา มีความรู้ ทำไมโง่นัก จะได้รวย และถือโอกาสจากชื่อเสียงที่ตัวเองสร้างมา ทำออกมา คนในเมืองไทยจะได้คุยว่า หนังสืออาจารย์ทำเงินได้มากมาย เพราะวิ่งตามกระแสไม่ดีกว่าหรือ

 

 แต่อาจารย์เข้าใจความสุขที่เซเบมีต่อน้ำเต้าของเขาตั้งแต่ตอนเรียนหนังสือที่อเมริกา และจากเรื่องนี้ ที่อา่จารย์อ่าน ทำให้อาจารย์เลือกที่จะรักน้ำเต้าแบบเซเบ และรักมาตลอด ใครจะเห็นว่าอาจารย์โง่ก็ไม่เป็นไร ผลิตหนังสือเขียนหนังสือที่อยากให้คนไทยได้อ่านได้ความรู้ ได้เงินจากค่าเหนื่อยตอบแทนความรักความทุ่มเทตัวเอง จะได้มีพลังวิ่งต่อไป 

 

เด็กวัดบางคนที่เริ่มเข้าใจที่อาจารย์พยายามเขียนและถ่ายทอดให้เรารู้จักแยะแยะ คงเข้าใจดี และเห็นชัดว่า ของที่มีคุณค่า ไม่ใช่ของที่ได้มาง่ายๆ เราต้องพยายาม ต้องพยายามใช้เวลาทุ่มเทกับมัน ต้องสร้างขึ้นมาให้ได้ ไม่ใช่พอใจกับอะไรง่ายๆ เหมือนบะหมี่สำเร็จรูป ฉาบฉวย วิ่งตามกระแสนิยม แบบที่เรากินๆ และเห็นๆกันอยู่ทุกวันนี้ ตอนนี้ พวกเราคงตอบตัวเองได้ดีที่สุดว่าวิ่งตามกระแสหนังสืออะไรบ้างที่คนในสังคมวงธุรกิจผลิตและทำมาให้เราอ่านและซื้อกัน

 

 อาจารย์ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า จะมีผู้ใหญ่สักกี่คนในสังคม ที่จะเข้าใจความสุขน้อยๆของเซเบที่ ชิงะ นะโอะบะ เขียน และความสุขของอาจารย์ปรียา ที่มีโอกาสได้ทำสิ่งที่มีคุณค่าให้พวกเราได้อ่าน ได้เรียนกัน แถมทำออกมาก็ยังมีปัญหา มีอุปสรรค และคนในสังคมก็ยังมีน้อย คนที่จะเห็นคุณค่า เพราะมีแต่คนชอบน้ำเต้าบะคิงที่เขาอยากจะหยิบยื่นให้ทุกคนซื้อกัน

 

เรื่องแต่ละเรื่องที่อาจารย์มีโอกาสสัมผัส มีโอกาสเรียน และแปลออกมา อาจารย์ดีใจที่มีโอกาสแบ่งปันความสุขที่ได้เรียนรู้ ประสบการณ์การเรียนต่างประเทศ ที่อีกหลายคนอาจจะไม่มีโอกาสได้สัมผัส แต่อย่างน้อยก็จะได้รู้ ได้ฟังจะได้เปิดหูเปิดตา ไม่อยู่ในโลกแคบๆ อาจารย์ยังหวังว่า การแบ่งปันเหล่านี้จะเป็นการเติมพลังให้คนไทยรุ่นใหม่ ได้เห็น ได้มองชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่ง และดีใจกับการที่เรามีชีวิตอยู่ ผลงานหนังสือ และหนังสือทุกเล่มที่อาจารย์เขีัยน และแปล จึงมีคุณค่าเกินกว่าที่จะประเมินได้ด้วยราคาตามหน้าปกหนังสือที่วางขาย

 

ถ้าจะมองว่า หนังสือเล่้มนี้ ขายเล่มละร้อยกว่าบาทคุ้มหรือเปล่า คงจะไม่คุ้มแน่ เพราะกว่าอาจารย์จะผลิตหนังสือออกมาได้สักเล่ม ลำบากยากเย็น เหนื่อยจริงๆ ยิ่งตอนนี้อยู่อเมริกา เงินไทยเราเอามาทำอะไรในอเมริกาได้บ้าง แต่ก็ยังสู้ทำอยู่ เพราะใจรัก จะขายกี่ร้อยบาทไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่สำคัญคือ ใครที่เห็นคุณค่าหนังสือแต่ละเล่มที่อาจารย์ทำออกมาผ่านการเลื่อเฟ้น จึงจะทำออกมาได้ เห็นคุณค่าก็ซื้อไปและใช้ให้คุ้มค่า รักมันเหมือนน้ำเต้าเซเบก็ดีใจแล้ว

 

เวลาที่เราจะตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อ ช่างผิดกับเวลาที่เราเห็นหนังสืออะไรที่ไม่มีสาระ เช่น หนังสือ   มังงะ หนังสือความรัก หวานแหววทั้งหลายที่ทำออกมาหลอกเงินวัยรุ่น ถึงเราจะคิดว่าเล่มละไม่กี่บาทก็ตาม แต่ผลที่้ได้จากการอ่านหนังสือเหล่านั้นก็คือ ไม่เพียงแต่อ่านแล้วไม่ประเทืองปัญญาคนอ่าน แต่ยังทำให้ หัวสมองเรายิ่งวันยิ่งฝ่อลง เพราะไม่ได้มีเนื้อหาอะไรที่เก็บมาคิดหรือใช้ได้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้เลย นอกจากความเพ้อฝัน มัน และแยกแยะไม่ออกว่า ความเพ้อฝันและชีวิตความเป็นจริงต่างกันมาก

 

ใครมีความคิดเห็นยังไงเขียนมานะคะ อาจารย์อยากฟังเสียงคนรุ่นใหม่ และรุ่นที่เริ่มรู้ว่าการใช้ความคิด และการอ่านหนังสือดีๆมีประโยชน์ต่อตัวเองอย่างไร

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-10-22 06:18:50 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด wantima

อาจารย์เห็นสภาพสังคมบ้านเรา และในญีปุ่นปัจจุบัน ผู้ใหญ่ที่จะมองการณ์ไกลเหมือนสมัยก่อนหายไปไหนหมด ยิ่งมีคนเหล่านี้มากเท่าไร สังคมก็ยิ่งแย่ลง และมีใครสักกี่คนที่สามารถทวนกระแส อดทน พยายาม และลุกขึ้นมายืนหยัดในอุดมการณ์ของตัวเอง อาจารย์ไปเรียนญี่ปุ่น หลงรักสิ่งที่คนรุ่นเก่าของญี่ปุ่นทิ้งให้กับสังคมของเขา ยังจำได้ดี ถึงความรัก การทุ่มเท ทำสิ่งที่ต้ัวเองรัก แม้จะเป็นเพียง อะไรสักอย่าง ตะกร้าสานสักใบที่คนหาซื้อไปใช้ก็ตาม ประทับใจมากตั้งแต่ตอนอายุยี่สิบสองค่ะ ก็เลยเพาะบ่มอาจารย์เป็นนักต่อสู้ที่ไม่มีคำว่ายอมแพ้ ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่นว่าถูกต้องและดี เพราะมันให้คำตอบอาจารย์ได้เองทันเห็น

 คนอื่นจะเป็นยังไงไม่ทราบ แต่สำหรับอาจารย์ หนังสือทุกเล่มของอาจารย์ ถ้าไม่ได้คิดแบบเซเบ ปรียาก็เป็นเพียงอาจารย์ที่จบปริญญาเอกจากเมืองนอก สบายๆ สอนๆไปเท่านั้น แต่อาจารย์ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก และดีใจที่มีคนเห็นคุณค่าสิ่งที่อาจารย์ทำ มันให้คำตอบที่ดียิ่งสำหรับอาจารย์ว่า ที่อาจารย์เลือกทำมาตลอดนั้นถูกต้องแค่ไหน

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-10-22 20:40:29 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

แม้อาจารย์เขียนซะ  กลับเมืองไทย ต้องไปหาหนังสือของอาจารย์โดยเฉพาะมาหลายๆเล่มเสียแล้วค่ะ  ถึงแม้จะได้อ่านเรื่องย่อๆ ของ เซเบ ก็ได้ข้อคิดหลายอย่างค่ะ 

แม้บางครั้งโลกใบน้อยๆที่อาจารย์อยู่จะเต็มไปด้วยผู้ใหญ่ หรือผู้อาวุโสที่ใช้อำนาจและยัดเยียดความคิดเห็นที่คิดว่าถูกต้องให้แก่อีกฝ่ายซึ่งไม่มีอำนาจต่อรอง หรือมองไดัอย่างชัดเจนว่า เป็นการมองที่เห็นแก่ตัว โลกทัศน์คับแคบ ไม่มีความฝัน หรือความสร้างสรรค์อะไร วิ่งตามแฟชั่น และกระแส แถมคนเหล่านี้ยัง ลืมไปว่า ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็น ผู้ใหญ่ที่มีบทบาทสามารถกำหนด และตัดสินใจอะไรออกมาได้ก็ตาม อย่างน้อยก็ควรจะเปิดหูเปิดตา เรียนรู้โลกกว้าง ทำใจให้กว้าง และรู้จักเรียนรู้การเคารพความคิดเห็นของแต่ละคนที่แตกต่่างกัน ตลอดจนความเป็น ปัจเจกบุคคลของแต่ละบุคคล เพราะไม่เสมอไปว่าความคิดเห็นของผู้ใหญ่จะถูกต้องเสมอไป และทุกอย่างก็ไม่จำเป็นเสมอไปว่าจะต้องมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว

ข้อความของอาจารย์นี้ กินใจจริงๆเลยค่ะ  เข้าใจความรู้สึกเลยค่ะ

โดย : wantima วันที่ : 2008-10-22 19:11:19 อีเมล์ : IP : 220.152.91.204

--------------------------------------------------------------------------------------------------