生け花 ห้องอิเคะบะนะ
こころ จิตใจใครกันแน่ บทที่ 12 เชิญอ่านต่อได้นะคะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

 

 

 

อะไรคือ โศกนาฎกรรม

ใน

ความรักของเซนเซและภรรยา

 

 

日本人が知らない夏目漱石

 

วรรณกรรมดีๆแบบนี้คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่

ไม่อ่าน ไม่สนใจ ไม่อยากจะรู้

เพราะถือว่าเชย ล้าสมัย

 

 ไม่ต่างกับคนรุ่นใหม่ในบ้านเรา

ชอบแต่ของใหม่ๆ บ้าเห่อ วิ่งตามแฟชั่น

ความรู้สึกของคนญ๊ปุ่นในญี่ปุ่นปัจจุบัน

คงไม่ต่างกับที่อาจารย์

มองคนในบ้านเราขณะนี้

 

  

こころ

 

บทที่ 12

 

ศ. ดร. ปรียา อิงคาภิรมย์ และ กนก ศฤงคารินทร์  แปล

 

 

 

ภรรยาเซนเซเป็นคนโตเกียว ข้าพเจ้ารู้และได้ยินมาก่อนจากปากเซนเซและภรรยาเซนเซเอง

จะว่าไปแล้วดิฉันก็เป็นลูกครึ่งนะคะ

ภรรยาเซนเซพูดทีเล่นทีจริง คุณพ่อภรรยาเซนเซมาจากจังหวัด ทตโตะริ หรือที่ไหนสักแห่งแถวนั้น ส่วนคุณแม่เกิดที่อิทซิงะยะในเมืองเอะโดะ หรือโตเกียวในปัจจุบันนี้ ส่วนเซนเซเ็ป็นคนจังหวัด นิอิงะตะ ซึ่งเ็ป็นจังหวัดที่อยู่คนละทิศเลยก็ว่าได้ ดังนั้น ถ้าภรรยาเซนเซบอกว่ารู้จักกันตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแล้วล่ะก็ จะเห็นได้ชัดว่าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องบ้านเกิดแน่นอน แต่ดูเหมือนภรรยาเซนเซซึ่งใบหน้ายังแรงเรื่ออยู่นั้นกลับไม่อยากพูดอะไรอีกต่อไป ข้าพเจ้าจึงไม่อยากซักถามอะไรให้มากกว่านี้

           

ตั้งแต่ข้าพเจ้าเริ่มรู้จักกับเซนเซ จนกระทั่งเซนเซเสียชีวิตไปแล้ว ข้าพเจ้ามีโอกาสสัมผัสถึงความรู้สึกนึกคิด และอารมณ์อันอ่อนไหวของเซนเซจากปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องราวในสมัยที่แต่งงานนั้น ข้าพเจ้าแทบไม่เคยได้รับรู้เลย บางทีข้าพเจ้าก็คิดในแง่ดีว่า ผู้ใหญ่อย่างเซนเซคงจะระวังตัวไม่พูดเรื่องรักๆใคร่ๆให้เด็กหนุ่มอย่างข้าพเจ้าฟัง แต่บางทีถ้าคิดในแง่ดีก็อาจเป็นไปได้ว่า ไม่ว่าเซนเซหรือภรรยาเซนเซก็ตาม เมื่อเทียบกับข้าพเจ้าแล้ว ทั้งสองเติบโตขึ้นมาท่ามกลางขนบธรรมเนียมประเพณีแบบเก่า จึงทำให้ไม่มีความกล้าที่จะเปิดเผยเรื่องส่วนตัวกับข้าพเจ้าอย่างตรงไปตรงมาก็ได้ แต่ไม่ว่าจะมองในมุมไหนก็ตาม มันก็เป็นเพียงเรื่องที่ข้าพเจ้าคิดเดาเอาเอง ข้าพเจ้ายังเดาอีกว่า การแต่งงานของทั้งสองคงจะมีความรักอันโรแมนติกและหวานชื่นอยู่้ด้วยแน่นอน

 

การคาดการณ์ของข้าพเจ้าไม่ผิด เพียงแต่ว่าเรื่องที่คาดการณ์นั้นเป็นจินตนาการที่ข้าพเจ้าวาดภาพไว้แต่เพียงด้านเดียว เบื้องหลังความรักอันหวานชื่นของเซนเซ ยังมีโศกนาฎกรรมอันน่ากลัวซ่อนเร้นอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นยังดูเหมืิอนว่า ภรรยาเซนเซไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าโศกนาฎกรรมที่ว่านั้นเป็นเรื่องที่เศร้าโศกเพียงใดสำหรับเซนเซ

 

แม้กระทั่้งจนบัดนี้ก็ตามภรรยาเซนเซก็ยังไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้เลย เซนเซจากโลกนี้ไปแล้วโดยปิดบังเรื่องนั้นไม่ให้ภรรยาได้รับรู้ ก่อนที่เซนเซจะทำลายความสุขของภรรยา เซนเซกลับทำลายความสุขของตัวเองเสียก่อน

 

ข้าพเจ้าจะยังไม่เล่าโศกนาฎกรรมที่ว่าในตอนนี้ ความรักของทั้งสองคนอาจจะพูดได้ว่า เกิดขึ้นมาเพื่อเผชิญกับโศกนาฎกรรมนั้น และตามที่ข้าพเจ้าพูดถึงเมื่อครู่นี้ว่า ทั้งสองแทบจะไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ข้าพเจ้าฟังเลย เหตุผลของภรรยาเซนเซก็คือ ต้องการสำรวมคำพูด ส่วนของเซนเซก็คือ เหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านั้น

 

มีเรื่องหนึ่งที่ยังอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าก็คือ มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าไปสวนอุเอะโนะกับเซนเซในช่วงฤดูที่ดอกไม้กำลังผลิบาน เราเห็นหญิงชายหน้าตาดีคู่หนึ่งเดินเคียงคู่ั่กันอย่างมีความสุขใต้ร่มไม้ที่มีดอกบานสะพรั่งอยู่เต็มต้น เพราะเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างโจ่้งแจ้งจึงมีคนหลายคนมองไปทางคู่นั้นมากกว่าจะชมดอกไม้

 

คงเป็นสามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานใหม่ล่ะมั้ง เซนเซพูดขึ้น

ดูรักกันมากเลยนะครับข้าพเจ้าพูดบ้าง

เซนเซไม่แม้แต่จะฝืนยิ้ม แต่กลับเดินไปคนละทางกับที่หนุ่มสาวคู่นั้นกำลังเดินอยู่ แล้วก็ถามข้าพเจ้าว่า

เธอเคยมีความรักหรือเปล่า

ข้าพเจ้าตอบว่าไม่เคย

เธอไม่เคยอยากรักใครงั้นหรือ

ข้าพเจ้าไม่ได้ตอบอะไร

ไม่ใช่ไม่อยากรักใครใช่ไหม

ครับ

 

เมื่อเธอมองดูหนุ่มสาวคู่นั้น เธอพูดเชิงเย้ยหยัน และในความเย้ยหยันนั้น น้ำเสียงเธอแฝงไว้ซึ่งความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ว่าตัวเธอเองก็ต้องการความรัก แต่ก็ไม่อาจหาใครสักคนที่เธอต้องการได้

 

เซนเซได้ยินอย่่างงั้นหรือครับ

 

ได้ยินสิ คนที่มีความสุขกับความรักจะพูดน้ำเสียงที่ฟังแล้วอบอุ่นใจกว่านี้ แต่เธอรู้ไหมว่้าความรักนี่น่ะ ก็คือบาปนั่นเอง

ข้าพเจ้ามรู้สึกตกใจขึ้นมาทันที จึงไม่รู้ว่าจะตอบเซนเซว่่่าอย่่างไร

 

เป็นไงบ้างคะ อ่านมาถึงบทนี้ คิดว่าหลายๆคนคงจะเกิดความรู้สึกร่วมกับทุกคนในเรื่อง อาจารย์เองทั้งแปล ทั้งอ่าน ทั้งเขีัยนไม่รู้อ่านมากี่ครั้ง และตอนนี้ต้องมานั่งพิมพ์ใหม่ให้เด็กวัดอ่าน แต่ก็ไม่เคยเบื่อ ความรู้สึกทุกครั้งที่อ่านทำไมไม่เคยเหมือนกันสักครั้ง แปลกจริงๆ อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้ จึงได้ชื่อว่านวนิยายอมตะ ข้ามสมัย แต่บ้านเรามีไม่กี่คนที่โชคดีมีโอกาสได้อ่านตอนที่อาจารย์พิมพ์ในสมัยสิบกว่าปีที่แล้ว อยากจะให้พิมพ์ออกมา่ให้คนรุ่นใหม่อ่าน คนในวงการหนังสือ รสนิยมเข้าไม่ถึง เพราะสู้เอานิยายน้ำเน่าหรือมังงะ รักหวานฉ่ำให้วัยรุ่นไทยเพ้อฝันดีกว่า ถ้าชอบอ่านนวนิยายที่ต้องใช้หัวคิดทำให้เห็นอะไรมากมาย คงอาจจะยากในการปรับเปลี่ยนรสนิยมการอ่านไปอ่านอะไรที่ไร้สาระอีกก็ได้

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-10-16 05:39:59 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

 

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด Rika

ขอบคุณค่ะสำหรับความเข้าใจและซาบซึ้งในวรรณกรรมดีๆของญี่ปุ่น

อาจารย์มีโอกาสอ่านและดูหนังของ Jane Austen ของอังกฤษ ก็เช่นกันจึงเข้าใจว่า ทำไมคนยังอ่านยังดูหนังที่เธอเขียนอยู่ได้ไม่เบื่อ ยิ่งได้ฟังจากปากของนักอ่านประเทศอังกฤษเอง ก็ยิ่งเข้าใจว่า ของดีๆ ไม่ว่าใครอ่าน ส่วนใหญ่จะออกมาคำตอบเดียวกัน เป็นเพียงนวนิยายแค่นั้นไม่ใช่หรือ

แต่มันสะท้อนให้เห็นสังคมตอนนั้นคล้ายกับของโซโซะคิเลย อาจารย์เก็บตกวัฒนธรรมอังกฤษได้อย่างมากมาย

เอา โคะโคะโระ จากห้องสมุดให้ เผื่อจะสนใจอ่าน เพราะทิ้งไว้ บ้านนี้อ่านกันไม่ทัน

เพื่อนร่วมบ้านเดียวกันเห็นหยิบไปอ่าน เห็นอ่านไปนอนสองคืน บอกว่า ลึกซึ้งเขียนได้ดีมาก

ตอนสมัยพิมพ์ออกไปใหม่ๆ บ้านเราก็มีการเขียนรีวิวออกมามาก ยังคิดว่าถ้าพิมพ์ออกมาจะได้ให้อ่าน และยังดีใจเลยว่า นักเขียนไทย และคนที่ชอบอ่านหนังสือ เข้าซึ้งเห็นคุณค่าหนังสือเล่มนี้ได้อย่างดี

หนังสือดีๆไร้พรมแดน ไม่มีกำแพงกั้น สื่อกันได้ทางจิตใจ เพราะมีค่าของตัวเองเกินกว่าที่จะต้องโฆษณา แต่น่าเสียดาย ตอนนี้หนังสือเล่มนี้ ยักษ์ใหญ่จัดจำหน่ายในเมืองไทย เสนอไป คงไม่รู้ว่า โคะโคะโระคือ อะไร คงไม่่มีเวลาแม้แต่จะอ่าน คงมองหน้าปกและพลิกไปมาสักไม่กี่วินาที แล้วก็ได้คำตอบว่า ข้าฯไม่สน เพราะคงไม่มีใครซื้อ ถ้าเป็นมังงะ ก็คงจะพอช่วยจำหน่ายก็ได้ เดาจากสถานการณ์ความฉาบฉวยของบ้านเรา แต่ไม่เป็นไร อาจารย์จึงต้องพิสูจน์และปกป้องงานดีๆให้คนไทยอ่านเอง และต้องการใ้ห้คนไทยพิจารณากันเอง ว่าที่อาจารย์พูดจริงหรือเปล่า เหมือน Charles Babbage แค่นั้นแหละค่ะ เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ตอนนี้ในสมัยที่ฉาบฉวยของบ้านเรา และทั่วโลก ใครที่รู้ตัวเองก่อน ในอนาคตก็คงมีความสุขและอยู่รอดได้อย่างสบายใจ แต่พวกที่ยังหลงระเริงกับสิ่งฉาบฉวย กว่าจะรู้ตัวก็คงสายเกินไปแล้วก็ได้ ใครจะรู้

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-10-17 21:59:51 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

เข้าใจแล้วค่ะว่าหากได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำไมถึงวางไม่ลง ถ้ามีอยู่ในมือตอนนี้ ก็คงอ่านชนิดที่วางไม่ลงเหมือนกัน

เซนเซ ยอมแบกรับทุกอย่างไว้เพื่อปกป้องความสุขของผู้อื่นหรอกเหรอคะ เซนเซได้ทำผิดพลาดอะไรไปนะ อยากอ่านต่อจริงๆ ค่ะ

วรรณกรรมดีๆ ที่ได้รู้ถึงความรู้สึกของตัวละครแบบนี้ ทำไมถึงไม่มีใครสนใจกันนะ มุมมองที่หลากหลายของช่วงอายุ การเรียนรู้ที่จะเข้าใจก็ต่อเมื่อเวลาผ่านพ้นไปแล้ว เสียดายจริงๆ ค่ะ 

โดย : Rika วันที่ : 2008-10-17 20:21:50 อีเมล์ : IP : 58.64.115.159

--------------------------------------------------------------------------------------------------