page >> 1 | 2 | 3 | 4 | 5

อาจารย์มีงานเขียนที่แต่งเองทั้งหมดกี่เล่ม และงานแปลทั้งหมดกี่เล่มแล้วคะ

ที่เขียนเองรวมทั้งภาษาญี่ปุ่น เอาคร่าวๆ นะคะ มี 10 เล่ม คงไม่ต้องนับบทความตามหนังสือและวารสารญี่ปุ่นต่างๆ ของญี่ปุ่นและในอเมริกานะคะ เพราะจำไม่ได้ ที่เขียนร่วมทั้งภาษาไทย ภาษาญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษ มีประมาณ 5 เล่มงานแปลทั้งหมดมีประมาณ 24 เล่ม

งานเขียนกับงานแปลอาจารย์ชอบงานไหนมากกว่ากันคะ

ชอบทั้งสองอย่าง จำได้ว่า อาจารย์ที่สอนที่มหาวิทยาลยเบอร์กเล่ย์เคยสอนไว้ว่า

งานแปลเป็นงานที่ต้องรับผิดชอบอย่างมาก เพราะว่า ถ้าเราแปลไม่เก่ง ไม่ได้อรรถรส คนอ่านจะเข้าใจผิดคิดว่า หนังสือไม่ดี แต่ที่จริงเป็นความผิดของคนแปลที่แปลไม่ดี ส่วนงานเขียน เป็นงานที่เรารับผิดชอบของเราเอง ถ้าเขียนไม่ดี คนวิจารณ์ว่าไม่ดี คนที่ถูกวิจารณ์คือ ตัวผู้เขียนเอง ความรับผิดชอบเบากว่างานแปล เพราะคนว่าเราโดยตรง

ดังนั้น ชอบทั้งสองอย่างค่ะ

ถ้าอาจารย์ไม่ได้เป็นนักเขียน/แปล อาจารย์อยากทำอะไรมากที่สุดคะ

ก็คงเป็นอาจารย์ไปเรื่อยๆ เพราะรักที่จะถ่ายทอด และรักที่จะเห็นศิษย์โต มีความคิดความอ่าน จากผลการลงทุนลงแรงของคนสอน


(ภาพ : ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเนื่องในงานฉลองวันเกิดครบรอบเจ็ดสิบปี
อาจารย์ ยุคิโคะ ซะคะตะ อาจารย์ผู้ซึ่งให้ความรักความอบอุ่น และให้กำลังใจมาตลอด
มีโอกาสได้ตอบแทนด้วยการเป็นหนึ่งในจำนวนลูกศิษย์ที่อาจารย์ขอให้เขียนบทความ
วิจัยในหนังสือรวมเล่มครบรอบอายุเจ็ดสิบปี
)

...... เมื่ออยู่ญี่ปุ่น ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์

อาจารย์ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นทั้งหมดกี่ปีคะ

เกือบ 20 ปีขาดไม่กี่เดือนค่ะ


(ภาพ : งานสัมนาที่ศูนย์ญี่ปุ่น แล้วก็มีบงโอะโดะริ ฉลองกันหน่อยค่ะคงจำหน้าได้นะคะ)

อยากให้ช่วยเล่าว่าตอนอยู่ญี่ปุ่นอยู่กับใคร มีบ้านที่นั่นด้วยรึป่าวคะ

อยู่กับพ่อบ้านแม่บ้าน อยู่หอคนเดียว และตามที่ทราบอยู่กับอดีตแฟนชาวญี่ปุ่นมีคอนโด แต่ไม่ชอบมีอะไรผูกพันเพราะทำให้เดินทางไปไหนไม่ได้

ทราบมาว่าอาจารย์เคยทำงานเป็่นข้าราชการประจำญี่ปุ่น สังกัดสถาบันวิจัยภาษาญี่ปุ่นแห่งประเทศญี่ปุ่น ตำแหน่งหัวหน้านักวิจัย ห้องวิจัยสาม ของศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2533 - 41 ไม่ทราบว่างานนี้ต้องทำอะไรบ้างเหรอคะ

เป็นหัวหน้าวิจัยห้องภาษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่มีอยู่คนเดียวก็คือ อาจารย์ค่ะ ไม่มีหัวหน้า มีแต่ในนาม แค่เซ็นเอกสารเวลาต้องไปเมืองนอก ต้องสร้างโพรเจ็กเอง ต้องทำทุกอย่างเหมือนนักวิจัยญี่ปุ่น แต่ไม่ต้องบริหารงานสถาบัน เพราะว่าไม่ได้เปลี่ยนสัญชาติ ซึ่งตามที่เคยเขียนในหนังสือรู้จักญี่ปุ่นว่า ไม่อาจที่จะทิ้งความเป็นคนไทยได้ และไม่สมเหตุสมผลที่จะต้องเปลี่ยนสัญชาติเพื่อความก้าวหน้าทางการงาน ญี่ปุ่นจะต้องใจกว้างรับคนต่างชาติ อย่างไม่มีเงื่อนไข จึงสบายไม่ต้องทรมานเข้าประชุมระดับบริหารทำงานที่นั่น แปดปีกว่า ผลิตงานให้สถาบัน สองเล่ม หัวข้อวิจัย เรื่อง ไม่เป็นไร และยังบทความต่างๆ ที่ต้องเขียนให้ตามที่ต่างๆ

แล้วได้ทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้างคะ ช่วยเล่าคร่าว ๆ ได้มั้ยคะ

ทำงานกับคนญี่ปุ่นหรือคะ ก่อนเข้าไปทำงานก็รู้ตัวเองว่า ถ้าเข้าไปทำงานกับคนญี่ปุ่น ถ้าคิดว่า ไม่สามารถที่จะทำได้ดีกว่าเขา หรือเท่าเทียมเขา อย่าได้เข้าไปให้เขาดูถูกเรา

เป็นนักวิจัยคนเดียวและคนแรกในสถาบัน ที่มีคนทำงานเจ็ดสิบกว่าคนตัดสินใจเข้าไปทำหลังจากไตร่ตรองอย่างดี เพราะชอบอะไรที่ท้าทาย เป็นคนแรกและคนเดียว ที่เขาจ้างฐานะเทียบเท่านักวิจัยญี่ปุ่น อยู่จนเกษียณได้เลย อาจารย์เข้าใจดีว่า ผู้อำนวยการสถาบันผู้ซึ่งแต่งหนังสือ สนุกกับภาษาญี่ปุ่นตอนนั้น ต้องการอาจารย์ให้เข้าไปเป็น พันธมิตรเข้าไปล้างสมอง คนญี่ปุ่นหัวเก่าๆ ก็เลยมีการส่งเพื่อนที่เป็นนักวิจัยให้มาทาบทามให้ไปทำงานที่สถาบัน ตอนนั้นได้รับการขอร้องให้ไปสอนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยเอกชนจากอธิการ แต่ไม่คิดว่าน่าสนใจ เพราะไม่ท้าทาย พอเข้าไปที่สถาบันก็ทำงานหนักมากไปที่ทำงานแต่เช้า กลับตอนดึก เพราะเป็นเวลาที่จะได้ทำงานอย่างเต็มที่ สนุกกับงานวิจัย เพราะได้ทำงานที่ตัวเองรัก ทางสถาบันก็ขึ้นขั้น และขึ้นเงินเดือนให้ปีละสองขั้น ก็ยังแปลกใจ ขึ้นบ่อยจังอาจะเป็นเพราะมีผลงานออกมาให้อยู่เรื่อย และมีคนเรียกไปเป็นวิทยากร สร้างชื่อให้สถาบัน คงเป็นเหตุนั้นด้วยก็ได้

ทำที่สถาบัน สนุกดีมาก เข้ากับเพื่อนๆ ได้ดี แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ไปสุงสิงแบบญี่ปุ่นนะคะ ทำงานแบบฝรั่งค่ะ ไม่ใช่ยึดแบบญี่ปุ่น

แล้วเมื่อปี 2541-45 อาจารย์ได้เป็นข้าราชการประจำญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยกะคุเงแห่งประเทศญี่ปุ่น ตำแหน่งศาตราจารย์ สังกัดศูนย์แลกเปลี่ยนนักศึกษานานาชาติ งานนี้เป็นยังไงบ้างคะ ช่วยเล่าให้ฟังด้วยค่ะ

งานนี้เป็นงานที่อยากทำ เพราะอยากเปลี่ยนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ที่ว่า การสอนภาษาญี่ปุ่นเท่าที่ผ่านมา จะมีแต่คนญี่ปุ่นเท่านั้นที่สอนได้อาจารย์เคยเป็นวิทยากรและวิจารณ์เขาว่า

(ภาพ : หลังจากสอนเสร็จ ครูที่กำลังจะเป็นครูสอนภาษาญี่ปุ่นก็ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหลังจากการสอนทำไมคนญี่ปุ่นสอนภาษาฝรั่งเศส เยอรมันได้ แต่ทำไม ภาษาญี่ปุ่นไม่มีต่างชาติเข้าไปสอนเลยแม้สักคน ทั้งที่ต่างชาติทีเรียนจบที่ญี่ปุ่น สามารถที่จะสอนได้ดีกว่าในแง่ที่ว่า มีประสบการณ์การเรียนภาษาญี่ปุ่น สามารถที่จะรู้ว่า นักเรียนเข้าใจหรือไม่เข้าใจตรงไหน

ทำไมไม่ให้อาจารย์ญี่ปุ่น และอาจารย์ต่างชาติที่มีความรู้ทางด้านภาษาญี่ปุ่นเข้าไปร่วมกันสอน จะได้แบ่งหน้าที่และบทบาทกัน จากคำวิจารณ์มีผลกระทบอย่างมาก เพราะเขาก็คงรู้ปัญหามานานแล้วจากนั้นไม่นาน อาจารย์ก็ถูกทาบทามให้ไปสอนที่มหาวิทยาลัย เพื่อไปเป็นผู้รับผิดชอบสังกัดศูนย์แลกเปลี่ยนนักศึกษานานาชาติที่กำลัง จะเปิดใหม่และต้องการคนเข้าไปจัดการเรื่องศูนย์ฯ เลยเป็นศาสตราจารย์คนแรกในมหาวิทยาลัย และเป็นศาสตราจารย์คนแรกที่อายุไม่ถึงขั้นที่จะได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์เพราะเขามีกำหนดว่าอายุเท่าไรจึงจะเป็นศาสตราจารย์ได้ค่ะ อาจารย์ขาดไปสิบเดือน แต่ที่ประชุมคณาจารย์ ลงมติเป็นเอกฉันท์ เพราะผลงานที่ส่งไป มากเกินกว่าที่เขาต้องการ ก็เลยพิจารณาให้เป็นศาสตราจารย์คุมศูนย์แลกเปลี่ยนนักศึกษานานาชาติและยังต้องสอนนักศึกษาปริญญาตรี และโท ตลอดจนต้องเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษาปริญญาตรี และโททั้งนักศึกษาญี่ปุ่น และนักศึกษาต่างชาติ

(ภาพ ห้องวิจัยสาม เป็นห้องทำงานคนเดียว กว้างดี และเงียบโปรดสังเกต ไปทำงานก่อนเวลาทำงาน เพราะนักวิจัยเริ่มทำงาน สี่โมงเช้าค่ะกลางวันก็จะถือไม้เทนนิสไปตีกับเพื่อนเพราะมีสนามเทนนิส แต่ตีไค้เพียงสี่สิบห้านาทีเพราะพักเที่ยง ตอนเที่ยงสิบห้านาทีไม่มีกระดิ่งบอกเวลาเข้าทำงาน ทุกคนต้องรับผิดชอบกลับเข้าทำงานตรงตามเวลา)

การที่อาจารย์ได้เป็นข้าราชการในประเทศญี่ปุ่นนั้น ตอนที่จะเข้ารับราชการนั้นต้องมีการสอบเหมือนเมืองไทยหรือไม่คะ เพราะรู้สึกทึ่งมากที่คนต่างชาติได้รับราชการในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ค่อนข้างเห็นคนต่างชาติเป็นคนนอกน่ะคะ (รู้สึกภูมิใจที่มีคนไทยที่ได้รับราชการที่ญี่ปุ่นคะ)

ระบบเหมือนในเมืองไทยค่ะ ต้องมีการส่งผลงานตามที่เขาแจ้งไว้ค่ะ แต่ไม่มีการสอบ จริงๆ แล้วเขามาทาบทามอย่างไม่เป็นทางการเรียบร้อยแล้วว่าต้องการตัวให้ไปช่วยสอนมีคนส่งใบสมัครสอบมาก แต่ในที่สุดเขาก็เลือกอาจารย์ให้ไปเป็นอาจารย์ต่างชาติที่สอนในมหาวิทยาลัยรัฐบาล ทำให้มีโอกาสเปลี่ยนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นใหม่ที่ว่าเป็นชาวต่างชาติและศาสตราจารย์คนแรกที่สอนภาษาญี่ปุ่นให้นักเรียนต่างชาติที่มาจากทั่วโลก


(ภาพ ศิษย์ทั้งหลายจำวันเกิดอาจารย์ได้ เพราะเกิดหลังจากวันทะนะบะตะ หนึ่งวัน
ศิษย์เลยสร้างความแปลกใจด้วยการจัดงานฉลองวันเกิดให้ค่ะ
ในภาพแต่ละคนตอนนี้ทำอะไรกันอยู่คะ
)

..... ถึงแฟน ๆ ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์

อยากบอกอะไรแฟน ๆ หนังสือของอาจารย์บ้างคะ

อยากจะบอกแฟนๆ ให้ทราบว่า หนังสือของอาจารย์เป็นหนังสือ ที่ต้องผ่านการกลั่นกรองว่ามีประโยชน์ เพราะคลุกคลีกกับภาษาญี่ปุ่น และวัฒนธรรมมาจะ สีสิบปีในอีกไม่กีปีข้างหน้าอยากเขียนหนังสือดีๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่อาจารย์ไทยที่ต้องสอนภาษาญี่ปุ่น แต่ไม่มีโอกาสได้เรียนที่ญี่ปุ่นเต็มที่ จะได้ใช้เป็นคู่มือในการสอนเหมือนที่เคยปรับทุกข์กับอาจารย์ตอนที่อบรมอาจารย์ไทยที่ญี่ปุ่นส่วนนักศึกษาก็อยากให้รู้จักขวนขวาย หาหนังสือมาอ่านและเรียนเองเพิ่มเติม ไม่ใช่เรียนแต่ตำราเพื่อเอาตัวรอดตอนสอบเท่านั้นและสำหรับแฟนๆ ที่สนใจญี่ปุ่น ก็สามารถที่จะแสวงหาความรู้เพิ่มได้ ไม่น้อยหน้าคนที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น จากหนังสือต่างๆ ที่รวบรวมเขียนขึ้นมา แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า แต่ละท่านจะเล็งเห็นคุณค่าของหนังสือแต่ละเล่มที่อาจารย์ ทำออกมาหรือไม่ และหาซื้อไปใช้ ไปอ่านอย่างจริงจังหรือไม่ คุณค่าของหนังสือแต่ละเล่ม อยู่ที่ทุกท่านจะให้คุณค่ากับมัน อาจารย์ กำหนดคุณค่าของมันไม่ได้

(ภาพ : ภาพนี้ถ่ายเมื่อตอนกลับไปเที่ยวกท เมื่อเดือนพย ถึงกรกฎา ลูกศิษย์พาอาจารย์ไปเลี้ยงอาหารสุขภาพค่ะ คงคุ้นหน้านะคะ ดร สุณีย์รัตน์ อจ ประภา และบุณย์วีร์)

อาจารย์ช่วยให้กำลังใจคนที่กำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่หน่อยค่ะ เพราะหลายคนอาจจะคิดว่าภาษาญี่ปุ่นยากเกินความพยายาม จนถอดใจไปแล้วก็คงไม่น้อย

ภาษาทุกภาษามีความยากง่ายต่างกัน ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษายาก แต่เมื่อเทียบกับภาษาฝรั่งเศส อาจารย์ก็ว่ามันก็ยากแต่สิ่งที่ทุกคนลืมไปก็คือ ภาษามีกฎเกณฑ์ ถ้าเราพยายามเรียนแบบเข้าใจเราก็จะเรียนได้สนุก และอีกอย่างถ้าเราคิดว่ามันยาก มันยาก ก่อนจะเรียนเราก็หมดแรงสู้แล้ว

นอกจากนั้น ในการเรียนภาษาหรือ เรียนอะไรก็ตาม ที่สำคัญที่สุดก็คือท่าทีของเรา ถ้าเราให้คำตอบตัวเราเองก่อนที่จะเรียนว่าเราทำไม่ได้ เราก็ไม่มีทางที่จะทำได้

เราต้องบอกตัวเราเองว่า คนอื่นเขายังเรียนได้ ทำไมเราจะเรียนไม่ได้

ทุกคนเรียนได้ค่ะ แต่ต้องมีใจรัก และทุ่มเทกับมัน ให้มันรู้ไปว่าเรียนไม่ได้เราไม่ต้องไปแข่ง หรือเทียบกับคนอื่น เราแข่งกับตัวเราเองก็พอแล้วค่ะขอให้พยายามอย่าได้ท้อถอย สักวันเราก็จะถึงจุดมุ่งหมายของเรา

ปรียา อิงคาภิรมย์

บทสัมภาษณ์ที่Japankiku นำมาฝากแฟน ๆ หนังสือของอาจารย์ปรียา อาจจะตกประเด็นอะไรไป ยังไงก็สามารถเข้าไปฝากคำถามเรื่องต่าง ๆ กับอาจารย์ โดยเฉพาะเรื่องภาษาญี่ปุ่น หรือวัฒนธรรมญี่ปุ่นสามารถเข้าไปถามอาจารย์ได้โดยตรงที่ สนุกกับภาษาญี่ปุ่น กับ ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์

page >> 1 | 2 | 3 | 4 | 5 end |

 
ห้องเรียนภาษาญี่ปุ่น
 

柔道 ห้องยูโด ไวยากรณ์ คำช่วย คำกริยา คำคุณศัพท์ ฯลฯ

書道  ห้องศิลป - นิทานคันจิ , ความเป็นมาของคันจิ

剣道 ห้องเคนโด - สำนวนและ บทสนทนา ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

茶道  ห้องพิธีชงน้ำชา - วัฒนธรรม ประเพณี เกร็ดญี่ปุ่นเรื่องต่าง ๆ

生け花 ห้องอิเคะบะนะ - วรรณกรรมญี่ปุ่น

料理室 ห้องอาหาร  - เกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่น

一人の空間 มุมหลังห้อง สารพันเขียน คลายเครียด  เขียนจดหมาย  

富士山の見える部屋เล่าเรื่องที่พบเห็น ประทับใจ สงสัย  ประสบการณ์

新入生の部屋 ห้องนักเรียนใหม่ ยังไม่เคยสอบวัดระดับ เพิ่งเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น

ห้องพักครู

เจาะใจ ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์

ワイトボード ไวท์บอร์ด - ฝากข้อความถึงครูประจำชั้น

ห้องสมุด
+ A Reference Grammar of Thai
+ ภาษาญี่ปุ่นเบื่องต้น 1
+ ภาษาญี่ปุ่นเบื่องต้น 2
+ プリヤーのタイ語会話
+ ภาพริมสระน้ำ
+ マイペンライ ( 2 )
+ มองแดนซากุระ
+ เอาตัวรอดในญี่ปุ่น
+ เอาตัวรอดและเรียนในญี่ปุ่น
+ ตำนานอาหารญี่ปุ่น
+ สนุกกับการเขียนภาษาญี่ปุ่น
+ เรียนและเอาตัวรอดในอเมริกา
+ โคะโคะโระ
+ กลยุทธการสนทนา ภาษาญี่ปุ่น 1
+ กลยุทธการสนทนา ภาษาญี่ปุ่น 2
+ สนุกกับภาษาญี่ปุ่น 1
+ สนุกกับภาษาญี่ปุ่น 2
+ สนุกกับภาษาญี่ปุ่น 3
+ สนุกกับภาษาญี่ปุ่น 4
+ สนุกกับภาษาญี่ปุ่น 5
+ เคล็ดลับการสนทนาภาษาญี่ปุ่น เล่ม 1
+ เคล็ดลับการสนทนาภาษาญี่ปุ่น เล่ม 2
+ เจาะลึกฟุคุชิ ( คำกริยาวิเศษณ์)
+ เจาะลึกกิเซโงะ และกิตะอิโงะ
+ ไวยากรณ์ภาษญี่ปุ่น

 

ข้อความในโรงเรียนวัดแห่งนี้ เป็นลิขสิทธิ์ของ ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์
หากจะนำไปใช้ก็ช่วยทำลิ้งค์กลับมาให้เราด้วยนะคะ