剣道 ห้องเคนโด
หยั่งรู้ท่าทีสำนวนที่อีกฝ่ายสนทนาด้วย (1) เชิญเรียนกันได้เลยค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน

 

 

อ่านได้ แปลได้ แต่รู้ความเป็นมา

จึงจะเข้าซึ้งถึงคำแต่ละคำที่เราเรียน

 

                                    หยั่งรู้ท่าทีสำนวนที่อีกฝ่ายสนทนาด้วย ( 1 )

 

. ดร. ปรียา อิงคาภิรมย์

 

          วันนี้อาจารย์มีโอกาสนั่งฟัง คำปราศรัยของผู้ที่จะลงแข่งขันเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐฯ นั่งฟัง และดูรายการข่าว ได้ยินคำถามที่นักข่าวหยิบยกขึ้นมา ก็เลยเกิดความคิดที่จะมานั่งเขียนเรื่องนี้ให้เด็กวัดอ่าน ก็คือ McCain กล่าวโจมตี Obama หลายเรื่อง ผู้สื่้อข่าวจึงพูดสรุปว่า Obama สามารถที่จะตอบโต้คำโจมตีของ McCain ได้หรือไม่ วันที่ 20 กันยายนนี้ จะมีการออกรายการสดเผชิญหน้าปะคารมของทั้งสองฝ่าย ให้คนทั่วประเทศอเมริกาได้ฟังกัน อาจารย์สนใจและติดตามอยู่เพราะเห็นอะไรของนักการเมืองทั้งสองฝ่ายได้มากทีเดียว ยิ่งนำเอา การเมืองแบบอเมริกา มาเทียบกับ แบบญี่ปุ่น และแบบไทย ก็ยิ่งสนุกเข้าไปอีก เพราะการวิจัยเปรียบเทียบเป็นสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอด ทำให้เห็นของแต่ละสังคมชัดมากขึ้น

            เด็กวัดทุกคนคงรู้จักกันดี เกี่ยวกับสำนวนที่อาจารย์กำลังจะเขียนให้อ่าน เพราะคงเรียนกัน ท่องจำกันจนเลี่ยนพอสมควรแล้วในตำราเรียนภาษาญี่ปุ่น อาจารย์เรียนมาก่อนรู้ว่า สำนวนที่ว่านี้ ซ้ำซาก แต่ึคงปฏิเสธไม่ได้ ที่จะไม่ทำความรู้จักกับมันให้ดี เพราะเป็นสำนวนที่ใช้บ่อย และเราจะเข้าใจ จึงจะนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง

สิ่งที่ตำราเรียนไม่ได้บอก อาจารย์ก็ต้องดิ้นรน แสวงหาความรู้เพิ่มเติมเอง และยิ่งมีโอกาสเป็นนักวิจัยภาษาญี่ปุ่นเทียบกับภาษาไทย ก็ยิ่งทำให้อาจารย์รักภาษามากยิ่งขึ้น เพราะภาษาก็เหมือนดนตรีที่เปิดโลกกว้างที่สวยงามให้แก่เรา แน่นอนถึงแม้เราจะไม่รู้ภาษาก็ตาม เราก็สามารถที่จะเพลินเพลินกับการฟังเพลงเพราะๆที่ประทับใจเราได้เช่นกัน

แต่ถ้าเราเข้าใจภาษานั้นๆ ความไพเราะของเพลงคงไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น ถ้าเราเข้าใจภาษา และความเป็นมาของเพลงนั้นๆ อาจารย์ขอยกตัวอย่าง เมื่อไม่กี่วันที่แล้วเ็ป็นคืนสุดท้ายของ concert ของคนอังกฤษในอังกฤษที่จัดให้มีขึ้นตั้งแต่วันแรกของหน้่าร้อน (แต่ฝนตก และอากาศหนาวในอังกฤษ แทบทุกวัน L) จนกระทั่งสิ้นสุดหน้าร้อน ซึ่งก็คือ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาไม่กี่วัน หรือที่รู้จักกันดีว่า Last night of the proms. อาจารย์ไปอังกฤษเพียงครั้งเดียว หลังจากใช้ชีวิตในญี่ปุ่น 5 ปี แวะลอนดอนก่อนที่จะบินเข้าบอสตัน แวะพักกับเพื่อนที่อังกฤษหนึ่งอาทิตย์ แล้วก็ไม่เคยไปอังกฤษหลังจากนั้น แต่ยังจำได้ว่าอากาศในอังกฤษ คล้ายกับญี่ปุ่นมาก อาจารย์จำได้ว่า ฝนตกปรอยๆและอากาศครึ้มแทบทุกวัน แต่ใครจะรู้ว่า ประเทศที่ไม่เคยไปมาตั้งเกือบยี่สิบปี กลับกลายเป็นว่า มีเพื่อนร่วมชีวิตชายคาบ้านเดียวกันเป็นคนอังกฤษ อาจารย์ยิ่งชอบศึกษาวัฒนธรรม สังคม และชอบเพลงคลาสิก มาเจอกับคนที่ชอบเพลงคลาสิกก็เลยยิ่้งมีโอกาสเรียนรู้เรื่องเพลงมากขึ้น และยิ่งมีโอกาสฟังเพลงโดยตรงจาก Audio system ที่นักฟิสิกส์ที่บ้านประดิษฐ์ขึ้นมาเองด้วยมันสมองและทฤษฏีของเขา ทำให้เสียงดนตรีจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งแทบจะฟังไม่ได้ นอกจากต้องมี speaker อย่างดี ก็เลยทำให้บรรยากาศเวลาที่ฟังเพลงที่บ้านตอนเช้า ตอนเย็น ไม่ต่างอะไรกับมีconcert มาเล่นให้ฟังในบ้าน ยิ่งเวลาที่คนอังกฤษร้องเพลงอังกฤษของเขา ชื่อ Rule Britania ฟังแล้ว ขนลุกจริงๆ เพราะมันไพเราะจับใจ เป็นเพลงของคนอังกฤษที่มีความภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนอังกฤษยิ่งคนอังกฤษที่บ้่านก็ร้องเพลงตามด้วยความภูมิใจในความเป็นคนอังกฤษของเขาก็ยิ่งประทับใจมากยิ่งขึ้น

ไม่ต่างอะไรกับการที่เหมือนคนไทยฟังเพลงประจำชาิติของเรา เวลาฟังเพลงไทยที่ต่างประเทศในบรรยากาศและอารมณ์ที่คิดถึงบ้านก็คงน้ำตาไหลแน่ ไม่ต้องเพลงเพราะมากมายอะไร แค่สมัยก่อน ตอนไปญี่ปุ่นใหม่ๆ เวลาคิดถึงบ้านทีไร อาจารย์ก็จะต้องเอาเพลงไทยที่ชอบออกมาฟังแก้โรคคิดถึงบ้าน พอโอะคาซัง และโอะโตซังได้ยินเสียงแผ่วๆจากห้องอาจารย์ ก็จะรู้ว่า ปรียา กำลังเป่่าปี คิดถึงบ้านอย่างแน่นอน ทุกครั้งที่ฝนตก อากาศมืดครึ้มในญี่ปุ่น จะคิดถึงบ้า่นมากและทรมานจริงๆ แต่เมื่อสองสามวันก่อน ได้มีโอกาสฟังเพลงของอังกฤษซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกเพราะฟังมาด้วยกันมาหลายปีแล้วตั้งแต่มาที่นี่ ยิ่งมีเจ้าของประเทศอังกฤษร้องตามด้วยก็ยิ่งไพเราะมากขึ้นไปอีก แถมคนในอังกฤษยังแสดงความดีใจด้วยการ การกระทืบเืืท้าเสียงกระหึ่มไปทั่วเพื่อต้องการแสดงความยินดีของพวกเขา ดังกระหิ่มไปทั่ว concert hall ก็ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจมากขึ้นไปอีก

            ยิ่งอาจารย์มีโอกาสคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนร่วมชายคาบ้านเกี่ยวกับอังกฤษบ่อยๆและดูหนังของอังกฤษก็ยิ่งเห็นได้ชัดเลยว่า คนญี่่ปุ่นลอกเลียนแบบวัฒนธรรมต่างๆของคนอังกฤษไปมากทีเดียว เพราะคล้ายกันมากทีเดียว การพูดจาของคนอังกฤษและความกำกวมเวลาที่เขาพูดคุยกับคนอเมริกันจะคล้ายกับคนญี่ปุ่นไม่น้อยทีเดียว

อาจารย์อยากจะเขียนเรื่องภาษา แต่อดเล่าเืบื้องหน้าเบิ้องหลังของความประทับใจที่มีต่อภาษาไม่ได้ พูดง่ายๆก็คือ ยิ่งถ้าเราเรียนภาษาขนาดเข้าถึงความสวยงามของภาษาถึุงแม้เราจะไม่ได้นำไปใช้ทำงาน หรือใช้ในชีัวิตประจำวันก็ตาม ภาษาต่างประเทศก็ทำให้ชีวิตของเรามีคุณค่า และมีความเพลิดเพลินมากขึ้น แต่จะต้องเรียนให้เข้าซึ้งถึงแก่นแท้ของภาษา ไม่ใช่เรียนเอาแต่เปลือกของภาษา รู้งูๆปลา เป็นต้น

อาจารย์เขียนความคิดให้เด็กวัดอ่านมาหลายต่้อหลายครั้งถึงเสน่ห์ของภาษาต่าง

ประเทศ โดยเฉพาะภาษาญี่ปุ่นที่เราเรียนอยู่้หลายต่อหลายครั้งแล้ว ถ้าเด็กวัดไม่ได้คิดจะเรียนอย่างจริงจัง เพียงให้พออ่านมังงะได้ก็เป็นสิทธิของคนๆนั้น แต่ถ้าเด็กวัดที่เข้าใจสิ่งที่อาจารย์อยากจะเล่าให้ฟังและพยายามจะถ่ายทอดความคิดเพื่อให้เราเห็นภาพเพื่อให้พวกเราให้เห็นภาพความสวยงามของการเรียนภาษาต่างประเทศ เมื่อเราเรียนถึงระดับหนึ่ง เด็กวัดจะเริ่มรู้สึกซาบซึ้งกับความสวยงามและเสน่ห์ของภาษา แต่คงต้องใช้เวลา มีใจรัก และทุ่มเทกับมันอย่างจริงจัง คงไม่ต่างอะไรกับการที่เรากินอาหารไทยเผ็ดๆ คนญี่ปุ่นและต่างชาิติที่กินไม่เผ็ดจะสงสัยว่า กินเข้าไปได้ยังไง คนไทยก็จะบอกว่า เผ็ดแต่อร่อย นั่นแหละคือการเข้าถึงรสชาิติของเราซึ่งต่างชาิติที่ยังไม่ชินอาหารไทยก็คงไม่เข้าใจ เหมือนการที่จะเข้าถึงภาษาของเรา เห็นเสน่ห์ของภาษาไทย และภาษาต่างประเทศจึงเป็นสุนทรียภาพอย่างหนึ่ง ดังนั้น สำหรับอาจารย์เมื่อได้ลิ้มรสสุนทรียภาพความสวยงามของภาษาต่างๆแล้ว อาจารย์จึงไม่เคยคิดที่จะไปลิ้มรสชาติอาหาร หรือภาษาที่เขียน หรือภาษาพูดที่ไม่สวยงาม ไม่ไพเราะ จำให้รกสมองไปทำไม หรือเวลาที่เห็นเด็กวัดไม่เข้าใจ เพราะเรียนแต่จะเอาไปสอบ เรียนจะเอาแต่ไวยากรณ์ เพราะเขาสอนมาแบบนั้น อาจารย์ก็ยังอดเสียดายแทนไม่ได้ ที่ว่าเรียนภาษาต่างประเทศทั้งที ทำไมไม่เรียนให้ลึกซึ้งไปเลย

            วันนี้ก็เลยอยากจะเอาสำนวนที่เราเรียนกันจนเอียนตามตำราภาษาญี่ปุ่นที่แปลเป็นภาษาไทยให้เราเรียน และท่องจำ จนเบื่อที่จะอ่านต่อไปก็ได้ แต่อาจารย์ชอบเรียน ส่องกล้องภาษาคนละมุมจากตำราเรียนที่วางขายเอาเงินเรา เพราะเสน่ห์ของภาษา จะเกิดขึ้นได้ ต้องเจาะให้ลึกถึงจะเห็นความสวยงามและเสน่ห์ของภาษา

 

******************

 

            ในภาษาญี่ปุ่นหรือไม่ว่าภาษาไหนก็ตามจะต้องมีสำนวนที่มีไว้ใช้เวลาที่จะถามอีกฝ่ายว่ามี ความสามารถ ทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งได้หรือไม่ หรือเวลาที่ผู้พูดต้องการที่จะกล่าวถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความ เป็นไปได้จะมีวิธีทำอยู่สองวิธี

1.      ใช้คำกริยา dekiru できる

 

ทำยังไงจึงจะเอาไปใช้ได้

            ทำได้ง่ายๆด้วยการวา่งไว้หลังคำนามซึ่งก็คือ คำนาม (noun)+ คำช่วย + dekiru ก็จะมีความหมายว่า ได้ หรือสามารถ เช่น

 

Eigo ga deki masu ka.

英語ができますか。

((พูด)ภาษาอังกฤษได้มั้ย)

 

2.      ถ้าไม่อยากใช้แบบที่ 1 ก็มีอีกแบบให้เลือกใช้ คือ รูปประโยค koto ga dekiru. ~ことができる。ในกรณีนี้คำกริยาที่นำมาใช้ จะต้องเป็นรูปไม่ผัน หรือขั้นที่ 3 ของคำกริยาทุกประเภทนั่นเอง เช่น ถ้าคำำกริยาเป็น kaku 書くผู้พูดอาจจะถามอีกฝ่ายว่า

 

Eigo o kaku koto ga deki masu ka.

英語を書くことができますか。

(คุณเขียนภาษาอังกฤษได้มั้ย)

 

นี่คือสำนวนที่เด็กวัดเรียนมาจากตำราเรียนภาษาญี่ปุ่น แต่ถ้าเรามาเทียบกับภาษาไทย เราก็จะยิ่งสนุกมากยิ่งขึ้น และในภาษาญี่ปุ่นเมื่อเวลาที่ผู้พูดต้องการที่จะใช้สำนวนนี้ ผู้พูดยังอาจใช้สำนวนอื่นอีกก็ได้ ไม่งั้นก็คงน่าเบื่อทีเดียวมีอยู่สองแบบ เดี่่ยวพวกเราบ่นว่าง่ายเกินไป ก็เลยมีให้เลือกใช้เยอะ

 

เด็กวัดพอจะบอกได้มั้ยคะว่า สำนวนอื่นที่ใช้ได้มีอะไรบ้าง ก่อนที่อาจารย์จะเขียนให้เรียนต่อไป

 

(มีต่อ)

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-09-16 07:31:31 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัดต่าย

 

เด็กวัด: 日本語がわかるのですか?

สำนวนนี้ใช้ได้ ไหมค่ะ ต่ายก็ยังไม่เข้าใจดีกับ การใช้ กริยาไม่ผัน บวก

เห็นอยู่ในหนังสือ และ มีเจ้านายเคยถามนะคะ

 

ครูประจำชั้นปรียา: หัวหน้าถามเพื่อต้องการคำอธิบาย อาจจะค่อนข้างแปลกใจก็ได้ เพราะอาจจะไม่ได้คาดคิดว่า เด็กวัดต่าย รู้ภาษาญี่ปุ่น ก็เลยถามเพื่ออยากให้ช่วยเล่าให้ฟังว่า ที่หัวหน้าคิดว่า เด็กวัดต่าย รู้ภาษาญี่ปุ่นนั้นถูกต้องหรือไม่อย่างไร

 

อันนี้เป็นเพียงคำถามอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นทางการ อาจจะใช้รูป no desu/n desu/no da/n da ก็ได้ค่ะ

 

ไม่เกี่ยวกับสำนวน ได้ หรือสามารถ ที่อาจารย์กำลังโพสไปค่ะ เป็นคำถามธรรมดาที่อยากรู้ และต้องการคำอธิบายว่า รู้ภาษาญี่ปุ่นหรือ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-09-17 06:15:10 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

日本語がわかるのですか?

สำนวนนี้ใช้ได้ ไหมค่ะ ต่ายก็ยังไม่เข้าใจดีกับ การใช้ กริยาไม่ผัน บวก の

เห็นอยู่ในหนังสือ และ มีเจ้านายเคยถามนะคะ

โดย : tai วันที่ : 2008-09-16 11:53:59 อีเมล์ : IP : 202.62.96.66

--------------------------------------------------------------------------------------------------