剣道 ห้องเคนโด
หยั่งรู้ท่าทีสำนวนที่อีกฝ่ายสนทนาด้วย (2) เชิญเรียนกันได้เลยค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

 

 

หยั่งรู้ท่าทีของสำนวนที่อีกฝ่ายสนทนาด้วย ( 2)

 

. ดร. ปรียา อิงคาภิรมย์

 

       

สำนวน ได้ และ สามารถ นอกจากใช้ รูป ~ことができますและ できる ได้ ยังมีรูปสำนวนอื่นๆอีกที่สร้างความปวดหัวกับการผันของคำกริยา ซึ่งที่จริงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ถ้าเด็กวัดไม่ได้เรียนแบบท่องจำ แต่เรียนให้เข้าใจเสียก่อนว่า ทำไมจึงใช้รูปนั้นๆ เช่น … reru ~れるและ … rareru ~られる

 

วิธีการใช้รูป … reru ~れるและ … rareru ~られる ก็คือ

          ขอให้เด็กวัดที่มีตารางคำกริยาที่อาจารย์ทำให้ ช่วยเอาวิธีการผันนี้ลองไปเทียบดูกับตารางจะได้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น และรวดเร็ว  แล้วก็เอาสำนวนนี้เขียนเติมเข้าไปในตารางคำกริยา ที่อาจารย์ให้เป็นหลัก ถ้าเข้าใจและจำได้ว่ากิดจากการผันขั้นไหนของคำกริยา ไม่ว่าจะเป็นคำกริยาอะไร เราก็จะผันได้ถูกต้องแม่นยำ โดยไม่ต้องท่องจำ แต่ต้องให้เข้าใจให้ถูกต้องก่อน  

 

 กฏเกณฑ์ที่จะต้องเข้าใจก่อนก็คือ

คำกริยาผันแบบ 5 ขั้น ว่ากันตามกฏเกณฑ์ดั้งเดิม จะเป็นตามตารางข้างล่าง

(kaku) kaka (ผันขั้น1)

+reru

kaka+reru

แต่คนไม่นิยมใช้ kaka+reru かれる เขียนได้ ก็เลยเป็นkakeru 書け เขียนได้

 

(Hanasu) hanasa (ผันขั้น1)

+reru

hanasa+reru

แต่คนไม่นิยมใช้  hanasa+reru 話されるพูดได้ ก็เลยเป็นhanaseru せる พูดได้

 

(hashiru) hashira (ผันขั้น1)

+reru

hashira+reru

แต่คนไม่นิยมใช้ hashira+reru เข้าได้ ก็เลยเป็น hashireru入る เข้าได้

 

     จากการที่การผันตามกฎเกณฑ์ที่ยกมาข้างต้นนี้ คนไม่นิยมใช้กัน แทนที่จะเป็น kakareru, hanasareru, hashirareru ก็เลยกลายเป็น()ける、(はな)せる、(はし)れる。ถ้าเราไม่ทราบความเป็นมา ว่าทำไมเป็นแบบนี้ เราก็จะสับสน และจะต้องท่องจำ ตามตำราเรียนภาษาญี่ปุ่นที่มีตารางคำตอบมาให้ท่องจำสำหรับการใช้สำนวนนี้

 

    อาจารย์จึงยกมาให้ดูว่า จริงๆ เรื่องราวความเป็นมาเป็นแบบนี้ พอเราเข้าใจ เราก็จัดการผันได้ถูกต้องด้วยความมั่นใจ หลังจากที่เข้าใจว่า ที่จริงการผันที่ถูกต้องนั้น ต้องเป็นแบบตารางที่ยกมา แต่คนไม่นิยมใช้กันเพราะมันยาวยืดเยื้อ ก็เลยเกิดเป็นกฎเกณฑ์ใหม่ ให้เรียนเพื่อจะได้ใช้ได้ถูำกต้องตามข้างล่างต่อไปนี้

 

 

กฏเกณฑ์ใหม่ของการใช้ สำนวน ‘ได้/สามารถ’ เมื่อเป็น คำกริยาที่ผันแบบ 5 ขั้น

1)   ถ้าเป็นคำกริยาที่ผันแบบ 5 ขั้น เช่น kaku, hanasu, hashiru ที่ลงท้ายด้วย u  เช่น วรรค ku , su, ru หรือคำกริยาอื่นๆที่อยู่ในกลุ่้มคำกริยาผันแบบ 5 ขั้น จะใช้วิธีผันเหมือนกัน คือ  ตัด u’ ของคำกริยานั้นๆ แล้ว  เติม eru  เช่น

 

kaku 書く

ตัด kaku  

เติม eru

 kak+eru +ける เขียนได้

 

hanasu 話す

ตัด hanasu

เติม eru

hanas+eru +せる พูดได้

 

hashiru 入る

ตัด hashiru

เติม eru

hashir+eru +れる วิ่งได้

yuu/iu 言う

ตัด yuu/iru

เติม eru

i+eru +えるบอกได้/พูดได้

 

 

***ข้อยกเว้น  yuu ゆう/iu いうจะเป็น ieru  いえる บอกได้ หรือพูดได้

 

            2. ถ้าเป็นคำกริยาที่ผันแบบขั้นเดียว เช่น たべตัด ru แล้วเติมられる →食べられる rareru หรือ見ตัด ru แล้วเติมられる→見られる



taberu 食べる

ตัด taberu   

เติม rareru

tabe+rareru 食べ+られる กินได้

 

miru 話す

ตัด miru

เติม rareru

mi+rareru +られる มองได้

 

 

***แต่มีบางตัวที่ภาษาพูดที่คนนิยมใช้กัน จึงทำให้คำนั้นๆเริ่มกร่อนสั้นเข้า และทำให้คำที่ควรจะเป็นไปตามกฏเกณฑ์หดสั้นเข้า แทนที่จะเป็น taberareru 食べられる กินได้ คนส่วนใหญ่เริ่มจะใช้เป็นรูปtabereru食べれるกินได้ คือยอมรับเป็นภาษาพูด

 

***แต่ถ้าเป็นข้อสอบ ถ้าผันเป็น tabereru 食べれるอาจจะถือว่าไม่ถูกต้องก็ได้

 

            สำหรับสำนวน ได้/สามารถเวลาที่แปลเป็นภาษาไทย หรือเวลาที่นักเรียนเรียนเกี่ยวกับสำนวน nihongo ga hanase masu ka.日本語が話せますか。คุณสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ไหม และ nihongo ga dekimasu ka.日本語が出来ますか。คุณพูดภาษาญี่ปุ่นได้ไหม เมื่อแปลเป็นภาษาไทย ผู้เรียนจะไม่ค่อยเห็นความแตกต่างของสองประโยคนี้ เพราะประโยคแรก คือ สามารถพูดภาษาญี่ปุ่น และ พูดภาษาญี่ปุ่นได้

 

ผู้เรียนมักจะได้รับคำอธิบายอย่างหยาบๆจากครูที่สอนว่า ทั้งสองประโยคนี้มีความหมายเหมือนกัน ตามที่อาจารย์เคยกล่าวย้ำเสมอว่า ถ้าเหมือนกันทั้งสองประโยค แล้วทำไมต้องมีสองประโยคให้ต้องจำให้ปวดหัวด้วย

เมื่อคนเรียนไม่อาจเห็นความแตกต่างของความหมายทั้งสองประโยคจากครูที่สอน ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้เรียนย่อมไม่อาจใช้วิจารณญาณเองตัวเองไ้ด้ว่า เมื่อไรควรจะใช้รูปประโยคไหนจึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์นี้

            ขอยกตัวอย่าง เช่น ในกรณีที่ว่า มีคนญี่ปุ่นที่รู้จักกับเด็กวัด และถามเด็กวัดด้วยคำถามว่า

 

1.         nihongo ga hanase masu ka.

日本語が話せますか。

คุณสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ไหม

ท่าทีของผู้พูดที่อยากจะรู้ก็คือเด็กวัด ‘สามารถพูดภาษาญี่ปุ่น’ได้มากน้อยแค่ไหน

 

และถ้าอีกฝ่ายถามเด็กวัดว่า

 

2.         nihongo ga dekimasu ka.

日本語が出来ますか。

คุณพูดภาษาญี่ปุ่นได้ไหม

 

และเด็กวัดตอบว่า

nihongo ga dekimasu.

日本語が出来ます

ผมพูดภาษาญี่ปุ่นได้

 

ท่าทีของผู้พูดที่อยากจะรู้จากอีกฝ่ายหรือเด็กวัดก็คือ พูดภาษาญี่ปุ่นได้ขนาดขั้นที่ใช้งานได้หรือเปล่า และถ้าเด็กวัดตอบว่า

 nihongo ga dekimasu.

            日本語が出来ます

ผมพูดภาษาญี่ปุ่นได้

 

หมายความว่า ผมมีความสามารถทางด้านภาษาญี่ปุ่น ในขั้นที่นำไปใช้การงานได้อย่างดีทีเดียว

 

            ยังมีอีกสำนวน ที่คนญี่ปุ่นชอบถามต่างชาติเวลาเจอหน้า อาจารย์ก็โดนแทบทุกครั้งตอนไปใหม่ๆ ตอนแรกอาจารย์ก็ไม่รู้เรื่องเหมือนพวกเราคือ เรียนจากตำราเรียน ก็ตอบๆไปไม่ได้รู้ความหมายที่แท้จริง แม้แต่ตอนนี้ เรามักจะได้ิยินคนญี่ปุ่นถามคนไทย หรือถามเด็กวัดว่า

A.       nihongo ga hanase masu ka.

日本語が話せますか。

และ

B.      nihongo o hanashi masu ka.

日本語を話しますか。

 

            ทั้งสองสำนวนนี้ให้ความรู้สึกแก่คนที่ถูกถามต่างกัน แต่ตอนเรียนภาษาญี่ปุ่น อาจารย์ที่สอนไม่เคยอธิบาย บอกว่าเหมือนกัน เราก็ลองสับเปลี่ยนใช้ดู และยังเอาไปใช้ถามเพื่อนๆ และคนญี่ปุ่นว่า เขาพูดภาษาไทยได้ไหม ภาษาอังกฤษได้ไหม

            ท่าทีของคนญี่ปุ่นที่ถามอีกฝ่ายว่า

 

A.       nihongo ga hanase masu ka.

日本語が話せますか。

 

คนญี่่ปุ่นที่ถามคำถามข้างต้นนี้ อาจจะถามด้วยความรู้สึกที่ ‘ไม่แน่ใจว่า อีกฝ่ายจะพูดภาษาญี่ปุ่นได้’ คือดูท่าทางเด็กวัดคนนี้แล้ว ท่้าทางคงพูดไม่ได้

 

แต่ถ้าคนญี่ปุ่นถามอีักฝ่ายว่า

 

B.         nihongo o hanashi masu ka.

日本語を話しますか。

 

ท่าทีของคนญี่ปุ่นที่ถามอาจจะคาดหวัง เพราะดูจากท่าทางแล้ว เด็กวัดคนนี้ท่าทางน่านพูดภาษาญี่ปุ่นได้ แต่ต้องการถามเพื่อความมั่นใจ หรือแน่ใจก่อนที่จะคุยกับเด็กวัดเป็นภาษาญีปุ่น

 

ดังนั้น ถ้าเราไม่รู้ความแตกต่างของสองประโยคนี้ และใช้โดยไม่แยกแยะ ก็จะเป็นคำถามที่ค่อนข้างเสียมารยาทก็ได้ เช่น ในกรณีที่เด็กวัดเรียนในประเทศญี่ปุ่นตั้งหลายปี และทั้งที่รู้ว่าเป็นนักศึกษา หรือทำงานในญี่ปุ่นหลายปี และถ้าคนญี่ปุ่นที่ถามก็ยังถามด้วยคำถามว่า

 

A.       nihongo ga hanase masu ka.

日本語が話せますか。

 

            ‘คุณสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ไหม’ ทั้งที่เด็กวัดเรียนและใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นตั้งหลายปี การใช้สำนวนนี้ของคนญี่ปุ่นต่อเด็กวัดหรือชาวต่างชาิติ นอกจากจะไม่ค่อยเหมาะสมกับสถานการณ์ของอีกฝ่ายแล้ว ยังไม่ค่อยจะสุภาพ เพราะประเมินอีกฝ่ายต่ำกว่าความสามารถของคนๆนั้น หรือพูดง่ายๆก็คือ มองอีกฝ่ายไม่ค่อยจะขึ้นว่าหน้าตาท่าทางแบบนี้ จะมีความสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้นั่นเอง

           

            ดังนั้น การเรียนภาษาญี่ปุ่้น จากการท่องจำจากตำราเรียนภาษาญี่ปุ่น โดยที่ไม่เรียนรู้ความแตกต่างของแต่ละสำนวน และตั้งหน้าตั้งตา อยากจะท่องจำรูปแบบและสำนวนที่ใช้ทางด้านไวยากรณ์ แม้ไวยากรณ์ไม่ผิด แต่ผิดรุนแรงมากกว่าการใช้ไวยากรณ์ผิด เพราะใช้ภาษาไม่ถูกกาละเทศะ และความเหมาะสม เป็นการใช้ภาษาที่ถือว่่าค่อนข้างเสียมารยาท

ผิดทางด้านไวยากรณ์ถือเป็นเรื่องเล็ก แต่ผิดแบบใช้สำนวนได้ถูกต้องแต่ใช้สุ่มสี่สุ่มห้า โดยไม่รู้ว่าจะใช้ในโอกาสไหน กับใคร  มีผลกระทบกับความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายมากทีเดียว จึงต้องเรียนรู้อย่างแท้จริงและถูกต้อง

 

อ่านแล้ว อย่าลืมแสดงความคิดเห็นด้วยนะคะ

 

(ยังมีต่อ)

   

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-09-17 06:00:48 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

(เด็กวัด wantima)  ปีนี้เป็นปีที่ สี่แล้วค่ะ ที่มาอยู่ที่ญี่ปุ่น ก็ลองไปทำงานโน่นทำงานนี่ เท่าที่ตัวเองจะหาทำได้ เพราะว่าดีกว่าอยู่แต่ในบ้าน เพราะชีวิตก็เคยทำอะไรด้วยตัวเองมาตลอด จะมาอยู่ให้ใครเลี้ยง ก็รู้สึกไม่ดีเลยค่ะ

(ครูประจำชั้นปรียา) อาจารย์ก็เหมือนกันหาเงินเอง จะซื้ออะไรก็สบายใจ บางครั้งในอดีตหาเงินเอง ยังล้ำเส้นมา ห้ามปราม การซื้อก็เลยต้องบอกว่า เคารพกันหน่อย เพราะว่า ไม่ได้เอาเงินคุณไปซื้อของที่ตัวเองอยากได้ เช่นคอมพิวเตอร์ที่จะใช้เวลาเดินทาง ของแพงควักกระเป๋าเองค่ะ สบายใจที่สุดเลย มือไม้ก็มี ทำงานเอง หาเงินเอง สบายใจค่ะ

 ถึงแม้จะมีรายได้เล็กน้อย(น้อยกว่าเมื่อตอนอยู่เมืองไทยด้วยแหละ) ก็ดีใจค่ะ มันรู้สึกว่าเงินนั้นมีคุณค่า เวลาจะใช้ก็จะรู้ว่าใช้ให้ได้คุ้มกับที่เรากว่าจะได้มาค่ะ  

(ครูประจำชั้นปรียา) สบายใจและภูมิใจด้วยค่ะ เราอาจจะ เกิดมาไม่ได้มีความคิดเหมือนสาวญี่ปุ่น เขาเจอหนุ่มหาเงินได้ แต่งงาน เลิกทันทีจะได้สบาย

อันนี้คงต้องแล้วแต่คน ตอนนี้สาวๆญี่ปุ่นเริ่มรู้ว่า การที่ตัวเองทำงานได้ ชีวิตสบายกว่าอยู่บ้าน ไม่ได้ไปไหน และออกมาทำงานกันเยอะ แต่ผู้ชายก็ยังเหมือนเดิมไม่เคยช่วย สังคมญี่ปุ่นจึงลำบากมาก ในการที่ผู้หญิงจะออกมาทำงาน ไม่มีใครให้การสนับสนุนช่วยเหลือ

(เด็กวัด wantima)   ระหว่างที่ทำงาน เจอผู้คน(คนญี่ปุ่น) หลายคนก็จะคอยเงื่อหูฟังว่า เราจะพูดได้หรือไม่  พอเราพูดด้วย หรือได้ยินเราพูดกับใคร ก็จะพูดกันว่า ええ、日本語が話せる 

(ครูประจำชั้นปรียา)  อย่าไปใส่ใจ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ เขาไม่คิดหรอกค่ะ ว่า คนต่างชาิติจะพูดภาษา และเข้าใจวัฒนธรรมเขาได้ เขาไม่เคยคิดว่า ภาษาเรียนกันได้ เพราะเขาพูดได้อยู่ภาษาเดียวเท่านั้น ก็เลยเห็นเป็นสัตว์ประหลาดที่พูดภาษาญีปุ่นได้ เจอมามาก ไม่ต้องไปใส่ใจ ให้รำคาญใจ คนพวกนี้ พยายามคบให้ห่างๆ พวกแม่บ้านทั้งหลาย ใจแคบ อาจารย์กล้ัวจริงๆ เจอกันก็สวัสดีไปตามเรื่องนะคะ ไม่ต้องไปเครียด

 พออ่านบทวิเคราะห์จากอาจารย์แล้วก็   แม้พวกนี้ ดูหน้าเราแล้ว ใจก็ดูถูกเสียแล้ว มันน่านัก (ไม่เคยรู้มาก่อนนะนี่)

(เด็กวัด wantima)   ก็ gaijin นี่คะ พูดภาษาญีุ่่ปุ่นได้ ก็ตกอกตกใจ พูดไม่ได้ก็ดูถูกหาว่า เป็นต่างชาิติพูดไม่รู้เรื่อง  ทางที่ดี ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอกค่ะ เสียเวลา และสมองนะคะ เอาหัวสมองไปคิดทำอะไรที่ดีกว่านี้ดีกว่า แต่รู้ไว้ดีที่สุด ไม่ต้องไปเหมือนเขาด้วย มนุษย์เหมือนกันไม่ต้องแบ่งแยกเขา แบ่งแยกเรา อ้าปากทีไร เขาก็ต้องตอกย้ำให้เรารู้ว่า คุณเป็น gaijin ฉันเป็นคนญี่ปุ่นพยายามพูดให้เข้าใจไม่รู้กี่สิบปีตอนอยู่ที่ญี่ปุ่น แต่ไม่ได้ดีขึ้นเลย ไม่มียาขนานไหนที่จะทำให้คนญี่ปุ่นไม่ดูถูกคนต่างชาติได้

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-09-30 21:21:17 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ปีนี้เป็นปีที่ สี่แล้วค่ะ ที่มาอยู่ที่ญี่ปุ่น ก็ลองไปทำงานโน่นทำงานนี่ เท่าที่ตัวเองจะหาทำได้ เพราะว่าดีกว่าอยู่แต่ในบ้าน เพราะชีวิตก็เคยทำอะไรด้วยตัวเองมาตลอด จะมาอยู่ให้ใครเลี้ยง ก็รู้สึกไม่ดีเลยค่ะ ถึงแม้จะมีรายได้เล็กน้อย(น้อยกว่าเมื่อตอนอยู่เมืองไทยด้วยแหละ) ก็ดีใจค่ะ มันรู้สึกว่าเงินนั้นมีคุณค่า เวลาจะใช้ก็จะรู้ว่าใช้ให้ได้คุ้มกับที่เรากว่าจะได้มาค่ะ  

ระหว่างที่ทำงาน เจอผู้คน(คนญี่ปุ่น) หลายคนก็จะคอยเงื่อหูฟังว่า เราจะพูดได้หรือไม่  พอเราพูดด้วย หรือได้ยินเราพูดกับใคร ก็จะพูดกันว่า ええ、日本語が話せる 

 พออ่านบทวิเคราะห์จากอาจารย์แล้วก็   แม้พวกนี้ ดูหน้าเราแล้ว ใจก็ดูถูกเสียแล้ว มันน่านัก (ไม่เคยรู้มาก่อนนะนี่)

โดย : wantima วันที่ : 2008-09-29 13:51:08 อีเมล์ : IP : 220.152.91.204

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

 

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัด Loveplus

อาจารย์อ่านความคิดเห็นของเด็กวัด  Loveplus ที่ระยะหลังมีความกระตือรือร้น แสดงความคิดเห็น รู้สึกดีใจที่เห็นการเปลี่ยนแปลง ทั้งที่ไม่เคยถามว่า อายุเท่าไร เพราะอาจารย์ไม่ถือว่าอายุเป็นตัวกำหนด เพราะอายุน้อยๆคิดเป็นมีเยอะแยะ อายุเยอะแต่มันสมองเล็กก็มีเยอะ

อาจารย์สอนนักเรียน และคนในระดับต่างๆมามากมายจากทั่วโลก บอกตรงๆดีใจที่เห็นการเปลี่ยนแปลง ในเด็กวัดทุกคน รวมทั้งเด็กวัด Loveplus อาจารย์ไม่ต้องเจอหน้า เห็นเขียนมถาม แสดงความคิดเห็น ก็พอจะเดาอนาคตของเด็กวัดออก

มันไม่ใช่ความผิดของเราที่เราไม่รู้ เพราะเราถูกสอนมาแบบนี้ สอนให้ไม่รู้จักคิด ให้ท่องจำ แล้วก็สอบเอาคะแนนดีๆ ท่องจำลูกเดียว  อาจารย์ก็ถูกสอนมาแบบนี้ตั้งแต่เด็ก แต่อาจจะโชคดีกว่าหน่อยที่อาจารย์เรียนกับครูต่างชาติ และเขาสอนแบบให้คิด ไม่ใช่ชาวต่างชาติอะไรก็ได้ตอนนี้ที่จับมาได้ แล้วก็เอามาสอนตามโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ และญีปุ่นในเมืองไทยนะคะ เพราะตามมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง แม้จะจ่ายเงินค่าสอนแบบไทยๆ อาจจะดีกว่าคนไทยหน่อย แต่เพื่อนอาจารย์ชาวอเมริกาจบปริญญาเอก เขียนหนังสือหลา่ยเล่ม สอนมานาน แต่หลงรักเมืองไทย ยอมจนเพื่อไปสอนที่เมืองไทย สอนในญีุ่ปุ่นเอาเงินญี่ปุ่นไปใช้ในเมืองไทย น่าเสียดายเสียชีวิตไปเสียแล้วหลายปี

แต่ส่วนใหญ่พวกต่างชาติที่สอนในเมืองไทยตอนนี้ หางานได้ง่าย เพราะฐานปิรามิดกว้างมาก คนไทยที่อยากเรียนภาษาต่างประเทศมีมาก ยังไม่ได้เข้าไปสัมผัส ภาษาจีน และเกาหลี ว่าเป็นยังไง พูดเฉพาะครูที่สอนภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษตามที่ต่างๆในบ้านเรา คุณภาพส่วนใหญ่ก็คงไม่ต้องไปคาดหวังหรือเน้น สอนๆเข้าไป ไม่ได้จบหรือมีประสบการณ์อะไร ขอให้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆก็พอ ก็เลยยิ่งเป็นปัญหาอีก ดังนั้น อาจารย์จึงตระหนักถึงปัญหาพวกนี้ และเด็กวัดหลายคนก็เขียนมาเล่าให้ฟังส่วนตัวว่าแย่ขนาดไหนที่เจอมา

อาจารย์จึงได้แต่หวังว่า เด็กวัดที่เรียนมาผิดๆ ท่องจำมาโดยไม่รู้ซึ้ง จากนี้ไปจะต้องมีวิตามิน ส เพิ่มเยอะ จะได้เป็นอนาคตของชาติเรา เราทุกคนต้องภูมิใจที่เรามีภาษาไทยของเรา และถ้าเรายังไม่รู้วัฒนธรรมของเรา ภาษาไทยเรา อาจารย์ว่า หน้าอาย มีเวลาควรจะไปศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทยใหม่ คนถามจะได้ตอบได้ถูกต้องและลึกซึ้ง

ตอนนี้ ภาษาญี่ปุ่นในญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงมากจนเกิดความสับสน มีหนังสือและมีรายการถกเถียงเกี่ยวกับ ภาษาญี่ปุ่นที่ใช้กันผิดๆถูกๆกันมากจริงๆ อาจารย์เป็นนักภาษาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าภาษาเปลี่ยนแปลง แต่ภาษาที่ใช้คือ ใช้ตามใจฉันถ้าภาษามีชีวิตมันคงอยากร้องไห้ด้วยความเสียใจว่า มันไม่ค่อยจะเป็นภาษาแล้ว อ่านแล้ว ความสวยงามของภาษาญี่ปุ่นหายไปเยอะเลย ยิ่งภาษาไทยเราก็เช่นกัน ลึกซึ้ง มีเสน่ห์ ทีเดียว ใครที่ภาษาไทยยังเขียนไม่เป็นภาษา อ่านก็ไม่ได้อ่านหนังสือที่เป็นเรื่องเป็นราวอ่านแต่มังงะ ความรู้ที่ควรจะได้จากการอ่านหนังสือที่ให้สาระและความรู้ก็หดหายไป มีแต่ภาพให้ดู คำสั้นๆ และภาษาที่ไม่ใช่ภาษาที่คนในสังคมใช้กัน จะพูดกับใครก็ใช้คำพูดไม่เป็นภาษาเพราะเป็นภาษาที่เอามาจากภาษามังงะ หรือแต่งกันเอง ตามใจ

เวลาเอาเข้าจริงๆ เด็กวัด ก็คงเขียน อ่านพูดไม่เป็นภาษา เพราะชินกับการใช้ภาษาผิดๆมาตลอดเพราะเคยชิน อาจารย์จึงได้แต่พยายามให้ข้อคิดว่า ไม่ใช่เรื่องเท่ห์ หรือเก๋อะไรเลย ที่เอาภาษาไทยที่มีเสน่ห์ส่วยงามของเราไปเขียนมั่วไปหมด จนไม่เป็นภาษากลายเป็น ภาษามั่ว แล้วก็หวังว่าคนอื่นจะเข้าใจ เป็นความคิดที่อีโก้สูงทีเดียว สะท้อนให้เห็นการไม่เคารพกฏเกณฑ์ในสังคมนั่นเอง คือชอบทำตัวแปลกแยก กว่าคนอื่น ในทางที่ดีไม่ว่า ส่วนใหญ่ทางที่ไม่ดีทั้งนั้น เพราะติดง่าย เลียนแบบง่ายมาก

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-09-17 08:20:50 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

หมายความว่า ใช้    nihongo o hanashi masu ka. น่าจะดีกว่าสินะครับ

เพื่อใช้สำนวนให้ถูกต้อง จึงต้องเรียนรู้อย่างแท้จริงและถูกต้อง

-->  อาจารย์หรือครูไทยส่วนใหญ่ ชอบสอนแบบท่องจำ ไม่บอกความแตกต่าง อย่าว่าแต่ภาษาต่างประเทศเลย ภาษาไทยยังเป็นเลย (ตัวผม)ใช้ผิดๆถูกๆเป็นประจำ

โดย : loveplus วันที่ : 2008-09-17 07:32:14 อีเมล์ : IP : 127.0.0.1

--------------------------------------------------------------------------------------------------