page >> 1 | 2 | 3
| 4 | 5

ประวัติการศึกษาของอาจารย์รบกวนช่วยเรียงตั้งแต่ อนุบาล จนจบ ดร. อาจารย์เรียนที่ไหนบ้างคะ

ไม่เคยเรียนอนุบาล เริ่มไปเรียนชั้นประถมเมื่ออายุ เจ็ดขวบ ที่โรงเรียนแถวบ้าน แถวซอยสว่าง ชื่อ โรงเรียนประสารอักษร ตอนนั้นบ้านก็อาศัยเช่าที่อยู่ในโรงเรียนค่ะ ตอนนี้ไม่มีแล้ว เป็นโรงเรียนเล็กๆ

แล้วก็ไปเข้า โรงเรียน อัสสัมชัญศึกษา กระโปรงสีแดงนะคะ แหม แดงมาแต่ไกลเลยเรียนตั้งแต่ชั้นป 4 จนจบชั้น มศ 3 มีเพียงชั้นแค่นี้ค่ะ

แล้วไปต่อที่ โรงเรียนเซ็นฟรังซิสซาเวียร์ คอนแวนต์ มศ  4-5

จากนั้น สอบเข้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ เอก ภาษาอังกฤษ โท ภาษาญี่ปุ่น เกียรตินิยมดีมาก

(ภาพ : ภาพนี้ถ่ายเมื่อเข้าไปอยู่กับครอบครัวโยะชิคะวะได้ไม่กี่เดือน คุณแม่โยะชิคะวะ เอาชุดกิโมโนะให้ใส่ ถ่ายกับลูกชายคนโต โทรุ และ อะคิระ)

แล้วก็ไปได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปเป็นนักศึกษาวิจัย เรียนที่ มหาวิทยาลัย วะเซะดะ 1 ปี

แล้วก็ขอย้ายไปเป็นนักศึกษาวิจัยที่ มหาวิทยาลัยโตเกียวภาษาต่างประเทศ 1 ปี

แล้วก็สอบเข้าเรียนปริญญาโททางด้านการสอนภาษาญี่ปุ่นให้แก่ชาวต่างชาติ และภาษาศาสตร์ญี่ปุ่นที่เดียวกับที่เป็นนักศึกษาวิจัย

พอจบจากญี่ปุ่นไปสอนพิเศษที่เมืองไทยได้สามเดือน ก็ไปอเมริกา ไปที่มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ในสหรัฐอเมริกา ตำแหน่งผู้ช่วยนักวิจัย วิจัยภาษาญี่ปุ่นและภาษาไทยกับศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด 1 ปี ได้บทความสองเรื่อง คือ เป็น และคือ เทียบกับ wa/ga  และ ที่ ซึ่ง อัน เทียบกับภาษาญี่ปุ่น

จากนั้นได้ทุนการศึกษาพิเศษ จาก Harvard Yenching 1 ปี เพื่อเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนียร์ เบอร์กเล่ยได้ยกเว้นค่าเล่าเรียนฟรี และเงินทุนเป็นผู้ช่วยวิจัย จากมหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนียร์ เบอร์กเล่ย 2 ปี

 และได้รับทุนเรียนปริญญาเอก จาก มูลนิธิญี่ปุ่น จนจบปริญญาเอก  รวมเวลาที่เรียนที่อเมริกา 4 ปีครึ่ง เวลาที่ทำปริญญาเอกค่ะ

(ภาพ เป็นครั้งแรกที่คุณพ่อญี่ปุ่นกลับมาบ้านให้ทันแขกที่มาเที่ยวที่บ้าน สมาชิกครบห้าคน) หลังจากจบ กลับไปทำงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาญี่ปุ่น3 ปี

แล้วก็ไปทำงานที่สถาบันวิจัยภาษาญี่ปุ่นแห่งประเทศญี่ปุ่นเป็นข้าราชการญี่ปุ่น ทำงานวิจัยเกี่ยวกับ ภาษาเปรียบเทียบของไทยและญี่ปุ่น  8 ปีกว่า

แล้วย้ายออกไปสอน ที่มหาวิทยาลัย โตเกียว กะคุเง ตำแหน่งศาสตราจารย์ รับผิดชอบศูนย์แลกเปลี่ยนนักศึกษานานาชาติซึ่งเพิ่งเปิดใหม่

สอนภาษาญี่ปุ่นให้นักศึกษาต่างชาติจากทั่วโลก และสอนปริญญาตรี โท แก่นักศึกษาญี่ปุ่นและนักศึกษาต่างชาติ สอนและทำงานที่นั่น 4 ปีค่ะ

ลาออกจากการเป็นข้าราชการประจำญี่ปุ่นเมื่อเดือน ตุลาคม ปี ค.. 2002 (ออกมาได้5 ปีแล้ว)

ปัจจุบันทำงานด้านการเขียน และแปล เป็นนักเขียนอิสระ

อาจารย์เคยรู้สึกท้อแท้บ้างไหมคะ เวลาเรียนภาษา ซึ่งเรียนทั้งอังกฤษและญี่ปุ่นควบคู่กันไป

(ภาพนี้ถ่ายที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ตอนที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่นได้ไม่กี่วัน เป็นฤดูใบไม้ผลิตื่นเต้นกับความสวยงามของดอกไม้)

อาจารย์ต้องขอพูดตรงๆ ไม่ได้พูดโอ้อวดอะไรนะคะ พูดกันตามความจริง ไม่ต้องใช้สูตรญี่ปุ่นนะคะเดี๋ยวเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่จริง

อาจารย์ชอบภาษาอังกฤษมาก ตั้งแต่ตอนเรียนอัสสัม และเมื่อเข้าเซ็นฟรังฯ ซิสเตอร์เป็นฝรั่งชาวอังกฤษซึ่งเป็นอธิการ ต้องเรียกไปหาส่วนตัว เพราะเห็นเทสทุกครั้ง ปรียาจะได้ท๊อปเป็นประจำ ทั้งสามหมวด คือ ภาษาอังกฤษ ABC ชอบวรรณคดี เพราะอาจารย์ชาวฟิลิปปินส์ สอนสนุกมาก สอนเรื่องโอลิเวอร์ทวิส และ ตอนมศ 5 เรียน A Tale of Two Cities ชอบมากขนาดที่ว่า ปิดหนังสือใครพูดกับใครก็ยังรู้

ดังนั้น เรียนภาษาอังกฤษชอบมาก ก็เลยไม่ท้อ แต่ตอนเรียนที่คณะศิลปศาสตร์เรียนหนักมาก เพราะต้องอ่านหนังสือนอกเวลาเดือนละสองเล่มแต่ที่ท้อคือ ไม่ชอบทำข้อสอบ ปรนัย เพราะไม่ชอบเดา ทำสอบสู้เพื่อนที่เดาเก่ง ๆ ไม่ได้

ทำไมโทภาษาญี่ปุ่น เพราะตอนนั้นทางสาขายังไม่เปิดเป็นวิชาเอก เรียนภาษาญี่ปุ่นตอนนั้น นึกว่าจะเลิกเรียนเหมือนกัน เพราะปีหนึ่ง เขาส่งสาวอายุสิบแปดมาสอน รู้ภาษาไทยนิดหน่อย แต่สอนไม่รู้เรื่องเลยค่ะ แต่พอปีสอง เหลือคนเรียนอยู่ครึ่งห้อง ได้ครูที่เก่งเพราะสอนที่ฮาวายมาก่อน
ทำให้ชอบภาษาญี่ปุ่นมากไม่เคยไม่มีวันไหน ไม่ทบทวน และเปิดดิกเองชอบมากขนาดที่ว่า เพื่อนโทรมาถาม จำได้ว่าอยู่ตรงไหนจดในหนังสือเหมือน ผ้ายันตร์เลยค่ะ รักมากค่ะ แต่หินมากกว่าจะได้คะแนนอาจารย์ญี่ปุ่นมาแต่ละทีเลือดไหลซิบเลย

(ภาพ : ตอนได้รับทุนกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นไปเที่ยวและเรียนภาษาญี่ปุ่นหนึ่งเดือน ตอนอยู่ปีสามที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั่วประเทศ ได้ไปทั้งหมดสี่คนตอนเดือนกุมภาพันธ์ ค .ศ, 1973 ซึ่งยังหนาวมากในญี่ปุ่น ถ่ายแถวร้านขายของที่เมจิจิงงู)

ทำไมเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่น คำถามนี้ต้องขอโทษนะคะ ให้สัมภาษณ์ และตอบคนญี่ปุ่นไปตั้งแต่สาว จนตอนนี้สาวน้อย (ลงไปทุกที) แล้ว ก็ยังเจอคำถามนี้อีก ที่เลือกมีสองเหตุผลใหญ่ ซึ่งทุกท่านอ่านแล้วคงขำนะคะ

1. เห็นรุ่นพี่แถวบ้าน ถือหนังสือ ‘โยะมิคะตะ’ เดินผ่านหน้าบ้าน พี่คนนั้น น่าตาน่ารัก และดูแล้วเท่ห์ดีจัง ทำให้อยากเรียนภาษาญี่ปุ่นเหมือนพี่คนนั้น
ทั้งที่ชอบภาษาฝรั่งเศสมากนะคะ เรียนได้ดีด้วย

แต่พอปรึกษาคุณพ่อ เพราะสนิทและชอบคุยกับคุณพ่อ ชอบเลียนแบบอ่านหนังสือทุกวันเหมือนคุณพ่อตอนเด็ก

คุณพ่อแนะนำว่า ถ้าเรียนภาษาญี่ปุ่นในอนาคตก็จะรู้ภาษาจีน คือ เขียนอ่านคันจิได้ และในอนาคตคาดว่าประเทศญี่ปุ่นจะต้องเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก เรียนภาษาฝรั่งเศสคงไม่ได้ใช้ทำอะไรเมื่อเรียนจบ

ก็เลยมานั่งคิดอยู่สักพัก เรียนภาษาฝรั่งเศสมาหลายปีแล้วตั้งแต่อยู่อัสสัม และเซ็นฟรังฯ ถ้าเข้ามหาวิทยาลัย ต้องไปแข่งเรียนกับคนอื่น ซึ่งไม่ชอบการแข่งขัน แต่ถ้าเลือกเปลี่ยนมาเรียนภาษาญี่ปุ่นไม่ต้องมีพื้นความรู้มาก่อน น่าสนใจกว่า ก็เลยเลือกเรียนด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่านี้ค่ะ

เมื่อท้อแท้ หรือขี้เกียจเรียนอาจารย์ทำยังไงคะ

ไม่รู้จะบอกว่าไง เมื่อท้อแท้คงมีบ้าง แต่ขี้เกียจเรียนคงไม่มี ที่ท้อแท้ก็คือ ทำไมต้องท่องหนังสือแบบนี้ เวลาเข้าสอบท่องๆๆๆ พอออกนอกห้องก็ลืม จำไม่ได้ หลังจากนั้น ก็เลยทำให้ท้อ ขึ้เกียจท่องมากกว่านะคะ เพราะเป็นคนที่ชอบสงสัย สร้างปัญหาตอนเด็กๆ พอสมควร เพราะครูนึกว่าชอบลองภูมิครู

(ภาพ : ถ่ายที่หน้าบ้านโยะชิคะวะ เป็นหิมะที่ตกเป็นครั้งแรกในโตเกียวตื่นเต้นมาก คุณพ่อญี่ปุ่นชอบถ่ายรูปจะต้องเป็นนางแบบให้ แต่กว่าจะถ่ายได้สักรูป หิมะละลายเลยค่ะ ห้องชั้นสอง คือ ห้องที่อยู่กับบ้านโยะชิคะวะ) แต่ที่ท้อแท้ก็คงจะ ศึกหนักตอนเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย คาลิฟอร์เนีย เบอร์กเลย์

เพราะก่อนจะเขียนวิทยานิพนธ์ได้ ต้องสอบปากเปล่า สามหมวด เช่น วรรณคดี ภาษาศาสตร์ และประวัติศาสตร์ เป็นต้น แล้วแต่จะเลือก

ตอนนั้นมีเพื่อนชาวอเมริกัน ซื้อตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว แต่ผลก็คือ สอบไม่ผ่านสองหมวด ยังถามตัวเองเลยว่า ขนาดเพื่อนอเมริกัน ยังสอบไม่ผ่าน แล้วกระเหรี่ยงอย่างเราจะผ่านได้ยังไง

ท้อแท้มากเหมือนกัน เพราะเห็นเพื่อนสอบไม่ผ่าน ตัวเองกำลังจะเข้าสอบหลังจากนั้นอีกสามเดือนเพื่อนอีกคนเห็นท่าไม่ดีถอนตัวไม่ขอสอบเลื่อนไปอีกปีหนึ่ง

ก็เลยบอกตัวเองว่า มาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่เลื่อนแน่ ถ้าไม่ผ่านก็กลับบ้าน ถือว่าได้เรียนได้ความรู้พอแล้ว ถ้าไม่ผ่านก็แสดงว่า เขาเห็นว่าเราไม่มีความสามารถพอ พยายามแค่ไหนก็คงยาก สู้กลับบ้านเลยดีกว่า

page>> 1 | 2 | 3 | 4 | 5

 
ห้องเรียนภาษาญี่ปุ่น
 

柔道 ห้องยูโด ไวยากรณ์ คำช่วย คำกริยา คำคุณศัพท์ ฯลฯ

書道  ห้องศิลป - นิทานคันจิ , ความเป็นมาของคันจิ

剣道 ห้องเคนโด - สำนวนและ บทสนทนา ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

茶道  ห้องพิธีชงน้ำชา - วัฒนธรรม ประเพณี เกร็ดญี่ปุ่นเรื่องต่าง ๆ

生け花 ห้องอิเคะบะนะ - วรรณกรรมญี่ปุ่น

料理室 ห้องอาหาร  - เกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่น

一人の空間 มุมหลังห้อง สารพันเขียน คลายเครียด  เขียนจดหมาย  

富士山の見える部屋เล่าเรื่องที่พบเห็น ประทับใจ สงสัย  ประสบการณ์

新入生の部屋 ห้องนักเรียนใหม่ ยังไม่เคยสอบวัดระดับ เพิ่งเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น

ห้องพักครู

เจาะใจ ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์

ワイトボード ไวท์บอร์ด - ฝากข้อความถึงครูประจำชั้น

ห้องสมุด
+ A Reference Grammar of Thai
+ ภาษาญี่ปุ่นเบื่องต้น 1
+ ภาษาญี่ปุ่นเบื่องต้น 2
+ プリヤーのタイ語会話
+ ภาพริมสระน้ำ
+ マイペンライ ( 2 )
+ มองแดนซากุระ
+ เอาตัวรอดในญี่ปุ่น
+ เอาตัวรอดและเรียนในญี่ปุ่น
+ ตำนานอาหารญี่ปุ่น
+ สนุกกับการเขียนภาษาญี่ปุ่น
+ เรียนและเอาตัวรอดในอเมริกา
+ โคะโคะโระ
+ กลยุทธการสนทนา ภาษาญี่ปุ่น 1
+ กลยุทธการสนทนา ภาษาญี่ปุ่น 2
+ สนุกกับภาษาญี่ปุ่น 1
+ สนุกกับภาษาญี่ปุ่น 2
+ สนุกกับภาษาญี่ปุ่น 3
+ สนุกกับภาษาญี่ปุ่น 4
+ สนุกกับภาษาญี่ปุ่น 5
+ เคล็ดลับการสนทนาภาษาญี่ปุ่น เล่ม 1
+ เคล็ดลับการสนทนาภาษาญี่ปุ่น เล่ม 2
+ เจาะลึกฟุคุชิ ( คำกริยาวิเศษณ์)
+ เจาะลึกกิเซโงะ และกิตะอิโงะ
+ ไวยากรณ์ภาษญี่ปุ่น

 

ข้อความในโรงเรียนวัดแห่งนี้ เป็นลิขสิทธิ์ของ ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์
หากจะนำไปใช้ก็ช่วยทำลิ้งค์กลับมาให้เราด้วยนะคะ