生け花 ห้องอิเคะบะนะ
こころ จิตใจใครกันแน่ บทที่ 11 เชิญอ่านต่อได้นะคะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

 

 

บรรยากาศในบ้านของเซนเซและภรรยา

 

 

日本人が知らない夏目漱石

 

วรรณกรรมดีๆแบบนี้คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่

ไม่อ่นและไม่สนใจแม้แต่อยากจะรู้ อะไรที่ดีๆ ทิ้งหมด

 ไม่ต่างกับบ้านเรา

ชอบแต่ของฉาบฉวยที่ไม่มีคุณค่า

ความรู้สึกเช่นเดียวกับที่อาจารย์มองคนในบ้านเราขณะนี้

 

  

こころ

 

บทที่ 11

 

ศ ดร ปรียา อิงคาภิรมย์ และ กนก ศฤงคารินทร์  แปล

 

   ตอนนั้นข้าพเจ้าีเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว ข้าพเจ้าีรู้สึกแต่ว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

 เมื่อเทีียบกับตอนที่ไปบ้านเซนเซครั้งแรก และรู้สึกสนิทสนมกับภรรยาเซนเซมากขึ้น ข้าพเจ้าไม่รู้สึกเบื่อแม้เมื่ออยู่กับภรรยาเซนเซตามลำพัง เราคุยกันเรื่องต่างๆ แต่ก็เป็นการคุยซึ่งไม่มีสาระอะไรสำคัญเป็นพิเศษ ดูเหมือนว่า ตอนนี้ข้าพเจ้าีจะลืมไปหมดแล้ว ในบรรดเรื่องทีุุ่คุยกันนั้นมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ยังติดหูข้าพเจ้าแต่ก่อนที่จะเล่าเรื่องนั้น ข้าพเจ้าีอยากจะเล่าเรื่องเซนเซก่อน เซนเซสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้ารู้มาตั้งแต่แรก แตการที่เซนเซไม่ไดประกอบอาชีพอะไรเลยนั้น ข้าพเจ้าีมารู้เอาหลังจากที่กลับมาโตเกียวได้ไม่นาน ข้าพเจ้าีสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไม เซนจึงอยู่ได้โดยไม่ได้ทำอะไรเลย เซนเซดูเหมือนกับเป็นคนที่ไม่มีชื่อเสียงที่ใครๆรู้จัก ดังนั้น นอกจากข้าพเจ้าที่สนิทกับเซนเซแล้วก็ไม่มีใครเลยที่จะรู้ถึงความคิดความสามารถทางวิชาการของเซนเซ ข้าพเจ้าีเคยพูดกับเซนเซว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่เซนเซกลับตอบโดยที่ไม่เห็นด้วยกับข้าพเจ้าว่า

 

คงไม่มีความหมายอะไรหรอกที่คนอย่างฉันจะไปเที่ยวพูดแสดงความคิดอะไรให้คนฟัง

 

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว คำตอบที่ว่านี้เป็นคำตอบที่ถ่อมตัวเสียจนฟังราวดูกับว่าเป็นความเฉยชาต่อความเป็นไปของโลกก็ว่่าได้จริงๆแล้วข้าพเจ้าเคยได้ยิน เซนเซวิจารณ์นักเขียนที่มีชื่อบางคนที่เคยเป็นเพื่อนร่วมรุ่นอย่่างตรงไปตรงมา ดังนั้น ข้าพเจ้าีจึงยกตัวอย่าง

 

ความขัดแย้งภายในตัวเองของเซนเซเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกับเซนเซตรงๆ ข้าพเจ้าีไม่ได้คิดที่จะคัดค้่าน หรือต่อต้่านอะไรกับเซนเซ แต่นึกเสียดายที่คนอื่นๆในโลกไม่ได้มีโอกาสได้รู้จักกับเซนเซ ตอนนั้นเซนเซพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า

 

ถึงยังไงก็ตาม ฉันเป็นผู้ชายที่ไม่มีคุณสมบัติใดๆที่จะไปทำงานที่มีบทบาทต่อโลกภายนอกได้

สีหน้าเซนเซแสดงความรู้สึกที่ลุ่้มลึกอย่างหนี่งให้เห็น ข้าพเจ้าีไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกหมดหวัง อยุติธรรม หรือเศร้าใจกันแน่ รู้แต่ว่าเป็นความรู้สึกที่รุนแรงเกินกว่าที่จะบรรรยายเป็นคำพูดได้ ข้าพเจ้าีจึงไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมาอีก

 

ระหว่างที่ข้าพเจ้าีคุยกับภรรยาเซนเซนั้น มีตั้งแต่เรื่องทั่วๆไปของเซนเซจนมาลงเรื่องที่ว่านี้

 ทำไมเซนเซถึงทำอย่างงั้นครับ ทำไมเซนเซถึงได้แต่ศึกษาหาความรู้อยู่แต่ในบ้าน ไม่ยอมออกไปทำงานข้างนอกเลยล่ะครับ

 ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะเขาไม่ชอบเรื่องอย่างงั้น

  เป็นไปได้ไหมครับที่ว่าเซนเซรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเล็กและไร้สาระ

  เรื่องรู้สึกหรือไม่รู้สึกนั้น ตัวดิฉันเองเป็นผู้หญิงก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก อาจจะไม่ใช่อย่างงั้นก็ได้ เขาคงจะคิดอยากทำอะไรสักอย่างแต่แล้วก็ทำไม่ได้ ดิฉันรู้สึกเห็นใจเขามาก

   แต่ถ้าจะพูดถึงเรื่องสุขภาพของเซนเซแล้วล่ะก็ ก็ไม่ได้เจ็บป่วยอะไรที่ไหนไม่ใช่หรือครับ

    เขาแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัวอะไรหรอกค่ะ

               แล้วทำไมเซนเซถึงทำอะไรไม่ได้ล่ะครับ

     ก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าเพียงแ่ต่ดิฉันจะรู้ ดิฉันก็คงไม่ต้องมากังวลอย่างนี้หรอกค่ะ เพราะดิฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลย เลยอดสงสารไม่ได้

 

น้ำเสียงภรรยาเซนเซ เต็มไปด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจอย่างมาก แม้ว่าข้าพเจ้าีจะเห็นรอยยิ้มที่ริมฝีปากของภรรยาเซนเซก็ตาม ถ้ามองจากภายนอกแล้ว จะเห็นได้ว่าข้าพเจ้ากลับเป็นฝ่ายที่ทำหน้าเคร่งขรึมมากกว่า พอข้าพเจ้าีทำสีหน้าไม่เข้าใจและเงียบไป ก็พอดีภรรยาเซนเซเกิดนึกอะไรขึ้นมาได้จึงพูดขึ้นมาว่า

เมื่อตอนที่หนุ่มๆเขาไม่ได้ไม่เป็นอย่างนี้หรอกค่ะ ต่างจากตอนนี้ราวกับเป็นคนละคน

ตอนสมัยหนุ่มๆหรือครับ ข้าพเจ้าีถาม

สมัยที่เป็นนักศึกษาน่ะค่ะ

รู้จักกับเซนเซมาตั้งแต่สมัยที่เป็นนักศึกษาหรือครับ

ภรรยาเซนเซหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยทันที

 

บทนี้อ่านแล้วรู้สึกยังไงคะ ค่อยกระจ่างขึ้นหรือยัง เขียนมาเล่าให้ฟังด้วยค่ะ

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-10-09 20:37:38 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

 

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน

อาจารย์ชอบนวนิยายสมัยเมจิมาก เพราะว่า เป็นสมัยที่คนญี่ปุ่นจะถูกส่งตัวไปต่างประเทศ ไปแสวงหาความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ และเป็นสมัยที่ภาษาญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนจากภาษาเก่าๆในสมัยเอะโดะ เพราะยาก แต่แม้ตอนนี้ก็ยังมีเก่าๆหลงมาเยอะ

อาจารย์อ่านเยอะมากเรียนแบบไม่ได้หน่วยกิตที่อเมริกา ชอบนวนิยายพวกนี้เพราะมาเรียนที่อเมริกา อ่านจนพรุน อ่านเองไม่พอ นัดอาจารย์ที่สอนมาช่วยคุยกับอาจารย์ด้วย ทุกอาิทิตย์

เรียนแบบ สนุกสุดๆเลย อาจารย์ที่สอนก็แสนจะดี จัดเวลาให้อาจารย์อ่านเล่มไหน แล้วก็ไปคุยส่วนตัว ทำให้รู้จักการเรียนที่แท้จริง อะไรที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น เรียนที่อเมริกาหมด ยกเว้น เรื่องภาษาญีปุ่น เพราะว่า เรียนปริญญาโททางด้านการสอนภาษาญี่ปุ่นและภาษาศาสตร์ญี่ปุ่น แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ เรียนแต่ไวยากรณ์ญี่ปุ่นทำมาหมด เช่น เรื่องการออกเสียง เรียนเกี่ยวกับความหมายของคำชอบมากค่ะ แต่ก็ยังไม่รู้สึกสะใจ เพราะอยากเรียนอะไรที่ทำให้เห็นภาพสังคม วัฒนธรรมด้วย พอดีไปห้องสมุด ไปหาหนังสือ เจอหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับ Introduction to Sociolinguistics จากวันนั้นมา อะไรที่ทำเกี่ยวกับ ภาษาญี่ปุ่น เช่น

Transformational Grammar, Modality ไม่เอาเลย เพราะเห็นโลกใหม่ที่มันมีเสน่ห์กว่ามาก เพราะอาจารย์สนใจสังคม วัฒนธรรม และมนุษย์ก็ได้นะคะ ยังจำได้ นักศึกษาญี่ปุ่นที่เรียนปริญญาโท พอฟังที่อาจารย์ไปพูด อาจารย์ยังจำได้ว่ามาบ่นด้วยความเสียใจว่า  อาจารย์คะที่หนูเรียนมา เอาไปคุยกับคนอื่นไม่ได้เลย เพราะไม่รู้จะไปพูดกับใคร syntax อาจารย์เรียนที่ฮาร์วาร์ดฟรี เพราะเป็นผู้ช่วยอาจารย์คุโน ซึ่งเป็นแชร์แมนของภาษาศาสตร์อยู่ แต่เรียนแล้วยังไงก็ไม่ชอบเพราะทุกคนเรียนแต่ syntax เพราะกำลังฮิต อาจารย์ไม่ชอบเรียนอะไรที่คนชอบเรียนกัน ผ่าเหล่าค่ะ

อาจารย์ก็เลยต้องปลอบใจนักศึกษา แต่ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะเพื่อนนักวิจัยญี่ปุ่นทำอยู่กับการวิเคราะห์ ประโยคภาษาญี่ปุ่น โดยไม่มองอย่างอื่นเลยที่สถาบันวิจัยฯ อาจารย์เรียนมาแล้วทั้งนั้น แต่เหมือนขาดอะไรไปอย่าง

พอหันมาทำทางด้านนี้ เรียนที่อเมริกา ประวัติศาสตร์ วรรณคดีญีปุ่น และยังเขียนวิทยานิพนธ์ในหัวข้อที่ชอบ มันให้คำตอบทุกอย่าง เหมือนพิซซ่าแต่ละชิ้นมาเรียงกันในถาดเดียวกันเลยค่ะ

ตอนที่จบปริญญาเอกไปทำงานญี่ปุ่น นักวิชาการญี่ปุ่นไม่รู้เรื่อง社会言語学เลย อาจารย์เป็นสัตว์ประหลาด เพราะเป็นสาขาใหม่ ตอนนี้อาจารย์ญีปุ่นทั้งหลายที่ทำของเก่าๆเปลี่ยนตัวเองมาเป็นสาขาที่อาจารย์ทำเยอะ แต่ก็สอนไม่ได้จริงๆ เพราะไม่ได้เรียนแบบที่อาจารย์เรียนแต่ต้องสอนเพื่อให้ทันโลก เพราะอาจารย์ทำพวกนี้ทิ้งไว้พอสมควรในญี่ปุ่นตอนอยู่้สถาบันวิจัยฯ

แต่ในญี่ปุ่นมีมาแล้วสาขาวิชานี้ คล้ายๆกัน แต่เป็นแบบญี่ปุ่น เรียกว่า gengoseikatsu ด้วยความโชคดีเคยเรียนตอนปริญญาโทกับอาจารย์ที่เป็นนักวิจัยที่ศูนย์ ใครจะไปรู้ว่า พอจบจากอเมริกา จะไปทำงานที่ศูนย์วิจัยที่อาจารย์เคยสอนอาจารย์อีกที ดีใจ เพราะเป็นคลังข้อมูลเกี่ยวกับภาษาญีปุ่นทุกอย่าง ตอนนี้จึงพยายามอยากถ่ายทอดให้เด็กวัดว่า การเรียนที่แท้จริง ไม่ใช่เรียนแต่แคบๆแบบญี่ปุ่น เจาะอยู่นั่นแหละ

การเรียนที่แท้จริงจะไม่เกิดขึ้น ถ้าภาพบ้านของตัวเองหลังคาสีอะไร ยังไม่เคยออกไปยืนมองข้างนอกบ้าน และไม่รู้ด้วย พอไปเรียนที่ญี่ปุ่น ก็จับให้เรียน อะไรสักอย่างในบ้าน ก็เลยแย่เรียนแบบที่อาจารย์ญี่ปุ่นที่สอนอยากให้เราเรียนลูกเดียวใช้ไม่ได้ เช่น เรียนการออกเสียง เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาทำวิจัยทางด้านนั้นมา เราชอบไม่ชอบก็ต้องเรียนต้องเขียนวิทยานิพนธ์ ออกมาก็เลยจบเพียงแค่วิทยานิพนธ์ กลับไปเมืองไทยก็ทำอะไรต่อไม่ได้ เราต้องเลือกทำหัวข้อและสิ่งที่เราอยากทำ อยากรู้จึุงจะทำได้ดีและเก่ง แต่เราชินกับการรับ การถูกป้อน

ต้องรู้จักหิว ไม่ใช่กลัวว่ายาก อะไรที่ไม่รู้ต้องวิ่งไปหาคำตอบ ยกตัวอย่าง เช่น เด็กวัด Rika มีความสนใจ และอยากรู้ อ่านโคะโคะโระ แล้วติดใจต้องหาคำตอบให้ได้ คนที่มีนิสัยแบบนี้ เราทำอะไรจะทำได้ดี

จึงอยากให้คำแนะนำคนที่เรียนแบบเก่าๆ เอาแต่ง่ายๆ ทำไปก็ไม่ภูมิใจ หรือทำๆไปอย่างนั้น เรียนแล้วทรมานใช่มั้ยคะ เพราะอาจารย์ญี่ปุ่นก็แนะนำไม่ค่อยจะเป็น และสอนไม่ค่อยจะเก่งอีกด้วย อาจารย์ไทยก็เรียนมาแบบญีปุ่นและอเมริกาทั้งดุ้น แล้วก็เอาที่เรียนทั้งแผงจากเมืองนอกไปสอน ก็ไม่ได้ช่วยพัฒนามาก ต้องสร้่างนักศึกษาให้รู้จักเรียนสิ่งที่ตัวเองอยากเรียน อยากรู้จึงจะดี เรายังขาดบุคคลากรที่มีความสามารถ ไปสร้างประเทศ เหมือนสมัยเมจิญี่ปุ่น อาจารย์จึงยืนหยัดสู้ที่จะให้ความรู้พวกเราเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่เกษียณตัวเอง แต่เพื่อมาทำสิ่งที่ตัวเองฝันอยากทำคือ สร้างคน ตามที่ผู้อำนวยการมอบหน้าที่และเตือนอาจารย์เสมอ

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-10-10 17:18:43 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

เวลาที่อ่านรู้สึกว่ามีบางอย่างมากระทบความรู้สึก ความสงสาร หดหู่ เศร้าหมอง พรุ่งนี้จะมีงานมหกรรมหนังสือ คิดว่าจะลองไปเดินหาดูค่ะ อาจารย์ เผื่อจะมีโอกาสได้เจอ

โดย : Rika วันที่ : 2008-10-10 15:13:39 อีเมล์ : IP : 58.64.115.36

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ และเด็กวัด Rika

เกิดอะไรขึ้นกับเซนเซ และทำไมขยันไปสุสานทุกเดือน คำถามทุกคำถามถ้าเดาออกได้ง่ายๆ ก็คงไม่เป็นวรรณกรรมอมตะ ที่เด็กญีปุ่นต้องเรียนกัน แต่จะสนใจหรือเปล่า สำหรับเด็กนักเรียนสมัยนี้ ไม่อาจเดาได้

ยอดนักอ่านหนังสือทุกประเภทที่บ้าน ยังชมว่า เขียนได้ดีมาก เขาอ่านแล้วไม่ยอมวางเห็นอ่านอยู่สองคืน

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-10-10 05:06:39 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ส่วนอาชีพ... เซนเซเองก็เป็นนักเขียนเหมือนกันหรือเปล่านะ

โดย : Rika วันที่ : 2008-10-10 01:49:33 อีเมล์ : IP : 58.64.114.168

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สุขภาพแข็งแรงดีทุกอย่าง????? แตกต่างไปมากจากตอนสมัยยังหนุ่ม??? ต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ ค่ะ เพราะคิดสงสัยตั้งแต่กิจวัตรที่จะต้องไปสุสานทุกเดือนเพื่อเคารพศพเพื่อนคนหนึ่ง สิ่งที่ไม่สามารถบอกใครได้ ไม่พูดแม้แต่ภรรยาของตนเอง ผู้ซึ่งเป็นคนที่รักตัวเองและตัวเองก็รักเช่นกัน บุคคลที่คอยอยู่เคียงข้างตลอด ถึงขั้นทะเลาะจนตัวเองรู้สึกผิด แต่ก็ยังไม่ยอมพูดอะไรออกมา พูดเพียงแต่ว่า หากตัวเองเป็นเช่นนั้น...

อืม.... เซนเซ กำลังสร้างกำแพงเพื่อล้อมกรอบตัวเองเพื่ออะไรกัน แต่ที่สำคัญกว่าคืออะไร ที่ทำให้เซนเซ เป็นเช่นนี้กันนะ

โดย : Rika วันที่ : 2008-10-10 01:44:46 อีเมล์ : IP : 58.64.114.168

--------------------------------------------------------------------------------------------------