柔道 ห้องยูโด
คิดถึงอาจารย์โทมีต้าที่ทิ้งผลงาน ไวยากรณ์ภาษาญีปุ่น ให้คนรุ่นปัจจุบันได้เรียน
แจ้งลบกระทู้นี้
ย้ายหมวดหมู่
ลบกระทู้นี้ทิ้ง

สวัสดีแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน

หนังสือเล่มนี้คงจะวางขายในอีกไม่กี่วัน

ตามร้านหนังสือปลาย เดือนสิงหา 2008

 

 

ภาพแห่งความทรงจำ

 สวนในบ้านพักที่ญี่ปุ่น

ของอาจารย์โทมีต้า

ตอนไปพักที่บ้านอาจารย์

 เมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้ว

 

 

 

ถ่ายในร้านอาหารจีนในโรงแรมในกรุงเทพฯ

อาจารย์และภรรยา พาไปเลี้ยง

หมูหัน หูปลาฉลาม

เห็นภาพนี้แล้วอยากบินกลับไปกินจัง

 

 

 

            อีกไม่กี่วัน หนังสือ ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่น ที่เขียนโดย อาจารย์โทมีต้า ผู้ซึ่งเลือกเรียนภาษาที่คนญี่ปุ่นไม่ยอมเรียนกัน แต่อาจารย์เป็นชาวญี่ปุ่นแต่กลับ แต่งพจนานุกรมฯ ไทย ญีุ่่ปุ่น และ ญี่ปุ่นไทย ให้คนไทยได้ใช้กัน ทำให้วงการการศึกษาภาษาญี่ปุ่นในเมืองไทยพัฒนาไปได้อย่างมาก สมัยเมื่อสามสิบปีที่แล้ว สมัยอาจารย์มีแต่ ดิกฯคำศัพท์ ญี่ปุ่นไทย ของ โฆษา อารียา และปัจจุบัน เราก็ยังมีดิกฯคำศัพท์ ญี่ปุ่นไทย วางขายให้เราใช้ ซึ่้งถ้าเปิดคำยากๆ ก็คงหาไม่เจอ และเจอก็ไม่ค่อยจะรู้ว่า ใช้ยังไง เพราะมีแต่คำแปล

            อาจารย์ขอถือโอกาสแนะนำ อาจารย์ญี่ปุ่นซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีแห่งการเป็นนักวิชาการที่อาจารย์ได้ทุ่มเททั้งชีวิตของอาจารย์ผลิตผลงานทางด้านวิชาการต่างๆเพื่อนักศึกษาญี่ปุ่นที่เรียนภาษาไทย และนักศึกษาไทยที่เรียนภา่ษาญี่ปุ่น ขอน้อมรับด้วยความเคารพในความทุ่มเทที่ให้แก่วงการภาษาไทยและภาษาญี่ปุ่น

            วันนี้ อยากจะเอาเรื่องราวเกี่ยวกับ อาจารย์โทมีต้า ที่อาจารย์โชคดีมีโอกาสเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วย และมีโอกาสรู้จักอาจารย์ส่วนตัว ทำงานแปลให้อาจารย์จากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย ตอนที่อาจารย์เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย เทนริ ตอนที่อาจารย์เรียนสำเร็จปริญญาเอก กลับไปสอนที่เมืองไทย อาจารย์บอกให้อาจารย์ช่วยแปล เพราะให้คนไทยคนอื่นแปล แต่ทำไม่ได้ตามสัญญา ต้องเรียกปรียาทำ เพราะต้องแปลทั้งเล่ม และยังบอกว่า ถ้าเสร็จตามกำหนดจะให้โบนัส จำได้ ผลก็คือ อาจารย์เสร็จก่อนกำหนดที่อาจารย์ตั้งเวลาไว้ อาจารย์ให้เงินค่าขนม และตอนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่น อาจารย์ก็เรียกให้ไปเที่ยวและพักที่บ้่านอาจารย์ และยังจำได้ว่า อาจารย์ยังให้คอมพิวเตอร์ที่อาจารย์ซื้อแล้วไม่ใช้ แต่ยังใหม่ๆให้อาจารย์เอาติดตัวกลับไปเมืองไทยอีก เลยเอามาใช้พิมพ์ข้อสอบได้ สบายขึ้นแทนที่จะเขียนด้วยมือ  ตอนนั้นหน้าจอ wapuroo วะปุโร อ่านได้เพียงสองบรรทัดเท่านั้น

            อาจารย์มีโอกาสไปเที่ยวบ้านอาจารย์หลังจากที่เรียนจบปริญญาเอก สอนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังจำได้ ต้องนั่งรถไฟไปหาอาจารย์ที่สถานี อาจารย์โทมีต้า และภรรยาไปรับที่สถานี และมีโอกาสพักที่บ้านอาจารย์ อาจารย์พาไปกินข้าวกลางวัน ที่ร้านเนื้อของ Matsuzaka 松坂(まつざか) ซึ่งมีชื่อเสียงไม่แพ้เนื้อโคเบ อร่อยมากยังจำได้ นุ่มมาก เอาเข้าปากแทบจะไม่ต้องเคี้ยวไม่ได้เหนียวแบบเนื้อทั่วไป

        วันรุ่งขึ้น อาจารย์พาไปกิน หมูป่าในร้านที่ขายเฉพาะอาหารที่ทำด้วยหมูป่า อร่อยมากเช่นกัน ตอนเย็นภรรยาอาจารย์ลงทุนเลี้ยงพิเศษซึ้อปูขน มาให้กิน และทำอาหารญี่ปุ่นให้กิน จนวันนี้ก็ยังจำเหตุการณ์ที่ว่าเหล่านี้ได้ดี เพราะอยู่ญี่่ปุ่นสิบกว่าปีแทบจะไม่เคยได้ซื้อปูมากินที่บ้านเพราะแพงเหลือเกินจะกินก็เฉพาะ ในอาหารงานปาร์ตี้นิดหน่อย และตอนที่คนเลี้ยง แต่ได้กินอร่อยที่ฮอกไกโด

         

         อาจารย์โทมีต้า ตอนที่ไปสอนที่เมืองไทย งานหลักจริงๆคือ สอนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัย

โอซาก้า ภาษาต่างประเทศ แต่ถูกส่งไปสอนหนังสือที่จุฬาฯ และ ธรรมศาสตร์ เป็นหัวหน้่าที่้วิ่งสอนสองมหาวิทยาลัย ตอนนั้นไม่มีใครอยากจะเรียนภาษาญี่ปุ่้น เรียนกับอาจารย์โทมีต้า ตอนอยู่ปีสาม อาจารย์จะผูกหูกระต่ายสีน้ำเงิน เสื้อเชิร์ตสีขาว ใส่รองเท้าดำขัดมัน ไม่มีฝุ่นเลย เพราะภรรยาขัดให้ก่อนออกจากบ้านแน่นอน ตามสูตรภรรยาญี่ปุ่น กางเกงก็เรียบเป็นจีบ เรียบร้อย และผ้าเช็ดหน้าสีขาว ที่เอาออกมาเช็ดเหงื่อยังจำได้ ตามแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ ตรงกลางแขนเสื้อเชิร์ตจะมีปักชื่อ tomita

 จำไม่ได้ว่าภาษาญี่ปุ่นหรืออังกฤษ แต่มีแน่ เพราะคนญี่ปุ่นในญี่ปุ่นสมัยที่อาจารย์ไปเรียน ทำงานที่ไหนก็ต้องมีชื่อบริษัทและชื่อตัวเองที่แขนเสื้อเชิร์ต และจะใส่แบบเดียวกันเหมือนกันหมด ตอนนี้คงมีน้อยแล้ว

อาจารย์โทมีต้า เข้ามาสอนในห้องก็ตามที่รู้ๆกัน คือ สอนไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นที่แสนจะยากเล่มนี้ แค่เรียนให้เข้าใจก็ยากจะแย่อยู่แล้ว แถมในห้าสิบนาที ที่อาจารย์เข้ามาสอน อาจารย์โทมีต้าจะคุยเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับญี่ปุ่นให้ฟังเสียมากกว่าสอนหนังสือ แต่ดีเพราะพวกเราไม่เคยไปญี่ปุ่นฟังปากหวอเลย

ยังจำได้ดีว่า อาจารย์โทมีต้าเล่าเรื่อง ความขี้เหนียวของคนโอซาก้า ให้ฟัง เพราะ
อาจารย์โืทมีต้าก็เป็นคนแถบคันซะอิ เพราะจำได้ว่า เราอ่านเรื่องเกี่ยวกับ นายจินหรืออะไรจำไม่ได้
ที่ขี้เหนียวมาก เป็นเรื่องของคนจิน ที่ว่าเวลาไปเยี่ยมคน แทนที่จะต้องซื้อของติดไม้ติดมือไป เวลาที่นายจินเวลาที่แวะไปเยี่ยมแขก ตอนปีใหม่แทนที่จะต้องเอาส้มผูกในผ้าเช็ดหน้า ไปกล่่าวคำทักทายอวยพรวันปีใหม่ นายจินจะทำมือเหมือนกับถือห่อส้มใส่ในผ้าเช็ดหน้าไปด้วย แล้วก็ทำเป็นแก้ผ้าเช็ดหน้าออก แล้วทำท่าเอาส้มทีละลูกให้เจ้าของบ้านที่ไปเยี่ยม ซึ่งสมัยก่อนอ่านเรื่องพวกนี้สนุกมาก เป็นเรื่องเป็นราวต่างๆที่เขียนให้อ่าน หรือเรื่องเด็กโง่เอาไม้สอยดาย ไม่ได้เหมือนตำราเรียนญี่ปุ่นที่มีแต่เรื่องไวยากรณ์ หรืออะไรเต็มไปหมด เรียนไม่ได้ดีสักอย่าง เหมือนในปัจจุบัน เนื้อหาท่าทางมีมาก แต่เอาไปใช้ประโยชน์ไม่มากเหมือนสมัยก่อน เพราะเรียนแล้วเอาไปพูดคุยเล่าให้เพื่อนๆที่เรียนฝรั่งเศสฟังทำให้อิจฉาพวกเราเป็นอย่างมาก และยังมีการพาไปกินข้าวหลังจากเรียนจบทุกคอร์สเพราะต้องเอาใจ ไม่มีใครยอมเลือกเรียน ยาก และหิน ไม่มีใครอยากเรียนลงหน่วยกิต เพราะฉุดคะแนน เลยเหลืออยู่สี่คนที่เอกภาษาญี่ปุ่น ตอนเรียนจบปีสี่

 

ในสมัยนั้นหนังสือที่ใช้จะเป็นหนังสือให้อ่านเนื้อเรื่องมากกว่า ไม่ใช่บทสนทนาอะไรแบบในในปัจจุบัน จะเป็นเรื่องๆ เช่น เรื่องเกี่ยวกับไปรษณีย์ เรื่องคันดะตะ ผู้เห็นแก่ตัว เป็นต้น สนุกมาก

           

            ก็เลยขอคิดถึงอาจารย์โทมีต้าขึ้นมา เพราะหนังสือ ไวยากรณ์ญี่่ปุ่นกำลังจะออกมาวางตลาดขายแล้ว อาจารย์อยากให้เราได้รู้จักคนที่สละและทุ่มเทเวลาให้ประเทศไทย อาจารย์จึงอยากแบ่งปันเรื่องที่อาจารย์โทมีต้าเล่าเรื่องของอาจารย์ให้พวกเราฟัง

           อีกไม่กี่วันเมื่อหนังสือ ออกมาขายตามร้านหนังสือ เราจะได้รู้สึกว่ามีความผูกพันกับอาจารย์ โทมีต้าเหมือนกับที่อาจารย์เองเคารพและมีความผูกพันทางด้่านจิตใจเกี่ยวกับด้านการทำงานอย่างเต็มที่ และการถ่ายทอดความรู้ให้ศิษย์ และทำงานด้านวิชาการไม่เคยหยุดยั้ง เพราะอาจารย์ทุ่มเทความรู้ให้กับสิ่งที่อาจารย์เองรักและทำมาตลอดชีวิตของอาจารย์โทมีต้า  

         อาจารย์โทมีต้าเล่าให้ฟังว่า คนโอซาก้าส่วนใหญ่จะเป็นพ่อค้า เรื่องเงิน และการค้าขายจึุงเป็นเรื่องใหญ่ เวลาคนโอซาก้าเจอกันจะทักกันว่า mookari man ka もうかりまんか?ได้กำไรหรือเปล่า หรือการค้า กิจการเป็นงบ้างอะไรทำนองนี้ ไม่มีการทักทายเรื่องอากาศแบบในคนโตเกียว อันนี้ฟังตอนที่อาจารย์ยังไม่เคยมีโอกาสไปเหยียบแผ่นดินญี่ปุ่น รู้สึกตื่นเต้น ฝันว่าสักวันต้องไป และอาจารย์โทมีต้าเป็นคนประกาศเองว่า ใครที่เรียนได้ดีที่สุดในห้องจะมีทุนให้ไปเที่ยวญี่ปุ่นก็เลยยิ่งแข่้งกันเรียนใหญ่เลย

          

         มีเรื่องขำขันที่อาจารย์โทมีต้าเล่าให้ฟังว่า เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว การโทรศัพท์จากโอซาก้าไปยังโตเกียว หรือจากโตเกียวไปโอซาก้า ราคาค่าโทรฯจะแพงมาก นาทีละประมาณ 300 เยน อา่จารย์ก็เลยเล่าให้ฟังเท็จจริงแค่ไหนไม่ทราบ แต่ฟังเพลินสนุกมาก อาจารย์เล่าให้ฟังว่า เวลาที่อาจารย์ไปธุระที่โตเกียว ก่อนจะขึ้นรถไฟกลับบ้าน จะนัดแนะกับภรรยาเรียบร้อยว่า ถ้าได้ยินเสียงโทรศัพท์ดัง 3ครั้ง แล้วจะวางหู และโทรใหม่ ภรรยาจะรู้ว่าเป็นอาจารย์ แล้วพอภรรยารับโทรศัพท์ อาจารย์ก็จะพูดสั้นๆ จะได้ไม่ต้องเสียเงินเพราะเป็นคนโอซาก้า ต้องประหยัดให้มากที่สุดว่า  9時につく ถึงบ้าน3 ทุ่ม อะไรทำนองนี้ในความทรงจำเก่าๆนึกถึงเรื่องนี้ทีไร ยังอดขำไม่ได้ อาจารย์โทมีต้าเองเล่าไปก็หัวเราะชอบใจในเรื่องที่ตัวเองทำ ที่สนุกเพราะอาจารย์โทมีต้า เล่าเป็นภาษาไทย เพราะเป็นอาจารย์

สอนภาษาไทย ก็เลยฟังเรื่องได้สนุกทีเดียว ไม่ต้องทรมานเพราะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ต้องทดแทนความทรมานด้วยการที่ต้องกลับไปเรียนเองมากหน่อย เพราะอาจารย์จะสอนเพียงแค่หัวข้อ อ่านผ่านๆ แล้วก็ข้ามไปหัวข้ออื่นประมาณสิบหรือสิบห้านาที นอกนั้นต้องเรียนและดูหนังสือเอาเอง ก็เลยติดนิสัยต้องหัดเรียนเองให้รู้เรื่อง ซึ่งยังติดบุญคุณอาจารย์โทมีต้าที่สอนให้ศิษย์ปรียาอดทน พยายามเรียนหนังสือ

ไวยากรณ์ญี่ปุ่นที่แสนจะยากเย็นแสนเข็ญนี้ในสมัยก่อน

           

         เมื่ออาจารย์ได้รับมอบหมายจากอาจารย์โทมีต้าให้สังคยนาหนังสือไวยากรณ์ญีปุ่นเล่มนี้ตัวอย่างเก่าๆ ยากๆที่ล้าสมัย อาจารย์โทมีต้าบอกว่า เต็มที่เลยปรียาจะทำยังไงทำไปเลย จะตัดหรือจะเพิ่มทำได้เลยยกให้ปรียาทำเลย เพราะอาจารย์โทมีต้าไม่มีเวลาจะมานั่งทำเล่มนี้อีกแล้ว ตอนนั้นอาจารย์โทมีต้ากำลังจะไปทำพจนานุกรม และอาจารย์โทมีต้าตอนนั้นกำลังเพิ่งจะเริ่มเรียนวิธีใช้คอมพิวเตอร์ คือ จะว่าไปอาจารย์โทมีต้าเป็นอาจารย์ที่ทันสมัยมาก เพราะเรียนคอมฯเมื่ออายุเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว และไม่ยอมแพ้ทำพจนานุกรมเล่มหนาออกมาได้ เช้าจรดเย็น น่านับถือ และน่าทึ่งมาก ฟังมาจากปากภรรยาโดยตรง เพราะรู้กันอยู่แล้วคนญี่ปุ่นอย่าว่าแต่สมัยนี้เลย สมัยอาจารย์โทมีต้าเป็นสมัยที่คนญี่ปุ่นต้องช่วยกันพัฒนาประเทศไม่มีอะไรนอกจาก การทำงานค่ะ

 

            อาจารย์อยากให้เด็กวัดที่เรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างจริงจังรู้ว่า การเรียนภาษาญี่ปุ่นถ้าเรียนแต่อะไรใหม่ๆที่เป็นของใหม่ ไม่มีอะไรที่เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น ก็เหมือนกับเราเรียนหรือวิ่งตามแฟชั่น เรียนไปก็ใช้อะไรไม่ค่อยได้ เอาไปคุยกับคนที่ไหนก็ไม่ได้ ได้แต่ความเพลิดเพลินของตัวเอง เพราะเรื่องใหม่ที่ตามสมัย พอเวลาผ่านไปก็หมดความนิยมก็แค่นั้นเอง เราจะต้องเรียนอะไรที่มีเนื้อหามากกว่านั้น ไม่ใช่เรียนเพื่้ออ่านมังงะโหลที่ไม่มีเนื้อหา มีแต่ความมัน หรืออะนิเมะที่ไม่มีคุณภาพก็มีเยอะ ติดดูกันงอมแงม ถ้าจะดูก็ต้องเลือกดูของดีๆ มีประโยชน์

 

วันก่อนมีเวลา เพราะธรรมดามีเวลาก็ไม่ค่อยชอบดู ชอบอ่านหนังสือมากกว่า นั่ง ดูอะนิเมะ เรื่อง heisei tanuki gassen ponpoko ที่หัวหน้าห้องแอนทซังมีน้ำใจส่งมาให้อาจารย์ดู เป็นอะนิเมะที่มีเนื้อหาหนักทีเดียว สะท้อนให้เห็นเรื่องจริงๆที่เกิดในญี่ปุ่น เพราะมีเพื่อนอาศัยซื้อบ้านอยู่แถว ทะมะนิวเทาวน์ ในเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่ เหมือนกับการขับไล่ที่สนามบินนะริตะ ที่มีคนประท้วงและถูกจับไปไม่รู้เท่าไร สมัยที่อาจารย์ไปเรียนที่ญี่ปุ่น แต่ทำยังไงได้ ในที่สุดก็แพ้ แถวทุ่งนาของชาวนาก็กลายเป็นสนามบินนะริตะไป สนามบินที่ไกลที่สุดในโลกก็ว่่่าได้จากตัวเมือง ไกลจริงๆ แต่จากเรื่ืองอะนิเมะนี้ ทำให้อาจารย์รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น สตูิดิโอ จิบุริ จึงเป็นผู้นำด้าน การสร้าง

หนังอะนิเมะ ที่ไม่เพียงแต่สร้างอะนิเมะให้เด็กๆมีความฝัน เช่น ในเรื่อง (ととろ) และเรื่องที่ต้องการมอบให้แก่เด็กในสมัยปัจจุบันที่ไม่มีโอกาสไปสัมผัสกับทะเล และความสวยงามใต้น้ำ เช่น

 

ในเรื่อง 崖の上のポンニョ() ตลอดจน จินตนาการความสร้างสรรค์ที่ลุงมิยะซะคิ ต้องการสื่้อให้คนทั่วโลก  คงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจที่จะเห็น วัยรุ่นไทยในปัจจุบันและในอนาคต รับทุกอย่างไม่ว่าดีไม่ดี จากประเทศญี่ปุ่นอย่างหลับหูหลับตา และแยกไม่ออก เพราะของที่คนญี่ปุ่นนำเข้าไปให้เราได้เสพย์กัน เป็นของขยะเยอะมากในปัจจุบัน เพราะคนเหล่านี้นไม่ได้มีจริยาธรรมใดๆ ขอให้ทำเงินได้ก็พอและอีกอย่างไม่ใช่ประเทศฉัน จะไปสนใจว่าจะมีผลดีผลเสียยังไง ในสังคมญี่ปุ่นจะไม่ค่อยมีการคำนึงถึงเรื่องพวกนี้ เพราะคนญี่ปุ่นไม่มีศาสนายึดเหนี่ยวจิตใจ ความดีความชั่วไม่ค่อยได้เรียนกัน เรียนแต่การแข่้งขันชิงดีชิงเด่น และการเอาตัวรอด เพราะความจำเป็นที่ต้องเิกิดมาในสังคมที่ต้องตะเกียกตะกายทำงานเพื่อเอาตัวรอดจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

 

แต่ขอให้จำไว้ว่า ถ้าสังคมไทยเรา วัยรุ่นไทยเรายังอ่านแต่มังงะที่คนญี่ปุ่นที่มีมันสมองในญี่ปุ่นเองก็รู้ว่าเต็มเกลื่อนประเทศ แต่ห้ามไม่อยู่แล้ว เพราะเป็นเหมือนขยะเหมือนอาหารขยะที่ทางตะวันตกเอาไปให้คนเอเชียกินกัน เช่นเดียวกัน ของที่ไม่ดี แต่ทำเงินได้ ทำให้วัยรุ่นคลั่งไคล้ได้ แต่ไม่ได้เกี่ยวอะไีรกับวัฒนธรรมที่ดีงามของญี่ปุ่น แต่ถ้าคนก็ยังชอบ เขาก็จะส่งไปให้เสพย์ต่อไป อะไรบ้าๆบอๆในญี่ปุ่นก็ให้ไปฮิตต่อในเมืองไทย ไม่ว่าอะไรที่ไม่ได้เรื่อง แต่ตราบใดที่มีคนอยากอ่าน เขาก็จะผลิตออกมาทำเงิน ยิ่งติดมากก็ยิ่งดี แต่ผลเสียไม่ต้องไปคำนึง เพราะมันเป็นเรื่องของคนเสพย์มากกว่าอยากโง่เอง อนาคตของชาิติเรา อีกหน่อยหนังสือหนังหาคนไทยคงอ่านกันไม่เป็น เพราะอ่านเป็นแต่ภาพในมังงะ ไม่ต้องคิดมาก เดาๆ ดูรูปก็พอแล้ว หัวสมองก็คงฝ่อแน่ แถมชาิติเราก็เก่งจริงๆรับของเขามาลูกเดียว หรือว่าบ้านเรามีนักเขียนมังงะไทยชื่อเสียงดังๆที่ใครๆก็รู้จัก ไม่ใช่แอบเขียนมังงะญี่ปุ่นแล้วทำเงิน เพราะเห็นติดกันงอมแงม ก็น่าจะรักมากขนาดเขียนออกมาให้คนไทยได้อ่านกันเลย เหมือนคนญีปุ่นบ้าง ถ้ามีเยอะแยะก็ต้องขอโทษด้วยที่ตกข่าว อาจารย์เชยอยู่คนเดียวที่ไม่รู้ ก็ช่้วยบอกมาให้อาจารย์รู้ด้วย จะได้ไปคุยอวดกับชาิติอื่นได้บ้างว่า บ้านเราสร้างอะไรของเราเองได้แล้ว ไม่ใช่รับลูกเดีัยว

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-08-27 09:36:49 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ตอบกระทู้

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด ต่าย

ไม่ต้องกลุ้มใจหรือปวดหัวกับคันจิมากมายขนาดนั้น คนญี่ปุ่นเองก็ปวดหัว เพราะเขาต้องทรมานเรียนตั้งแต่เด็ก การที่จะเรียนพวกนี้ได้ ก่อนอื่น เราต้องสนุกกับมันก่อน เพลินกับมัน แล้วเราก็อยากจะเรียน อยากจะรู้เพิ่ม

คันจิไหน ประโยคไหนที่ไม่เข้าใจ ลองแปลมา แล้วเข้ามาคุยกับอาจารย์ได้เสมอ ไม่ต้องปวดหัวค่ะ ต้องเรียนแบบที่สนุกก่อน

ไม่ทราบพอจะแนะนำตัวมากกว่านี้ได้มั้ยคะ ว่าเรียนมานานมากแค่ไหน อยากเรียนไปทำอะไร เคยอ่านหนังสือนอกตำราเรียน หรือนิสัยชอบเรียนเอง ชอบอ่านหนังสือมั้ยเป็นต้น อาจารย์รู้จักเด็กวัดทุกคน จะได้ให้คำตอบได้ถูกต้องนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-05-28 21:19:44 อีเมล์ : IP : 71.190.43.97

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีคะอาจารย์ปรียา หนูชื่อต่ายคะ เพิ่งเข้ามาเขียนเป็นครั้งแรกคะ ยังไงขอฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ด้วยคนนะคะ

หนูมีหลายเรื่องเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นที่อยากจะปรึกษากับอาจารย์ คือเวลาหนูเจอตัวคันจิเรียงกันหลายๆตัวทำไมหนูแปลไม่ค่อยได้ซักที ปวดหัวตลอดเลยคะ อีกอย่างนะคะคือหนูมีตัวช่วยแค่พจนานุกรมเล่มแดง(หาคำแปลคันจิ),เล่มเขียว(หาคำแปลทั่วไป) หนูคิดว่ามันไม่พอคะ คิดจะซื้อ talking dict ภาษาญี่ปุ่น ก็กลัวว่าจะเสียเปล่า อาจารย์พอจะมีวิธีหรือหนังสืออะไรดีๆพอจะแนะนำบ้างไหมคะ

ขอขอบคุณอาจารย์ล่วงหน้านะคะ

ต่าย

โดย : tay วันที่ : 2009-05-28 20:51:12 อีเมล์ : IP : 124.120.242.49

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัดทุกคน และเด็กวัดป๊อป

เราคงไม่ทราบนะคะว่า กว่าภาพแต่ละภาพ เช่น ดอกไม้ต่างๆ กว่าจะได้สักรูปใช้เวลาอย่างมาก เพราะภรรยาอาจารย์จะเอาให้ดูว่าต้องค่อยๆวาดจากของจริง หรือจากในภาพต่างๆต้องไปค้นหา และเอาของจริงมาเทียบ

คงอีกนานกว่าบ้านเราจะมีนักวิชาการที่ทุ่มเททางด้านวิชาการอย่างจริงจังมีก็เพียงหยิบมือเดียว

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-05-07 15:05:51 อีเมล์ : IP : 71.190.35.105

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีครับอาจารย์

รู้สึกประทับใจ อ.โทมิต้า จากที่อาจารย์เล่าให้ฟังว่าท่านทุ่มเทกับการทำพจนานุกรม และก็ดีใจครับที่มีโอกาสได้ใช้พจนานุกรมของท่าน อยากบอกว่าชอบครับเพราะมีรูปแปลกๆ ให้ดูเยอะ

โดย : ป๊อป วันที่ : 2009-05-07 07:34:29 อีเมล์ : IP : 210.86.182.186

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ แฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัดภัทร

     ขอบคุณเด็กวัดภัทรมาก สำหรับคำพูดที่อบอุ่นให้กำลังใจ เพียงแค่รู้ว่า คนอ่านเห็นคุณค่าและได้ประโยชน์ก็ดีใจแล้วค่ะ

      กำลังสอบระดับสาม อย่าลืม พยายามฟังซีดีสองเล่มนั้นเยอะๆนะคะ จะได้เปรียบเก็บคะแนนฟังได้ ส่วนเรื่องไวยากรณ์ ยิ่งจะไปสอบคงจะมีคำถาม และเรื่องต่างๆที่ไม่เข้าใจเยอะ ถ้าพอมีอะไรที่อาจารย์จะช่วยทำให้การเรียนสนุกขึ้น เขียนมาถามได้เสมอ

แล้วก็อย่าลืมอ่านชุด ภาษาญี่ปุ่นสนุก ตอนนี้ มี 7 เล่มอย่างจริงจัง มันจะมีทั้ง สำนวน คำสกรรม อกรรมกริยา และสำนวนที่ชอบเอามาหลอกล่อตอนสอบไม่ว่าระดับไหน เพราะอาจารย์ยอมรับว่า เขียนเก่งมาก ผู้อำนวยการและภรรยา เพราะคงไม่มีใครเขียนได้ครบคลุมขนาดนี้ เป็นสำนวนจริงๆที่ใช้ในญี่ปุ่น ไม่ใช่จงใจแต่งเหมือนในตำราเรียน

        ใครที่เห็นคุณค่าเล่มนี้เท่าไร ภาษาญี่ปุ่นก็ยิ่งเก่ง และไวยากรณ์ญี่ปุ่นสนุกนะคะ ไม่เรียนท่องกันนะคะ อานจากเล่ม ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่น ยอมรับว่ายากค่ะ แต่ถ้าพยายามเข้าใจ ไม่ว่า เขาจะถามอะไรมา เราจะมองออก ว่ามาจากโครงสร้างอะไร ส่วนหัว ส่วนหางอะไร เป็นต้น ถ้าไม่เข้าใจ คำกริยาวิเศษณ์ก็ต้องไปดูเล่ม เจาะลึกคำกริยาวิเศษณ์ ไม่มีอะไรต้องตกใจ หรือเครียด

มีอะไรเข้ามาถามได้นะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-05-06 23:01:28 อีเมล์ : IP : 71.190.35.105

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ช่วงที่เป็นวันหยุดยาวเมื่อเดือนเมษา ภัทรไปบ้านป้า ป้าคนนี้เป็นคนชอบเรียนมากเพราะวัยเด็กไม่มีโอกาสได้เรียน พอมีโอกาสก็ตักตวงเต็มที่ ที่บ้านป้านั้นจะมีตู้หนังสือเยอะมาก ภัทรก็ไล่ๆสายตาดู มาถึงแถบญี่ปุ่นก็ลองค้นๆ เปิดอ่านไปหลายเล่ม เเล้วก็มาเจอหนังสือของอาจารย์ปรียาค่ะ ตั้งเเต่สมัยที่ยังเป็นเล่มสีแดงไม่ใช่สีขาวแบบนี้  เป็นเล่มที่ภัทรเปิดอ่านนานที่สุดเลยค่ะ เพราะอ่านเเล้วเข้าใจมากขึ้นเยอะเลย เพราะสามารถอธิบายได้อย่างละเอียดเเละเข้าใจง่าย ทำให้เข้าใจประโยคมากขึ้น ด้วยความที่ภัทรเรียนมากับคนญี่ปุ่นเลยทำให้ไม่เข้าใจในแบบนี้ ได้แต่รู้ว่าต้องใช้แบบไหนแบบไหนเเต่อธิบายแบบนี้ไม่ได้ สุดยอดจริงๆค่ะ ยิ่งช่วงนี้ภัทรเตรียมสอบ วัดระดับสาม ยิ่งต้องอ่านต้องใช้ข้อมูลจากหนังสือเล่มแดงนี้เยอะมาก  อ้อ หนังสือชุดที่มีประมาณ เจ็ดเล่มน่ะค่ะ อันนั้น อ่านไปยิ้มไปเพราะสนุกมากเลย ขอบคุณมากเลยนะคะที่ทำหนังสือดีมีประโยชน์มาให้ได้อ่านอัน

โดย : パット วันที่ : 2009-05-06 22:31:04 อีเมล์ : IP : 124.121.248.42

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด maya

ขอบคุณที่ให้กำลังใจอาจารย์ในแง่ของการที่เริ่มมีคนรุ่นใหม่ที่เห็นหนังสือที่มีคุณค่าและเก็บรักษามัน ถ้าอาจารย์ไม่ลงทุนซื้อหนังสือเกี่ยวกับญี่ปุ่น ไม่นับที่มอบให้ทางสถานทูตไทยในญี่ปุ่นที่ให้เหมือนกับห้องสมุดหนึ่งห้อง เพราะรู้ว่า จากนี้ไปคงไม่ได้ทำเกี่ยวกับทางด้านวิชาการ เพราะอยากจะเกษียณมาทำสิ่งตัวเองอยากทำจริงๆ คือ ปัญหาที่ว่าจะสร้างคนไทยรุ่นใหม่ที่รักและอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นให้มีความสามารถที่เทียมบ่าเทียมไหล่ญี่ปุ่นได้ยังไง แต่ไม่ได้ถ่ายทอดเพียงเพื่อให้แต่ละคนเก่งๆแล้วก็เห็นแก่ตัวไม่แบ่งปัน หรือสอนคนต่อๆไปนะคะ บ้านเรายังต้องการคนที่มีความสามารถมาพัฒนาประเทศอีกมาก บ้านเรามีคนที่โกงกิน และนักการเมืองที่คอยแต่จะเข้ามาตักตวง

สังคมไทยจะดีและพัฒนาไม่ได้ ถ้าแต่ละคนยังไม่เคยคิดว่า ตัวเองทำอะไรให้แก่สังคมที่ตัวเองเกิด

และเป็นหนี้แผ่นดินพ่อแม่ตัวเอง เราปล่อยให้ชีวิตผ่านไปเรื่อย เฉื่อยๆ สบายๆทุกวัน เราไม่ต้องไปแข่งขันชิงดีชิงเด่น แต่ถ้าทุกคนพยายามพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น เห็นแก่ตัว เอาเปรียบ มีน้ำใจกันเหมือนสมัยบ้านเรายังไม่ได้เจริญทางวัตถุเหมือนปัจจุบันนี้ ประเทศไทยเรา และสังคมไทยเราจะน่าอยู่กว่านี้อีกเยอะ

คนที่ทำงานเป็นพยาบาล หรือเป็นนักเรียน นักศึกษา เราทำหน้าที่และทุ่มเทสมกับ ที่เราเป็นนางพยาบาล เป็นครู เป็นนักเรียน แล้วหรือยัง หรือแม้แต่เป็นแม่บ้าน เราเป็นเพียงแค่แม่บ้านได้เท่านั้นหรือ เราพัฒนาตัวเองให้ดีมีความสามารถไม่ได้หรือ

เห็นด้วยกับเด็กวัด ถ้าปราศจากหนังสือที่ลงทุนซื้อเก็บไว้ใช้ ตอนนี้ ไม่รู้จะหาซื้อ หาอ่านได้ยังไง

ดีใจที่เงินที่ได้ลงทุนกับหนังสือ การนั่งทำงานและล้อมรอบด้วยหนังสือ เหมือนอยู่ในห้องสมุด เป็นบรรยากาศที่ชอบที่สุดค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2009-04-27 04:29:08 อีเมล์ : IP : 96.232.70.37

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

                       สะดุดตากับปกหนังสืออีกแล้วค่ะอาจารย์  แต่เมื่อเห็นหัวข้อบนปกหนังสือยิ่งทำให้ต้องค้นกระจายเลยว่าหนังสือเราถูกลืม เอ้ย ถูกยืมแล้วไม่คืนอีกแล้วเพราะหนังสือหนูเล่มที่มีอยู่เป็นปกที่มีรูปทุ่งหญ้าสีแดงเหลือบเหลืองพาดผ่านต้นไม้สองต้น กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาก็มีต้นไม้  ดูแล้วมีความรู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นมากค่ะ ถ้าหาไม่เจอจริงๆคงต้องไปหาซื้อใหม่แล้วค่ะ   อาจารย์คงสงสัยว่าจำได้ไงว่าตัวเองมีหนังสืออะไร

หนูใช้วิธีทำ check list ไว้ค่ะ และชั้นหนังสือของห้องเรียนก็มีรูปหนังสือให้ดู และปกด้านในของหนังสือหนูชอบที่เค้าพับปกเข้าไปแล้วก็เขียนประวัติอาจารย์กับด้านหลังมีรูปตำราเล่มอื่นให้ดูด้วยค่ะ พอดูแล้วจะรู้ว่าตำราเล่มไหนที่เรามี และยังไม่มี เล่มที่ไม่มีก็หาซื้อได้แต่เล่มไหนที่มีแล้วถูกยืมแล้วลืม ก็สุดแสนเสียดายนะคะอาจารย์

            ตอนนี้คงต้องหาซื้อเล่มใหม่แล้วค่ะ ถ้าเกิดว่าหนูหาไม่เจอ (แย่จัง)

                                                                   maya

โดย : maya วันที่ : 2009-04-26 23:13:41 อีเมล์ : IP : 117.47.217.9

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะเด็กวัด หลังจอ

เรื่องไม่เก่งภาษาญีปุ่น ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าเราอยากเรียนจริงๆ เข้ามาเรียน เข้ามาถาม อาจารย์จะได้ช่วยให้เรียนได้เร็วและเก่งค่ะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-12-09 19:40:22 อีเมล์ : IP : 141.155.207.77

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ : ได้ไปซื้อหนังสือมาแล้ว
ชอบมากๆ คะ (ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งภาษาญี่ปุ่นก็ตาม)

โดย : หลังจอ วันที่ : 2008-12-09 15:34:13 อีเมล์ : IP : 203.192.140.113

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัดยูริ

ในภาษาญีปุ่นมีคำเลียนเสียงธรรมชาติมากมาย เราจึงต้องเรียนรู้คำพวกนี้ อาจารย์ทำออกมา และยูริก็คงเคยเห็นมาแล้ว

เมื่อเราเรียนถึงขั้นที่เก่งมากแล้ว เราก็จะใช้คำพวกนี้ได้อย่างธรรมชาติ

しとしと เป็นเสียงฝนตกที่ตกไม่หยุด

ขอบคุณเด็กวัดขวัญมากที่เขียนมาให้กำลังใจอาจารย์ และดีใจที่เด็กวัดได้กำลังใจในการเรียนภาษาญีปุ่น ทำอะไรเราต้องทำจริงจัง ไม่งั้น เสียเวลา และไม่ได้ผลด้วย

อาจารย์ใช้คตินี้เพราะชอบความคิดของ Oe Kenzaburoo นักเขียน nobel prize ที่อาจารย์เคยเจอและนั่งทานกาแฟพร้อมสัมภาษณ์เขียนเรื่องในมองแดนซากุระ เมือยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ประทับใจมาก

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-08-30 01:28:50 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ขอย้ายกลับเข้าที่ เพราะอาจารย์แก้คำผิดนะคะ

ข้อความ : สวัสดีคะอาจารย์ปรียา และเพื่อนๆ เด็กวัดทุกคน
ขวัญอ่านแล้วก็รู้สึกประทับใจกับความพยายามของอาจารย์โทมิต้าและ
อาจารย์ปรียาคะ
ขวัญจะเอาแนวคิดดีๆ แบบนี้ไปปฏิบัติตามคะ
พอได้อ่านแล้วก็ทำให้รู้สึกมีกำลังใจที่จะเรียนภาษาญี่ปุ่นอีกเยอะเลยคะ
ขอบคุณอาจารย์ปรียาและอาจารย์โทมิต้าที่ได้ทำหนังสือดี ๆ มีคุณภาพมาให้
พวกเราเด็กวัดได้อ่านกันคะ

โดย : kwan วันที่ : 2008-08-30 01:17:10 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

ขอย้ายจัดใหม่เพราะอาจารย์แก้คำผิดที่เขียนใหม่

ปรียา

ข้อความ : ขอบคุณอาจารย์ที่นำหนังสือนี้กลับมาพิมพ์อีกนะครับ สมัยเรียนมัธยมไม่ได้ซื้อ พอโตขึ้นมาอยากจะอ่านก็หาซื้อไม่ได้เลย เห็นแต่ในห้องสมุดมหาลัย คราวนี้ผมจะได้ซื้อไว้อ่านของตัวเองซะที

แต่จริง ๆ แล้วตอนนี้ผมคิดถึงหนังสืออีก 2 เล่มที่อาจารย์เขียนเกี่ยวกับ คำกริยาวิเศษณ์ แล้วก็ คำเลียนเสียงธรรมชาติ อยากอ่านมาก อาจารย์จะนำ 2 เล่มนี้กลับมาพิมพ์อีกไหมครับ

วันก่อนดู Nihongo Quick Lesson ทาง NHK เขาเอาคำเลียนเสียงเหล่านี้มาบทละสองคำ
หิมะตก しんしん
ฝนตก(รึเปล่าจำไม่ค่อยได้) しとしと

โดย : ยูริ วันที่ : 2008-08-30 01:11:52 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :  

สวัสดีค่ะแฟนๆหนังสือ เด็กวัดทุกคน และเด็กวัด Love Plus

ขอบคุณมากสำหรับข้อมูล พูดง่ายๆก็คือ มีน้อยมากที่จะพยายามสร้างอะไร เขียนอะไรที่เป็นของไทย อาจารย์เคยเขียนในหนังสือ ความในใจผู้แปลใน เรื่อง โคะโคะโระ ที่ลูกศิษย์กนก ซึ่งตอนนี้เป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุน ลูกศิษย์ก้นกุฏิอีกคน ที่ว่า อาจารย์คะ อาจารย์แปลออกมาสิคะ เพราะไม่มีหนังสือแปลเกี่ยวกับ นวนิยายญี่ปุ่น อาจารย์ก็เลยบอกไปว่า บ้านเรา คนไทยเราชอบบ่นว่า เราไม่มีหนังสือดีๆ ให้อ่านให้ใช้ แต่เราไม่เคยมีความฝ้นว่าสักวันหนึ่งเราจะทำอะไรออกมาให้สังคมที่เราเกิดบ้าง ได้แต่ชื่นชมคนที่เก่งๆ แล้วเราล่ะไม่มีหัวสมองหรือยังไง เพราะเราไม่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนให้มีความฝัน ให้รู้จักสร้าง เราได้แต่หวังว่าจะต้องมีอัศวินม้าขาวมาทำให้เละเราจะเป็นผู้ที่รอให้ใครทำมากกว่าจะเป็นคนทำ คือ เรายังไม่มีคนที่คิดอยากจะสร้าง อยากจะทำอะไรออกมา ไม่มีลักษณะของผู้นำเลย

        แน่นอนการทำอะไรทุกอย่างย่อมมีอุปสรรค แม้แต่ปัจจุบัน เด็กวัดทุกคนก็คงเห็นว่า อาจารย์เจออุปสรรคอะไรมากมายขนาดไหนบ้าง  แต่อาจารย์ก็ยังสู้ทำต่อไป สำหรับอาจารย์ ทุกอย่างที่อาจารย์เลือกที่จะทำนั้น มันท้าท้าย อะไรที่อยากทำ ลำบากแค่ไหน อาจารย์ก็จะพยายามทำให้ได้ และถ้าเกิดไม่ได้จริงๆ ก็ไม่เป็นไร ขอให้อาจารย์ได้พยายามอย่างที่สุด จนตัวเองรู้ว่า หมดหนทาง แต่เท่าที่ผ่านมายังไม่เคยมี เพราะทุกอย่างทำได้เพียงแต่บางอย่างต้องใช้เวลามากหน่อย แต่ก็สู้จนได้มาในที่สุด

 เมื่อเราเห็นว่า ของเรายังไม่ได้ เนื้อหาไม่ดี ของญีปุ่นดีกว่า ทำไมแต่ละคนก็ยังทนอยู่ได้ เราพอใจที่จะเป็นเพียงพวกคนที่ ต้องการอ่านมังงะดีๆที่มีคุณภาพที่คนญีปุ่นเขียนให้เราอ่านเท่านั้นหรือ คนไทยไม่มีมันสมอง เลยหรือ ทำไมเขาทำได้ ทำไมคนไทยทำไม่ได้ หรือว่าเรายอมรับว่า คนชาิติอื่นเขามีมันสมองมากกว่าเรา ทำไมคนไทยเราไม่เคยรู้จักการที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรที่เราเห็นว่า เรายังขาดให้สังคมของตัวเองบ้าง

           ยุคมังงะล้นตลาด อะนิเมะล้นตลาดถ้าจะเปรียบก็คงไม่ต่างอะไรกับยุคสมัยเอะโดะ ที่มีคนทำเป็นอาชีพและ มีใจรัก และพวกมือสมัครเล่นที่มีความฝันอยากวาดภาพเหมือนคนดังๆ อุคิโยะเอะ ในสมัยนั้นจึงมีออกมาล้นตลาด ทั้งมีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ ขายได้ไม่ได้ไม่เป็นไรสำหรับพวกพ่อค้าหัวใสในสมัยนั้น อยากทำเอาเงิน พิมพ์ออกมาจนล้นตลาด จนรวบรวมไม่ได้ว่าในสมัยเอะโดะมีผลงานของใครบ้าง เพราะเกลื่อนล้นไปหมด

         แต่ในความโหล และการผลิตภาพต่างๆที่ไม่มีคุณภาพ ก็เป็นขบวนการ การเติบโตที่ต้องการกาีรทดลอง เพราะไม่ลองก็ไม่รู้ ไม่เคยมีผลงานออกมา ผลก็คือ มีภาพของคนที่มีฝีมือ เช่น hiroshige, utagawa, Hoksai เป็นต้น มีโอกาสทำออกมาให้คนทั่วโลกได้ชื่นชมฝีมือของคนญี่ปุ่นในสมัยนั้น ทำให้พวกเราซึ่งอยู่ในสมัยนี้ มีโอกาสได้ชื่นชมผลงานของคนในศตวรรษที่ 17 เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว น่าภูิมิใจแทนตนญี่ปุ่นจริง

          ม้ันจึงเป็นแรงดลใจอันหนึ่งที่ทำให้อาจารย์ต้องเอาภาพที่ดังกระฉ่อนโลก ใครๆก็รู้จัก แต่บ้านเราไม่รู้จักเพราะไม่มีใครสนใจ หรือแนะนำให้เรารู้จัก อาจจะรู้จักแต่ชื่อ อาจารย์จึงเลือกมาให้พวกเรา ไดู้รู้จักว่ายั งมีอะไรอีกเยอะที่มีคุณค่าของญี่ปุ่น วัฒนธรรมดั้งเดิมที่หาไม่ได้จากการอ่านมังงะ โดยเริ่มเรียนรู้ผลงานภาพวาด ที่พิมพ์ออกมามีชื่อเสียงระดับโลก จากภาพพิมพ์ที่เอามาให้เราดู และจะได้ศึกษาได้ในอนาคตจากภาพ หน้าปก อุคิโยะเอะ ในหนังสือชุด ภาษาญี่ปุ่น สนุก ที่อาจารย์เอาออกมาให้เราได้รู้จักภาพที่ทั่วโลกใครๆก็รู้จัก และ อยู่ในพิพิทธภัณฑ์ต่างๆทั่วโลก

       ไม่มีการทำอะไรที่ไม่มีอุปสรรค นอกเสียจากเราจะไม่ทำอะไรมันก็ไม่มีอุปสรรค ยิ่งบ้านเรามีน้อยคนที่จะมีความฝัน มองไกลๆและให้ความสนับสนุน ความคิด หรือความฝันของคนรุ่นใหม่ในการที่จะสร้างหรือคิดสิ่งใหม่ๆที่มีคุณค่า เพราะคนคิดมักจะโดนมรสุมคนที่มือไม่พายเอาเท้าราน้ำเสียอีก   คือไม่ทันจะได้โตหรือเริ่มทำ ก็ฝ่อเสียก่อน

         อาจารย์คิดและเชื่อมั่นจากประสบการณ์การสอนเด็กไทยว่า วัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่ของไทย ที่มีความสามารถยังมีอีกเยอะ แต่เราไม่ได้รับคำชี้แนะ ไม่มีการสนับสนุน ไม่มีการให้กำลังใจ เราคิดอย่างเดียว เรื่องเงิน พ่อแม่ก็จะให้ลูกเรียนอะไรที่ทำเงินได้ เท่านั้น ซึ่งก็เข้าใจดีว่าเป็นห่วง แต่มันต้องเป็นแบบเดียวกันทุกคนเลยหรือ

    มังงะ หนัง หรือหนังสือที่เอาเข้าไปขายบ้านเรา แน่นอนจะต้องผ่านการคัดเลือกจากคนที่นำเข้าไปขาย ส่วนใหญ๋โดยคนระดับที่หวังแต่เงิน คุณภาพไม่ต้องไปสนใจ ขอให้แน่ใจว่าขายได้เงิน ทำเงินได้มากๆ ก้พอแล้ว นั่นคือจุดเสียอย่างมากของคนในบ้านเรา ไม่มีโลกทัศน์ที่ไกล มองแต่อะไรที่ใกล้ๆ ไม่มีความฝันที่อยากจะสร้างอะไรที่ดีงาม ถ้าจะต้องใช้เวลา ไม่เล่นด้วย ค่านิยมเหล่านี้ คือรสนิยมแบบง่ายๆไม่มีเนื้อหาสาระของคนในบ้านเรา ไม่ได้เพิ่งเป็น สมัยอาจารย์ก็เหมือนกัน ถูกมองด้วยสายตาที่คิดว่า อาจารย์คนนี้ทำไมโง่จัง ไปเรียนถึงเมืองนอก อยากจะมา่เสนอหนังสือภาษาญี่ปุ่นซึ่งไม่ค่อยจะมีคนซื้อ ทำไปทำไม ทำไมไม่รู้จักเอาเวลาไปแปลหนังสือคอมพิวเตอร์ จะได้เงินเยอะๆ และจะใ้ห้ทำเลย เพราะขายได้เงินแน่ เพราะคนกำลังฮิตหนังสือประเภทนั้น  และเป็นที่ต้้องการอย่างมาก ถ้าอาจารย์เชื่อ ล้มเลิกความตั้งใจ ตอนนี้อาจารย์ก็คงไม่ได้มานั่งเขียนหนังสือ เล่มละ ร้อยกว่าบาทให้เราหาซื้อกัน หรือไม่มานั่งทำเว็บให้พวกเราเรียนกันหรอกนะคะ คงรวยไปแล้ว เป็นนักวิชาการที่ทำหนังสือเพื่อให้ได้เงิน

อาจารย์ยังเชื่อมั่นว่า คนไทยรุ่นใหม่ ถ้าเรารักที่จะอ่านมังงะ มากมายกันแทบทุกคน ถ้าเรารักอะไรมากๆ เราก็อยากจะทำอะไรออกมา ไม่ใช่รอให้คนอื่นมาทำให้เราอ่าน เราต้องเป็นผู้นำในสิ่งที่ดี

หนังที่ไม่มีคุณภาพ ยิงกันจอพรุนที่ทางอเมริกาส่งให้คนทั่วโลกเสพย์ขนาดอาจารย์อยู่อเมริกายังไม่ยอมเสียเงินไปดูเลย หรือ มังงะ และอะนิเมะ ที่ไม่มีคุณภาพ เราก็เลิกซื้อไปอ่าน เลิกไปดู แล้วก็ให้วกที่หาการค้าจะเอาแต่กำไร เอาของที่ทำให้สังคมยิ่งวันยิ่งแย่ มีแต่ยิงกันรถชนกันไปมาบนท้องถนน ดูแล้วไม่รู้สึกเบื่อกันหรือยังไง มันก็ไอ้เหมือนๆกัน ถ้ารสนิยมคนดูเปลี่ยน เขาก็ต้องเปลี่ยนตาม ถ้าคนดูไม่ดูหนังประเภทนี้ มันก็ไม่ได้กำไร ทำไมเราจะทำไม่ได้ เราเลือกที่จะไม่เสพย์ ไม่รับของไม่ดีได้

จะฝ่อและเหลวนิ่มเสียก่อนนะคะ

โดย : ครูประจำชั้นปรียา วันที่ : 2008-08-30 01:07:21 อีเมล์ : IP : 24.7.33.162

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

มังงะไทยมีครับ  ภาพโอเค (ไม่สวยเท่าไร) แต่เนื้อเรื่องนี่สิ อ่านๆไปแล้วอยากปาทิ้ง (ส่วนใหญ่)

เรื่องดีๆของไทยก็มี แต่น้อยมากๆครับ ส่วนใหญ่อ่านของญี่ปุ่นมากกว่า เนื้อเรื่องเค้าดีกว่าเยอะ+ภาพดีกว่า

บางเรื่องอ่านซ้ำหลายรอบแล้วก็ยังน่าสนใจอยู่ดี เหอๆ (ของเค้าดีจริง เฉพาะบางเรื่อง)

ผมเลือกเนื้อหา+ภาพ  ถ้าเนื้อหาไม่ได้เรื่อง ภาพสวยก็ไม่อ่าน(ทั้งไทยและญี่ปุ่น)

(เดี๋ยวนี้มังงะใหม่ๆ เนื้อเรื่องไม่ดีเท่าไร ยิ่งแบบขายภาพเซอร์วิสอย่างเดียวมีเกลื่อนตลาดเลย หรือไทยเลือกมาเฉพาะแบบนี้ก็ไม่รู้)

โดย : loveplus วันที่ : 2008-08-28 09:12:27 อีเมล์ : IP : 127.0.0.1

ความคิดเห็น ลบกระทู้นี้ทิ้ง

ข้อความ :

สวัสดีค่ะอาจารย์ปรียา

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญหรืออะไรก่อนหน้าที่หนูจะเข้าเว็บโรงเรียนวัดหนูนึกถึงคำพูดของอาจารย์ว่าให้เรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นแล้วเราจะเข้าใจภาษาเค้ามากขึ้น หนูก็เลยเข้าเว็บมหาวิทยาลัยหาหนังสืออ่าน เสิร์ชชื่ออาจารย์ไป ก็ไปสะดุดตากับหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งก็คือ ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่น เล่มนี้ที่อาจารย์นำมาแนะนำ แต่คาดว่าเป็นฉบับเก่าแล้ว ที่ว่าสะดุดตาก็เพราะว่า หนังสือไวยากรณ์แต่อาจารย์เป็นคนแปล แสดงว่าจะต้องไม่เหมือนกับตำราเรียนหนังสือไวยากรณ์ทั่วๆไป แล้วพอเข้าเว็บก็เห็นชื่อหนังสือและชื่อผู้แต่งก็เลยรู้ว่าเป็นเล่มเดียวกัน

 เป็นที่น่าเสียดายว่า หนังสือที่น่าสนใจหลายๆเล่มที่หนูได้ค้นเจอในเว็บห้องสมุด ไม่ได้ตีพิมพ์ขายทั่วๆไป ก็เลยตั้งใจว่าจะไปยืมที่ห้องสมุดอ่าน แต่ก็ไม่สะดวกในหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาในการยืม หรือจะเป็นรายชื่อหนังสือที่ปรากฏว่ามี แต่เมื่อไปค้นหาจริงที่shelfกลับไม่มี ทำให้หนูรู้สึกดีใจว่าอย่างน้อย หนังสือเล่มนี้อีกหนึ่งเล่มที่หนูสามารถซื้อมาอ่านได้เอง ขอบคุณมากๆค่ะ ทั้งอาจารย์tomitaผู้แต่งหนังสือ และอาจารย์ปรียาที่นำมาแก้ไขและตีพิมพ์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณอาจารย์ที่เล่าประสบการณ์และเรื่องของอาจารย์tomitaให้ฟังค่ะ

เห็นอาจารย์พูดถึงอะนิเมะ เรื่องนั้นแล้วทำให้หนูนึกถึงภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง "Bashing" เมื่อก่อนหนูรู้เรื่องประเทศญี่ปุ่นแต่ผิวเผิน พอไปบังเอิญเจอเว็บรีวิวเรื่องนี้ไว้ก็รู้สึกสะเทือนใจมาก หนังเรื่องนี้คาดว่าหลายคนอาจจะรู้จักกันอยู่แล้ว ที่ว่าด้วยเรื่อง ชาวญี่ปุ่นที่มีชีวิตรอดจากการถูกจับเป็นตัวประกันในอิรัก แต่พอกลับประเทศแล้วกลับไม่ได้รับการต้อนรับจากเพื่อนร่วมชาติ พออ่านรีวิวแล้วรู้สึกว่าคนญี่ปุ่นเป็นถึงขนาดนี้เลยเหรอ? ยิ่งพอรู้ว่าหนังเรื่องนี้อิงจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อเจอข่าวที่เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วสะเทือนใจหนักกว่าเดิม ตั้งแต่ที่ได้เห็นรีวิวภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้หนูมองญี่ปุ่นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในด้านเดียวจึงเห็นด้วยกับอาจารย์ค่ะ หนูคิดว่าถ้าจะศึกษาหรือชอบอะไรควรมองหลายๆด้านในความเป็นจริงทั้งด้านดีและไม่ดี

ขอบคุณอาจารย์มากๆเลยนะคะ

โดย : patto วันที่ : 2008-08-28 03:08:33 อีเมล์ : IP : 125.25.77.94

--------------------------------------------------------------------------------------------------