生け花 ห้องอิเคะบะนะ
こころ จิตใจใครกันแน่ บทที่ 10 เชิญอ่านต่อได้นะคะ
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

จากหนังสือ

 

こころ

 

 

 

こころ

 

บทที่ 10

 

                                                           แปลโดย       . ดร. ปรียา อิงคาภิรมย์

                                                        กนก ศฤงคารินทร์

 

ตอนขากลับในขณะที่เราสองคนเดินไปด้วยกันเงีียบๆ ได้สักสองร้อยเมตร หลังจากนั้นสักครู่อยู่ๆเซนเซก็พูดขึ้นมาว่า

ฉันผิดเองที่ออกจากบ้านทั้งๆที่เธอกำลังโกรธ ตอนนี้ภรรยาฉันคงจะเป็นห่วงแน่เลย คิดๆดูแล้วผู้หญิงนี่ น่าสงสารนะ อย่างภรรยาฉัน เธอไม่มีที่พึ่งพิงที่ไหนนอกจากฉันคนเดียว

คำพูดเซนเซขาดช่วงไป แต่้ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าคาดหวังคำตอบจากข้าพเจ้าแต่อย่างไร จากนั้นเซนเซก็พูดต่อว่า

จะว่าไปแล้วก็น่าขำ เพราะคนมักจะคิดกันว่า คนที่เป็นสามีจะต้องมีจิตใจเข้มแข็ง ในสายตาเธอล่ะ เธอเห็นว่าฉันเป็นคนเข้มแข็งหรือว่าอ่อนแอ

 

ผมคิดว่ากลางๆนะครับ ข้าพเจ้าตอบ

ดูเหมือนคำตอบนี้ไม่ได้อยู่ในความคาดหมายของเซนเซ เซนเซนิ่งเงียบและเดินต่อไปโดยไม่ได้พูดอะไรอีก

ทางที่ไปบ้านเซนเซนั้นต้องผ่านข้างๆหอพัก ข้าพเจ้า แต่ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าคงจะไม่ค่อยเหมาะสม ถ้าจะแยกกับเซนเซแค่ตรงหัวเลี้ยวนั้น ข้าพเจ้าจึงพูดว่า

ผมเดินไปเป็นเืพื่อนเซนเซจนถึงบ้านแล้วกันนะครับ

แต่เซนเซรีบยกมืิอกันห้ามข้าพเจ้าว่า

ดึกแล้วล่ะ รีบกลับหอพักซะ ฉันก็จะรีบกลับเหมือนกันเพื่อเห็นแก่ภรรยาฉัน

 

คำว่า เพื่อเห็นแก่ภรรยาฉัน ที่เซนเซพูดต่อท้ายประโยคนั้น ทำใ้ห้จิตใจข้าพเจ้าในตอนนั้นรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก เพราะคำพูดนั้นข้าพเจ้าจึงกลับบ้านนอนได้อย่างสบายใจ หลังจากนั้น แม้ว่าเวลาจะผ่านมานานแสนนานแล้วก็ตาม ข้าพเจ้าไม่เคยลืิมคำว่า  เพื่อเห็นแก่ภรรยาฉัน นั้นได้เลย

ข้าพเจ้าีรู้ดีว่าปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเซนเซกับภรรยานั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร จากการสังเกตของฺข้าพเจ้าี หลังจากที่เข้าๆออกๆบ้านเซนเซ บ่อยๆจึงรู้ว่าเป็นเรื่องที่นานๆจะเกิดขึ้นสักครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น วันหนึ่งเซนเซยังระบายความรู้สึกตัวเองให้ข้าพเจ้าีฟังว่า

 

ในโลกนี้ฉันรู้จักผู้หญิงเพียงคนเดียวเท่้านั้น ฉันไม่เคยสนใจผู้หญิงอื่ นอกเหนือจากภรรยาฉันเลย ภรรยาฉันก็คิดว่าฉันเป็นผู้ชายคนเดียวในโลกนี้เช่นกัน ถ้าจะว่าไปแล้ว เราก็น่าจะเป็นคู่สามีภรรยาที่มีความสุขที่สุด

 

ข้าพเจ้าลืมไปแล้วว่า เราเริ่มต้นคุยกันเรื่่องอะไร จึงไม่อาจบอกได้ว่า ทำไมเซนเซจึงเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แต่ท่าทีเอาจริงเอาจัง และน้ำเสียงที่หดหู่ของเซนเซนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าแม้จนบัดนี้ ในตอนนั้นน้ำเสียงแปลกๆซึ่งยังก้องอยู่ในหูข้าพเจ้าก็คือ ประโยคสุดท้ายของเซนเซที่ว่า เราก็น่าจะเป็นคู่สามีภรรยาที่มีความสุขที่สุดทำไมเซนเซจึงไม่พูดว่า เราเป็นแต่กลับพูดว่า เราน่าจะเป็น 

 

ข้าพเจ้ารู้สึกตะขิดตะขวงใจกับคำพูดที่ว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำเสียงประโยคสุดท้ายที่เซนเซเน้นนั้นยิ่งทำให้ ข้าพเจ้าสงสัย ข้าพเจ้าอด สงสัยอยู่ในใจไม่ได้ว่า จริงๆแล้วเซนเซมีความสุขดีหรือ หรือว่าทั้งๆที่น่าจะมีความสุข กลับไม่มีความสุขเท่าที่ควรกันแน่  แต่เพียงชั่วครู่เดียวความสงสัยนั้น ก็ค่อยๆเลือนรางไปจากความทรงจำข้าพเจ้า

 

            วันหนึ่งข้าพเจ้าไปหาเซนเซตอนที่เซนเซไม่อยู่บ้าน จึงเป็นโอกาสที่ข้าพเจ้าได้คุยกับภรรยาเซนเซตามลำพัง ในวันนั้นเซนเซไปที่ชิมบะชิ เพื่อไปส่งเพื่อนที่กำลังจะไปนั่งเรือที่โยโคะฮะมะเพื่ือไปต่างประเทศ ในขณะนั้นใครๆก็รู้ว่าคนที่จะไปขึ้นเรือที่โยโคะฮะมะนั้นจะต้องออกจากชิมบะชิโดยรถไฟตอนเช้าเที่ยวแปดโมงครึ่ง ข้าพเจ้าอยากจะถามเซนเซเกี่ยวกับหนังสือเล่มหนึ่ง จึงไปหาตามที่นัดกับเซนเซไว้ตอนเก้าโมงเช้า แตฺ่เซนเซต้องไปชิมบะชิกะทันหัน เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจต่อเพื่อนคนนั้นที่อุตส่าห์มาบอกลาที่บ้านวันก่อน ฺเซนเซออกจากบ้านไปโดยฝากบอกว่าให้ข้าพเจ้ารอเพราะจะรีบกลับมา ดังนั้นในระหว่างที่รอเซนเซในห้องนั่งเล่น ข้าพเจ้าจึงคุยกับภรรยาเซนเซ

 

 ทำไมเซนเซจึงพูดว่า เราก็น่าจะเป็นคู่สามีภรรยาที่มีความสุขที่สุด 

ใครมีความคิดเห็นอย่างไร เดาเหตุการณ์ว่ายังไงกันบ้างคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-09-10 21:13:21 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ตอบกระทู้

--------------------------------------------------------------------------------------------------