剣道 ห้องเคนโด
มาแล้วค่ะ ภาษาญีปุ่นเก่งจังนะคะ 日本語がおじょうずですね。เก่งจริงไม่จริงอ่านกันเองนะคะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

Nihongo ga ojoozu desu ne

 

日本語がおじょうずですね。

 

 

 

ภาษาญีปุ่น 1 สนุก หน้า 206

 

 

 

Nihongo ga ojoozu desu ne

 

日本語がおじょうずですね

ภาษาญี่ปุ่นเก่งจังนะคะ

 

 

            สิ่งที่ทำให้คุณเลอร์นเนอร์รู้สึกรำคาญก็คือ คนญี่ปุ่นชมภาษาญี่ปุ่นที่เขาพูดมากจนเกินไป เวลาที่เขาพูดว่า

 

            Hajime mashite

            はじめまして

            เพื่อแนะนำตัวเองเมื่อพบกับอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก แทนที่จะใช้ว่า How do you do?

            พอได้ยินคุณเลอร์นเนอร์พูดประโยคนี้ออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่น คนญี่ำปุ่นก็จะมองเขาด้วยความแปลกประหลาดใจ

 

            และพอเขาพูดว่า

           ii otenki desu ne

              いいお天気ですね。

             วันนี้อากาศดีนะครับ

 

        เพียงแค่ประโยคง่ายๆ สองประโยคนี้ คนญี่ปุ่นก็จะพูดว่า

 

            Raanaa san nihongo ga ojoozu desu ne

ラーナーさん日本語がおじょうずですね。

คุณเลอร์นเนอร์พูดภาษาญี่่ปุ่นเก่งจังนะคะ

           

ใครก็ตามที่ถูกชมว่า ภาษาอังกฤษเก่งจังทั้งที่เพิ่งพูดได้เพียงแค่ประโยค สองประโยคว่า ‘วันนี้อากาศดีนะครับ ผู้พูดอาจจะรู้สึกเหมือนถูกดูถูก เยาะเย้ย เพราะการที่ผู้พูด อ้าปากพูดภาษาต่างประเทศนั้นๆออกไปเพียงแค่สองประโยคแค่นั้น ไม่ได้หมาย

ความว่า ผู้พูดคนนั้นจะเก่งภาษานั้นๆแต่อย่างไร

 

บางครั้งคุณเลอร์เนอร์ก็อดคิดไม่ได้ว่า คนญี่ปุ่นคงจะคิดว่า คนต่างชาิติคงไม่มีทางที่จะเรียนภาษาต่างประเทศได้ ก็ได้

 

            สำหรับคนญี่ปุ่นซึ่งแน่นอนคบหาสมาคมแต่กับคนญี่ปุ่นจะรู้สึกสบายใจ และเป็นเรื่องที่ง่ายมากที่จะคุยกับคนญี่ปุ่นด้วยกัน แต่เมื่อไรที่คนญี่ปุ่นต้องคุยกับคนภายนอก หรือคนนอกกลุ่มยิ่งเป็นชาวต่างชาติ คนญี่่ปุ่นจะรู้สึกอึดอัดใจ ดัีงนั้น คำพูดที่คนญี่่ปุ่นชอบใช้กับคนต่างชาติเข่นที่ใชักับคุณเลอร์นเนอร์ว่า

 

Raanaa san nihongo ga ojoozu desu ne

ラーナーさん日本語がおじょうずですね。

คุณเลอร์นเนอร์พูดภาษาญี่่ปุ่นเก่งจังนะคะ

 

         สิ่งที่คุณเลอร์นเนอร์รำคาญและคิดเกี่ยวกับคนญี่ปุ่นจึงถูกต้อง เพราะเป็นความจริงที่ว่า คนญี่่ปุ่นเป็นชนชาติที่ชอบแบ่งแยก ‘คนในกลุ่ม’  และ ‘คนนอกกลุ่ม’

            ดังนั้น คนญี่ปุ่นจึงต้องพูดจาติดต่อกับอีกฝ่ายด้วยคำพูดอะไรสักอย่าง เพื่อให้ตัวเองสบายใจ คือ พูดคุยคล้ายๆกับต้องการให้อีกฝ่ายรับรู้ว่า คุณกับฉัน ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน หรือ อย่าล่วงล้ำเข้ามาสนิทเพราะเป็นคนละกลุ่มกันในทำนองนั้น

 

            การแลกเปลี่ยนประโยคต่างๆ เวลาที่เจอคนญี่ปุ่นจึงมักประกอบด้วยคำถามมากมาย ตลอดจนคำชื่นชม (ยกยอ) มากมาย เช่น

      คุณมาจากประเทศไหน

      คุณทานอาหารญีปุ่นได้ไหม

      คุณอยู่ญี่ปุ่นนานแล้วหรือยัง

      คนไทยกินข้าวหรือเปล่า

      คุณพูดภาษาญี่ปุ่นเก่งจังนะคะ เป็นต้น

 

         รายละเอียด ช่วยไปอ่านต่อในหนังสือ ภาษาญีปุ่น 1 สนุก หน้า 206-8  อาจารย์อยู่ญี่ปุ่นยิ่งนานเท่าไรก็ยิ่งเลี่ยนและเหนื่อยกับการที่จะต้องตอบคำถามซ้ำๆซากๆแบบนี้ เวลาเจอคนญี่ปุ่น ไม่ว่าใคร อาจารย์ถูกถามจนท่องขึ้นใจได้ สำหรับคนญี่ปุ่นก็เป็นการทักทายกับเราไปอย่างนั้นเอง

ดังนั้น เจอกันทีไรก็ไม่ได้รู้จักกันมากขึ้นเท่าไร (สำหรับคำกล่าวนี้ ทำวิจัย เปรียบเทียบคนไทยเวลาสนทนากันครั้งแรก และครั้งต่อไป เทียบกับคนญี่ปุ่นที่เจอกันครั้งแรกและครั้งต่อไป เขาไม่ได้พัฒนาความสัมพันธ์ไปไหนมากนักเลย เพราะทักทายกันอยู่นั่นแหละ คราวหน้าเจอกันก็เริ่มกันใหม่ ผิดกับของคนไทย เจอกันครั้งแรกพอคุยกันหน่อยก็สนิทกันแล้ว)

          จากการที่ถูกถามด้วยคำถามที่ไม่ค่อยจะประเทืองปัญญาซ้ำๆซากๆ อาจารย์ก็เลยแถมบทความที่ตั้งใจเขียน ให้คนญี่ปุ่นได้อ่านถึงความรู้สึกของคนต่างชาิติที่ถูกถามคำถามแบบนี้เป็นประจำว่ามันน่าเบื่อขนาดไหน จำได้ว่าเขียนแน่นอนในหนังสือ แต่เขียนในหนังสือเล่มไหน จำไม่ได้ หาเจอเมื่อไร จะเอามาให้อ่าน

แต่ก็ไม่คิดว่า เขียนไปก็ไม่ค่อยได้ผล เคยออกโทรทัศน์สมัยอยู่เมืองไทย วิจารณ์ไปแล้วว่า อยู่เมืองไทย รู้จักคนไทยบ้างไหม เพราะ คนญี่ปุ่นไปเมืองไทยก็ยังต้องกินอาหารญีปุ่น คบแต่คนญี่ปุ่น ดูหนังญี่่ปุ่น ซื้อของในอิเซะตัน และกินร้านอาหารญี่ปุ่น ลูกคนญี่ปุ่นก็เรียนโรงเรียนญี่ปุ่น มีอยู่ชาิติเดียวที่ทำแบบนี้ได้ คือสร้างโรงเรียนญี่ปุ่นในต่างประเทศ เพราะโรงเรียนต่างชาิติ หรือโรงเรียนในเมืองไทยไม่มีมาตราฐาน เวลาเจอคนต่างชาติก็จะตกใจและแปลกประหลาดใจว่า ทำไมต่างชาติพูดภาษาญี่ปุ่นได้ ทั้งที่ไม่ใช่เผ่าพันธ์เดียวกับคนญี่ปุ่น แถมตอนหลังมีต่างชาติยิ่งพูดภาษาญี่ปุ่นได้มากยิ่งขึ้นก็ยิ่งไม่สบายใจมากยิ่งขึ้น

 อาจารย์๋มาอยู่อเมริกา ไม่มีใครแบ่งแยก ว่าคุณเป็นชาติไหน เพราะมันปะปนเต็มไปหมด ไม่รู้ใครเป็นใคร ไม่มีใครจะมาคอยถามอย่่างเสียมารยาทแบบที่คนญี่่ปุ่นถาม เวลาเจอกันก็คุยกันเยี่ยงมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ต้องมาคอยตอบคำถาม หรือมาฟังคำยกยอว่า ภาษาอังกฤษเก่ง เพราะถ้าเขาบอกว่าเราภาษาอังกฤษเก่ง แสดงว่า เขาเห็นเราเก่งจริงๆ (แต่ส่วนใหญ่คนที่มีมารยาท ถ้าเห็นว่าเก่ง เขาจะไม่พูดต่อหน้า เพราะถือเป็นเรื่องธรรมดา ที่คนที่เรียนก็ต้องพูดได้ จะไปชมลับหลังมากกว่า เพราะคุยกับเพื่อนมาหลายคน เขาใช้วิธีนี้มากกว่า) และไม่สนใจคุณจะเป็นคนกลุ่มเดียวกัน หรือคนนอกกลุ่ม

การไปงานปาร์ตี้ของในอเมริกา จึงสนุกมากกว่าในญี่ปุ่นมาก เป็นกันเอง สนุกสนาน ไม่ต้องมีพิธีรีตรอง ไม่ต้องตอบคำถามซ้ำซากเหมือนเราเป็นสัตว์ประหลาดที่พูดภาษาญีปุ่นได้

           

ใครก็ตามที่ถูกคนญี่ปุ่นยกยอ หรือชม ว่าภาษาญี่ปุ่นเก่ง ก็ขอให้จำไว้ว่า

1. คุณเป็นต่างชาติ เพราะฟังภาษาญีุ่ปุ่นก็รู้ว่า เป็นภาษาที่ชาวต่างชาติพูดนะ(อย่าลืม)

 2. คุณกับฉัน/ผม ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันนะ ผมเป็นญี่ปุ่น คุณเป็นต่างชาิติ

 3. คนญี่ปุ่นที่พูดจะรู้สึกสบายใจ เพราะรู้ว่า คนต่างชาิติจะไปรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับญี่่ปุ่นหรอก ตามที่เด็กวัด wantima บ่นด้วยความน้อยใจว่า เขาแปลกใจว่าหน้าตาแบบนี้ พูดพูดทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ แปลกดีจัง ไม่น่าเชื่อ

 

            อาจารย๋นึกว่าสามสิบกว่าปีที่แล้ว คนญี่ปุ่นยังไม่ชินกับคนต่างชาิติ สมัยที่อาจารย์ไปอยู่ ก็ไม่ว่าอะไร แต่เวลาผ่านไปตั้งสามสิบกว่าปีแล้ว ตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม ไม่เข้าใจจริงๆว่า ทำไมขยันใช้สำนวนนี้แบ่งแยกเขา แบ่งแยกเราเหมือนเดิม 

แต่อาจารย์ก็อดชื่นชมในความสามารถที่รักษาความเป็นญีปุ่น ที่ติดกับกลุ่มได้อย่างเหนียวแน่นเหมือนเดิม ไม่ใจกว้างพอที่จะยอมรับคนต่างชาติว่าคนต่างชาิติที่รู้จักญี่ปุ่นดีกว่าญี่ปุ่นมีเยอะแยะ และยังมีคนญี่่ปุ่นอีกมากทีเดียวที่คิดว่า ‘คนญี่ปุ่นเท่านั้นที่พูดภาษาญีปุ่นได้ วัฒนธรรมญี่ปุ่น ความนึกคิดญี่ปุ่นไม่มีใครเข้าถึง และเข้าใจได้นอกจากคนญี่ปุ่น’ และมีนักวิชาการทั้งญี่ปุ่นที่อาศัยต่างประเทศ และต่างชาิติที่วิจารณ์ความคิดเห็นที่คับแคบแบบนี้มามากต่อมาก แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไร

 

พอรู้ถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังของสำนวนนี้แล้ว เด็กวัดจะยังดีใจเวลาที่เขาบอกเราว่า  ภาษาญี่ปุ่นเด็กวัดเก่งจัง มั้ยคะแสดงความคิดเห็นกันหน่อยนะคะ

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-10-01 07:14:21 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ แฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัดpoy

(เด็กวัดpoy) แต่บางคนเขาดีใจที่เราพูดภาษาเขาได้ พอพูดทักทายไป เขาก็หันมายิ้ม แบบตื้นเต้นๆ น่ะค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) ไม่ต้องคิดมาก เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่ยังอดแปลกใจ และตกใจทุกครั้งที่เห็นหน้าต่างชาติพูดภาษาญีปุ่นได้ยังมีเต็มไปหมดเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเขาคิดว่า คนญี่ปุ่นเท่านั้นที่พูดภาษาญีปุ่นได้ ไม่ต้องไปคิดมาก

(เด็กวัดpoy) แต่ส่วนมากก็ไม่อยากได้คนต่างชาติ เป็นเพื่อนหรอกค่ะ โดยเฉพาะคนไทย ว่าไหมคะ

(ครูประจำชั้นปรียา) เราน่าจะเห็นใจเขา เพราะคนชาตินี้ เขาเองจะรู้จักกันอย่างจริงๆแบบเป็นเพื่อนแท้ เพื่อนซี้ อาจารย์ไม่ค่อยเห็นเลย คงเหมือนงมเข็ม หาได้ยากมาก เราก็ต้องเข้าใจเขา เพราะวัฒนธรรม และสังคมของเขาไม่เื้ื้ื้อื้ออำนวย และไม่ต้องการรู้จักกันอย่างจริงใจ จึงไม่ต้องการที่จะแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา ไม่เคยเห็นใครไม่สุภาพ หรือพูดไม่ดีด้วย ถ้่าไม่ได้รู้จักหรือทำงานร่วมกัน

เราถึงต้องเรียนคนภาษาญี่ปุ่น สังคมญีุ่่ปุ่น แนวความคิดของเขาให้มากที่สุด จากการอ่านเรื่องราวต่างๆของเขาที่อาจารย์แปลออกมาให้อ่านเหมือนสมัยเมจิ เขาจึงทันตะวันตะไงล่ะคะ ถ้าเราเป็นคนที่อยากสร้างอนาคตตัวเอง และเรียนทั้งที เรียนให้รู้ลึกซึ้ง ไม่ใช่เรียนเพราะอยากอ่านมังงะโหลๆ อ่านการ์ตูนที่มีคุณภาพ อะนิเมะของจิบลิ เป็นการเรียนภาษาญีปุ่นจริงๆ ถ้าถามคนญีปุ่นว่าอะนิเมะอื่นๆ เขาถือว่าไม่ได้เรื่องและไม่ได้เข้ามาตราฐาน นอกจากของคุณลุงเจ้าเก่าจากสตูดิโอจิบลิ อาจารย์เห็นด้วยค่ะ และยังมีเรื่องวรรณกรรมเก่าญีปุ่น ที่ทำให้เรารู้จักญี่ปุ่นได้ดีและเร็วยิ่งขึ้น แต่ปัญหาคือ เรายังอ่านภาษาเก่าเขาไม่ได้ อาจารย์จะพยายาม จะได้ให้เขาเปลี่ยนวิธีการใช้สำนวนนี้ ขอให้ใช้เมื่ออีกฝ่ายเก่งจริงๆ ไม่ใช่ลูกยอ หลอกให้ดีใจ และบอกเราว่า รู้นะว่าเป็นคนต่างชาติใช่ไหม

 

 

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-11-04 04:00:25 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : แต่บางคนเขาดีใจที่เราพูดภาษาเขาได้ พอพูดทักทายไป เขาก็หันมายิ้ม แบบตื้นเต้นๆ น่ะค่ะ แต่ส่วนมากก็ไม่อยากได้คนต่างชาติ เป็นเพื่อนหรอกค่ะ โดยเฉพาะคนไทย ว่าไหมคะ

โดย : poy วันที่ : 2008-10-28 23:15:47 อีเมล์ : IP : 58.147.28.128

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัดพิมพ์

(เด็กวัด Pim) มุมมองของหนูนะค่ะ คนญี่ปุ่นมีกำแพง มีหน้ากาก เยอะ เราต้องอยู่ร่วมกับเค้าซักระยะนึงและแสดงความเป็นไทยออกมา ไม่ต้องคิดมาก นึกอะไรแบบไทยๆก็พูดออกมาให้เค้าเข้าใจผิด ตกใจบ้าง เพื่อว่าคนญี่ปุ่นจะได้คิดออกว่าต้องปรับตัวยังไงเมื่อเจอชาติอื่นๆ

(ครูประจำชั้นปรียา) เป็นข้อคิดเห็นที่ดีมาก อาจารย์มีคำถามให้คิดต่อนะคะ คนญี่ปุ่นมีกำแพง มีหน้ากาก เยอะ ไว้ป้องกันตัวเอง หรือไว้ใช้กับต่างชาิติคะ

ทุกอย่างที่เราจะมองต้องมีข้อมูล สนับสนุน และมุมมองเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ยิ่งถ้าสามารถเอาทฤษฎีมาวิเคราะห์ได้จึงจะ เป็นวิชาการมากขึ้น อาจารย์พอเปิดเว็บนี้ ก็ยิ่งเห็นญี่ปุ่นชัดมากขึ้น และจะต้องรวบรวมเขีัยนออกมาให้อ่าน แต่ละส่วนแต่ละส่วน เพราะของญี่ปุ่นมีอะไรที่น่าพิศวง ทำความงุนงง เข้าใจในอะไรหลายๆอย่างของเขา มันขัดแย้งกันมาก แต่จริงๆ มีคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่ จะทำยังไงจึงจะเอาสิ่งที่เห็น เข้าใจ มาย่อยให้พวกเรา เข้าใจ เพราะพวกเราจะต้องเรียนรู้หลายๆอย่าง ไม่ใช่จากภาษาอย่างเีดียว ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม สังคม ค่านิยม  เป็นต้น ไม่งั้นไม่มีทางที่จะเห็นทั้งภาพ และเจาะลึกได้ค่ะ

(เด็กวัด Pim) เมื่อก่อนกังวลว่าจะพูดผิดพูดเสียมารยาทกับคนญี่ปุ่นแต่ตอนนี้เราแสดงให้เค้าเห็นบ่อยๆ (กับเพื่อนร่วมงานหนะค่ะ) ว่าเราคนไทย คิดแบบนี้ เฮฮา อย่างนี้เราก็จะไม่เครียดมากเหมือนตอนทำงานกับญี่ปุ่นแรกๆหรือไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นตอนเดือนแรกๆหนะค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) ถูกต้อง เป็นยุทธวิธีที่ดี เพราะอยู่บ้านเรา คนญี่ปุ่นจะเอาแต่บรรทัดฐานตัวเองมาใช้กับคนไทยไม่ได้ คนไทยไปญี่่ปุ่นเขาจะเข้มงวดกับเรามาก เราต้องปฎิบัติตามเขา เพราะเป็นประเทศเขา เราก็ต้องใจกว้างเรียนรู้เขา แต่เวลาที่คนญี่ปุ่นไปประเทศไหนก็ยัง เป็นคนญี่ปุ่นทั้งแท่ง ก็คงไม่มีใครอยากคบด้วย

เราจึุงต้องมีจุดยืนของเรา ให้เขารู้จักเราบ้าง ไม่งั้น เขาก็ไม่ได้รู้จักเราและยังดูถูกเราอีก บ้านเราก็มีวัฒนธรรมเยอะแยะที่ดีงา่ม อย่าลืมจุดนี้นะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-10-09 11:22:32 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

มุมมองของหนูนะค่ะ คนญี่ปุ่นมีกำแพง มีหน้ากาก เยอะ เราต้องอยู่ร่วมกับเค้าซักระยะนึงและแสดงความเป็นไทยออกมา ไม่ต้องคิดมาก นึกอะไรแบบไทยๆก็พูดออกมาให้เค้าเข้าใจผิด ตกใจบ้าง เพื่อว่าคนญี่ปุ่นจะได้คิดออกว่าต้องปรับตัวยังไงเมื่อเจอชาติอื่นๆ เมื่อก่อนกังวลว่าจะพูดผิดพูดเสียมารยาทกับคนญี่ปุ่นแต่ตอนนี้เราแสดงให้เค้าเห็นบ่อยๆ (กับเพื่อนร่วมงานหนะค่ะ) ว่าเราคนไทย คิดแบบนี้ เฮฮา อย่างนี้เราก็จะไม่เครียดมากเหมือนตอนทำงานกับญี่ปุ่นแรกๆหรือไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นตอนเดือนแรกๆหนะค่ะ

โดย : Pim วันที่ : 2008-10-09 10:28:55 อีเมล์ : IP : 219.106.230.206

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัดแมวเหมียวร่าเริง

 ( เด็กวัดแมวเหมียว) เจอมาบ่อยเหมือนกัน กับคำๆนี้อันนี้ทราบอยู่แล้ว ว่าเค้าชมไปงั้นๆ เหมือนหาเรื่องพูด  แต่คำตอบนี่สิครับ แรกไม่รู้จะตอบว่าได้ ได้แต่เฉยๆ

( ครูประจำชั้นปรียา) สบายดีหรือคะ เห็นหายเงียบไปคงงานยุ่งใช่มั้ยคะ พยายามเรียนต่อไปนะคะ

คำๆนี้อันนี้ทราบอยู่แล้ว ว่าเค้าพูดยกยอ ไปอย่างนั้นเอง ไม่มีความหมายอะไร ไม่ต้องแม้แต่จะเอามาคิดจะดีกว่า

( เด็กวัดแมวเหมียว)เมื่อเร็วๆนี้ เจออีก  เลยขำแก้เก้อ แล้วพูดว่า   まあ.......  ไม่รู้ว่าเสียมารยาทรึเปล่าครับ  

( ครูประจำชั้นปรียา)  ตอบแบบที่ว่านี้ดีค่ะ เขาจะได้รู้ว่า คนต่างชาติเข้าใจสำนวนและความตั้งใจที่เขาพูดมาแล้ว คิดแต่ว่า คนต่างชาติไม่รู้จักขนบธรรมเนียมประเพณีญี่ปุ่น ไม่ว่ากี่ร้อย กี่พันปีก็ยังเหมือนเดิมก็แย่

อาจารย์ไม่สนใจค่ะ หลังจากที่รู้ว่าสำนวนนี้ เขาต้องการใช้ เพื่อแบ่งเขาและแบ่งเรา มานานมาแล้ว แต่ก็ยังเจอคนญี่ปุ่นประเภทที่เจอคนต่างชาติและคลุกคลีติดต่อแต่หัวสมองคงรับไม่ได้  บางครั้งคนญี่ปุ่นคงตกใจ และแปลกใจแม้จะเห็นว่ามนุษย์ต่างดาวคนนี้พูดได้สื่อได้ และหัวเราะ พูดตลกด้วยได้เป็นของธรรมดา แต่ไม่ใช้สำนวนนี้ เขาคงอึดอัด จะเลี่ยงใช้สำนวนอื่นแทนเวลาคุยด้วยเช่น  พูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องจังเหมือนคนญี่ปุ่นเลย อะไรทำนองนี้ อาจารย์ก็ได้แต่ฟังแบบรับฟัง เหนื่อยที่จะขัดเกลาแล้วค่ะ ปล่อยให้เขาสบายใจดีกว่า

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-10-07 03:55:17 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

เจอมาบ่อยเหมือนกัน กับคำๆนี้

อันนี้ทราบอยู่แล้ว ว่าเค้าชมไปงั้นๆ เหมือนหาเรื่องพูด  แต่คำตอบนี่สิครับ

แรกไม่รู้จะตอบว่าได้ ได้แต่เฉยๆ

เมื่อเร็วๆนี้ เจออีก  เลยขำแก้เก้อ แล้วพูดว่า   まあ....な...  

ไม่รู้ว่าเสียมารยาทรึเปล่าครับ  

โดย : แมวเหมียวร่าเริง วันที่ : 2008-10-07 00:24:20 อีเมล์ : IP : 125.25.51.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

 

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด wantima

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับความคิดเห็น อาจารย์ขอให้ข้อมูลเพิ่มคือ อาจารย์อยู่เกือบเก้าปี สาวฝรั่งเศสเข้ามาเป็นนักวิจัยต่างชาติหลังจากที่อาจารย์ทำงานเป็นนักวิจัยต่างชาติ ปรียาเป็นเหมือนหนูตะเภาที่เขาทดลองเข้าไปทำงาน และปรากฏว่า หนูตะเภานี้สร้างความสำเร็จให้ผู้อำนวยการที่มีความใจกว้าง เพราะกว่าจะรับแกก็รู้ว่า กระแสต่อต้าน ความเป็นหว่ง กลัวว่าต่างชาิติไม่รู้เรื่อง เข้ามาทำอะไรกัน แต่ในที่สุด ด้วยปริญญาเอกคนที่สามในสถาบันวิจัย และทั้งสามคนก็เป็นผู้หญิงทำงานที่ศูนย์ด้วยกัน เราเข้ากันได้ดีมาก และประวัติการที่ได้รับทุนมงบุโช และมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งในสิบของอเมริก ทำให้เขากล้าลองรับต่างชาติเพราะคงไม่ต้องเสียงมากเกินกว่าที่คิด ก็ลอง เข้าไปทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นทุกคนได้ และเข้ากับทุกคนได้ และเป็นผู้บุกเบิกช่วยทำอะไรใหม่ๆทิ้งไว้ เพราะเป็นต่างชาติ เมื่อเข้าไปอยู่ อะไรที่รับได้ก็จะรับ อะไรที่รับไม่ได้ ก็ไม่ยอม ต้องต่อสู้ เช่น การลาหยุดพักผ่อน จะมาว่าไม่ได้ อาจารย์มีสิทธิ์ ทำงานทิ้งผลงานให้สถาบัน แล้วพออาจารย์ถูกทาบทามไปทำงานมหาวิทยาลัยเพื่อรับผิดชอบศูนย์ภาษาญีปุ่นที่เปิดใหม่ก็ออก

 พออาจารย์ออกมาได้สักพัก ส่าวฝรั่งเศสก็ออก คงอยู่ไม่ไหว อยู่กับญีปุ่นตัองเหนียว ต้องมีอะไรมากกว่าเขาไม่งั้นอยู่ไม่ไดหรอกค่ะ ผลก็คือ สถาบันวิจัยฯ จากนั้นก็ไม่รับชาวต่างชาิติที่เขากล้าที่จะเสี่ยงรับอีกความคิดที่ต้องการให้คนเห็นว่า คนญีปุ่นใจกว้าง รับต่างชาติได้ และทำงานร่วมกับต่างชาติได้ก็จบแค่อาจารย์ปรียา เพราะความเห่อเรื่อง Internationalization หรือ kokusai ka หายไปไหนก็ไม่รู้

แล้วอาจารย์ก็ไปเป็นศาสตราจารย์คนแรกที่เป็นชาวต่างชาติที่สอนนักศึกษาญี่ปุ่นและต่างชาติทั้งปริญญาตรีและโทคนแรกอีกในมหาวิทยาลัย และเป็นอาจารย์เป็นคนแรกที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ทำให้คนญี่่ปุ่นยอมให้ต่างชาิติสอนภาษาญี่ปุ่นนักศึกษาต่างชาติได้เป็นคนแรกอีก เพราะวิจารณ์เรื่องนี้มานานปี ทำไมคนญี่ปุ่นพูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ไม่ค่อยจะกระดิก แต่ทำไม สอนภาษาต่างประเทศได้ ทำไมต่างชาติที่เรียนเอกทางด้านการสอนนักเรียนต่างชาติทางด้านภาษาญี่ปุ่น หรือมีประสบการณ์การเรียนภาษาญี่ปุ่น และเรื่องราวของญี่ปุ่นจึงสอนภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ ทำไมสอนร่วมกันไม่ได้ จะได้ทำให้นักเรียนเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ความฝัน และกำแพงที่จะต้องทลายให้พังก็สำเร็จ และสอนอยู่ที่นั่นสี่ปี บุกเบิกศูนย์ฯภาษาญีุ่่่ปุ่น จากศูนย์ ทำสิ่งที่ตัวเองอยากจะทิ้งให้นักศึกษาต่างชาติและญี่ปุ่นจนพอเพียง แล้วก็เบื่อ เพราะงานจำเจแล้ว ถ้าอยู่ก็จะกลายเป็นเพียงผู้บริหารที่ต้องเข้าประชุมที่แสนจะเสียเวลา ไม่ได้เรื่อง เพราะแต่ละคน ไม่ค่อยได้ทำงาน แต่ชอบทำงานประชุมปาก นั่นคือ มรดกตกทอดที่อาจารย์ทำทิ้งไว้ แต่ก็น่าเสียดายที่ว่า จากนั้นมา ญี่ปุ่นก็กลับเข้าสู่แบบเดิมคือ ทำงานกับคนญี่ปุ่นอีกต่อไป ไม่มีต่างชาติที่จะเข้าไปพังกำแพง และความสบายๆที่เขาเคยชินที่จะอยู่ด้วยกันอีก

เรื่องการจัดสอบวัดระดับ อาจารย์ก็วิจารณ์เขา ว่าทำไมไม่จัดสอบให้นักเรียนได้สอบก่อนไปญี่ปุ่น จะได้ไม่ต้องทรมาน ไปถึงสอบเข้าได้ไม่ได้ ขนาดลงหนังสือพิมพ์ในญี่ปุ่นเป็นเรื่องใหญ่ตอนนั้น และพวกเราก็คงไม่ทราบว่า ถ้าไม่มีใครสักคนที่กล้าที่จะขึ้นมาเรียกร้องสิ่งที่ถูกต้อง มีแต่เป็นผู้ตาม ก็คงไม่มีการจัดสอบวัดระดับกันเป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้ในประเทศไทย

และอีกเรื่อง การที่เรียนแล้วไม่ยอมให้ปริญญาเอก ศาสตราจารย์จากมหาิวิทยาลัยโตเกียว ที่สอนอาจารย์ตอนแวะไปสอนที่มหาวิทยาลัยเบอร์กเล่ย์พอกลับไป ก็เขียนลงในหนังสือพิมพ์โจมตีว่า ทำไมต้องส่งนักศึกษาแบบอาจารย์ไปเรียนที่อเมริกา ทำไมทางญี่ปุ่นไม่สามารถที่จะสอนให้นักศึกษาปริญญาเอกได้ อาจารย์จบการศึกษาด้วยเงินทุนจากมูลนิธิญีปุ่น แต่ได้รับปริญญาเอกจากอเมริกา ทำไมต้องทำแบบนั้น ก็เพราะอาจารย์ที่สอนในญี่ปุ่นไม่มีใครได้ปริญญาเอกนั่นเอง แล้วจะให้สอนและให้ปริญญาอาจารย์ได้ยังไง ดังนั้น จึงไม่ยอมให้ปริญญาเอกนักศึกษาต่างชาติได้ มีหรือศิษย์จะมาได้ปริญญาสูงกว่าคนสอน

จากนั้นมา เขาก็เลิกให้ทุนนักศึกษาไทยไปเรียนปริญญาเอกที่อเมริกา เงินทุนทดลองที่ให้ไปเรียนอเมริกามีเพียงสี่คน อาจารย์โชคดีไปทีหลัง แต่เรียนสำเร็จได้เป็นคนแรก สร้างความตื่นเต้นกันทั่วญีปุ่นอีก จากนั้นมา นักศึกษาไทยที่เรียนปริญญาเอกทางด้านภาษา วรรณกรรม หรือทางด้านบริหารธุรกิจในญี่ปุ่น ก็พอจะมีโอกาสจบปริญญาเอกบ้าง แต่อย่างน้อยใช้เวลา สิบปีกว่จะให้ ลูกศิิษย์ที่ทำปริญญาเอก สิบปีไม่ได้ปริญญาก็มี เสียเวลาและเสียความรู้สึก เพราะคนญี่ปุ่นยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลงระบบ เรื่องพวกนี้ยังมีอีกเยอะแยะ ทำไมญี่ปุ่นเป็นแบบนี้ กว่าอาจารย์จะค่อยๆย่อยให้เราเริ่มเห็นก็คงใช้เวลาอีกนาน

            อาจารย์สู้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ถูกต้อง แม้จะใช้เวลาก็จะสู้ แม้ในบ้านเราเอง ปัญหาความเห็นแก่ตัว ไม่มองการณ์ไกล เรื่องจะขายแต่หนังสือที่ขายได้เงิน จึงขอให้พวกเราเข้าใจว่า หนังสือแต่ละเล่มที่ออกมาให้เราอ่านตอนนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายดาย ต้องต่อสู้กับมรสุม บางครั้งแทบจะเลิกทำ ท้อถอย หมดกำลังใจ แถมคนไทยเอง คนรุ่นใหม่ก็ยังไม่คิดจะพัฒนาตัวเองอีก หนังสือหนังหาที่มีประโยชน์ไม่เอา เอาอะไรที่ไม่ได้เรืืองจากญี่ปุ่น เรามีศักดิ์ศรีความเป็นคนไทยนะคะ ต้องลุกขึ้นมาสร้างประเทศเหมือนคนญี่ปุ่นสมัยเมจิที่ช่วยกันสร้างประเทศของเขา

อาจารย์ต้องสร้างคนไทยที่มีคุณภาพไปญี่ปุ่น ไม่ใช่เรียนแบบสมัยโบราณที่ญี่ปุ่นให้เรียน หรือแบบไทยๆ มีแต่ตำราเรียน ไม่เคยสงสัย ไม่เคยหาซื้อหนังสืออ่านนอกตำรา และไม่หิว จะเอาแต่สบายๆ ประเทศก็คงไม่พัฒนา อาจารย์ดีใจที่เห็นเด็กวัดในโรงเรียนนี้หลายต่อหลายคน เริ่มชิน และเก่งมากขึ้น เริ่มฝันและวิ่งตามฝัน ไม่ต้องกลัวความลำบาก แต่เราต้องมีวิธีเรียนที่ถูกต้อง เราทำได้ค่ะ

            แล้วสักวันคนญี่่ปุ่นจะได้เลิกใช้สำนวนว่า nihongo ga ojoozu desu ne.日本語がお上手ですねกับเรา หรือใช้น้อยลง เพราะไม่สบายใจที่เห็นต่างชาิติทำไมรู้เรื่องญี่ปุ่น พูดภาษาญี่ปุ่น และวัฒนธรรมได้ดี

มีเด็กวัดที่เขียนมาบอกอาจารย์ว่า ไม่เคยไปเรียนหรือเที่ยวที่ญี่ปุ่น แต่เรียนและรักเรียนภาษาญี่ปุ่นเอง คนญี่่ปุ่นงงว่าทำไมรู้เรื่องประเทศญี่่ปุ่นดี เด็กวัดบอกว่า ไม่กล้าบอกเขาว่าเรียนรู้มากจากโรงเรียนเด็กวัดปรียา ไม่เป็นไรค่ะ บอกเขาได้ ว่าเป็นลูกศิษย์อาจารย์ เขาจะได้ไม่ดูถูกว่า ไม่เคยไปญีปุ่นทำไม รู้เรืองญี่ปุ่นได้ดี เพราะแทนที่จะชื่นชม เขาดูถูกและไม่เข้าใจว่า ของพวกนี้เรียนรู้ได้

เขาจะได้รู้ว่า เป็นเด็กวัดที่มีอาจารย์ที่ทำงานร่วมกับเขามาแล้ว เขาจะได้สบายใจคุยกับเด็กวัดได้คล่องคอ คล่องใจนะคะ

 เป็นไงคะเด็กวัดเพียง แค่อ่านก็คงเหนื่อยแทนอาจารย์ใช่มั้ยคะ แต่ก็ยังมีความฝัน ยังคงสู้อยู่ เดือนหน้าโรงเรียนเด็กวัดปรียาจะครบรอบหนึ่งปีแล้วนะคะ :-)

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-10-06 20:04:30 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

อ่านที่อาจารย์เล่าเรื่อง คนฝรั่งเศสที่เข้ามาทำงานที่หลังอาจารย์แล้วก็ นึกถึงคำพูดสามีเลยค่ะ เพราะว่า เมื่อคราวก่อน เห็นที่ทำงานแล้วก็รู้สึกว่าคนญี่ปุ่นนี่น่าเบื่อ คือ คนญี่ปุ่นด้วยกันนั่นแหละ แต่นินทากันน่าดู คือ คนที่อยู่ก่อน กับคนที่มาใหม่ แบบว่า ยังรับกันไม่ได้  คือยังไม่ได้เป็นพวกกัน  สามีก็บอกว่าก็ยังนี้แหละ คนญี่ปุ่น คนที่อยู่ก่อน พอคนนอกเข้ามายังจะรับกันไม่ได้ ก็นินทากัน ว่ากันตรงๆก็มี หรือว่า คนไทยไม่มี     แล้วเธอล่ะเป็นอย่างไร 仲良し人がいるか แบบว่าเป็นห่วงกลัวถูกกดขี่ (โชคดีที่สามีเป็นญี่ปุ่นรุ่นใหม่ และก็เข้าใจญี่ปุ่น กับ ต่างชาติ ว่าคิดกันอย่างไร)

โดย : wantima วันที่ : 2008-10-06 12:00:19 อีเมล์ : IP : 220.152.91.204

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

 

สวัสดีค่ะ แฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัดยูริ

ในอดีตเราก็คงรู้ว่า เขามีความเห่อเหิมอยากเป็นประเทศมหาอำนาจ แต่ก็ต้องแพ้สงคราม มันเป็นปมด้อยในจิตใจของพวกเขา เราคนไทยไม่อาจเข้าซึ้งได้ เพราะเราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นใคร แต่คนไทยไม่รู้จักภูมิใจ ไม่สามัคคีกัน และความที่เขาเป็นชนชาติที่ถูกสอนตั้งแต่เด็ก ในประวัติศาสตร์ให้รู้จักรักชาติ รักประเทศมาก ทำให้เขาเป็นแบบนี้ อีกหน่อย จะเขียนอะไรให้อ่านอีกเยอะ เหมือน jigsaw  เราก็จะเข้าใจเองมากขึ้น  แม้ตอนนี้ค่านิยมเก่า จะสั่นคลอนไปบ้่างก็ตาม แต่ส่วนลึกในจิตใจ เขาก็ยังเป็นแบบนั้น คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่อ้าแขนรับคนต่างชาติไม่ได้ แต่เราต้องมองแยกต้องใช้เหตุผล จะใช้อารมณ์ไม่ได้

 อาจารย์จึงบอกว่า เราต้องเรียนรู้เขาอย่างลึกซึ้ง ต้องรู้เขารู้เรา ไม่ใช่รับและไม่ใช่เห่อญี่ปุ่นแบบหลงงมงาย เพราะต่างชาิติหยั่งความรู้สึกเขาได้ยาก เราจะรู้แต่ว่า เขาดี อ่อนน้อม สุภาพ รับผิดชอบในหน้าที่ เป็นต้น เพราะเราไม่รู้ว่า สิ่งเหล่านั้นคือ มารยาท คือ สิ่งที่ต้องแสดงออก แต่ข้างใน คนละแบบ เมื่อเข้าใจ เมื่อรู้เหตุผล ก็จะเห็นและอ่านได้ชัดเจน ไม่ต้องไปเกลียดชัง ต้องมองแยกกัน ต้องเรียนรู้ด้วยความเข้าใจ เพราะเขาไม่เหมือนคนไทยเลย เขาเกิดมาต้องเกาะกันเป็นกลุ่มและต้องรักพวกพ้องของตน แบ่งแยกคนใน คนนอกอย่างมาก คนญี่ปุ่นเองก็ยังรับคนนอกกลุ่มไม่ได้อีกเช่นกัน ไม่เพียงแต่ึึคนต่างชาติ ก็เหมือนคนที่มาจากคนละหมู่บ้าน กว่าเขาจะรับอีกฝ่ายได้ยาก และใช้เวลา

อาจารย์จึงบอกว่า ชาตินี้มีความขัดแย้งสูงมาก จึงสนุกในการที่จะศึกษาค้นคว้า เห็นแล้วก็เห็นใจ และสงสารเหมือนกัน เพราะสัมผัสมานาน จึงเป็นชาติที่มีความกดดันสูงมาก ชีวิตมีแต่งานอย่างเดียว แต่คนรุ่นใหม่ปฎิเสธไม่รับเสียแล้ว จึงยุ่งและสับสนมากทีเดียว

โดย : ตรูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-10-01 19:33:03 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : สวัสดีครับอาจารย์และเพื่อน ๆ เด็กวัด

ไม่ชอบเลยครับ ทำไมคนญี่ปุ่นจึงต้องมีนิสัยแบ่งแยกมองคนต่างชาติแบบนี้ "ยิ่งต่างชาติพูดภาษาญี่ปุ่นได้มากขึ้นก็ยิ่งไม่สบายใจมากขึ้น" ความคิดแบบนี้เหมือนกับว่าตัวเองวิเศษกว่าชาติอื่น ๆ มาก ทำให้ไม่อยากจะไปรับไปเรียนอะไรของชาติอื่น ๆ ถ้าต่างชาติพูดญี่ปุ่นได้ เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้ ก็จะเข้าใจคำพูดและการกระทำต่าง ๆ ของฉัน ความรู้สึกว่าตัวเองดีเลิศล้ำลึกไม่เหมือนใครมันคงถูกทำลายลง แหม อยู่บนโลกเดียวกัน ต่อไปน้ำแข็งละลายหมดอาจไม่มีที่ให้อยู่กันแล้วแท้ ๆ คนเรามีกันอยู่เพียงแค่นี้ การเรียนรู้ศึกษากันและกันเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าดี เราจะได้อยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือกัน เข้าใจกันได้มากขึ้น และคนที่พยายามจะเรียนส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่อยากเรียนรู้ มีใจเปิดกว้างสำหรับสิ่งที่แตกต่างอยู่แล้ว มาเจอคำพูด ความคิดแบบนี้มันน่าเจ็บใจ

โดย : ยูริ วันที่ : 2008-10-01 12:35:49 อีเมล์ : IP : 58.8.179.199

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

 

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคนและเด็กวัดบัวตอง

ดีแล้วค่ะ ที่อยู่กรอบนอก ให้เขาสบายใจ อย่างอาจารย์ หัวเดียวกระเทียมลีบ ต่างชาิติคนเดียว ต้องทำงานกับคนญี่ปุ่นทั้งสถาบัน อาจารย์ก็สบายใจในแง่ที่ว่า อาจารย์ไม่ได้ด้อยกว่าเขา ไม่ว่าด้านปริญญา หรือประสบการณ์ และเรื่องภาษา เขาก็ต้องมาพึ่ง และงานที่ทำ อาจารย์ก็เป็นคนรับผิดชอบเองหมดทุกอย่าง ไม่มีหัวหน้ามาคอยคุม เพียงแต่เวลาต้องการอินคังชื่อเท่านั้นเอง เขาก็เลยถือว่าอาจารย์เป็นเหมือนเพื่อนร่วมงานคนญี่ปุ่น และอาจารย์รู้ประเพณีเขา อาจารย์เข้ากับทุกคนได้ คนญี่ปุ่นเองที่สนิทก็มาบ่นให้ฟัง ฟังแล้วก็เหนื่อยแทน แถมดูถูกเพื่อนผู้หญิง แบบทำในนั้น ไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโตกันเลย ฟังแต่ละเรื่อง ฟังแล้วก็ยังเหนื่อย เพราะเขาไม่ให้อีกฝ่ายรู้ความรู้สึกกันจริงๆ ต้องเดาๆกัน ดูกันไม่ออกถูกต้องไหมคะ

 อาจารย์ทำวิจัยเรื่องนี้ พระเจ้าช่วยก็เลยสบายหน่อย เล่นเกมส์ทักทา่ยกับเขาได้สบายมาก แต่เหนื่อยค่ะ ทุกอย่างต้องเหมือนเขาเหมือนอยู่ในหมู่บ้านค่ะ ทำอะไรทุกคนต้องรู้กันหมด

 แต่พอมาคิดถึงนักวิจัยฝรั่งเศสอีกคนที่เข้าหลังอาจารย์ห้าปี คือ ต่างชาติคนที่สอง เป็นฝรั่งผมสีทอง หน้าตาฝรั่งทั้งแท่งใช่ไหมคะ ภาษาญีปุ่นก็ได้ แต่ยังไง สำหรับคนญี่ปุ่นก็คือ ฝรั่ง  เธอเข้าที่ประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพวกนักวิจัยไม่ได้ เวลาประชุมศูนย์ บางทีอาจารย์ติดโทรศัพท์ แม้แต่นาทีเดียว เลขาก็โทรตามตัวว่าถึงเวลาเข้าประชุม แต่ถ้าสาวฝรั่งเศส ไม่มาประชุม ไม่มีใครถามถึงเลย อาจารย์เห็นเป็นต่างชาติด้วยกัน ก็เลยถามว่า อ้าว แล้วสาวฝรั่งเศสรู้หรือเปล่าว่ามีประชุม โทรตามหรือเปล่า หัวหน้าที่แสนจะไดโนเสาร์ไม่เคยไปต่างประเทศ เป็นโรคภูมิแพ้ต่างชาิติ บอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องตามตัว พูดง่ายๆ เข้าประชุมหรือไม่ไม่เกี่ยว ไม่สนใจเลย คือ คนภายในที่เขาถือว่าเป็นเสมือนคนภายนอก

แต่ถ้าในกรณีอาจารย์ไม่ได้เลย ต้องทำตามกฏและทำเหมือนคนญีปุ่นทุกประการ ซึ่งก็ดีใจว่าเท่าเทียมกัน จึงเข้าใจว่า เกิดเป็นคนญี่ปุ่นนี่ แค่เกาะกลุ่มกัน ไม่ให้ตกกลุ่มก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว แล้วยังต้องแข่งขันชิง

ดีชิงเด่นกันอีก หาความจริงใจไม่ได้ เรื่องมากจริงๆค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-10-01 09:50:30 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : อืม จริงคะคนญี่ปุ่นชอบแบ่งแยกพวกเขาพวกเราจริงๆ จะพูดด้วยก็เป็นพวกร้านค้า ร้านขายของที่จะทักทายกันดี เหนื่อยเหมือนกัน ที่ต้องอยู่กับคนญี่ปุ่นหมู่มาก แต่ก็ได้เรียนรู้ความรู้กสึกนึกคิดเขาคะ ว่าเราเป็นคนนอก

โดย : บัวตอง วันที่ : 2008-10-01 09:28:46 อีเมล์ : IP : 192.168.0.147

--------------------------------------------------------------------------------------------------